สมาชิกเข้าสู่ระบบ

e-Learning Classic และการกลับมาในยุค COVID

e-Learning นั้นเป็นคำเรียกย่อ ที่แปรมาจากคำว่า Electronics Learning ซึ่งหมายความถึงการเรียนหนังสือผ่านสื่ออิเล็คทรอนิกส์ โดยมีเครื่องมือให้ใช้อยู่ 3 แบบคือ

1. Computer-based Learning หรือเรียกอีกชื่อว่า Computer-Assisted Instruction (CAI)

2. Online Learning (Web-based Learning หรือ Web-based Instruction)

3. Distance Learning

 

Computer-based Learning หรือเรียกอีกชื่อว่า Computer Assisted Instruction (CAI) นั้นก็แปลตรงๆ ตัวได้ว่าการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยในเรื่องการเรียน-การสอน

ขณะที่ Online Learning (Web-based Learning หรือ Web-based Instruction) นั้น หมายถึงการเรียน-การสอนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตเป็นหลัก

คือต้องเชื่อมต่อสายสัญญาณไว้ตลอดเวลาที่เรียน และการเชื่อมสายสัญญาณนี้ เขาเรียกกันว่าการ ออนไลน์’ ซึ่งบางครั้งอาจแจมโดยเจ้าอินทราเน็ต (Intranet) หรือเอ็กซ์ตร้าเน็ต (Extranet) ด้วยก็ย่อมได้

และตัวสุดท้ายก็คือ Distance Learning ซึ่งหมายถึงการศึกษา ‘ทางไกล’ ทุกประเภท เช่น การใช้บริการไปรษณีย์, Video Tape, CD-Rom, รายการโทรทัศน์เพื่อการศึกษา, รายการวิทยุเพื่อการศึกษา ฯลฯ

ตัวอย่างทางรูปธรรม ก็เช่นในวงการหนังสือ ที่แวดวงวรรณกรรมไทยเคยมีการเรียน-การสอนในรูปแบบ Distance Learning เช่นกัน

นั่นคือ ‘โรงเรียนการประพันธ์ทางไปรษณีย์’ ของ ‘นายตำรา ณ เมืองใต้’ หรือ ‘เปลื้อง ณ นคร’ นั่นเองครับ

 

นอกจากนี้ นิตยสาร ช่อการะเกด’ ก็จัดเป็น Distance Learning อีกโรงเรียนหนึ่งได้ เนื่องเพราะต้นฉบับเรื่องสั้นที่ส่งมาให้ช่อการะเกดพิจารณาจะต้องมาทาง ไปรษณีย์’ เท่านั้น

และคำแนะนำของบรรณาธิการตลอดจนตัวนิตยสารที่ลงพิมพ์เรื่องสั้นก็จะส่งกลับคืนไปด้วยระบบ ไปรษณีย์’ อีกเช่นกัน

ในความเป็นจริงแล้ว e-Learning ไม่ใช่เรื่องใหม่และก็ไม่ใช่ประเด็นที่เกิดขึ้นมาอย่างไม่มีรากฐานแต่อย่างใด

เนื่องเพราะหากมองย้อนหลังกลับไปสู่รูปแบบดั้งเดิมของการเรียน-การสอน ก็จะพบว่ามีแนวทางอยู่ 2 ประการด้วยกัน กล่าวคือ

1. การเรียน-การสอนแบบ ‘ยึดอาจารย์เป็นศูนย์กลาง’ หรือ Instructor Centric

2. การเรียน-การสอนชนิดให้ ‘นักเรียนเป็นศูนย์กลาง’ หรือ Learner Centric

 

นโยบายการศึกษาแบบให้นักเรียนเป็นศูนย์กลางหรือ Child Center จัดเป็นพื้นฐานของแนวความคิดเรื่อง e-Learning ที่สำคัญ

เนื่องจากคุณสมบัติของ Child Center ก็คือการที่เด็กสามารถ ‘เข้าถึง’ แหล่งความรู้ได้อย่างไม่จำกัดเวลา-สถานที่และวิธีการ เช่น ในห้องเรียนปกติ (Traditional Classroom), ห้องสมุด, การจับกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้กันนอกเวลาเรียน, การพบปะอาจารย์ผู้สอนนอกห้องเรียน และที่สำคัญก็คือการใช้อินเตอร์เน็ต

ขณะที่การเรียน-การสอนแบบยึดอาจารย์เป็นศูนย์กลาง หรือ Instructor Centric ก็แปลความตรงๆ ตัวว่า อาจารย์ผู้สอนนั้นเป็น ทุกสิ่งทุกอย่าง’ ในกระบวนการเรียนรู้ ข้อดีก็คือ รูปแบบและเนื้อหาการเรียน-การสอนจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันตลอดหลักสูตร เนื่องจากความรู้ได้ถูกถ่ายทอดจากอาจารย์คนเดียวทั้งเทอม

ส่วนข้อเสียก็คือ หากนักเรียนในชั้นมีพื้นฐานความรู้และสมรรถนะการรับรู้ที่ไม่เท่ากัน ก็จะนำมาสู่ความยากลำบากของอาจารย์ที่จะต้องอธิบายซ้ำๆ ให้กับนักเรียนที่ ‘ตามไม่ทัน’ ขณะที่คน ‘ตามทัน’ ก็ต้องทนฟังอะไรที่มันซ้ำๆ เช่นกัน

เทคโนโลยีจึงถูกนำมาใช้ในการลดทอนข้อเสียของการศึกษาแบบ Instructor Centric ซึ่งนั่นก็คือการถือกำเนิดขึ้นของ ‘ฐานความรู้’ หรือ Knowledge Base ที่เป็นการนำเอาความรู้ และประสบการณ์ของอาจารย์หรือผู้รู้ในศาสตร์ด้านต่างๆ มาบรรจุไว้ในฐานข้อมูลหนึ่งๆ และเปิดให้มีการปรับปรุง-เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่ๆ เข้าไปได้ตลอดเวลา

และเมื่อต้องการความรู้จากฐานข้อมูล ก็สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลาโดยไม่ต้องงอนง้อขอจากใครเช่นกัน

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า KM หรือ Knowledge Management ที่ผมเคยเขียนเอาไว้หลายตอนใน SALIKA ของเราแห่งนี้

 

โดยในปัจจุบัน ได้มีการประสานเพื่อประยุกต์เอาคุณลักษณะของ Knowledge Base มาใช้ในการเรียน-การสอนแบบ e-Learning ด้วย ซึ่งก็คือการต่อเชื่อมฐานความรู้นั้นๆ ให้เข้ากับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตนั่นเอง

โดยทั่วไปมีการแบ่ง e-Learning ออกเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ

1. Content Segment หรือการสร้างแบบเรียนและข้อสอบ

2. Technology Segment หรือการนำเทคโนโลยีโดยเฉพาะ ‘อินเตอร์เน็ต’ มาช่วยในการจัดเก็บข้อมูลและการนำเสนอ Content

3. Services Segment หรือการบริการนำเอา Content นั้นๆ ไปสู่ผู้เรียน

 

ทีนี้ก็มาถึงองค์ประกอบสำคัญของ e-Learning ในอันที่จะทำให้การสร้างและการใช้งาน e-Learning ประสบความสำเร็จ

e-Learning นั้น ประกอบไปด้วย

1. Learning Object หรือเครื่องมือที่ใช้ เช่นโปรแกรม Flash, Windows Media Player หรือ Power Point

2. Vitual Classroom หมายถึง ‘ห้องเรียนเสมือน’ ซึ่งก็คือ การจัดหาอุปกรณ์เพื่อนำมาการสาธิตใน E-Learning เช่น หากจะสอนซ่อมวิทยุ ก็ต้องมีการรื้อวิทยุจริงๆ ให้ดู เป็นต้น

3. Community หรือการปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนด้วยกัน

4. Individual Learning History แปลว่าประวัติส่วนตัวของผู้เรียน

5. Internet หรือที่ตั้งของ E-Learning ซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในปัจจุบัน

 

ในส่วนของขั้นตอนการสร้าง e-Learning ขึ้นมาสักรายวิชาหนึ่งนั้น สามารถอธิบายง่ายๆ ได้ดังนี้ครับ

1. ขั้นแรก ต้องจัดหา Software ที่เหมาะสมกับเนื้อหาและรูปแบบการสอนก่อน ซึ่งในปัจจุบันก็มีให้เลือกมากมาย เช่น Authoreware, Centra, SaBa, Click2Learn รวมถึง Software ตัวที่ผมเคยใช้ในอดีตและก็ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือ Captivate ครับ

2. ขั้นต่อมา คือการประยุกต์โครงสร้างรายวิชาให้อยู่ในรูปแบบอิเล็คทรอนิคส์ หมายถึงการวางแผนตั้งแต่ระยะเวลาของหลักสูตร, เกณฑ์การประเมินผล, หัวข้อบรรยาย, แหล่งข้อมูลประกอบการเรียน-การสอน และเนื้อหาบทเรียน

3. ขั้นที่สาม ก็จะเป็นขั้นของการผลิต Courseware ซึ่งประกอบด้วยรายละเอียดของบทเรียน-การบรรยายเนื้อหา-การยกตัวอย่างประกอบ และที่สำคัญก็คือการสร้างแบบประเมินผล หรือการออกข้อสอบนั่นเอง

4. ขั้นสุดท้าย คือขั้น Implementation หรือการทดสอบ-ปรับปรุง-ทำคู่มือ และการนำ Courseware ไปใช้จริง ซึ่งจัดเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยที่สุดของการทำ E-Learning เลยทีเดียวครับ

 

หากหันไปพิจารณาภาพรวมของ e-Learning ในประเทศไทยในปัจจุบันแล้ว เรียกได้ว่ายังไม่เป็นที่นิยมมากนัก

ซึ่งผมมองว่าสาเหตุหลักมาจากปัญหาเรื่องบุคลากร โดยเฉพาะตัวอาจารย์นี่แหละครับ ปัญหาหญ่าย

เพราะแม้กระทั่งการเรียน-การสอนแบบดั้งเดิม หรือ Traditional Classroom ก็หาครูบาอาจารย์ที่เก่งทั้งทฤษฎี และมีทั้งประสบการณ์จริงได้ยากยิ่งนักแล้ว

 

การจะก้าวกระโดดพรวดเดียวจากกระดานดำ หรือไวท์บอร์ด ไปสู่กระดานไซเบอร์แบบ e-Learning จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เพราะนอกจากจะต้อง ‘แม่นเปรี๊ยะ’ กับวิชาที่สอนแล้ว จะต้อง ‘แน่นปึ้ก’ ในเรื่องเทคโนโลยีอีกด้วย!

 

ยังไม่นับเรื่องโครงสร้างพื้นฐานที่จะเอื้ออำนวยให้ e-Learning ดำเนินไปได้อย่างไม่ติดขัด เช่น อัตราส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อจำนวนประชากร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเร็วของเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ที่ทุกวันนี้ยังไม่เร็วอย่างที่ควรจะเป็นครับ! 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ 

e-Learning คือการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ Computer-based Learning (CAI) ที่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยสอน, Online Learning ที่เรียนผ่านอินเทอร์เน็ตแบบเชื่อมต่อออนไลน์ตลอดเวลา และ Distance Learning หรือการศึกษาทางไกลผ่านสื่อหลากหลาย เช่น ไปรษณีย์ โทรทัศน์ วิทยุ หรือสื่อบันทึกข้อมูล

แนวคิด e-Learning มีรากฐานจากการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner Centric) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้ทุกเวลาและสถานที่ ต่างจากการเรียนแบบครูเป็นศูนย์กลาง (Instructor Centric) ที่เน้นการถ่ายทอดจากผู้สอนเพียงคนเดียว แม้มีความเป็นระบบแต่ไม่ยืดหยุ่นต่อความแตกต่างของผู้เรียน

ปัจจุบัน e-Learning เชื่อมโยงกับ Knowledge Management (KM) โดยใช้ฐานความรู้ดิจิทัล และแบ่งองค์ประกอบเป็น Content, Technology และ Services รวมถึงองค์ประกอบสำคัญ เช่น Virtual Classroom, Learning Object, Community และ Internet

ขั้นตอนการพัฒนา e-Learning ได้แก่ การเลือกซอฟต์แวร์ ออกแบบรายวิชา ผลิต Courseware และการนำไปใช้จริง (Implementation)

อย่างไรก็ตาม การพัฒนา e-Learning ในไทยยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และความพร้อมด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ตและทักษะของผู้สอน

ข้อสอบ

ข้อ 1

e-Learning หมายถึงข้อใด
ก. การเรียนในห้องเรียนปกติ
ข. การเรียนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
ค. การเรียนเฉพาะตำราเรียน
ง. การสอนแบบตัวต่อตัว

เฉลย: ข
เหตุผล: e-Learning คือการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ทุกประเภท

ข้อ 2

ข้อใดคือรูปแบบของ Computer-based Learning
ก. การเรียนผ่านไปรษณีย์
ข. การเรียนผ่านอินเทอร์เน็ต
ค. การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
ง. การเรียนผ่านวิทยุ

เฉลย: ค
เหตุผล: CAI คือการใช้คอมพิวเตอร์เป็นสื่อช่วยสอนโดยตรง

ข้อ 3

Online Learning มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. ไม่ต้องใช้อินเทอร์เน็ต
ข. ใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมต่อระหว่างเรียน
ค. ใช้เฉพาะหนังสือเรียน
ง. เรียนผ่านไปรษณีย์

เฉลย: ข
เหตุผล: Online Learning ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตตลอดเวลา

ข้อ 4

Distance Learning แตกต่างจากข้อใดมากที่สุด
ก. การเรียนผ่านมือถือ
ข. การเรียนแบบพบครู
ค. การเรียนทางไกลผ่านสื่อต่าง ๆ
ง. การเรียนในห้องแล็บ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเรียนทางไกลผ่านสื่อหลายประเภท

ข้อ 5

แนวคิด Learner Centric เน้นอะไรเป็นสำคัญ
ก. ครูเป็นศูนย์กลาง
ข. ตำราเป็นหลัก
ค. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ง. สอบเป็นหลัก

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นให้ผู้เรียนเข้าถึงความรู้ได้อย่างอิสระ

ข้อ 6

ข้อดีของ Instructor Centric คือข้อใด
ก. ผู้เรียนเลือกเรียนเองได้
ข. เนื้อหามีความหลากหลายมาก
ค. ถ่ายทอดเนื้อหาเป็นระบบเดียวกัน
ง. ไม่ต้องมีครูผู้สอน

เฉลย: ค
เหตุผล: ถ่ายทอดจากผู้สอนคนเดียว ทำให้เนื้อหาเป็นระบบ

ข้อ 7

Knowledge Management (KM) เกี่ยวข้องกับ e-Learning อย่างไร
ก. ใช้แทนการสอบ
ข. เป็นฐานความรู้ดิจิทัลสนับสนุนการเรียน
ค. ใช้เฉพาะในห้องเรียน
ง. ใช้แทนอินเทอร์เน็ต

เฉลย: ข
เหตุผล: KM คือการจัดเก็บและใช้ฐานความรู้ร่วมกับ e-Learning

ข้อ 8

ข้อใดเป็นองค์ประกอบของ e-Learning
ก. โรงอาหาร
ข. Virtual Classroom
ค. สนามกีฬา
ง. สมุดบันทึก

เฉลย: ข
เหตุผล: ห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom) เป็นองค์ประกอบสำคัญ

ข้อ 9

ขั้นตอนแรกของการพัฒนา e-Learning คือข้อใด
ก. การทดสอบระบบ
ข. การผลิต Courseware
ค. การเลือกซอฟต์แวร์
ง. การประเมินผลผู้เรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเลือกเครื่องมือก่อนพัฒนาระบบการสอน

ข้อ 10

ปัญหาสำคัญของ e-Learning ในประเทศไทยคือข้อใด
ก. ไม่มีนักเรียน
ข. ขาดบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐาน
ค. ไม่มีหนังสือ
ง. ไม่มีหลักสูตร

เฉลย: ข
เหตุผล: ปัญหาหลักคือความพร้อมของครูและระบบเทคโนโลยี

ความเห็นของผู้ชม