
เพราะเขา “สอนคน” ให้มี “วิชาชีวิต School of life” ติดตัวไปตลอดกาล..มาถึงวันนี้ เราเรียกการทำอย่างนี้ว่า.. “การสอนแบบองค์รวม Holistic learning” ของเก่าของดีแท้ๆ..แต่พากันงงไปคนละมุมสองมุม..วันนี้ จึงตัดสินในเฉลยให้ฟัง
การศึกษาแบบองค์รวม มุ่งเน้นการเตรียมนักเรียนให้พร้อม เพื่อรับมือกับความท้าทายใด ๆ ที่พวกเขาอาจเผชิญในชีวิต, และในอาชีพการงาน
การกระทำเช่นนี้ เปรียบได้กับ การเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนเดินทางไกล การชาร์จประจุไฟฟ้าในโทรศัพท์ รวมถึงการฝึกทักษะต่าง ๆ เพื่อชีวิตด้วย
การศึกษาแบบองค์รวม “เป็นความพยายาม” ที่จะปรับเปลี่ยนการเรียนรู้เรื่องความดีงามของมนุษย์, ความยิ่งใหญ่ส่วนตัวและความสุขในการมีชีวิตอยู่ “ทั้งการเรียนรู้และความสำเร็จ Both learning and success”.. ตลอดจนการควบคุมแรงกดดันจากการแข่งขันทางสังคม Controlling the pressures of social competition, สามารถระงับยับยั้งความรุนแรงที่มักเกิดขึ้นทางร่างกาย,จิตใจ,และอารมณ์
จะเห็นได้ว่า..เด็ก ๆ ไม่เพียงแต่ต้องพัฒนาด้านวิชาการ..แต่ต้องพัฒนาความสามารถในการอยู่รอดในโลกสมัยใหม่ด้วย
พวกเขาจำเป็นต้องสามารถลุกขึ้นด้วยตัวของเขาเอง..และพบกับความท้าทายที่นำเสนอให้กับพวกเขาในอนาคต,..และมีส่วนร่วมกับโลกที่อาศัยอยู่
การเรียนรู้แบบองค์รวม “Holistic learning” ต้องเริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กโดยการทำงานร่วมกัน และรับผิดชอบร่วมกันของครอบครัวและโรงเรียน Work together and take the responsibility together of family and school ดังนี้
จึงขอสรุปในตอนท้ายนี้ว่า การสอนแบบองค์รวม Holistic learning, คือการบูรณาการ Integrated องค์ความรู้ต่างๆเข้ากับ “วิชาหลักที่ครูสอน” หรือพูดตามภาษาชาวบ้านก็ได้ว่า “คือการผสมผสานสรรพวิชาต่างๆเข้าด้วยกัน” เพื่อให้เป็น “วิชาชีวิต School of life” สำหรับใช้ในชีวิตจริง และอนาคต หรือถ้าจะเอาอย่างเข้มข้น เป็นวิทยาศาสตร์จ๋า ก็เป็น “สะเต็มศึกษา STEM Education ก็ทำนองเดียวกัน นั่นแหละครับ
สุทัศน์ เอกา
ที่มา ; เพจ สุทัศน์ เอกา