
การเกิดขึ้นของโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคน (One Tablet PC Per Child) ในปี พ.ศ. 2554 ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของแวดวงการศึกษาไทย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพิจารณาถึง “แผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลเพื่อการศึกษา (พ.ศ. 2566 – 2570)” เราจะสัมผัสได้ถึงความพยายามของหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลนโยบายด้านการศึกษาของประเทศซึ่งเล็งเห็นความจำเป็นของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาพัฒนาการจัดการศึกษาผ่านโครงการนำร่องมากมาย
สอดคล้องกับนโยบายด้านดิจิทัลเพื่อการศึกษาในต่างประเทศ อาทิ การส่งเสริมให้ผู้สอน บุคลากรทางการศึกษา และสถานศึกษา พัฒนาและใช้สื่ออิเล็คทรอนิกส์ (e-Contents) เพื่อการจัดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตามมาตรฐานที่กำหนด ทั้ง e-Book, e-Library, Courseware, LMS (Learning Management System) รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์สื่ออิเล็คทรอนิกส์ (e-Content Center) และการพัฒนาระบบการเรียนรู้ด้วย ICT (e-Learning System) ในรูปแบบที่หลากหลาย
รวมถึงการจัดให้มีระบบคอมพิวเตอร์และชุดอุปกรณ์เพื่อการเรียนการสอน เพื่อการจัดสร้าง Virtual University, Virtual Classroom และ Virtual Laboratory ชุดอุปกรณ์เพื่อการจัดทำ Distance Learning และการจัดการศึกษาในรูปแบบอื่นที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนในแต่ละระดับ
รวมทั้งเร่งพัฒนาซอฟแวร์เพื่อการให้บริการ (Front Office) ตามภารกิจของหน่วยงานในทุกระดับ เช่น Smart Card, e-Registration, e-Counseling, e-Testing, e-Loan, e-Academy, e-Platform, Classroom without walls, Outdoor education และการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้และการฝึกอบรมให้ครอบคลุมผู้เรียนทุกระดับอย่างทั่วถึง (Appropriate Curriculum)
ทั้งหมดนี้ รวมเรียกว่า e-Education
e-Education คือการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดการศึกษาทั้งระบบ เริ่มตั้งแต่กระบวนการสรรหาบุคลากรของสถาบันการศึกษา กระบวนการรับนิสิต งานทะเบียนและวัดผล งานหลักสูตรและการสอน งานห้องสมุด งานแนะแนว งานวิจัยและพัฒนา งานกิจการนักศึกษา การจัดการความรู้ ระบบสารสนเทศเพื่อผู้บริหารสถานศึกษา งานอาคารสถานที่ งานสวัสดิการและสิ่งอำนวยความสะดวก ฯลฯ
ในปัจจุบัน คำว่า e-Education เพิ่งเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย แม้ว่าหน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลนโยบายด้านการศึกษาของประเทศไทยจะยังไม่ประกาศยุทธศาสตร์การสร้าง e-Education ขึ้นอย่างเป็นทางการ อาจเพราะยังไม่มีการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ e-Education จากผู้เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาภายในประเทศที่ชัดเจนนัก
ปรากฏการณ์นี้มิใช่เรื่องแปลก เนื่องจากในวงวิชาการด้านการศึกษาระดับสากลเองก็มีข้อมูลอ้างอิงเกี่ยวกับ e-Education ค่อนข้างจำกัดเช่นกัน เห็นได้จากการที่มีบทความวิชาการและงานวิจัยเพียงไม่กี่ชิ้นซึ่งทำการศึกษาประเด็น e-Education อย่างเป็นทางการ
กระนั้นก็ดี ยังมีงานวิจัยเกี่ยวกับ e-Education ที่น่าสนใจหยิบยกมาพูดถึงเพื่อเป็นแนวทางการจัดการศึกษาของไทย โดยเฉพาะงานวิจัยเรื่อง The Paradigms of e-Education ของ Jyrki Pulkkinen, Finland และงานวิจัยเรื่อง A conceptual framework for implementing e-education ของ Hemduth Rugbeer, South Africa
งานวิจัยของ Jyrki Pulkkinen เรื่อง The Paradigms of e-Education ได้ชี้ประเด็นสำคัญ 2 ประการเกี่ยวกับอนาคตภาพของ e-Education
ประการแรกก็คือ e-Education ในฐานะแนวโน้มจำเป็นสำหรับการจัดการศึกษาในอนาคตอันใกล้นี้ และประเด็นที่ 2 ซึ่งสำคัญมากก็คือ ความท้าทายของนักวิชาการทางด้านการศึกษาที่จะหลอมรวมการวิจัยทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารให้เข้ากับทฤษฎีทางด้านการบริหารการศึกษา
งานวิจัยของ Jyrki Pulkkinen ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของแวดวงการศึกษาในอนาคต ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการจัดการศึกษาล้วนพึ่งพาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแบบ 100%
ส่วนงานวิจัยของ Hemduth Rugbeer เรื่อง A conceptual framework for implementing e-education นั้น ได้นำเสนอประเด็นคล้ายกับงานวิจัยของ Jyrki Pulkkinen หากแต่ Hemduth Rugbeer ได้เน้นไปที่ตัวเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารค่อนข้างมากกว่าของ Jyrki Pulkkinen
อาจเป็นเพราะว่า Hemduth Rugbeer เป็นนักวิจัยจากประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งขาดแคลนเครื่องไม้เครื่องมือในการจัดการศึกษา Hemduth Rugbeer จึงไม่เน้นไปที่ตัวระบบการศึกษาเหมือน Jyrki Pulkkinen ซึ่งเป็นนักวิจัยจากประเทศฟินแลนด์ที่มีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า
อย่างไรก็ดี ประเด็นหนึ่งซึ่งน่าสนใจที่ Hemduth Rugbeer ได้นำเสนอไว้ก็คือ การจัดให้ e-Education เป็นหน้าที่หลักของผู้บริหารสถานศึกษา Hemduth Rugbeer มองว่าผู้บริหารสถานศึกษาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการนำ e-Education มาใช้ หากว่าผู้บริหารสถานศึกษาไม่มีภาวะผู้นำในเรื่องการสนับสนุนให้มี e-Education แล้ว การจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพก็ไม่อาจเดินหน้าไปได้ในอนาคตอย่างแน่นอน
เมื่อนำกรณีศึกษาจากงานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นดังกล่าวมาใช้เสมือนเป็นแนวทางการจัดการศึกษาของไทย ในแง่ของการนำ e-Education มาใช้ในการจัดการศึกษา ผมขอนำเสนอกระบวนทัศน์การใช้ e-Education ในระบบการจัดการศึกษาในอนาคต ดังต่อไปนี้
1. ขณะนี้ในประเทศไทย แม้หลายฝ่ายจะมองว่า การใช้ e-Education ในระบบการจัดการศึกษานั้น ยังเป็นเรื่องใหม่ หรือ “เป็นเรื่องของอนาคต” ทว่า เมื่อพิจารณาในบริบทของสถาบันการศึกษาที่มีความพร้อมทางด้านการจัดการศึกษา โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษา เช่น สถาบันอุดมศึกษาเอกชนบางแห่ง หรือมหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่ง ก็จะเห็นทิศทางการนำ e-Education มาใช้กับระบบการจัดการศึกษาบ้างแล้ว กระนั้นก็ดี ในปัจจุบันก็ยังไม่มีสถาบันใดกล่าวอ้างว่าสถาบันการศึกษาของตนใช้ e-Education อย่างเต็มรูปแบบแต่อย่างใด
เหตุดังนั้น หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแลนโยบายด้านการศึกษาของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งผลักดันให้เกิดการนำ e-Education มาใช้ในระบบการจัดการศึกษา โดยผนึกรวมเอาโครงการคอมพิวเตอร์มือถือสำหรับนักเรียนทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของแผนดังกล่าวด้วย
2. กล่าวสำหรับนโยบาย Anywhere Anytime “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” โครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา หรือ Anywhere Anytime งบประมาณ ระยะที่ 2 ปี งบฯ ผูกพันตั้งแต่ปี 2569-2573 จำนวน 29,765,253,600 บาท แจกอุปกรณ์เสริมการสอนของนักเรียนและครู ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต โครมบุ๊ก โน้ตบุ๊ก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ในรูปแบบเช่าใช้งาน พร้อมสัญญานอินเตอร์เน็ตคุณภาพสูง
โดยในปี 2568 ได้ขอจัดสรรเครื่องอุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่นักเรียน จำนวนกว่า 6 แสนคน ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ในกลุ่มโรงเรียนคุณภาพชุมชนและโรงเรียนขยายโอกาส
ส่วนปี 2569 ได้ขอจัดสรรงบประมาณไปจำนวน 2.9 หมื่นล้านบาท สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เหลือทั้งหมด ประมาณ 1.2 ล้านคน ซึ่งในงบประมาณของปี 2569 จะขยายผลไปยังนักเรียนชั้นมัธยมต้นในโรงเรียนคุณภาพ คาดว่า จะมีเด็กและครูได้รับอุปกรณ์เสริมการเรียนการสอนรวมกว่า 1.8 ล้านคน ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาไทยที่จะได้เห็นภาพอย่างชัดเจน
นอกจากนี้ ยังได้เห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินโครงการส่งเสริมการเรียนรู้อาชีวศึกษาทุกที่ทุกเวลา งบประมาณ 3,302 ล้านบาท ประกอบด้วย โครงการจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา 3,212 ล้านบาท สำหรับแจกให้ครูและนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 1-3 จำนวน 159,332 ราย
และโครงการผลิตสื่อวีดิทัศน์ หรือสื่อโทรทัศน์เพื่อการศึกษาอาชีวศึกษา 90,000 บาท โดยอนุมัติก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ ระยะเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ 2569-2572) เพื่อดำเนินโครงการเช่นกัน
ต่อประเด็นดังกล่าว ผมคิดว่า การริเริ่มนโยบาย Anywhere Anytime “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” ถือเป็นแนวความคิดที่ดีในกรณีของโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีการศึกษา นั่นก็คือ เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบและกลวิธีการสอนบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้ผ่านระบบสารสนเทศและการสื่อสารแบบพลิกโฉมหน้าระบบการจัดการศึกษาของประเทศไทยเอาเลยทีเดียว
ซึ่งในจุดนี้ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี หากเรามองไปที่กระบวนทัศน์การใช้ e-Education ในระบบการจัดการศึกษาของไทยในอนาคต ซึ่งหากมีการดำเนินการตามนโยบายเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ จนครบทุกระดับชั้น ก็เท่ากับว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ ระบบการจัดการศึกษาของไทยจะก้าวไปสู่การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาบูรณาการการจัดระบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่
คงเหลือก็แต่ การวางระบบ e-Education อย่างเต็มรูปแบบในอนาคต และคงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่หากว่าแนวนโยบายของรัฐบาลไทยดังกล่าว จะไปตรงกับบทสรุปจากงานวิจัยของ Jyrki Pulkkinen เรื่อง The Paradigms of e-Education และงานวิจัยของ Hemduth Rugbeer เรื่อง A conceptual framework for implementing e-education เข้าอย่างจัง!
ทั้งนี้เนื่องเพราะ กระบวนทัศน์การใช้ e-Education ในระบบการจัดการศึกษากำลังเป็นแนวโน้มสำคัญสำหรับการจัดการศึกษาของโลกยุคหน้านั่นเอง
ที่มา ;SALIKA
บทความกล่าวถึงพัฒนาการของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการศึกษาไทย โดยเริ่มจากโครงการ One Tablet PC Per Child ปี 2554 สู่แนวคิด e-Education ซึ่งเป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ครอบคลุมทุกมิติของระบบการศึกษา ทั้งการเรียนการสอน การบริหาร งานทะเบียน วัดผล และบริการผู้เรียน ภาครัฐได้ผลักดันผ่านแผนปฏิบัติการด้านดิจิทัลเพื่อการศึกษา (2566–2570) และนโยบาย “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) ที่สนับสนุนอุปกรณ์และอินเทอร์เน็ตแก่ครูและนักเรียน
แม้ e-Education ยังไม่ถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชัดเจนในไทย แต่มีแนวโน้มสอดคล้องกับต่างประเทศและงานวิจัยสากล โดย Jyrki Pulkkinen ชี้ว่า e-Education เป็นความจำเป็นในอนาคตและต้องผสาน ICT กับการบริหารการศึกษา ขณะที่ Hemduth Rugbeer เน้นบทบาทผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในการขับเคลื่อน
ปัจจุบันบางสถาบันเริ่มนำ e-Education มาใช้ แต่ยังไม่เต็มรูปแบบ จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาเชิงระบบ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน นโยบาย และภาวะผู้นำ หากดำเนินการต่อเนื่อง ไทยมีแนวโน้มก้าวสู่ระบบการศึกษาที่ใช้เทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้
ระดับ: ปานกลาง (เน้นวิเคราะห์/ประยุกต์)
ข้อใดอธิบาย “e-Education” ได้ครอบคลุมที่สุด
ก. การใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน
ข. การใช้ ICT สนับสนุนเฉพาะการเรียนออนไลน์
ค. การใช้ ICT บูรณาการทั้งระบบการศึกษา
ง. การพัฒนาสื่อ e-Book ในโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: e-Education ครอบคลุมทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะสื่อหรืออุปกรณ์
นโยบาย Anywhere Anytime สะท้อนแนวคิดใดมากที่สุด
ก. ความเท่าเทียมทางการศึกษา
ข. การเรียนรู้ยืดหยุ่นด้วยเทคโนโลยี
ค. การแข่งขันทางวิชาการ
ง. การลดบทบาทครู
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ผ่าน ICT
บทบาทของผู้บริหารตามแนวคิดของ Rugbeer คือข้อใด
ก. ควบคุมงบประมาณ
ข. สนับสนุนและขับเคลื่อน e-Education
ค. พัฒนาหลักสูตรเพียงอย่างเดียว
ง. ลดการใช้เทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: ผู้บริหารต้องมีภาวะผู้นำด้าน e-Education
ข้อใดเป็นความท้าทายสำคัญตาม Pulkkinen
ก. การจัดซื้ออุปกรณ์
ข. การฝึกนักเรียน
ค. การบูรณาการ ICT กับการบริหารการศึกษา
ง. การเพิ่มงบประมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลงระบบ
เหตุใดไทยยังไม่ประกาศ e-Education เป็นยุทธศาสตร์ชัดเจน
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขาดองค์ความรู้ที่ชัดเจน
ค. ขาดครู
ง. ขาดนักเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าความรู้ยังไม่ชัดเจน
การแจกอุปกรณ์ดิจิทัลจำนวนมากควรคำนึงถึงสิ่งใดมากที่สุด
ก. จำนวนเครื่อง
ข. ยี่ห้อ
ค. ระบบการใช้งานและการจัดการเรียนรู้
ง. สีของอุปกรณ์
เฉลย: ค
เหตุผล: อุปกรณ์ต้องสอดคล้องกับระบบการเรียนรู้
ข้อใด “ไม่ใช่” องค์ประกอบของ e-Education
ก. e-Testing
ข. e-Library
ค. e-Loan
ง. e-Sport
เฉลย: ง
เหตุผล: ไม่เกี่ยวกับระบบการศึกษาโดยตรง
แนวโน้มในอนาคตของการศึกษาโลกคือข้อใด
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. ใช้ ICT เต็มรูปแบบ
ค. ยกเลิกโรงเรียน
ง. เน้นการสอบอย่างเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: ICT จะเป็นโครงสร้างหลัก
หากโรงเรียนมีอุปกรณ์ครบ แต่ไม่มีการพัฒนาครู จะเกิดผลอย่างไร
ก. สำเร็จทันที
ข. ไม่มีผลต่อการเรียน
ค. ใช้เทคโนโลยีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
ง. นักเรียนเก่งขึ้นทันที
เฉลย: ค
เหตุผล: คนเป็นปัจจัยสำคัญกว่าระบบ
แนวทางใดเหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อน e-Education
ก. ลงทุนอุปกรณ์อย่างเดียว
ข. ออกนโยบายแต่ไม่ติดตาม
ค. บูรณาการนโยบาย เทคโนโลยี และการพัฒนาคน
ง. ลดบทบาทผู้บริหาร
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องพัฒนาแบบองค์รวมทั้งระบบ