สมาชิกเข้าสู่ระบบ

โลกเปลี่ยน คนเปลี่ยน รื้อ ระบบการศึกษาไทย

ความตื่นตัวในสังคมต่อการศึกษาไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง และยาวนาน แต่หากวัดความตื่นเต้น นับได้ว่า ในยุคของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ชื่อ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ เรื่องของการศึกษาไทยเป็นหัวข้อที่ถูกพูดคุยกันเป็นอย่างมาก ทั่วถึงทุกวงการ เพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องกันอย่างเป็นเอกฉันท์ว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะคำเดิมๆ ที่มักได้ยินกัน คือ ต้อง ปฏิรูปการศึกษาได้กลายเป็นคำคุ้นชิน ที่ไร้ความขลัง เพราะเป็นเพียงแค่คำพูด ทั้งๆ ที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็น สะท้อนถึงผู้รับผิดชอบทางการศึกษามาหลายยุคหลายสมัย หรือแม้แต่บุคคล หรือกลุ่มคน รวมถึงองค์กรภาคเอกชนจะลงมือปฏิบัติ ผ่านโครงการ กิจกรรมต่างๆ มากมายไว้ก่อนแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถตอบสนอง หรือรองรับการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้อย่างทันท่วงที

จนถึงเวลาที่ต้อง รื้อตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนปัจจุบัน ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน โดยมีนัยยะที่ต้องแก้ไขตั้งแต่เรื่องของกฎระเบียบ ข้อบังคับ ข้อกฎหมาย หลักสูตร บุคลากร สถานที่ ทั้งในเชิงปริมาณ ที่ต้องสร้างให้มี คุณภาพ

คะแนนสอบ O-NET ของเด็กนักเรียนไทยเป็นมาตรวัดได้อย่างดีในระดับหนึ่งที่สะท้อนถึงคุณภาพทางการศึกษา เมื่อผลคะแนนสอบของเด็กนักเรียนลดลงอย่างต่อเนื่อง (แผนภูมิแสดงผลคะแนนเฉลี่ยการสอบ O-NET ย้อนหลังระหว่างปีการศึกษา 2558-2560 ของ 3 ระดับชั้น ที่มา: สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน)) หรือคะแนนสอบ PISA เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งจากการวัดประเมินล่าสุด เด็กไทยมีผลคะแนนอยู่ในเกณฑ์ต่ำ โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่าน และหากวัดในสัดส่วนที่มีเด็กนักเรียน และจำนวนโรงเรียนที่มากขึ้น ผลคะแนนมีความเป็นไปได้ว่าจะน้อยกว่าที่ปรากฏ ปรับปรุงคุณภาพทางการศึกษาอย่างจริงจัง ที่สำคัญมิได้นำไปแก้ไขจุดอ่อนทางการศึกษาของเด็กนักเรียน เพราะนอกจากจะเป็นการวัดผลจากการท่องจำ ขณะเดียวกันเด็กนักเรียนได้ข้ามชั้น หรือจบการศึกษาออกจากโรงเรียนไปแล้วจึงไม่มีการพัฒนาให้ได้ตรงจุดแต่ประการใด

อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ พบว่า มีจำนวนโรงเรียนในปี 2563 เท่ากับ 29,642 แห่ง มีเด็กนักเรียนตั้งแต่ชั้นปฐมวัย ไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 6,600,745 คน โดยแบ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ 14,666 แห่ง มีเด็กนักเรียน 4,662,761 คน คิดเป็นสัดส่วน 82.8% ของเด็กนักเรียนทั้งหมด และโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งถือจำนวนเด็กนักเรียนน้อยกว่า 120 คนเป็นเกณฑ์ในการจัดแบ่ง มีจำนวนโรงเรียนเท่ากับ 14,976 แห่ง มีเด็กนักเรียน 968,992 คน หรือมีจำนวนเพียง 17.2% ของนักเรียนทั้งหมด

ความไม่สมดุลของจำนวนนักเรียนกับโรงเรียนจะมีเพิ่มมากยิ่งขึ้น เมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะให้บุตรหลานของตนเข้าเรียนในโรงเรียนขนาดกลาง-ใหญ่ เพราะเชื่อมั่นในคุณภาพทางการศึกษา ส่งผลให้จำนวนโรงเรียนขนาดเล็กจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านประชากรในปัจจุบัน จากสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า 10 ปีที่ผ่านมานั้นมีจำนวนประชากรเกิดใหม่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในปี 2553 มีจำนวนประชากรในช่วงอายุ 0-4 ปี จำนวน 3,854,712 คน แต่ในปี 2562 มีจำนวนเหลือเพียง 3,185,739 คนเท่านั้น

สถิติย้อนหลังที่ผ่านมามีตัวเลขที่แสดงผลยืนยันการเพิ่มขึ้นของโรงเรียนขนาดเล็ก ระหว่างปี 2559-2562 ดังนั้น นโยบายภาครัฐที่ให้เงินสนับสนุนโรงเรียนขนาดเล็ก โดยคิดตามรายหัวเด็กนักเรียนนั้น ย่อมลดน้อยถอยลง โอกาสที่โรงเรียนขนาดเล็กจะมีเงินงบประมาณเพื่อพัฒนาให้มีคุณภาพทางการศึกษาย่อมห่างไกลจากความเป็นเป็นไปได้ ทั้งนี้หากคำนึงถึงโอกาสที่คุณครูจะเลือกโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อมุ่งหวังการสอนให้เด็กนักเรียนมีคุณภาพ ย่อมลดน้อยลงด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปดูทางเลือกเพื่อพัฒนาการศึกษาของไทย ตามข้อมูลรายงานของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI เมื่อปี 2558 ที่ได้รายงานไว้ว่า เกือบทศวรรษที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยต้องประสบปัญหาในการพัฒนาเชิงคุณภาพ ในขณะที่ ครูได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าขาดความสามารถในการพัฒนาการเรียนการสอน และไม่มีศักยภาพในการพัฒนาทักษะในการคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) อันเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในศตวรรษที่ 21 ซึ่งทางเลือกหนึ่งที่ทาง TDRI ได้นำเสนอคือแนวทางการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ภายใต้ชื่อ แก่งจันทร์โมเดล 

แก่งจันทร์โมเดลเป็นแนวทางแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กในจังหวัดเลย ที่มีการนำครู และนักเรียนจากโรงเรียนใกล้เคียง 4-5 แห่งในระยะเดินการเดินทางไม่ถึง 10 กิโลเมตร มาทำการควบรวมการเรียนการสอนกัน ในลักษณะที่มีทั้งการควบรวมชั้นเรียน การควบรวมรายวิชาเพื่อการสอน เป็นการแก้ไขปัญหาครูที่มีไม่ครบชั้นหากแต่ละโรงเรียนยังคงแยกดำเนินการตามเดิม ผลของการปรับเปลี่ยนเป็นแนวทางการควบรวมโรงเรียน ส่งผลให้จากที่เด็กนักเรียนไม่เคยได้รับรางวัลทางวิชาการใดๆ เลย ก็เริ่มได้รับรางวัล และสามารถเห็นผลการเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจนภายในระยเวลา 2 ปี ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ปกครอง นักเรียน ครูในพื้นที่ และคนในชุมชน มีการพัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นร่วมกันสนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดการเรียกการสอนอย่างเข้มข้น

ขณะที่นักเรียนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียน ครูในพื้นที่มีความสุขกับการเรียนการสอน และพร้อมที่จะพัฒนาการสอนให้ดียิ่งขึ้น เช่นเดียวกันกับเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาแพร่ เขต 1 ได้ลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขนาดเล็ก ด้วยการควบรวมโรงเรียนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 42 โรงเรียน และมีแผนจะทำแผนควบรวมโรงเรียน  เพื่อสร้างประสิทธิภาพ และประสิทธิผลทางการศึกษาให้ครบในปี 2565 ผ่านการเห็นชอบของชุมชน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องทางการศึกษาในพื้นที่ทั้งหมด ผลลัพธ์คือ คะแนนสอบ O-NET นักเรียนในจังหวัดแพร่ โดยในปี 2561 ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ระดับ 6 ของประเทศ และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้ระดับ 4 ของประเทศ 

ดังนั้น...จะดีกว่าไหม ถ้าเราจะบริหารจัดการจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ให้เป็นไปตามบริบทของนักเรียนที่กำลังมีจำนวนลดน้อยลง มีการพัฒนาและทุ่มเทการเรียนการสอน เพื่อให้ความรู้กับนักเรียนในระบบ ที่มีแนวโน้มจะให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น

จะดีกว่าไหมถ้าเราจัดการดูแลเงินงบประมาณ และขยายศักยภาพของผู้บริหารโรงเรียนให้มีความรู้ความเข้าใจด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้สามารถใช้เงินงบประมาณและทรัพยากรที่มีให้สอดคล้องกับคุณภาพมากกว่าที่เป็นมา 

...จะดีกว่าไหมถ้าเราใช้เงินงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพของคุณครู รวมถึงการมุ่งเน้นพัฒนาโรงเรียน และอุปกรณ์การเรียนการสอนให้ทันสมัยจากเงินงบประมาณเดิม เพื่อครูจะมีความสุข และพร้อมที่จะพัฒนาการสอนให้ดียิ่งขึ้น 

หากได้มองย้อนดูผลสัมฤทธิ์ที่เป็นตัวแบบต่างๆ และพิจารณาข้อเด่นของแนวทางการควบรวมโรงเรียนอย่างถี่ถ้วน โดยมีจุดมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์ส่วนรวมในพัฒนาการด้านการศึกษาของลูกหลาน ให้สามารถเติบโตขึ้นมาอย่างมีคุณภาพตามสมรรถนะของตน ให้การศึกษาไทยได้พัฒนาให้เท่าเทียมและเท่าทันกับอารยะประเทศ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล

แนวทาง รื้อระบบการศึกษาด้วยการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก น่าจะเป็น ทางออกหนึ่งที่สำคัญของการศึกษาไทย ที่ต้องการอาศัยความกล้า... ทั้งคิด และทำ เพื่อการเปลี่ยนแปลง 

หากไม่กล้าทำแล้ว เมื่อไหร่การศึกษาไทยถึงจะเปลี่ยนแปลงได้จริงๆ 

ที่มา ; เดลินิวส์ พฤหัสบดีที่ 17 กันยายน 2563

สรุปสาระสำคัญ 

บทความกล่าวถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาไทยที่ถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะแนวคิด “ปฏิรูปการศึกษา” ที่ยังไม่เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม แม้จะมีความพยายามจากหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรทางการศึกษา ผลการทดสอบระดับชาติ เช่น O-NET และ PISA สะท้อนว่าคุณภาพผู้เรียนไทยมีแนวโน้มลดลง โดยเฉพาะทักษะการอ่านและการคิดวิเคราะห์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าระบบการเรียนยังเน้นการท่องจำมากกว่าการพัฒนาทักษะจำเป็นในศตวรรษที่ 21

อีกประเด็นสำคัญคือปัญหาโครงสร้างโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนมากและทรัพยากรจำกัด สวนทางกับจำนวนนักเรียนที่ลดลงจากอัตราการเกิดที่ลดลงต่อเนื่อง ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณไม่คุ้มค่าและกระทบต่อคุณภาพการศึกษา บทความเสนอแนวทาง “รื้อระบบ” โดยการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กตามแนวคิดเช่น “แก่งจันทร์โมเดล” ซึ่งเคยประสบความสำเร็จในการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และสร้างความร่วมมือของชุมชน

นอกจากนี้ ยังเน้นความสำคัญของการบริหารจัดการงบประมาณ การพัฒนาครู และการเพิ่มศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้ระบบการศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายบทความตั้งคำถามเชิงท้าทายว่า หากไม่กล้าปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างจริงจัง การศึกษาไทยจะไม่สามารถพัฒนาได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญที่บทความชี้ว่าคุณภาพการศึกษาไทยยังไม่พัฒนา คือข้อใด
ก. ขาดเทคโนโลยีทางการศึกษา
ข. การเน้นท่องจำมากกว่าคิดวิเคราะห์
ค. จำนวนนักเรียนมากเกินไป
ง. ครูมีไม่เพียงพอ

เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าการเรียนเน้นการท่องจำ ทำให้ขาดทักษะคิดวิเคราะห์

 

ข้อ 2

ผลการสอบ O-NET และ PISA สะท้อนปัญหาใดมากที่สุด
ก. การบริหารโรงเรียน
ข. คุณภาพผู้เรียนลดลง
ค. จำนวนครูลดลง
ง. งบประมาณไม่เพียงพอ

เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เป็นตัวชี้วัดคุณภาพผู้เรียนที่มีแนวโน้มต่ำลง

ข้อ 3

แนวคิด “แก่งจันทร์โมเดล” เน้นการแก้ปัญหาใด
ก. การเพิ่มครูต่างประเทศ
ข. การสร้างโรงเรียนใหม่
ค. การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก
ง. การเพิ่มหลักสูตรใหม่

เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแนวทางควบรวมโรงเรียนเพื่อเพิ่มคุณภาพ

ข้อ 4

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มขึ้น คือข้อใด
ก. นโยบายเรียนฟรี
ข. ประชากรนักเรียนเพิ่มขึ้น
ค. การย้ายถิ่นของครู
ง. อัตราเกิดลดลงและเลือกโรงเรียนใหญ่

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความชี้ว่าประชากรเกิดลดลงและผู้ปกครองเลือกโรงเรียนใหญ่

ข้อ 5

แนวทางใดช่วยเพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณทางการศึกษาได้ดีที่สุด
ก. เพิ่มงบโรงเรียนขนาดเล็ก
ข. ลดจำนวนครู
ค. ควบรวมโรงเรียน
ง. เพิ่มจำนวนวิชาเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: การควบรวมช่วยลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพ

ข้อ 6

ทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามบทความคือข้อใด
ก. การท่องจำ
ข. การคิดวิเคราะห์
ค. การคัดลอกความรู้
ง. การสอบแข่งขัน

เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น Critical Thinking เป็นหัวใจสำคัญ

ข้อ 7

ปัญหาครูตามรายงาน TDRI คือข้อใด
ก. ขาดความสามารถด้านกีฬา
ข. ขาดทักษะคิดวิเคราะห์ผู้เรียน
ค. ขาดความรู้ด้านภาษา
ง. ขาดวินัย

เฉลย: ข
เหตุผล: ระบุว่าครูยังไม่สามารถพัฒนาทักษะคิดวิเคราะห์ได้ดี

ข้อ 8

ผลดีของการควบรวมโรงเรียนตามบทความคือข้อใด
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. นักเรียนได้รางวัลและผลสัมฤทธิ์ดีขึ้น
ง. ลดจำนวนหลักสูตร

เฉลย: ค
เหตุผล: มีผลลัพธ์เชิงบวกด้านผลสัมฤทธิ์และรางวัล

ข้อ 9

ข้อใดเป็นอุปสรรคสำคัญของโรงเรียนขนาดเล็ก
ก. มีนักเรียนมากเกินไป
ข. งบประมาณจำกัดและกระจายตัว
ค. ครูเก่งเกินไป
ง. มีเทคโนโลยีมากเกินไป

เฉลย: ข
เหตุผล: งบตามรายหัวลดลงเมื่อจำนวนนักเรียนลด

ข้อ 10

สาระสำคัญที่สุดของบทความคือข้อใด
ก. การเพิ่มจำนวนโรงเรียน
ข. การเพิ่มข้อสอบ
ค. การรื้อระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพ
ง. การเพิ่มเวลาสอน

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการ “รื้อระบบ” เพื่อยกระดับคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรม

ความเห็นของผู้ชม