สมาชิกเข้าสู่ระบบ

5 ทักษะจำเป็นที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานในอนาคต

ปัจจุบันเทคโนโลยี AI และปัญญาประดิษฐ์ได้เข้ามามีส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมการทำงานในด้านต่างๆ มากมาย เพื่อทุ่นแรง และลดอัตราการจ้างงาน ซึ่งอาจส่งผลบวกให้กับองค์กร และบริษัท แต่ก็ยังมีส่วนเสียต่ออัตราการจ้างงาน แรงงาน และการทำงานของมนุษย์ไม่น้อย

อุตสาหกรรม และธุรกิจต่างๆ คาดการณ์กันว่าทักษะการทำงานของพนักงาน 44% นั้นจะเริ่มลดลงเรื่อยๆ และกลายเป็นปัญญาประดิษฐ์ที่เข้ามาทดแทนในปี 2027 เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว และสามารถพัฒนาโปรแกรมในด้านการศึกษา รวมถึงทักษะต่างๆ ได้มากยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าอาจจะเป็นเรื่องน่ากังวลสำหรับบางอาชีพ ที่ได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของเทคโนโลยี AI แต่ก็ยังคงมีทักษะที่จำเป็น และเป็นที่ต้องการในตลาดแรงงาน ที่สามารถพัฒนาตนเองเพื่อป้องกันการเข้ามาแทนที่ของปัญญาประดิษฐ์ได้

ข้อมูลของทักษะที่จะกล่าวถึงเหล่านี้มาจากการสำรวจของ The Future of Jobs Report 2023 ที่ลงความเห็นกว่า 803 บริษัททั่วโลก ซึ่งเป็นตัวแทนของ 27 อุตสาหกรรม และมีพนักงานมากกว่า 11.3 ล้านคน

 

5 ทักษะที่จำเป็นต่อมนุษย์ในอนาคต 

Analytical Thinking ทักษะการคิดวิเคราะห์

องค์กรต่างๆ ต่างต้องการบุคคลที่มีทักษะการคิดวิเคราะห์นี้เพิ่มขึ้น 74% เพื่อแยกแยะข้อมูลต่างๆ ในการคิดวิเคราะห์ เหตุผล และตรรกะแบบมนุษย์ ที่ AI ไม่สามารถทำ และสรุปได้ เพราะเป็นเรื่องที่ซับซ้อน โดยระบบอัตโนมัติไม่สามารถเข้ามาแทรกแซงทักษะนี้ และตัดสินใจได้ดีเท่ากับมนุษย์ ทำให้ทักษะการคิดวิเคราะห์เป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดอนาคต

 

Creative Thinking ทักษะความคิดสร้างสรรค์

ทักษะที่ยากต่อการทดแทนของ AI คือ กระบวนการความคิดแบบสร้างสรรค์ในรูปแบบใหม่ๆ ที่กำหนดหลักเกณฑ์ ทฤษฎี และขั้นตอนได้ยาก ทำให้มนุษย์ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ จินตนาการ และมีการคิดนอกกรอบนั้นยังคงเป็นสิ่งจำเป็น และยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับเทคโนโลยีได้อย่างลงตัว และเป็นที่ต้องการอย่างมากในองค์กรถึง 75%

 

AI and Data ทักษะการสร้าง และสร้างฐานข้อมูลให้ปัญญาประดิษฐ์

ทักษะของผู้ที่เหนือปัญญาประดิษฐ์ คือ มนุษย์ผู้ที่สามารถอ่าน สร้าง เข้าใจในการเขียนโปรแกรม AI และรวบรวมข้อมูลให้ AI เหล่านี้ได้ถูกนำมาใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทักษะจาก ‘มนุษย์’ นี้จึงสำคัญ และยังคงจำเป็น ที่จะต้องนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์ สร้างความรู้ และความเข้าใจให้กับสมองของปัญญาประดิษฐ์ ทำให้ในองค์กรต่างๆ ได้มีการฝึกอบรม มุ่งเน้นไปที่ทักษะเหล่านี้ในอนาคตอันใกล้ถึง 9%  

 

Leadership ทักษะการเป็นผู้นำ

หนึ่งในทักษะสำคัญที่เป็นที่ต้องการลำดับต้นๆ ขององค์กร หนึ่งในทักษะที่ต้องตัดสินใจ การวางแผน จัดการบริหาร และเลือกจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่องค์กรตั้งไว้ นอกจากนี้ภาวะผู้นำยังต้องสามารถแก้ไขปัญหา และเป็นที่พึ่งพาให้กับเหล่าพนักงานในองค์กร จึงเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญที่ทำให้เหล่าปัญญาประดิษฐ์ไม่สามารถทำได้

 

Curiosity and Lifelong Learning ทักษะการใฝ่เรียนรู้

บริษัท และองค์กรต่างๆ ชื่นชอบบุคคลที่มีทักษะในการเรียนรู้ตลอดเวลา เพื่อผลักดันตนเอง และเติมความรู้ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพราะเชื่อว่าบุคคลเหล่านี้จะสามารถช่วยองค์กรให้สามารถพัฒนาได้อย่างก้าวกระโดด และมองคุณภาพของบุคคลที่ชื่นชอบการเรียนรู้นั้นจะสามารถทำหน้าที่ได้หลากหลาย และพลิกแพลงการทำงานได้มากกว่าหนึ่งบทบาท 

ข้อมูล : worldeconomicforum, The Future of Jobs Report 2023 

ที่มา ; ไทยรัฐออนไลน์

เกี่ยวข้องกัน

15 ทักษะ Soft Skills เพื่อความสำเร็จในอาชีพ 

1. ความขยัน (Work Ethic) 
ควรทำ: ทำงานอย่างขยันและตั้งใจ เกินเป้าหมาย 10-20%

 

ไม่ควรทำ: เน้นเพียงปริมาณงาน ผลลัพธ์สำคัญกว่าเวลาที่ทำ

2. การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Growth Mindset) 
ควรทำ: เปิดรับข้อเสนอแนะ เรียนรู้ทักษะใหม่ทุกเดือน


ไม่ควรทำ: ทำตัวเหมือนรู้ทุกอย่าง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องสำคัญ

3. การปรับตัว (Adaptability) 
ควรทำ: ปรับตัวตามสถานการณ์ใหม่ภายใน 48 ชั่วโมง


ไม่ควรทำ: ดื้อรั้นยึดติดกับวิธีเดิม

4. ความเข้าใจตนเอง (Self-awareness) 
ควรทำ: เข้าใจว่าคนอื่นมองเราอย่างไร รับฟังความคิดเห็นจากเพื่อนร่วมงานอย่างน้อย 3 คน

ไม่ควรทำ: แสดงออกอย่างหยิ่งยโส ไม่ยอมรับคำวิจารณ์

5. ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence) 
ควรทำ: ควบคุมอารมณ์ มีปฏิกิริยาอย่างสงบใน 90% ของสถานการณ์

ไม่ควรทำ: ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง

6. การสื่อสาร (Communication) 
ควรทำ: สื่อสารชัดเจนและเรียบง่าย เป้าหมายคือความชัดเจนใน 95% ของการสื่อสาร

ไม่ควรทำ: ใช้ภาษาซับซ้อนเพื่อให้ดูฉลาด

7. แรงจูงใจในตัวเอง (Motivation) 
ควรทำ: เริ่มต้นโปรเจ็กต์อย่างมีความริเริ่ม จบโปรเจ็กต์เชิงรุกอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อไตรมาส

ไม่ควรทำ: ต้องการการกระตุ้นและการสนับสนุนตลอดเวลา

8. ความมุ่งมั่น (Grit) 
ควรทำ: ดำเนินการต่อเนื่อง แม้จะพบอุปสรรคใหญ่สองครั้งต่อปี

ไม่ควรทำ: หลีกหนีจากความยากลำบาก

9. ความน่าเชื่อถือ (Reliability) 

ควรทำ: ส่งงานตามกำหนดเวลาอย่างน้อย 95%
ไม่ควรทำ: ส่งงานไม่ตรงเวลา

10. การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening) 
ควรทำ: สามารถสรุปประเด็นของผู้อื่นได้อย่างถูกต้องใน 80% ของการสนทนา

ไม่ควรทำ: มัวคิดแต่คำตอบจนลืมฟัง

11. การจัดการเวลา (Time Management) 
ควรทำ: วางแผนและทำงานเสร็จตามกำหนดเสมอ


ไม่ควรทำ: ผัดวันประกันพรุ่งจนไม่สามารถทำงานเสร็จตรงเวลา

12. ความช่วยเหลือผู้อื่น (Helpfulness) 
ควรทำ: ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานอย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์


ไม่ควรทำ: ทำให้การทำงานยากขึ้นโดยไม่จำเป็น

13. ความรู้สึกต่อสังคม (Social Awareness) 
ควรทำ: สังเกตปฏิกิริยาและอารมณ์ของผู้อื่น และปรับพฤติกรรมตาม


ไม่ควรทำ: ไม่ปรับตัวตามข้อมูลที่ได้รับ

14. การทำงานร่วมกัน (Collaboration) 
ควรทำ: แบ่งปันข้อมูล ไอเดีย และเครดิตกับทีม

ไม่ควรทำ: คิดว่าทำคนเดียวเร็วกว่า

15. ความซื่อสัตย์ (Integrity) 
ควรทำ: ซื่อตรงและโปร่งใส บอกความจริงแม้จะเป็นข่าวร้าย


ไม่ควรทำ: คิดว่าการปกปิดจะช่วยได้

 

ที่มา ; FB นักพัฒนาไทย Thai Developer

เกี่ยวข้องกัน

สามทักษะที่สำคัญที่สุดในอนาคตยุค AI 

เมื่อวานให้สัมภาษณ์น้องคนนึง มีคำถามปิดท้ายว่าผมคิดว่าทักษะอะไรที่สำคัญที่สุดในอนาคตยุค AI นี้  ผมก็ตอบไปว่าGrowth mindset” ซึ่งก็คิดว่าเป็นคำตอบที่ดีพอใช้  แต่พอฟังกูรูระดับโลกอย่างคุณ robert greene ที่เขียนหนังสือระดับ best seller หลายเล่ม ศึกษาชีวิตผู้คนมาตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน โรเบิร์ตตอบคำถามคล้ายกันกับผมซึ่งผมฟังแล้วก็อยากกลับไปแก้และเล่าให้น้องคนนั้นฟังมาก 

เพราะคำตอบของคุณโรเบิร์ต กรีน ไม่ได้แค่ฟังแล้วพยักหน้าแต่อยู่ในระดับที่ถึงกับต้องทบทวนตัวเองตามไปด้วยและอยากแชร์ให้กัลยาณมิตรทุกคนฟัง… อยู่ในระดับนั้นเลย 

โรเบิร์ต กรีน ตอบคำถามที่ว่าทักษะใดที่สำคัญที่สุด จำเป็นที่สุดในยุคสมัยที่ผันผวนและปั่นป่วนแบบนี้สำหรับทั้งเรื่องชีวิตและเรื่องงานและไม่ว่าเป็นคนรุ่นใหม่หรือซีอีโอก็ต้องมี   เขาพูดถึงทักษะสามอย่าง ซึ่งน่าสนใจว่าไม่ใช่ทักษะแบบ hard skill อย่างต้องรู้ coding ต้องเก่ง AI อะไรแบบนี้เลย 

๑.ความฉลาดในการเข้าสังคม (social intelligence) ซึ่งสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ในยุคที่คนรุ่นใหม่ดูแต่หน้าจอและไม่ออกไปไหนในสังคมที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ทักษะในเรื่องความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง (empathy) การสื่อสารและการเล่าเรื่องได้ดี ความสามารถในการฟัง รวมถึงความสามารถในการสร้างและเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้คน เพราะมันจะนำไปสู่การร่วมมือกันกับหลายฝ่าย (collaboration) และความสามารถในการเป็นผู้นำคน 

ซึ่งกรีนบอกว่าคือความสามารถในการที่ทำให้ผู้คนชอบเรา (likable) นั่นเอง ซึ่งความสำคัญของเรื่องนี้ตรงกับที่วอร์เรน บัฟเฟต์ ตอบคำถามน้องๆรุ่นใหม่ที่งานประชุมผู้ถือหุ้นล่าสุดว่า  “คนที่คุณคบหาสมาคมด้วยนั้นสำคัญอย่างยิ่ง และอย่าคาดหวังว่าคุณจะตัดสินใจถูกต้องทุกครั้งในเรื่องนี้ แต่ชีวิตของคุณจะก้าวหน้าไปในทิศทางเดียวกับคนที่คุณทำงานด้วย คนที่คุณชื่นชม และคนที่กลายมาเป็นเพื่อนของคุณ” 

ในไทยเองนั้น การที่จะเอาตัวเองไปอยู่ท่ามกลางกัลยาณมิตร คนที่เก่งกว่าเรา พาเราไปในทางที่ดีนั้นน่าจะต้องเริ่มจากตัวเองที่ต้องสังเกตและรู้จักตัวเองก่อน และพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มผู้คนที่ส่งเสริมเรา ไม่ว่าจะทำงานในบริษัทที่มีกิจกรรมบริษัทให้เราได้เข้าร่วม หลักสูตรต่างๆที่มีในไทย หรือแม้แต่ไปคารวะหาอาจารย์เก่งๆ ที่ช่วยเหลือเราได้ 

แต่ในการที่เราจะมีคนเก่ง คนดีรอบตัวนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเองว่าเรานิสัยดีแค่ไหนและมองหาอะไรจากการไปเข้าสังคม จะเอาแค่ connection ผิวเผิน ไปทางเส้นสาย เอนเอียงไปในการหาประโยชน์เพื่อตัวเอง จะไปแค่งานปาร์ตี้เมาเหล้าผิวเผิน หรือจะไปอยู่ในดง giver และใฝ่หาความรู้ร่วมกันและส่งเสริมซึ่งกันและกัน… ทุกอย่างคือดาบสองคมเสมอในมุมผม 

๒. ความรักในการเรียนรู้ (love of learning) พลังอำนาจที่แท้จริงของวินัยและ passion ในการกระหายใคร่รู้ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การเรียนตามระบบการศึกษาแต่เป็นวินัยเรื่องการอ่าน อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอ การหาไอเดียใหม่ๆ ความกระหายในการไปฟังไปเรียนในเรื่องที่เราไม่รู้ เจอคนที่เราไม่คุ้น พยายามเข้าใจในภาพกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วพอรู้หลายเรื่อง ความรู้ที่มาผสมกันนั่นคือไอเดียหรือความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นั่นเอง 

พี่สุรชัย พฤฒิกุลางกูร มืออิลัสอันดับหนึ่งของโลกชาวไทยเคยให้เคล็ดลับของการเป็นมือหนึ่งโลกมาอย่างยาวนานว่าให้ไปในที่ที่คนอาชีพเดียวกับเราไม่ไป 

ผมเคยไปมหาวิทยาลัยดังที่สหรัฐ ความตระหนักถึงความจำเป็นในการรู้ระดับสหวิทยาการ (multidisciplinary) นั้นสำคัญมากๆ ที่จะทำให้มนุษย์ยังมีคุณค่ามากกว่า AI   มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มมีการส่งเสริมด้านนี้อย่างจริงจังแล้วด้วย 

ที่สำคัญกว่านั้น ความคิดแบบ beginner’s mind (ภาษาญี่ปุ่นคือ Shoshin) นั้นจำเป็นมากๆที่จะทำให้ตัวเอง humble มีความสงสัยใคร่รู้ตลอดเวลาและยอมเสียฟอร์ม  ยอมบอกว่าตัวเองไม่รู้เพื่อให้รู้ ซึ่งทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ เวลามีตำแหน่งสูงๆ ในระดับซีอีโอที่อีโก้จากความสำเร็จมักจะทำให้ความคิดแบบ beginner’s mind นั้นทำได้ยากมากๆ   แต่ในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงแบบทวีคูณ  ประสบการณ์เดิมใช้แทบไม่ได้อีกต่อไป ความรักในการเรียนรู้จึงเป็นทักษะที่จำเป็นสุดๆ ในทศวรรษที่จะถึงนี้ 

คนรุ่นผมที่อายุมากและเจออะไรมามากก็จะคิดว่าตัวเองรู้ทุกอย่าง แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผมแค่ได้ฟังสามเรื่องคือ โลกแห่ง Esport ความสัมพันธ์ของคนรุ่นใหม่จากงานวิจัย Tinder และล่าสุดในฟังความยิ่งใหญ่ของจักรวาล BL และ GL (Boy love และ Girl Love) ก็เป็นการกระตุกตัวเองได้อย่างดีว่าเรานั้นช่างไม่รู้อะไรเลย 

๓. ความอดทน (patience)  ซึ่งคุณโรเบิร์ตบอกว่าเป็นทักษะที่คนมองข้ามได้ง่ายสุดในโลกสมัยนี้ แต่มนุษย์นั้นถ้าจะเก่งมากกว่าคนอื่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งนั้นไม่มีทางลัด ต้องใช้เวลาเป็นปี ไม่ใช่วัน และต้องมีความอึดถึกทนเป็นคุณสมบัติพิเศษที่เดินหน้าต่อแม้จะยังไม่เห็นฝั่งก็ตาม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หาได้ยากในยุคโซเชียล  โดยเฉพาะในเด็กรุ่นใหม่ที่อยากรวยเร็ว ใจร้อน ซึ่งถ้าใครมีจะเรียกว่าเป็น superpower เลยก็ได้เพราะคนส่วนใหญ่แทบจะไม่่มี 

ผมเพิ่งเขียนเรื่องเชฟไอซ์แห่งศรณ์ ร้านมิชิลินสามดาวร้านเดียวของไทย เชฟไอซ์พยายามสอนเด็กๆรุ่นใหม่แต่พบว่าความอดทนนั้นต่ำมาก สามวันห้าวันถ้าทำไม่ได้ก็เลิกแล้ว อยากดัง อยากประสบความสำเร็จเร็ว แต่เชฟไอซ์เล่าว่าเขาพยายามหัดหุงข้าวขึ้นหม้อแบบให้เมล็ดตั้งฉากได้ทั่วพื้นที่ที่ได้วิธีการมาจากคุณยายทางภาคใต้ ใช้เวลาหุงผิดต้องทิ้ง ลองใหม่อยู่ห้าปี นี่คือคุณสมบัติของเบอร์หนึ่งในวงการคนทำอาหารของไทย 

สรุปว่า ทักษะสามอย่างนี้ไม่ใช่ได้มาง่ายๆ และไม่สามารถ “hack” ได้ ต้องฝึกฝนถึงจะได้มา ต้องหัดไปเจอผู้คน หัดทำตัวเป็น giver รู้จักสะสมกัลยาณมิตร ต้องหัดเรียนรู้ มีวินัยในการอ่านหนังสือ มีวินัยในการเรียนสาขาวิชาใหม่ๆ และต้องหัดที่จะอดทน รอคอยและใช้เวลาฝึกทักษะที่สำคัญๆ 

โรเบิร์ตบอกว่าถ้าเป็นคนอายุน้อย มีสามอย่างนี้ได้เดี๋ยวก็จะมีไอเดีย มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก และถ้าผู้นำองค์กรไหนมีสามข้อนี้ก็จะสามารถนำพาองค์กรให้เจอ S curve ใหม่และเป็นผู้นำที่ไม่ตกยุคได้ ไม่มีใครแทนได้เช่นกัน 

สามทักษะแห่งทศวรรษนี้ ถ้ามองอย่างลึกซึ้งในเชิงการตลาดก็จะพอเข้าใจได้ เพราะอะไรที่มีค่ามากๆ ก็คืออะไรที่มีน้อย คุณสมบัติสามอย่างนี้ในยุคสมัยนี้หาคนมีไม่ง่ายเพราะคนยุคอะไรที่เคลื่อนตัวเร็ว เสพติดมือถือ ติดกับดักอัลกอรึทึ่มของโซเชียลก็จะไม่อยากไปสังคมกับใครตัวเป็นๆ ไม่อยากเรียนรู้อะไรใหม่ๆ และไม่มีความอดทนกันเป็นส่วนใหญ่ 

ซึ่งถ้าเราอยากจะเป็นคนที่มีมูลค่าสูงกว่าใครในสังคมยุคใหม่ การอดทนพัฒนาทักษะทั้งสามอย่างจึงจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ ตำแหน่งอะไรก็ตาม โดยเฉพาะในยุค average is over แบบนี้ 

ที่มา ; Blockdit