สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ ในปี 2566

23 ก.พ. 2564 นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)  หรือสภาพัฒน์ฯ ยังเผยแพร่รายงานพิเศษเรื่อง หลักประกันรายได้ของผู้สูงอายุ : เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นโดยระบุว่าไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ (Completely Aged Society) ในปี 2566 และสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super Aged Society) ในปี 2576  หรือ 12 ปีข้างหน้า แต่การออมในผู้สูงอายุยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิต โดยเสนอให้ภาครัฐดำเนินการใน 2 ประเด็น ได้แก่

1.การส่งเสริมการออมเพื่อสร้างหลักประกันรายได้ให้กับผู้สูงอายุโดยการสร้างการรับรู้และเพิ่มช่องทางการเข้าถึงหลักประกันให้สะดวกและรวดเร็ว ทั้งการสมัครและการขอรับสิทธิประโยชน์และทบทวนฐานเงินเดือนสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมและปรับอัตราการออมเพื่อให้แรงงานสามารถออมได้มากขึ้น ขณะที่ภาคประชาชนสามารถเตรียมความพร้อมโดยการเก็บออมได้อีกทางหนึ่งด้วย

2.การเพิ่มรายได้โดยส่งเสริมการมีรายได้หลังเกษียณและความรู้ทางการเงิน การประกอบอาชีพตามความสามารถของผู้สูงวัย และเพิ่มความรู้ในการบริหารจัดการการเงิน (Financial literacy)

เราเคยมีการศึกษาไว้ว่าเงินออมที่พึงมีหลังจากอายุ 60 ปีไปแล้ว ในเขตเมือง ต้องมีเงินออม 4 ล้านบาท เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้ต่อไปหลังเกษียณ ส่วนในชนบท ต้องมีเงินออมประมาณ 2.8 ล้านบาท แต่ระบบบำนาญของเรา จะพบว่าคนที่มีรายได้เพียงพอหลังเกษียณไปแล้วอยู่ในระดับไม่ค่อยดีนัก และหากเราไม่ทำอะไรเลย ในอนาคตจะมีคน 14 ล้านคน ที่จะอยู่ได้หรือมีรายได้จากเบี้ยผู้สูงอายุเท่านั้น จึงต้องทำให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่ระบบการออมนายดนุชา กล่าว 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

สรุปสาระสำคัญ 

รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์” ในปี 2566 และจะเป็น “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” ในปี 2576 ซึ่งหมายถึงสัดส่วนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ขณะที่ระบบการออมของประชาชนยังไม่เพียงพอต่อการรองรับชีวิตหลังเกษียณ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางรายได้ของผู้สูงอายุในอนาคต

สศช. เสนอแนวทางสำคัญ 2 ด้าน ได้แก่ (1) การส่งเสริมการออม โดยสร้างการรับรู้ เพิ่มช่องทางการเข้าถึงสิทธิประโยชน์ ปรับฐานเงินเดือนสูงสุดในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคม และส่งเสริมให้แรงงานออมเพิ่มขึ้น รวมถึงการสนับสนุนให้ประชาชนวางแผนการออมตั้งแต่ช่วงวัยทำงาน (2) การเพิ่มรายได้หลังเกษียณ โดยส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุตามศักยภาพ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเสริมความรู้ด้านการเงิน (Financial literacy)

มีการประเมินว่า ผู้สูงอายุในเขตเมืองควรมีเงินออมประมาณ 4 ล้านบาท และในชนบทประมาณ 2.8 ล้านบาท เพื่อให้ดำรงชีวิตได้อย่างมั่นคงหลังเกษียณ อย่างไรก็ตาม ระบบบำนาญปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับได้เพียงพอ หากไม่มีการปรับตัว อาจมีประชาชนกว่า 14 ล้านคนต้องพึ่งพาเพียงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุในอนาคต จึงจำเป็นต้องเร่งส่งเสริมระบบการออมอย่างเป็นระบบ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ในปีใด
ก. 2564
ข. 2566 
ค. 2570
ง. 2576
เฉลย: ข เพราะรายงานระบุชัดว่าเป็นปี 2566
เหตุผล: เป็นข้อมูลเชิงข้อเท็จจริงพื้นฐานของบทความ

 

ข้อ 2

ประเด็นสำคัญที่สุดของรายงานนี้คืออะไร
ก. การเพิ่มจำนวนแรงงาน
ข. การพัฒนาการศึกษา
ค. ความมั่นคงรายได้ผู้สูงอายุ 
ง. การขยายเศรษฐกิจดิจิทัล
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นปัญหาการออมไม่เพียงพอของผู้สูงอายุ

 

ข้อ 3

แนวทาง “เพิ่มการออม” ข้อใดสอดคล้องกับรายงาน
ก. เพิ่มวันทำงาน
ข. ลดภาษี
ค. ปรับระบบเงินสมทบประกันสังคม 
ง. ลดอายุเกษียณ
เฉลย: ค
เหตุผล: รายงานเสนอปรับฐานเงินเดือนและอัตราออม

 

ข้อ 4

การส่งเสริม Financial literacy มีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. เพิ่มรายได้รัฐบาล
ข. ลดการใช้เงินของรัฐ
ค. ให้คนบริหารเงินได้ดีขึ้น 
ง. เพิ่มการลงทุนต่างประเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้ประชาชนจัดการการเงินตนเอง

 

ข้อ 5

เงินออมที่เหมาะสมในเขตเมืองหลังเกษียณคือเท่าใด
ก. 2.8 ล้านบาท
ข. 3 ล้านบาท
ค. 4 ล้านบาท 
ง. 5 ล้านบาท
เฉลย: ค
เหตุผล: รายงานกำหนดไว้ชัดเจน

 

ข้อ 6

หากไม่ดำเนินนโยบาย อาจเกิดผลกระทบใด
ก. แรงงานขาดแคลน
ข. คนพึ่งเบี้ยผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น 
ค. GDP ลดลงทันที
ง. การย้ายถิ่นลดลง
เฉลย: ข
เหตุผล: คาดว่าจะมีถึง 14 ล้านคนพึ่งพาเบี้ยยังชีพ

 

ข้อ 7

แนวทางเพิ่มรายได้ผู้สูงอายุข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. เพิ่มภาษี
ข. ส่งเสริมทำงานตามศักยภาพ 
ค. ลดงบประมาณรัฐ
ง. จำกัดอาชีพ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการทำงานหลังเกษียณ

 

ข้อ 8

บทบาทของภาครัฐตามรายงานคืออะไร
ก. ควบคุมราคา
ข. ส่งเสริมการออมและระบบรายได้ 
ค. ลดจำนวนผู้สูงอายุ
ง. เพิ่มการนำเข้า
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็น 2 แนวทางหลักที่เสนอ

 

ข้อ 9

ข้อใดสะท้อน “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของระบบบำนาญ
ก. คนไม่อยากทำงาน
ข. เงินออมไม่เพียงพอ 
ค. เศรษฐกิจเติบโต
ง. การศึกษาไม่ทั่วถึง
เฉลย: ข
เหตุผล: ระบบบำนาญไม่ครอบคลุมเพียงพอ

 

ข้อ 10

แนวทางใดเป็นการป้องกันปัญหาระยะยาวได้ดีที่สุด
ก. เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ
ข. ส่งเสริมการออมตั้งแต่วัยทำงาน 
ค. ลดอายุเกษียณ
ง. เพิ่มการกู้ยืม
เฉลย: ข
เหตุผล: การแก้เชิงป้องกันยั่งยืนที่สุด

ความเห็นของผู้ชม