สมาชิกเข้าสู่ระบบ

จำคุก อดีต ผอ.โรงเรียน เปลี่ยนระเบียบซื้อวัตถุดิบอาหาร

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.orgรายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.ย. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาจำคุก 72 ปี 6 เดือน นายสันติ ฤาไชย อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล และจำคุกจำเลยรายอื่นในช่วงเวลาลดหลั่นกันไปในคดีทุจริต การจัดซื้อสัถุดิบประกอบอาหาร

โดยนายสันติ จะเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล โรงเรียนได้มีการจัดหาอาหารนักเรียน เป็นการจ้างเหมาทำอาหารโดยวิธีตกลงราคากับบุคคลภายนอกในการซื้อวัตถุดิบและประกอบอาหาร โดยดําเนินการตามระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535

แต่ต่อมาเมื่อ นายสันติ ฤาไชย เข้ามาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล ได้สั่งการให้ปรับเปลี่ยนเป็นโรงเรียนเป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเองไม่จ้างเหมาบุคคลภายนอก

เป็นคำสั่งโรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล จังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ 050/2558 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2558 เรื่อง แต่งตั้งบุคลากรปฏิบัติหน้าที่ตามสายงานบริหารโรงเรียน มอบหมายให้นางชุติมา ภูขันสูง ครูชำนาญการ จำเลยที่ 2 หัวหน้างานโภชนาการ เป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบในการประกอบอาหาร และนางวราภรณ์ ดีจรัส จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดทำบันทึกขอยืมเงินและสัญญายืมเงิน

โดยเป็นการทําสัญญาการยืมเงินทดรองราชการพร้อมด้วยประมาณการค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารในแต่ละวันยื่นต่อเจ้าหน้าที่การเงิน หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่การเงิน ตรวจสอบความถูกต้อง เสนอผู้อํานวยการโรงเรียนเพื่อพิจารณาอนุมัติเงินทดรองราชการให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเรื่องอาหารนักเรียนการจัดซื้อวัตถุดิบเพื่อประกอบอาหารแต่ละวัน เมื่อครบกําหนดตามสัญญาการยืมเงินต้องรวบรวมใบจัดซื้อวัตถุดิบหลักฐานการจ่ายทั้งหมดพร้อมด้วยเงินสดคงเหลือ (ถ้ามี) เพื่อส่งใช้เงินยืม ภายใน 30 วัน นับแต่วันรับเงิน

แต่ในทางปฏิบัติ จำเลยที่ 1 สั่งการให้ จำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดทำบันทึกและสัญญายืมเงิน เมื่อจำเลยที่ 2 ได้ลงนามเอกสารในฐานะผู้ยืมแล้ว จะนำเสนอ จำเลยที่ 1 และนายพันศักดิ์ วงศ์ตะวัน (เสียชีวิต) ตำแหน่งรองผู้อำนวยการและหัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ พิจารณาอนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติให้ยืมเงินจำเลยที่ 3 จะนำเงินส่วนหนึ่งฝากเข้าบัญชีเงินเดือนจำเลยที่ 1 ชื่อบัญชี “นายสันติ ฤาไชย” จำนวนเงินที่ฝากเข้าบัญชีจำเลยที่ 1 แต่ละครั้งจะได้รับแจ้งจำนวนจากนายพันศักดิ์ วงศ์ตะวัน ก่อนมีการเบิกเงิน และส่วนที่เหลือได้ส่งมอบให้นายพันศักดิ์ วงศ์ตะวัน ตามคำสั่ง หลังจากนั้น นายพันศักดิ์ วงศ์ตะวัน จะนำเงินสดใส่ซองส่งคืนให้จำเลยที่ 3 เพื่อนำไปจ่ายให้อดีตผู้รับจ้างที่เป็นบุคคลภายนอก อันเป็นเงินจำนวนที่น้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสามได้รับมาจากการเบิกจ่ายด้วยการจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จ และจำเลยที่ 1 ดำเนินการให้บุคคลภายนอก (ผู้รับจ้างรายเดิม) เป็นผู้จัดซื้อและออกเงินส่วนตัวไปก่อน

โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้เขียนกำหนดรายการและปริมาณวัตถุดิบ ทำเสมือนว่าอดีตผู้รับจ้างเป็นผู้ดำเนินการจัดหาวัตถุดิบมาใช้ประกอบอาหาร จากนั้นอดีตผู้รับจ้างจะนำใบจัดซื้อขอเบิกเงินจากฝ่ายการเงิน จำเลยที่ 3 และนายพันศักดิ์ วงศ์ตะวัน จะสั่งการด้วยวาจาให้ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่บัญชี (ลูกจ้าง) จัดทำหลักฐานใบจัดซื้อฯใหม่ทั้งฉบับ โดยมีรายการอาหารคงเดิม แต่จำนวนต่อหน่วย ราคาต่อหน่วย และราคารวมเพิ่มสูงขึ้น เพื่อให้จำนวนเงิน           ที่เบิกจ่ายตรงกับจำนวนเงินที่ทำสัญญายืม คือวันละ 38,250 บาท และใบรับรองแทนใบเสร็จรับเงินระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้จ่ายเงินในการจัดซื้อเพื่อใช้เป็นเอกสารหลักฐานประกอบการส่งใช้เงินยืมอันเป็นการจัดทำเอกสารเท็จ ความจริงแล้วจำนวนเงินที่จัดซื้อวัตถุดิบมีราคาต่ำกว่าและเป็นการจ่ายเงินให้แก่อดีตผู้รับจ้าง ไม่ใช่จำเลยที่ 2 อดีตผู้รับจ้างจัดซื้อไปจริงเป็นจำนวน 101 ครั้ง รวม 29 สัญญายืมเงิน เป็นเหตุให้โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูล ได้รับความเสียหาย        เป็นจำนวนเงิน 1,657,100 บาท จำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำด้วยเจตนาปกปิดการจ่ายเงินค่าวัตถุดิบว่ามีจำนวนน้อยกว่าที่ระบุ เพื่อเบียดบังเอาเงินส่วนที่เหลือจ่ายและต้องส่งคืนชดใช้เงินยืมให้แก่โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกูลเป็นประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น อันเป็นการกระทำโดยทุจริตและฝ่าฝืนกฎหมาย 

ศาลพิพากษาให้ นายสันติ ฤาไชย จำเลยที่ 1 กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 29 กระทง เป็นจำคุก 145 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่งคงจำคุก 58 ปี 174 เดือน (72ปี 6 เดือน) กรณีมีความผิดกระทงหนักที่สุดมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสินปี จึงให้ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 50 ปี นางชุติมา ภูขันสูง จำเลยที่ 2 และนางวราภรณ์ ดีจรัส จำเลยที่ 3 กระทำการอันเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ลงโทษจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวม 29 กระทง เป็นจำคุก 87 ปี 116 เดือน จำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 29 ปี 232 เดือน 

ศาลพิพากษาจำคุก 72 ปี 6 เดือน อดีต ผอ.โรงเรียนกาฬสินธุ์ปัญญานุกล ส่วนจำเลยอีก 2 คน เจอโทษจำคุก 29 ปี 232 เดือน คดีทุจริตเปลี่ยนระเบียบจัดหาวัตถุดิบทำอาหาร ให้โรงเรียนจัดหาเองแทนที่จ้างเหมาบุคคลภายนอก แต่ปรากฎทางปฏิบัตินำเงินหักหัวคิวเข้าตัวเองก่อนไปจ้างบุคคลภายนอก 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน 2568

เกี่ยวข้องกัน

ป.ป.ช. เดินหน้าแก้ปัญหาอาหารกลางวัน เสนอ มาตรการลดเสี่ยงทุจริต 

วันนี้ (17 ธันวาคม 2568) นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการฯ รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้เสนอมาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนต่อคณะรัฐมนตรี ตามมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 

สืบเนื่องจากโครงการอาหารกลางวันนักเรียนเป็นโครงการของรัฐที่มีวัตถุประสงค์ให้นักเรียนได้รับอาหารที่มีคุณภาพและครบถ้วนตามหลักโภชนาการ แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมากลับพบปัญหาเกี่ยวกับการทุจริตและการดำเนินโครงการที่ไม่เป็นไปตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง อาทิ นักเรียนไม่ได้รับอาหารกลางวันที่เหมาะสม ไม่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ รวมทั้งมีการทุจริตเงินในโครงการอาหารกลางวัน 

สำนักงาน ป.ป.ช. เห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินการศึกษาเพื่อกำหนดมาตรการในการป้องกันการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียน จากการศึกษาพบประเด็นความเสี่ยงต่อการทุจริต และเห็นควรมีมาตรการเพื่อป้องกันการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนใน ประเด็น ดังต่อไปนี้

1. การจัดซื้อจัดจ้าง เสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด เปิดให้ผู้ปกครองและชุมชนร่วมตรวจสอบ เผยแพร่เมนูและภาพอาหารประจำวันผ่านออนไลน์ และจัดทำคู่มือมาตรฐานกลางเพื่อลดช่องว่างการทุจริต

2. ประเด็นการขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน

จากการศึกษาพบว่า โรงเรียนจำนวนมาก โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีบุคลากรจำกัด ยังขาดความรู้และความเข้าใจที่จำเป็นต่อการบริหารโครงการอาหารกลางวันและกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ส่งผลให้ในหลายกรณีเกิดข้อผิดพลาดหรือการปฏิบัติไม่เป็นไปตามระเบียบโดยไม่ได้มีเจตนาทุจริต

นอกจากนี้ บริบทพื้นที่ที่มีความแตกต่างกันยังเป็นปัจจัยสำคัญ เช่น โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลจำเป็นต้องจัดซื้อวัตถุดิบในราคาสูงกว่าปกติ หรือมีข้อจำกัดจากผู้จำหน่ายซึ่งมักเป็นร้านค้าขนาดเล็กที่ไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินได้ รวมทั้งโรงเรียนบางแห่งประสบปัญหาการขาดแคลนผู้รับจ้างประกอบอาหาร สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินโครงการอาหารกลางวันมีความยากและซับซ้อนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังพบปัญหาการใช้งานระบบ Thai School Lunch ของเจ้าหน้าที่ ทำให้ไม่สามารถวางแผนเมนูอาหารตามหลักโภชนาการได้ครบถ้วนและต่อเนื่อง

จึงมีข้อเสนอแนะให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับกรมบัญชีกลาง และศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ เร่งพัฒนาศักยภาพและทักษะของผู้ปฏิบัติงาน โดยร่วมกันกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ให้ครอบคลุมทั้งด้านการจัดซื้อจัดจ้างและการใช้งานระบบ Thai School Lunch พร้อมทั้งมีการประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตรอย่างสม่ำเสมอ และควรพิจารณาจัดทำสื่อการเรียนรู้ในรูปแบบ E-Learning เพื่อให้บุคลากรสามารถศึกษาได้ทุกเวลา รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษา (Helpdesk) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสอดคล้องกับระเบียบที่เกี่ยวข้อง 

3. ประเด็นในการตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการ

จากการศึกษาพบว่า การลงพื้นที่ตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการอาหารกลางวันนักเรียนยังมีข้อจำกัดหลายประการ อาทิ ขาดการบูรณาการในการลงพื้นที่ตรวจสอบ ขาดความต่อเนื่อง และขาดผู้ตรวจสอบที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ส่งผลให้เจ้าหน้าที่บางส่วนยังปฏิบัติไม่ถูกต้องตามระเบียบ

จึงมีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ กำกับดูแลหน่วยงานในสังกัดทุกระดับให้ดำเนินการตรวจสอบ กำกับ และติดตามโครงการอาหารกลางวันอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานระหว่างส่วนกลางและพื้นที่ โดยควรประสานผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดซื้อจัดจ้างเข้าร่วมการตรวจสอบ และจัดทำระบบรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหา และอุปสรรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำไปปรับปรุงการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 

ทั้งนี้ มาตรการเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในการดำเนินโครงการอาหารกลางวันนักเรียนดังกล่าว จะได้นำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นแนวทางในการป้องกันการทุจริตต่อไป 

 

 

ที่มา PPTVHD36