
หนึ่งในวิชาที่ถูกพูดถึงกันมากที่สุด และยังมีกระแสถูกดราม่าออกมาต่อเนื่องเห็นจะหนีไม่พ้นวิชาประวัติศาสตร์ ที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายขานรับจากทางภาครัฐให้แยกออกมาเป็นวิชาเดี่ยวจากกลุ่มสาระสังคมฯ และล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และ ศธ.กำลังจะลงนามประกาศใช้ โดยมีกำหนดจะเริ่มต้นในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เป็นต้นไป
นานาทัศนะต่างมองว่า ถ้าอยากให้เด็กสนุกกับการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ คิดวิเคราะห์เป็น ไม่จำเป็นต้องแยกวิชานี้ออกมา แต่ควรเน้นการพัฒนาผู้สอนให้มีทักษะกระบวนการจัดการเรียนการสอนได้ เรามีผู้ที่มีความรู้สอนประวัติศาสตร์ที่เชี่ยวชาญ มีความคิดที่ก้าวหน้า เหมาะกับการสอนประวัติศาสตร์ที่มุ่งเน้นให้เด็กรู้จักการใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อฝึกคิดวิเคราะห์ หาเหตุและผลที่เกิดขึ้นด้วยการใช้หลักฐานทางประวัติศาสตร์มาอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างมีเหตุและผล
วิชาประวัติศาสตร์นั้นมันมีอยู่แล้ว ถ้าต้องการให้วิชานี้สามารถพัฒนาผู้เรียนได้ ควรเน้นส่งเสริมให้ครูผู้สอนที่ไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการสอนประวัติศาสตร์เพียงพอ ได้พัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น รับฟังความเห็นต่อเรื่องนั้นๆอย่างไม่มีอคติ จึงจะทำให้อานิสงส์นี้ตกแก่เด็ก ให้เป็นคนคิด วิเคราะห์ และสามารถเข้าใจปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้อย่างสมเหตุสมผลบนข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริงมากกว่าใช้ความรู้สึกส่วนตัวมาตัดสิน
แม้จะมีฝ่ายที่สนับสนุน และฝ่ายที่ยังคงมีคำถามในใจ อีกทั้งมุมมองต่อวิชาประวัติศาสตร์ของเด็กยุคใหม่ก็ยังเปลี่ยนไปมาก อักษร เอ็ดดูเคชั่น จึงได้จัดเสวนา “สอนวิชาประวัติศาสตร์อย่างไร ในวันที่เราบอกเด็กไทยให้มองไปข้างหน้า” โดยมี คุณตะวัน เทวอักษร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน วิทยากรผู้เชี่ยวชาญเรื่องประวัติศาสตร์ และเศรษฐกิจโลกมาร่วมเสวนาด้วยในหัวข้อนี้ เราเรียนประวัติศาสตร์ไปทำไม? ท่ามกลางโลกที่หมุนไว และดูเหมือนจะเป็นวิชาที่พูดถึงกันแต่เรื่องของอดีต ในประเด็นนี้ ดร. วิทย์ ให้มุมมองที่น่าสนใจไว้ว่า “หนังสือเรียนประวัติศาสตร์เหมือนสารตั้งต้นในการพูดคุยกัน แต่คนที่จะให้ชีวิตกับประวัติศาสตร์ คือ นักเรียน ที่จะต้องตั้งคำถาม และครู ที่คอยช่วยไกด์ เพราะประวัติศาสตร์เป็นมหาสมุทรที่กว้างใหญ่ ขึ้นอยู่กับเราจะเรียนอะไร เรียนอย่างไร เรียนแล้วได้อะไร และจะต่อยอดอย่างไร ฉะนั้น การเรียนประวัติศาสตร์ก็เพื่อไม่ทำผิดซ้ำ”
หนึ่งในปัญหาของการเรียนประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทำให้เด็กไม่สนุก คือ เด็กไม่เห็นความเชื่อมโยงของประวัติศาสตร์ไทย และประวัติศาสตร์โลก หากเด็กเห็นประเทศไทยอยู่ในบริบทโลกการเรียนรู้ก็จะสนุกยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์อาจมีการผสมปนเปกันระหว่างความจริงและเรื่องเล่า เด็กบางส่วนรู้สึกว่าเป็นเรื่องล้าหลัง แต่หนึ่งในทักษะสำคัญที่เด็กจะได้ฝึกฝน และเรียนรู้จากวิชานี้เพื่อวิเคราะห์แยกแยะว่า ควรจะเชื่อหรือไม่เชื่ออะไร คือ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21 และยังเป็นหนึ่งในสมรรถนะของเด็กยุคใหม่อีกด้วย ดร. วิทย์ มองว่า นี่เป็นทักษะที่โดดเด่นของเด็กยุคนี้อยู่แล้ว
การสอนประวัติศาสตร์ในยุคนี้ จึงอาจไม่ได้มีเป้าหมายให้เด็กจดจำข้อมูลทุกอย่างได้ตามหนังสือเรียน แต่เป็นการสอนเพื่อจุดประกายให้เด็กอยากรู้ แล้วไปหาคำตอบเพิ่มเติมด้วยตนเองมากกว่า ครูต้องทำให้เด็กเห็นว่า สิ่งที่เรียนมันเจ๋งแค่ไหน ถ้าเด็กสนุก เขาจะไปหาคำตอบด้วยตนเอง ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เขาไปค้นหาคำตอบ เขาจะสร้างทักษะในการดำรงชีวิตจากกระบวนการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นการหาหลักฐาน การพิสูจน์ความจริง ได้คิดไตร่ตรอง แล้วสรุปผล
ตะวัน เทวอักษร ได้เล่าถึงแนวคิดที่มีมากกว่าแค่การออกแบบหนังสือเรียนไว้ว่า เราทำหนังสือเรียนก็จริง แต่เราออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (Learning Design) ที่ครอบหนังสือเรียนอยู่เพื่อให้ครูเห็นว่า ควรจัดการเรียนการสอนอย่างไร เริ่มต้นจากทำไมต้องเรียนเรื่องนี้ น่าสนใจอย่างไร จะต่อยอดไปเรื่องอื่นอย่างไร เป็นการจุดประกายให้ครูทำให้เด็กเห็นว่า เรื่องนี้น่าสนใจอย่างไร
แท้จริงแล้ววิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาที่มุ่งสร้างให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการสร้างความรู้ด้วยตนเอง และฝึกฝนให้ใช้กระบวนการคิดอย่างชำนาญ จนก่อให้เกิดทักษะสำคัญที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 คือ ทักษะการทำงาน ทักษะชีวิต และการเรียนรู้ตลอดชีวิต อักษร ได้ออกแบบวิธีการสอนวิชาประวัติศาสตร์ที่สัมพันธ์กับกระบวนการคิดของผู้เรียนในรูปแบบที่เรียกว่า 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ (Engage) สำรวจค้นหา (Explore) อธิบายความรู้ (Explain) ขยายความเข้าใจ (Expand) และ ตรวจสอบผล (Evaluate) เป็นรูปแบบที่เน้นกระบวนการพัฒนาศักยภาพการคิด และการสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวผู้เรียนเอง
สำหรับแนวคิดสำคัญของการจัดการเรียนรู้ เป็นความท้าทายที่จะทำให้ครูทั่วประเทศเห็นเป็นภาพเดียวกันว่า จะทำให้มันน่าสนใจได้อย่างไร เราจึงมีกระบวนการเรียนรู้ กำกับไว้ มีไกด์ไลน์คร่าว ๆ ในการตั้งคำถามด้วยการใช้ Why และ How ที่ตอบยากกว่า แทนการถาม What Where When Who คำถามเหล่านี้กระตุ้นให้เด็กคิด ไตร่ตรอง และหาคำตอบ สิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนทำให้ครูผู้สอนสร้างการสอนที่ทำให้เด็ก ๆ ตื่นเต้น แล้วก็อยากจะเรียนรู้ได้ นอกจากนั้นเราก็ยังมีการอบรมครูกว่าแสนคนในทุก ๆ ปีให้เข้าใจถึงกระบวนการนี้ด้วย ไม่ใช่แค่เฉพาะในวิชาประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นทุกวิชา ทุกระดับชั้นเลย
“สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้ คือเรียนวิชาประวัติศาสตร์แล้วผู้เรียนจะต้องสามารถนำหลักคิดไปบูรณาการข้ามศาสตร์ให้ได้ สิ่งสำคัญคือครูต้องทำให้เด็กคิดเป็น วิพากษ์เป็น สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ เป็น มันเป็นพื้นฐานของทุกวิชา และเป็นวิชาที่สร้างทักษะแห่งโลกยุคใหม่” คุณตะวันกล่าวทิ้งท้าย ด้าน ดร. วิทย์ ให้ความเห็นว่า “ประวัติศาสตร์ก็เหมือนตึก ถึงจะวิวัฒนาการไปขนาดไหน แต่ฐานรากมันเหมือนเดิม คือ มีความเชย เป็นคอนกรีตแท่งซีเมนต์ แต่ถ้าไม่มีตึกก็อยู่ไม่ได้ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่มันเป็นระบบคิด” ตะวัน กล่าวทิ้งท้าย
ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 2 มกราคม 2566
บทความกล่าวถึงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะแยก “วิชาประวัติศาสตร์” ออกจากกลุ่มสาระสังคมศึกษาเป็นวิชาเดี่ยว โดยเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2566 ท่ามกลางข้อถกเถียงว่า การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องแยกวิชา แต่ควรมุ่งพัฒนาครูให้มีทักษะการจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการคิดทางประวัติศาสตร์ ใช้หลักฐาน วิเคราะห์เหตุและผลอย่างมีวิจารณญาณ
ปัญหาสำคัญคือผู้เรียนไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างประวัติศาสตร์ไทยกับบริบทโลก ทำให้ขาดความสนใจ อีกทั้งการเรียนแบบท่องจำทำให้ไม่เกิดทักษะที่แท้จริง แนวคิดใหม่จึงมุ่งให้ผู้เรียนตั้งคำถาม แสวงหาคำตอบด้วยตนเอง และพัฒนาทักษะคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในศตวรรษที่ 21
การจัดการเรียนรู้ควรเน้นสร้างแรงบันดาลใจมากกว่าการจำเนื้อหา โดยใช้กระบวนการ 5Es ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ สำรวจ อธิบาย ขยายความ และประเมินผล พร้อมใช้คำถามเชิง Why และ How เพื่อกระตุ้นการคิดขั้นสูง
โดยสรุป วิชาประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้เรื่องอดีต แต่เป็นเครื่องมือสร้าง “ระบบคิด” ที่ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจโลก วิเคราะห์ข้อมูล และหลีกเลี่ยงความผิดพลาดซ้ำในอนาคต รวมทั้งสามารถบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตได้อย่างยั่งยืน
ข้อ 1 จุดมุ่งหมายสำคัญของการแยกวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาเดี่ยวคือข้อใด
ก. เพิ่มชั่วโมงเรียน
ข. พัฒนาคุณภาพการเรียนรู้เฉพาะด้าน
ค. ลดภาระครู
ง. เพิ่มคะแนนสอบระดับชาติ
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นยกระดับคุณภาพและความสำคัญของวิชา
ข้อ 2 แนวคิดที่บทความสนับสนุนมากที่สุดคือข้อใด
ก. การเพิ่มเนื้อหาให้มากขึ้น
ข. การเน้นการท่องจำ
ค. การพัฒนาครูและกระบวนการสอน
ง. การใช้เทคโนโลยีแทนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ชี้ว่าคุณภาพครูสำคัญกว่าการแยกวิชา
ข้อ 3 ปัญหาหลักของการเรียนประวัติศาสตร์คืออะไร
ก. เนื้อหาน้อยเกินไป
ข. ขาดครู
ค. ไม่เชื่อมโยงกับบริบทโลก
ง. สื่อไม่ทันสมัย
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เรียนไม่เห็นความสัมพันธ์ไทย-โลก
ข้อ 4 ทักษะสำคัญที่ผู้เรียนควรได้รับคือข้อใด
ก. การจำข้อมูล
ข. การเขียนเรียงความ
ค. การคิดเชิงวิพากษ์
ง. การท่องสูตร
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นทักษะศตวรรษที่ 21
ข้อ 5 จุดเน้นของการสอนประวัติศาสตร์ยุคใหม่คืออะไร
ก. จำเหตุการณ์
ข. สร้างแรงบันดาลใจให้ค้นคว้า
ค. ทำข้อสอบได้
ง. อ่านหนังสือเร็ว
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ข้อ 6 รูปแบบ 5Es มีเป้าหมายหลักเพื่ออะไร
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. พัฒนากระบวนการคิด
ง. จัดการชั้นเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการสร้างองค์ความรู้ด้วยผู้เรียน
ข้อ 7 การใช้คำถามแบบ Why/How ส่งผลอย่างไร
ก. ทำให้ตอบง่าย
ข. ลดเวลาเรียน
ค. กระตุ้นการคิดขั้นสูง
ง. เพิ่มการจำ
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นคำถามเชิงวิเคราะห์
ข้อ 8 หากครูต้องการแก้ปัญหาผู้เรียนไม่สนใจ ควรทำอย่างไร
ก. เพิ่มการบ้าน
ข. เชื่อมโยงเนื้อหากับโลกจริง
ค. ลงโทษ
ง. ลดเนื้อหา
เฉลย: ข
เหตุผล: ทำให้เห็นความสำคัญและความสัมพันธ์
ข้อ 9 “ประวัติศาสตร์ไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นระบบคิด” หมายถึงอะไร
ก. ใช้หางานไม่ได้
ข. ไม่มีความสำคัญ
ค. เป็นเครื่องมือพัฒนาการคิด
ง. เรียนเพื่อสอบเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นคุณค่าเชิงกระบวนการคิด
ข้อ 10 การนำความรู้ประวัติศาสตร์ไปใช้ได้ดีที่สุดคือข้อใด
ก. ท่องจำเหตุการณ์
ข. วิเคราะห์และหลีกเลี่ยงความผิดพลาด
ค. เขียนรายงาน
ง. จำปี พ.ศ.
เฉลย: ข
เหตุผล: จุดมุ่งหมายคือไม่ทำผิดซ้ำและใช้เหตุผล