สมาชิกเข้าสู่ระบบ

มส.ผส.ชี้ 3 ประเด็นหลักเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. ที่โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซ่า ลาดพร้าว กรุงเทพฯ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) จัดงานนำเสนอผลการวิจัยและเผยแพร่ข้อมูลสู่สาธารณะเพื่อเตรียมรองรับการเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์เป้าหมาย ด้านสังคม แผนงานศักยภาพและโอกาสของผู้สูงอายุ โดย นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า หากพิจารณาจากสัดส่วนของผู้สูงอายุในประเทศไทยซึ่งมีเกินร้อยละ 10 ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมาตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งตลอด 14 ปี และจะเข้าสู่ปีที่ 15 ในการก่อตั้งมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุ ได้ส่งเสริมงานวิจัยและขับเคลื่อนคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งพัฒนาหลักสูตร องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเตรียมเตรียมพร้อมผู้สูงอายุในทุกรูปแบบ ไม่ว่าการจะจัดองค์ความรู้ อบรมหลักสูตรโรงเรียนผู้สูงอายุร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาวิทยาลัยในการจัดทำต้นแบบชุดหลักสูตรความรู้ที่เหมาะสมในการจตัดตั้งผู้สูงอายุ และดำเนินการจัดทำรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุ เป็นต้น 

“การเตรียมความพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันมีนโยบาย แผน และแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมผู้สูงอายุมากมาย แต่เมื่อดูในเชิงปฎิบัติ กลับพบว่า ไม่ได้มีการใช้สมาคม มูลนิธิ หรือกองทุนของผู้สูงอายุอย่างจริงจัง เป็นการดำเนินการที่หน่วยงานต่างๆ ต้องจัดการเอง ซึ่ง 3 เรื่องที่ต้องเร่งเตรียมพร้อมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ มีดังนี้

1.ระบบสาธารณสุข มุ่งเน้นการรักษา ป้องกันโรคปัจจุบัน มากกว่าความถดถอยตามสภาพร่างกายของผู้สูงอายุและโรคเรื้อรังต่างๆ ในกลุ่มผู้สูงอายุ

2.ระบบสวัสดิการสำหรับผู้สูงอายุ ยังไม่มีการกำหนดสวัสดิการรองรับผู้สูงอายุอย่างดี ทั้งการขนส่ง สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ หรือเรื่องเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุก็ยังไม่ชัดเจน รวมถึงสิทธิบัตรทอง ระบบการรักษาพยาบาลต่างๆ และ

3.ระบบงบประมาณในการส่งเสริมพัฒนากลุ่มผู้สูงอายุ” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ศ.ดร.วรเวศม์ สุวรรณระดา ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจของผู้สูงอายุ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า สถานการณ์ทางการเงิน รายได้ของผู้สูงอายุนั้น พบว่าก่อนโควิด-19 มีผู้สูงอายุร้อยละ 40 จะมีรายได้จากการทำงาน และร้อยละ 80 ได้รับเงินจากลูกหลาน ขณะที่กลุ่มผู้สูงอายุที่มีความพร้อม สำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2560 รายงานว่ากลุ่มผู้สูงอายุที่มีเงินออมเกิน 1 ล้านขึ้นไป มีประมาณ ร้อยละ 14 ขณะเดียวกันกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้เกินปีละ 30,000 บาท มีร้อยละ 4 

ถ้าพิจารณาตามสถิติสถานภาพชีวิตในด้านเศรษฐกิจของผู้สูงอายุไทย หากมองรวมๆ เหมือนมีชีวิตที่ดีแต่ไม่ใช่ทั้งหมด ผู้สูงอายุไทย 100 คน มีผู้สูงอายุที่มีฐานะยากจน 7 คน สะท้อนให้เห็นว่าภาพรวมจริงๆ ของผู้สูงอายุมีปัญหาอยู่แล้ว ยิ่งเกิดโควิด-19 ยิ่งทำให้สถานภาพชีวิตด้านเศรษฐกิจผู้สูงอายุประสบปัญหามากขึ้น กลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้จากการทำงาน และจากลูกหลานให้เงินใช้นั้น ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งจากช่วงก่อนโควิด-19 ฉะนั้น บำเหน็จบำนาญ เบี้ยยังชีพมีความสำคัญอย่างมากในกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะมีการเร่งวางระบบการช่วยเหลือ เตรียมพร้อมเงินบำเหน็จบำนาญ และเบี้ยยังชีพให้แก่ผู้สูงอายุทุกคนได้อย่างเท่าเทียม สามารถอยู่ได้ไปตลอดชีวิต” ศ.ดร.วรเวศม์ กล่าว 

นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง ประเทศไทยต้องเดินแบบไหน ถึงจะใช้ชีวิตสูงวัยได้อย่างมีคุณภาพ ว่าสังคมปัจจุบันเท่ากับสังคมแบบ 99:1 คือ เป็นสังคมที่เหลื่อมล้ำสุดๆ การพัฒนาจะเป็นประโยชน์ต่อคนเพียงร้อยละ 1 ส่วนคนร้อยละ 99 ไม่ได้รับผลประโยชน์ ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคมแบบตัวใครตัวมัน และเหลื่อมล้ำแบบสุดๆ  ส่วนสาเหตุที่เป็นอย่างนี้ เพราะเกิดจาการพัฒนาแบบแยกส่วน เศรษฐกิจ ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้งแต่เอาจีดีพีเป็นตัวตั้ง ขณะที่การศึกษาไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง แต่เอาวิชาเป็นตัวตั้ง การพัฒนาแบบนี้จะนำไปสู่การเสียสมดุลในทุกมิติ ทำให้ชีวิตถูกทอดทิ้ง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กและคนพิการ 

ผู้สูงอายุในไทย ตอนนี้จน แก่ ป่วย ถูกทอดทิ้งเปลี่ยวเหงา รู้สึกว่าไม่มีประโยชน์ และการเข้าถึงบริการต่างๆ ก็แพงสุดๆ ซึ่งเมื่อผู้สูงอายุรู้สึกว่าตัวเองไม่มีประโยชน์จะกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ทั้งที่ผู้สูงอายุมีประโยชน์ มีประสบการณ์มากมาย อีกทั้งการเข้าถึงการรักษาพยาบาล มีแต่บริการไกลหรือแพงมาก  เรื่องเหล่านี้ต้องได้รับการแก้ไข ต้องทำให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการรักษาพยาบาลได้ง่าย ดีและมีคุณภาพ มีบริการที่ฟรีแก่ผู้สูงอายุ” นพ.ประเวศ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม สัมประสิทธิคุณภาพชีวิตหรือพิจารณาคุณภาพชีวิตจากต้นทุนทั้งหมดสังคมเมืองในไทย พบว่ามีประโยชน์ต่อคนเพียงร้อยละ 1 ของประชาชนทั้งหมดเท่านั้น เพราะต้นทุนทั้งหมดมีจำนวนมาก เมื่อเทียบกับคุณภาพชีวิตที่จะได้รับน้อยลง ขณะที่หน่วยทางสังคมที่มีสัมประสิทธิคุณภาพชีวิตสูงสุด คือ ต้องมีอัตลักษณ์และดุลยภาพของชีวิต ฉะนั้น ต้องมีระบบการอยู่ร่วมกันอยู่สมดุลในชุมชน ทั้งชุมชนขนาดเล็กประชากร 500-1,000 คน ร่วมจัดการ มีประชาธิปไตยชุมชนพัฒนาอย่างบูรณาการ 8 มิติ เชื่อมโยงกับ เศรษฐกิจ จิตใจ สังคม สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สุขภาพ การศึกษา และประชาธิปไตย 

ที่มา ; เดลินิวส์ 30 พฤศจิกายน 2564

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงการเตรียมความพร้อมประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างสมบูรณ์ โดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทยได้จัดเวทีเผยแพร่งานวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ เน้นการสร้างองค์ความรู้ หลักสูตร และความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงอายุตั้งแต่ปี 2548

แม้ประเทศไทยมีนโยบายและแผนรองรับจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติยังขาดความเป็นระบบ โดยมีปัญหาหลัก 3 ด้าน คือ ระบบสาธารณสุขที่ยังเน้นการรักษาโรคทั่วไปมากกว่าการดูแลโรคเรื้อรังและความเสื่อมตามวัย ระบบสวัสดิการผู้สูงอายุที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งรายได้ การเดินทาง และบริการพื้นฐาน รวมถึงระบบงบประมาณที่ยังไม่เพียงพอ

ด้านเศรษฐกิจ ผู้สูงอายุจำนวนมากยังพึ่งพารายได้จากการทำงานและครอบครัว แต่มีเพียงส่วนน้อยที่มีเงินออมสูง และหลังโควิด-19 รายได้ลดลง ทำให้ความเสี่ยงความยากจนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง การพัฒนาเน้นเศรษฐกิจมากกว่าคุณภาพชีวิต ส่งผลให้ผู้สูงอายุจำนวนมากถูกทอดทิ้งและเข้าถึงบริการยาก จึงเสนอให้ปรับระบบสาธารณสุข สวัสดิการ และงบประมาณ โดยยึดคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์กลาง และพัฒนาชุมชนเข้มแข็งแบบบูรณาการ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงอายุคือข้อใด
ก. อัตราการเกิดเพิ่มขึ้น
ข. สัดส่วนผู้สูงอายุเกินร้อยละ 10
ค. จำนวนแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น
ง. เศรษฐกิจเติบโตสูงต่อเนื่อง

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่มีสัดส่วนเกิน 10%

 

ข้อ 2

ปัญหาหลักของระบบสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. เน้นการส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกันมากเกินไป
ข. ขาดโรงพยาบาลในชนบท
ค. เน้นรักษาโรคทั่วไปมากกว่าความเสื่อมตามวัย
ง. ไม่มีบุคลากรทางการแพทย์เพียงพอ

เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบยังไม่เน้นโรคเรื้อรังและความเสื่อมตามวัยของผู้สูงอายุ

 

ข้อ 3

สัดส่วนผู้สูงอายุที่มีเงินออมมากกว่า 1 ล้านบาทประมาณเท่าใด
ก. ร้อยละ 4
ข. ร้อยละ 14
ค. ร้อยละ 40
ง. ร้อยละ 80

เฉลย: ข
เหตุผล: ข้อมูลระบุว่ามีประมาณร้อยละ 14

 

ข้อ 4

หลังโควิด-19 รายได้ของผู้สูงอายุมีแนวโน้มอย่างไร
ก. เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ข. คงที่
ค. ลดลงเหลือครึ่งหนึ่ง
ง. ไม่เปลี่ยนแปลง

เฉลย: ค
เหตุผล: รายได้จากงานและลูกหลานลดลงเหลือประมาณครึ่งหนึ่ง

 

ข้อ 5

ปัญหาสำคัญด้านสวัสดิการผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. มีสวัสดิการมากเกินไป
ข. ครอบคลุมทุกด้านแล้ว
ค. ยังไม่ชัดเจนและไม่ครอบคลุม
ง. ใช้งบประมาณมากเกินจำเป็น

เฉลย: ค
เหตุผล: สวัสดิการยังไม่ครอบคลุมด้านรายได้ การเดินทาง และบริการพื้นฐาน

 

ข้อ 6

แนวคิดของ “สังคม 99:1” สะท้อนปัญหาใด
ก. การเติบโตทางเศรษฐกิจ
ข. ความเหลื่อมล้ำสูงมาก
ค. การเพิ่มประชากร
ง. การพัฒนาเทคโนโลยี

เฉลย: ข
เหตุผล: สะท้อนว่าคนส่วนน้อยได้ประโยชน์มากกว่าคนส่วนใหญ่

 

ข้อ 7

สาเหตุสำคัญของปัญหาสังคมตามบทความคือข้อใด
ก. การขาดเทคโนโลยี
ข. การพัฒนาแบบแยกส่วน
ค. การลงทุนไม่เพียงพอ
ง. การศึกษาไม่ทั่วถึง

เฉลย: ข
เหตุผล: การพัฒนาเศรษฐกิจแยกจากชีวิตจริงทำให้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

ข้อ 8

กลุ่มผู้สูงอายุที่ยากจนในไทยประมาณเท่าใด
ก. ร้อยละ 4
ข. ร้อยละ 7
ค. ร้อยละ 14
ง. ร้อยละ 40

เฉลย: ข
เหตุผล: ระบุว่าผู้สูงอายุยากจนประมาณร้อยละ 7

 

ข้อ 9

ข้อเสนอสำคัญในการแก้ปัญหาผู้สูงอายุคือข้อใด
ก. ลดจำนวนผู้สูงอายุ
ข. เพิ่มภาษีประชาชน
ค. พัฒนาระบบแบบบูรณาการยึดคุณภาพชีวิต
ง. ลดงบสวัสดิการ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการพัฒนาแบบองค์รวมและคุณภาพชีวิตเป็นศูนย์กลาง

 

ข้อ 10

แนวทางชุมชนที่มีคุณภาพสูงควรเป็นอย่างไร
ก. พึ่งรัฐทั้งหมด
ข. แยกส่วนการพัฒนา
ค. ชุมชนเข้มแข็งและบูรณาการหลายมิติ
ง. ลดการมีส่วนร่วมของประชาชน

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องมีการบูรณาการเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษา และประชาธิปไตยในชุมชน

 
 

ความเห็นของผู้ชม