
รัฐบาลญี่ปุ่น เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า จำนวนครูที่ต้องลางานเนื่องจากมีอาการป่วยทางด้านจิตใจในโรงเรียนของรัฐบาลญี่ปุ่นนั้น เพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 6,539 คนในปีงบประมาณ 2565 โดยระบุถึงหนึ่งในสาเหตุที่เป็นไปได้ว่า เนื่องจากครูมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้นท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2565 ที่นับถึงเดือนมี.ค. 2566 นั้น จำนวนครูที่มีอาการป่วยทางด้านจิตใจ เพิ่มขึ้น 642 คนจากปี 2564 ซึ่งนับเป็นการเพิ่มขึ้นเป็นปีที่สองติดต่อกัน โดยจำนวนดังกล่าวคิดเป็น 0.71% ของครูทั้งหมดในโรงเรียนประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย รวมถึงโรงเรียนสำหรับเด็กพิเศษ หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 140 คน
ทั้งนี้ จำนวนครูที่ลางานเนื่องจากอาการป่วยทางจิตใจอยู่ที่ประมาณ 5,000 คนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่พุ่งขึ้นมากกว่า 1,300 คนในช่วงสองปีนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษากล่าวว่า จำนวนครูป่วยทางด้านจิตใจเพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เช่น ความจำเป็นในการใช้มาตรการป้องกันการติดเชื้อ แต่ยังได้ระบุถึงแนวโน้มการร้องเรียนที่เพิ่มขึ้นจากผู้ปกครองของนักเรียนด้วย
ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า การขาดแคลนครูในโรงเรียนถือเป็นปัญหารุนแรงในญี่ปุ่น โดยคนหนุ่มสาวหลีกเลี่ยงการเข้าสู่อาชีพครูที่ถูกมองว่ามีภาระงานหนัก ขณะเดียวกันก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ครูจำนวนมากขึ้นลางานเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือการคลอดบุตร
กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีของญี่ปุ่นตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "ความท้าทายที่ร้ายแรง" และจะส่งเสริมการปฏิรูปรูปแบบการทำงาน รวมถึงการลดงานเอกสาร และจัดการกับชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน
ครูในญี่ปุ่นลาป่วยจากอาการป่วยทางจิตใจพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ คาดสาเหตุหลักเพราะงานงอกกจากโควิด- ผู้ปกครองร้องเรียนบ่อยขึ้น
ที่มา ; Blockdit
เกี่ยวข้องกัน
‘ฮ่องกง’ เผชิญวิกฤติ ‘ครูแห่ลาออก’ ถอนเงินจากกองทุนบำนาญกว่า 45,000 ล้านบาท
“ฮ่องกง” เคยเกิดการประท้วงครั้งใหญ่ จากกรณีการออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของทางการจีนในปี 2562 โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงต้องการเรียกร้องเสรีภาพในการปกครองตนเองเพิ่มมากขึ้น กระทั่งเดือนตุลาคม 2566 “จอห์น ลี” (John Lee) ผู้บริหารเขตปกครองพิเศษฮ่องกงประกาศว่า ภายในปี 2567 จะเดินหน้าสร้างกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งหมุดหมายครั้งนี้ก็อาจมีผลกับการตัดสินใจของบรรดาครูวิชาชีพในฮ่องกง หลังมีรายงานข่าวระบุว่า ระหว่างปี 2565 ถึง 2566 ครู และครูใหญ่ในฮ่องกงลาออกพร้อมถอนเงินออกจากกองทุนบำนาญรวมกันมากถึง “1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ” หรือคิดเป็นเงินไทยราว “45,000 ล้านบาท”
ท่ามกลางคลื่นการอพยพย้ายถิ่นของฮ่องกงในรอบหลายปีที่ผ่านมาพบว่า มีแนวโน้มการลาออก และถอนเงินออกจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเรื่อยมา โดยระหว่างปี 2564 ถึง 2565 มีครูลาออกจากโรงเรียนที่ได้รับเงินในรูปแบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินอุดหนุน จำนวน 3,432 คน และระหว่างปี 2565 ถึง 2566 มีครูลาออกทั้งสิ้น 3,238 คน โดยสำนักงานการศึกษาได้เปิดเผยรายงานประจำปีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปีการศึกษา 2566 โดยมีเหตุปัจจัยจากการเกษียณอายุ ลาออก รวมถึงเหตุผลอื่นๆ พบว่า ครูแต่ละคนจะได้รับเงินโดยเฉลี่ยจากทั้งสองกองทุนราว “3 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง” หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ “13 ล้านบาท”
สำนักข่าว “เซาท์ ไชน่า มอนิ่ง โพสต์” (South China Morning Post) ระบุว่า ตัวแทนจากภาคการศึกษามองว่า มีความจำเป็นที่จะต้องจับตาดูผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ว่า มีผลต่อการตัดสินใจลาออกของบรรดาครูหรือไม่ โดยพบว่า ไม่กี่ปีที่ผ่าน บุคลากรครูลาออกจากวิชาชีพสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยอัตราการลาออกในระดับชั้นอนุบาลสูงสุดอยู่ที่ 17.6% ตามมาด้วยระดับชั้นประถมศึกษา 8.5% และระดับชั้นมัธยมศึกษา 9.8% ทว่าจำนวนครูที่ลาออกกลับไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษามากนัก เนื่องจากที่ผ่านมาจำนวนชั้นเรียนถูกตัดทอนออกไปเยอะพอสมควร จากผลกระทบเรื่องจำนวนเด็กนักเรียนที่ลดน้อยลง
อย่างไรก็ตาม กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่มีการบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เคยทำให้ครูอย่าง 4 คน ถูกถอนใบอนุญาตตลอดชีวิต เนื่องจากมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นทางการเมือง เปิดสื่อการสอนที่มีหัวข้อเกี่ยวกับเอกราชของฮ่องกง ให้รายละเอียดกับนักเรียนที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับ “สงครามฝิ่น” ระหว่างจีนและอังกฤษ และคนสุดท้าย ถูกถอนใบอนุญาตจากการถูกตั้งข้อหาก่ออาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงในปี 2562
นอกจากนี้ ยังมีครูอีก 150 คน ที่ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนร่วมกับเหตุการณ์ความไม่สงบทำให้ถูกลงโทษทางวินัยด้วยการตำหนิ ตักเตือน รวมถึงการแจ้งเตือนด้วยวาจา โดยในปี 2565 สำนักงานแก้ไขจรรยาบรรณวิชาชีพกำหนดให้ครูต้องทำหน้าที่ส่งเสริมการศึกษาระดับชาติอย่างจริงจัง รวมถึงรายงานกิจกรรมที่อาจผิดกฎหมาย หรือมีข้อมูลบางประการที่เข้าข่าย “เบี่ยงเบนทางศีลธรรม” หากฝ่าฝืน และไม่ปฏิบัติตามอาจถูกถอดถอนใบอนุญาตในภายหลังได้
ในอนาคตคาดว่า ครูใหม่ในโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาล และผู้ที่ได้รับการเลื่อนขั้นในโรงเรียนต้องเข้าร่วมทัศนศึกษาในประเทศจีนตั้งแต่ปีการศึกษา 2567 เป็นต้นไป เพื่อได้รับโอกาสในการเสริมสร้างความสามารถ และได้รับการปลูกฝังเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาติ
อ้างอิง: Infoquest, South China Morning Post, Thaipost
รายงาน จาก รัฐบาลญี่ปุ่น ระบุ ว่า จำนวน ครู ใน โรงเรียน รัฐ ที่ ลางาน ด้วย ปัญหา สุขภาพจิต เพิ่มขึ้น ถึง 6,539 คน ใน ปีงบประมาณ 2565 สูงสุด เป็น ประวัติการณ์ คิดเป็น ประมาณ ร้อยละ 0.71 ของ ครู ทั้งหมด และ เพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง หลัง โควิด19 ทำให้ ภาระงาน ครู หนักขึ้น ทั้ง การป้องกันโรค งานเอกสาร และ แรงกดดัน จาก ผู้ปกครอง ผู้เชี่ยวชาญ ชี้ ว่า ปัญหา นี้ สะท้อน การ ขาดแคลน ครู และ ความเครียด ใน วิชาชีพ รวมถึง แนวโน้ม คนรุ่นใหม่ ไม่ เลือก อาชีพ ครู กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่น เร่ง ปฏิรูป การทำงาน ลด งานเอกสาร และ ชั่วโมงทำงาน เพื่อ บรรเทา วิกฤติ
ฮ่องกง เผชิญ การลาออก ครู จำนวนมาก จาก กฎหมาย ความมั่นคง และ แรงกดดัน ทางการเมือง ระหว่าง ปี 2565 2566 มี ครู และ ผู้บริหาร ลาออก กว่า 3,200 คน ต่อปี พร้อม ถอนเงิน กองทุนบำนาญ รวม 1,300 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ สาเหตุ หลัก มาจาก ความไม่แน่นอน ทางนโยบาย การเกษียณ และ การปรับโครงสร้าง ระบบการศึกษา อัตรา ลาออก สูง ใน ระดับ อนุบาล ประถม และ มัธยม แต่ ผลกระทบ ระบบ ไม่ รุนแรง เพราะ นักเรียน ลดลง กฎหมาย ความมั่นคง ทำให้ ครู ถูก ลงโทษ ทางวินัย ภาครัฐ เพิ่ม การกำกับ จรรยาบรรณ ครู และ ส่งเสริม อัตลักษณ์ ชาติ ทั้งสองกรณีชี้ให้เห็นความสำคัญของการบริหารทรัพยากรครูและการปฏิรูปเชิงระบบเพื่อความยั่งยืนของคุณภาพการศึกษาในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดทั่วโลกด้วย
สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ครูญี่ปุ่นลางานเพิ่มขึ้นคือข้อใด
ก. การลดงบประมาณการศึกษา
ข. ภาระงานเพิ่มจากโควิด-19 และความเครียด
ค. การย้ายถิ่นของครูไปต่างประเทศ
ง. การเกษียณอายุจำนวนมาก
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าภาระงานและความเครียดจากโควิดเป็นปัจจัยหลัก
แนวทางแก้ปัญหาของกระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นคือข้อใด
ก. เพิ่มจำนวนครูใหม่
ข. ลดชั่วโมงเรียนของนักเรียน
ค. ลดงานเอกสารและปฏิรูปการทำงานครู
ง. ปิดโรงเรียนบางส่วน
เฉลย: ค
เหตุผล: มาตรการหลักคือการลดภาระงานและปฏิรูประบบงาน
ข้อมูลฮ่องกงสะท้อนปัญหาด้านใดเด่นที่สุด
ก. การขาดนักเรียน
ข. การขาดงบประมาณ
ค. การลาออกของครูจากปัจจัยนโยบายและการเมือง
ง. การขาดเทคโนโลยีการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: การลาออกเชื่อมโยงกับกฎหมายความมั่นคงและแรงกดดันทางการเมือง
อัตราการลาออกของครูระดับใดสูงที่สุดในฮ่องกง
ก. มัธยม
ข. ประถม
ค. อนุบาล
ง. อุดมศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: อนุบาลมีอัตราสูงสุด 17.6%
ผลกระทบที่ “ลดความรุนแรง” ของการลาออกครูในฮ่องกงคือข้อใด
ก. เพิ่มครูต่างชาติ
ข. ลดจำนวนโรงเรียน
ค. จำนวนนักเรียนลดลง
ง. เพิ่มงบประมาณรัฐ
เฉลย: ค
เหตุผล: เด็กนักเรียนลดลงทำให้ผลกระทบเชิงระบบไม่รุนแรงมาก
ปัญหาที่เหมือนกันของทั้งญี่ปุ่นและฮ่องกงคือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยี
ข. ครูมีรายได้ต่ำ
ค. วิกฤติแรงงานครูและความกดดันสูง
ง. ระบบสอบเข้ามหาวิทยาลัย
เฉลย: ค
เหตุผล: ทั้งสองประเทศเผชิญความเครียดและแรงกดดันต่อวิชาชีพครู
ข้อใดเป็นผลของกฎหมายความมั่นคงในฮ่องกงต่อครู
ก. เพิ่มเงินเดือนครู
ข. ลดเวลาทำงาน
ค. เพิกถอนใบอนุญาตครูบางราย
ง. เพิ่มจำนวนนักเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: มีกรณีครูถูกถอนใบอนุญาตจากการสอน/การเมือง
เหตุผลที่คนรุ่นใหม่ไม่เลือกอาชีพครูในญี่ปุ่นคือข้อใด
ก. ไม่มีความก้าวหน้า
ข. ภาระงานหนักและความเครียดสูง
ค. ไม่มีสถาบันผลิตครู
ง. ไม่มีเงินเดือน
เฉลย: ข
เหตุผล: ภาระงานและความเครียดเป็นปัจจัยหลัก
มาตรการเชิงนโยบายของฮ่องกงในอนาคตเน้นเรื่องใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. ส่งเสริมอัตลักษณ์ชาติและการกำกับจรรยาบรรณ
ค. ยกเลิกหลักสูตร
ง. ปิดโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นจรรยาบรรณและการปลูกฝังอัตลักษณ์ชาติ
บทเรียนเชิงนโยบายจากทั้งสองกรณีควรเน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. เพิ่มการสอบครู
ข. ลดจำนวนนักเรียน
ค. ปฏิรูประบบการบริหารครูอย่างยั่งยืน
ง. เพิ่มชั่วโมงสอน
เฉลย: ค
เหตุผล: แก่นปัญหาคือระบบการบริหารและภาระงานครูต้องปรับเชิงโครงสร้าง