สมาชิกเข้าสู่ระบบ

งบการศึกษาจ่ายเพิ่มขึ้นทุกปี แต่คุณภาพการศึกษาลดลง

เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (Kasikorn Research Center) เผยแพร่บทความวิเคราะห์เกี่ยวกับมูลค่าการใช้จ่ายในด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2567 มีรายละเอียดดังนี้ 

เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวดี ค่าใช้จ่ายในครัวเรือนสูง ผู้ปกครองใช้จ่ายประหยัด ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายในด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2567 เพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 2.3% เทียบกับผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่าประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท 

มองไปข้างหน้า เทรนด์ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่การศึกษาของไทยยังมีประเด็นคุณภาพที่ต้องเร่งจัดการ

ภาครัฐควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาระบบการศึกษาไทยระยะยาว อาทิ การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไป การยกระดับโรงเรียนอาชีวะศึกษา รวมถึงการเพิ่มความรู้ใหม่ๆ ให้กับบุคลากรผู้สอน

การใช้จ่ายด้านการศึกษาของบุตรหลานในช่วงการเปิดภาคการศึกษาใหม่ปี 2567 ส่วนใหญ่ผู้ปกครองมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้เพื่อจัดสรรให้กับค่าเทอมและค่าธรรมเนียมการศึกษาที่เพิ่มขึ้น 

ค่าเทอมและค่าธรรมเนียม (คำนวณในส่วนของโรงเรียนรัฐและเอกชน ไม่รวมโรงเรียนนานาชาติ) โดยเฉลี่ยปรับเพิ่มขึ้น 2.6% จากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่า 24,430 ล้านบาท โดยค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนเอกชนบางแห่งมีการปรับค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสำหรับนักเรียนเข้าใหม่ เนื่องจากต้นทุนการทำธุรกิจอย่างค่าจ้างบุคลากร หรือค่าสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้น

ค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา เช่น ค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน รองเท้า เป็นต้น เพิ่มขึ้นเพียง 1.9% จากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่า 2,750 ล้านบาท การปรับเพิ่มขึ้นหลักๆ มาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูง ขณะที่ผู้ปกครองควบคุมงบประมาณการซื้อชุดนักเรียน และเลือกซื้อที่มีการจัดโปรโมชั่น

ค่าเรียนพิเศษ/กวดวิชา และเสริมทักษะลดลง 0.7% จากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา หรือมีมูลค่า 1,490 ล้านบาท โดยผู้ปกครองบางกลุ่มมีการปรับลดวิชาเรียน เลือกเรียนเฉพาะวิชาที่จำเป็น เมื่อสถานการณ์เศรษฐกิจดีขึ้นผู้ปกครองคงจะให้บุตรหลานเรียนกวดวิชาและเสริมทักษะเพิ่มเติม

ค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าใช้จ่ายรายวันสำหรับบุตรหลานไปโรงเรียนคงที่หรือไม่เปลี่ยนแปลงจากผลสำรวจในปีที่ผ่านมา

 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายในด้านการศึกษาสำหรับบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2567 เพิ่มขึ้นเพียง 2.3% เทียบกับผลสำรวจในช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีมูลค่าประมาณ 2.9 หมื่นล้านบาท  

มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาที่เพิ่มขึ้นข้างต้น อาจไม่ได้สะท้อนว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีทิศทางที่ดี แต่เป็นผลจากการเปรียบเทียบกับผลด้านราคาและค่าครองชีพ ขณะที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องจัดสรรค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพื่อการศึกษาของบุตรหลาน โดยพิจารณาเลือกตัดลดหรือประหยัดค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก้อนอื่นๆ ควบคู่กับการหาแหล่งรายได้อื่นเข้ามาเพิ่มทดแทน 

มองไปข้างหน้า ปัจจัยแวดล้อมของการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลง บทบาทของเทคโนโลยีที่มากขึ้น การแข่งขันในตลาดแรงงานสูงจากโลกของการทำธุรกิจเปลี่ยนไปมีผลทำให้ความต้องการแรงงานมีทักษะที่เปลี่ยนไป แต่การศึกษาของไทยมีหลายประเด็นที่ภาครัฐคงต้องให้ความสำคัญในการวางแผนแก้ไขอย่างจริงจัง

ความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาที่นับวันจะสูงขึ้น เมื่อค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีชื่อเสียงจะมีการแข่งขันที่สูง หรือโรงเรียนที่มีหลักสูตรพิเศษอย่างภาษาต่างประเทศ หรือการนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอนจะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษามากขึ้น

คุณภาพการศึกษาของไทยที่ลดลง สะท้อนผ่านดัชนีการวัดความสามารถด้านความรู้ระดับประเทศหรือ PISA (รูปที่ 2) ซึ่งจะมีผลระยะยาวต่ออนาคตของบุตรหลาน และตลาดแรงงานไทย

ทัศนคติการเรียนต่อระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีลดลง จากผลสำรวจพบว่าผู้ปกครองเกือบครึ่ง (49% ของกลุ่มตัวอย่าง) เห็นด้วยกับบุตรหลานที่เริ่มมองว่าการเรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่าไม่สำคัญต่อการสมัครงานในอนาคต ซึ่งส่วนใหญ่มองว่าอาชีพอิสระหาเงินได้มากกว่า และปัจจุบัน มีหลายคนที่ประสบความสำเร็จและสร้างรายได้จากการใช้เทคโนโลยี ในการสร้างรายได้จากการขายของออนไลน์ การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ (Influencer) และการสร้างรายได้ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีผลต่อตลาดแรงงานในระยะข้างหน้า 

ดังนั้น เพื่อยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทย ให้นักเรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียม และเตรียมทักษะความพร้อมให้กับนักเรียน ภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้น อาทิ 

  • การจัดสรรงบประมาณในการพัฒนาโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา
  • การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับโลกธุรกิจที่เปลี่ยนไป
  • การยกระดับโรงเรียนอาชีวะศึกษาด้วยการเพิ่มงบประมาณในด้านการวิจัยและพัฒนา
  • การพัฒนาและยกระดับความรู้ใหม่ๆ (Upskill และ Reskill) ให้กับบุคลากรผู้สอน รวมถึงการเพิ่มบุคลากรครูผู้สอน

 

 

หมายเหตุ

รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ทั่วไป โดยจัดทำขึ้นจากแหล่งข้อมูลต่างๆ ที่น่าเชื่อถือ แต่บริษัทฯ มิอาจรับรองความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือความสมบูรณ์เพื่อใช้ในทางการค้าหรือประโยชน์อื่นใด บริษัทฯ อาจมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ตลอดโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ผู้ใช้ข้อมูลต้องใช้ความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลต่างๆ ด้วยวิจารณญาณตนเองและรับผิดชอบในความเสี่ยงเองทั้งสิ้น บริษัทฯ จะไม่รับผิดต่อผู้ใช้หรือบุคคลใดในความเสียหายใดจากการใช้ข้อมูลดังกล่าว ข้อมูลในรายงานฉบับนี้จึงไม่ถือว่าเป็นการให้ความเห็น หรือคำแนะนำในการตัดสินใจทางธุรกิจ แต่อย่างใดทั้งสิ้น

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 13 พฤษภาคม 2567

สรุปสาระสำคัญ 

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงาน การใช้จ่ายการศึกษา กรุงเทพฯและปริมณฑล ปี2567 เพิ่มขึ้น เล็กน้อย ประมาณ 2.3เปอร์เซ็นต์ หรือ มูลค่า 2.9 หมื่นล้านบาท สาเหตุ จาก เศรษฐกิจ ฟื้นตัว ช้า และ ค่าครองชีพ สูง ผู้ปกครอง ใช้จ่าย อย่าง ประหยัด

ค่าเทอม เพิ่มขึ้น 2.6เปอร์เซ็นต์ โดย โรงเรียนเอกชน ปรับ ค่าธรรมเนียม สูงขึ้น จาก ต้นทุน บุคลากร และ สาธารณูปโภค
ค่าอุปกรณ์ การเรียน เพิ่มขึ้น เล็กน้อย 1.9เปอร์เซ็นต์ ผู้ปกครอง ควบคุม งบประมาณ และ เลือก โปรโมชั่น
กวดวิชา ลดลง 0.7เปอร์เซ็นต์ เพราะ เศรษฐกิจ ทำให้ ลด รายวิชา ที่ ไม่จำเป็น 
ค่าใช้จ่ายอื่น คงที่

แนวโน้ม อนาคต เพิ่มขึ้น จาก เทคโนโลยี และ ตลาดแรงงาน เปลี่ยนแปลง

ปัญหา ความเหลื่อมล้ำ สูงขึ้น โรงเรียน มีชื่อเสียง ค่าใช้จ่าย สูง
คุณภาพ การศึกษา ไทย ลดลง ตาม PISA
ทัศนคติ เรียนต่อ ปริญญาตรี ลดลง เพราะ มองว่า อาชีพ อิสระ ออนไลน์ สร้างรายได้

รัฐ ควร พัฒนา หลักสูตร ทันสมัย ลงทุน โรงเรียน ห่างไกล ลด ความเหลื่อมล้ำ ยกระดับ อาชีวศึกษา และ Upskill Reskill ครู
โดยรวม การใช้จ่าย เพิ่ม แต่สะท้อน ภาระ ครัวเรือน และ ความท้าทาย ระบบ การศึกษา ไทย ต้อง ปฏิรูป อย่าง จริงจัง และ ต่อเนื่อง เพื่อ อนาคต

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การใช้จ่ายการศึกษาเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยคือข้อใด
ก. จำนวนประชากรนักเรียนลดลง
ข. เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็ว
ค. ค่าครองชีพสูงและเศรษฐกิจชะลอ
ง. นโยบายลดค่าเทอมของรัฐ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าเศรษฐกิจชะลอและค่าครองชีพสูงทำให้ผู้ปกครองใช้จ่ายระมัดระวัง

 

ข้อ 2

ค่าใช้จ่ายใดเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบทความ
ก. ค่าอุปกรณ์การเรียน
ข. ค่าเทอมและค่าธรรมเนียม
ค. ค่าเดินทาง
ง. ค่ากิจกรรมพิเศษ

เฉลย: ข
เหตุผล: ค่าเทอมเพิ่ม 2.6% สูงกว่าค่าอุปกรณ์ (1.9%)

 

ข้อ 3

เหตุผลหลักที่ค่าเรียนกวดวิชาลดลงคืออะไร
ก. โรงเรียนรัฐสอนดีขึ้น
ข. ผู้ปกครองย้ายไปเรียนออนไลน์
ค. เศรษฐกิจทำให้ลดรายวิชาที่ไม่จำเป็น
ง. รัฐห้ามเรียนพิเศษ

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้ปกครองลดรายจ่ายเลือกเฉพาะวิชาจำเป็น

 

ข้อ 4

แนวโน้มระยะยาวของค่าใช้จ่ายการศึกษาคืออะไร
ก. ลดลงต่อเนื่อง
ข. คงที่
ค. เพิ่มขึ้นจากเทคโนโลยีและตลาดแรงงาน
ง. หายไปในอนาคต

เฉลย: ค
เหตุผล: เทคโนโลยีและการแข่งขันแรงงานทำให้ต้นทุนการศึกษาเพิ่ม

 

ข้อ 5

ปัญหาสำคัญด้านการศึกษาที่บทความกล่าวถึงคืออะไร
ก. ขาดโรงเรียน
ข. ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น
ค. ครูไม่พอ
ง. นักเรียนไม่สนใจเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: ค่าใช้จ่ายสูงทำให้ช่องว่างการศึกษากว้างขึ้น

 

ข้อ 6

การวัดคุณภาพการศึกษาที่ถูกกล่าวถึงคือข้อใด
ก. O-NET
ข. PISA
ค. GPA
ง. TIMSS

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความอ้างถึง PISA เป็นตัวชี้วัดคุณภาพ

 

ข้อ 7

ทัศนคติของผู้ปกครองต่อการเรียนระดับปริญญาตรีเป็นอย่างไร
ก. เพิ่มขึ้น
ข. ไม่เปลี่ยนแปลง
ค. ลดความสำคัญลง
ง. จำเป็นมากขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: เกือบครึ่งมองว่าไม่สำคัญต่อการทำงาน

 

ข้อ 8

เหตุผลที่คนไม่ให้ความสำคัญกับปริญญาตรีมากขึ้นคืออะไร
ก. ค่าเทอมแพง
ข. เรียนยาก
ค. อาชีพออนไลน์สร้างรายได้สูง
ง. ไม่มีมหาวิทยาลัย

เฉลย: ค
เหตุผล: อาชีพออนไลน์และอินฟลูเอนเซอร์สร้างรายได้ได้จริง

 

ข้อ 9

ข้อใดเป็นบทบาทของภาครัฐที่เหมาะสมที่สุด
ก. ลดจำนวนโรงเรียน
ข. เพิ่มภาษีการศึกษา
ค. พัฒนาหลักสูตรให้ทันโลกธุรกิจ
ง. จำกัดการเรียนพิเศษ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอให้ปรับหลักสูตรให้ทันโลกงาน

 

ข้อ 10

แนวทางใดช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ดีที่สุด
ก. เพิ่มค่าเทอมโรงเรียนดัง
ข. ลดโรงเรียนขนาดเล็ก
ค. พัฒนาโรงเรียนพื้นที่ห่างไกล
ง. ลดจำนวนครู

เฉลย: ค
เหตุผล: การลงทุนในพื้นที่ห่างไกลช่วยเพิ่มความเท่าเทียมทางการศึกษา