
นางสาว อ. ข้าราชการส่วนท้องถิ่นรายหนึ่ง ย้ายจากจังหวัดปัตตานี มาอยู่เทศบาลตำบลแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมืองยะลา จึงมีสิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าเช่าบ้านของข้าราชการ ส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๘
แต่ได้เข้าพักอาศัยอยู่กับบ้านครอบครัวสามี มิได้เช่าบ้านเพื่อพักอาศัย แต่ด้วยความอยากจะเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากเทศบาลมาใช้สอยส่วนตัว จึงได้ไปเอาทะเบียนบ้านหลังหนึ่งของญาติที่เปิดเป็นร้านซ่อมรถจักรยานยนต์ ไม่ใช่ที่อยู่อาศัยและไม่ได้เช่าอยู่อาศัยจริง นำมายื่นเรื่องขอเบิกเงินค่าเช่าบ้านจากเทศบาลตำบล
นายกเทศมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเช่าบ้านประกอบด้วย ๑.นาย ก. ตำแหน่งปลัดเทศบาล ,๒.นางสาว ข. ตำแหน่งผู้อำนวยการกองคลัง และ ๓.นางสาว ค. ตำแหน่งหัวหน้า ฝ่ายบริหารงานทั่วไป ให้ไปตรวจสอบการเช่าบ้าน ว่ามีการเช่าพักอาศัยอยู่จริงหรือไม่ ราคาค่าเช่าเหมาะสมหรือไม่ เพื่อเสนอความเห็นให้นายกเทศมนตรี พิจารณาอนุมัติให้เบิกค่าเช่าบ้านแก่นางสาว อ. ต่อไป
แต่อาจจะด้วยเพราะความสนิทสนม ความเกรงใจ หรือได้รับประโยชน์ร่วมกัน คณะกรรมการตรวจสอบ การเช่าบ้านทั้งสาม ไม่ได้เดินทางไปตรวจสอบบ้านเช่าในพื้นที่ แต่ได้ร่วมกันลงนามรับรองว่า นางสาว อ. ได้เช่าบ้าน หลังดังกล่าว พักอาศัยอยู่จริง ราคาค่าเช่าบ้านเหมาะสม เสนอต่อนายกเทศมนตรี อนุมัติให้นางสาว อ. ใช้สิทธิ์ เบิกค่าเช่าบ้าน ในหลังดังกล่าวจากเทศบาลตำบล มานานถึงเกือบ ๘ ปี ทั้งที่ไม่เคยเช่าพักอาศัย ไม่เคยจ่ายค่าเช่า ให้กับเจ้าของบ้าน
และแล้ววันที่ผลกรรมที่ได้กระทำก็ตามมาถึงมิได้ทันพ้นชาตินี้ มีพลเมืองดีทราบเรื่องดังกล่าว เห็นว่า ไม่ถูกต้อง จึงยื่นเรื่องร้องเรียนโดยไม่เปิดเผยรายชื่อ (บัตรสนเท่ห์) ไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. พิจารณามอบหมายให้ สำนักงาน ป.ป.ท. ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริง ในพื้นที่จังหวัดยะลาแทน คณะกรรมการ ป.ป.ท. จึงได้มอบหมาย ให้ พนักงาน ป.ป.ท. ไต่สวนข้อเท็จจริง จนทราบว่าเรื่องดังกล่าวมีมูลความผิดอาญาและวินัย จึงได้ได้มีมติชี้มูลความผิดแก่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเช่าบ้านทั้งสามรายว่าเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ แล้วส่งสำนวนไปให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ๙
ในส่วนของนางสาว อ. (ผู้เบิกค่าเช่าบ้านเท็จ) เห็นว่าเป็นการใช้สิทธิ์เบิกค่าเช่าบ้านโดยไม่สุจริต เป็นความผิดอาญาทั่วไปฐานฉ้อโกงเทศบาล และใช้เอกสารปลอม จึงส่งเรื่องให้เทศบาลดำเนินการต่อไป
ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค ๙ พิจารณาแล้วมีคำสั่งลงโทษนาย ก. นางสาว ข. และ นางสาว ค. ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการเช่าบ้าน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๑๕๗ และมาตรา ๑๖๒ ให้จำคุกคนละ ๑ ปี และปรับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาท แต่ในชั้นกระบวนพิจารณาของศาลผู้ต้องหาทั้งสามให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี จึงลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือ จำคุกคนละ ๖ เดือน ปรับคนละ ๕,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ ๒ ปี
ดังนั้น “อย่าพายเรือให้โจรนั่ง ท่านจะมีความผิดด้วยเสียเอง”
ที่มา ; คำพิพากษาศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบที่ อท.๕๐/๒๕๖๓ วันที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๖๓