
สถานการณ์ COVID-19 ในขณะนี้ ที่บ้านเราก็ยังน่าห่วงอยู่มาก แม้จะมีมาตรการต่างๆ ที่ภาครัฐทยอยออกมาเพื่อหาทางป้องกัน และช่วยเหลือผู้คนในชาติ แต่ดูเหมือนสถานการณ์ก็ยังหนักหน่วง
แต่ถ้ามองในแง่ดี เราก็จะเห็นความพยายามปรับตัวกันในทุกภาคส่วน และหนึ่งในการปรับตัวครั้งใหญ่แบบกะทันหัน ก็คือ เรื่องการศึกษา เพราะเป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนจากทั่วโลกได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า ทำให้สถาบันการศึกษาในทุกระดับต้องปิดเรียนกะทันหัน และต้องปรับตัวหันมาใช้รูปแบบการเรียนการสอนผ่านระบบออนไลน์
กลายเป็นว่าจากสถานการณ์ COVID-19 ถือเป็น “จุดเปลี่ยน” ครั้งใหญ่ของวงการการศึกษาในทุกระดับชั้นเรียนแทบจะทันที โดยการนำ “เทคโนโลยี” มาใช้กับการเรียนการสอน ทำให้ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ทั้งนักเรียน นักศึกษา ครูบาอาจารย์ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในทุกระดับชั้นของการศึกษา รวมไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครอง และนั่นหมายความว่าภาครัฐเองก็ควรจะใช้ช่วงเวลานี้ในการสะท้อนปัญหาและอุปสรรคก่อนจะนำไปสู่แนวทางที่ทำให้เกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษาในบ้านเรา
เพราะก่อนหน้านี้มีความพยายามที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน แต่ก็ประสบปัญหาและอุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องระบบ คน ความพร้อม เงิน และอื่นๆ อีกมากมาย
แต่เมื่อประเทศต้องประสบกับปัญหา COVID-19 ในครั้งนี้ ดูเหมือนมันได้กลายเป็นเรื่องที่ทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องปรับตัว “ทันที” กันถ้วนหน้า
UNESCO ได้คาดการณ์ว่ามีนักเรียน นักศึกษากว่า 363 ล้านคนทั่วโลก ได้รับผลกระทบจากวิกฤต COVID-19 และประมาณการณ์ว่ามีสถาบันการศึกษาทั้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลางยุโรป และอเมริกาเหนือ ได้ปิดการเรียนการสอนที่โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ขณะที่สถาบันการศึกษาในหลายประเทศ นำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้ เพื่อเปิดการเรียนการสอนผ่านออนไลน์
จีนเป็นประเทศแรกที่ประสบปัญหานี้ และเป็นประเทศแรกที่ประกาศหยุดกิจกรรมการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษา หันไปเปิดการเรียนการสอนทางออนไลน์ทั้งระบบโดยกระทรวงศึกษาธิการได้ออกแนวปฏิบัติและระบุว่าสถาบันการศึกษาควรใช้ประโยชน์จากหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ทุกประเภท รวมถึงแพลตฟอร์มทรัพยากรห้องปฏิบัติการ เพื่อจัดการศึกษาออนไลน์ และใช้วิธีดำเนินมาตรการเพื่อตรวจสอบว่าการเรียนออนไลน์จะมีประสิทธิภาพ เทียบเท่ากับการเรียนการสอนในห้องเรียน
มาตรการต่างๆ เหล่านี้เป็นแนวทางการแก้ปัญหาของทางการจีน ที่แก้ปัญหาได้ฉับไว ทันท่วงที และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ โดยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ และให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ทำให้สามารถแก้ไขปัญหาได้เหมาะสมกับสถานการณ์
ในขณะที่หลายประเทศทั่วโลกต่างก็ปรับตัวกันขนานใหญ่ มีการประกาศใช้การเรียนการสอนหลากหลายรูปแบบ มีทั้ง เสมือนจริง (Virtual Education) หรือการออกแบบการเรียนการสอนให้อยู่บนระบบ Cloud และใช้ออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเรียนการสอน เพื่อผู้เรียนสามารถเรียนได้จากทางไกล
ทั้งยังมีแอพพลิชันเกี่ยวกับการศึกษา และมีเทคโนโลยี AR, VR และ AI ในการตอบโจทย์ด้านการศึกษาให้กับผู้เรียนได้ เพราะเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนบทบาทครูผู้สอน จากที่เคยเป็นผู้ชี้นำ ไปสู่การเป็นผู้สนับสนุน และให้คำแนะนำแก่ผู้เรียน
การนำเทคโนโลยีด้านการศึกษา (Educational Technology) มาใช้ในการเรียนการสอน ช่วยให้การนำเสนอเนื้อหาการเรียนการสอนมีความน่าสนใจ และสร้างการมีส่วนร่วมระหว่างนักเรียน และครูได้มากขึ้นทั้งยังทำให้เราได้รู้จักแพลตฟอร์มเทคโนโลยีมากมายที่ถูกนำมาใช้กับการเรียนการสอนผ่านออนไลน์
บ้านเราหลายมหาวิทยาลัยได้มีการประกาศการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ โดยให้อาจารย์ผู้สอนจัดคลาสเรียนออนไลน์ และสามารถเลือกประยุกต์ใช้แพลตฟอร์มการสอนที่เหมาะสม อาทิ Facebook Broadcast, Microsoft Team, Google Classroom ,Moodle , Zoom, Blackboard Collaboration, Line, Webinar หรือ Google Meet ขึ้นอยู่กับลักษณะการเรียนการสอนแต่ละรายวิชา
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องการเรียนออนไลน์นั้นมีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมส่วนบุคคลมากมาย โดยเฉพาะในสถาบันการศึกษาที่อยู่ต่างจังหวัด ปัญหาคือคุณครูที่ยังไม่มีความคุ้นชินกับโปรแกรมต่าง ๆ นักเรียนก็ไม่มีอุปกรณ์ รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ยังไม่ดีนัก
ดังนั้นหากสถาบันการศึกษาต้องปิดนานออกไปอีก หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนอย่างจริงจังว่าจะสนับสนุนอย่างไรถือโอกาสภาครัฐได้ประเมินความพร้อมอย่างรอบด้านด้วย
วิกฤตในครั้งนี้ทำให้สถาบันการศึกษา ทั้งผู้เรียนผู้สอนได้ปรับตัวให้ชินกับการเรียนออนไลน์ ซึ่งหลายวิชาเริ่มเห็นทิศทางความเป็นไปได้ในการเรียนออนไลน์ และนี่นับเป็นโอกาสการต่อยอดในอนาคต
สอดคล้องกับคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ซึ่งได้กำหนดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาไว้ทั้งสิ้น 7 เรื่อง และเรื่องดิจิทัลก็เป็น 1 ใน 7 นั่นคือ เรื่องการปฏิรูปการศึกษาและการเรียนรู้โดยการพลิกโฉมด้วยระบบดิจิทัล ( Digitalization for Educational and Learning Reform) โดยมีเป้าหมายรวม เพื่อพัฒนาระบบดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ (National Digital Learning Platform) ในการปรับเปลี่ยนระบบการศึกษา สร้างคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ก้าวกระโดดทันกับพัฒนาการในโลก ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
โดยมีตัวชี้วัดเรื่อง แพลตฟอร์มการเรียนรู้ด้วยดิจิทัลที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในลักษณะ Social Enterprise และคนทุกช่วงวัยนำไปใช้อย่างแพร่หลาย เกิดเครือข่ายทั่วประเทศและนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยไปสู่สากล ดังนั้นการเรียนออนไลน์ต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เพียงแต่มันมาเร็วกว่าที่คาด
ฉะนั้น ก็ถือโอกาสให้วิกฤต COVID-19 เป็นโอกาสในการปฏิรูปการศึกษาซะเลย เพราะถ้าเราใช้วิกฤตเป็นโอกาส มองปัญหาให้เป็นการเรียนรู้ และมองเด็กวันนี้เป็นอนาคต เราก็จะมองเห็นวิธีการ และการแก้ไขปัญหาเพื่อนำไปสู่เป้าหมายได้
ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน
ที่มา ; ผู้จัดการออนไลน์
สถานการณ์โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างรุนแรงทั่วโลก แม้ภาครัฐจะมีมาตรการรับมือ แต่การเรียนการสอนต้องหยุดชะงักและเปลี่ยนไปสู่รูปแบบออนไลน์อย่างเร่งด่วน จนถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการศึกษา ทุกฝ่ายทั้งผู้เรียน ครู ผู้บริหาร และผู้ปกครองต้องปรับตัวพร้อมกัน UNESCO ระบุว่ามีนักเรียนกว่า 363 ล้านคนได้รับผลกระทบ หลายประเทศรวมถึงจีนตอบสนองด้วยการจัดการเรียนออนไลน์เต็มรูปแบบ โดยใช้เทคโนโลยีและความร่วมมือจากภาคเอกชน ขณะที่ทั่วโลกพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนรู้ ระบบคลาวด์ และเทคโนโลยี AR VR และ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ครูมีบทบาทเปลี่ยนจากผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน แม้ประเทศไทยมีการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์หลายรูปแบบ เช่น Google Classroom, Zoom และ Microsoft Teams แต่ยังเผชิญข้อจำกัดด้านความพร้อมของครู นักเรียน อุปกรณ์ และอินเทอร์เน็ต จึงจำเป็นต้องวางแผนสนับสนุนอย่างจริงจัง วิกฤตครั้งนี้จึงเป็นโอกาสในการปฏิรูปการศึกษา สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มแห่งชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต หากใช้วิกฤตเป็นโอกาส จะนำไปสู่การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และความสามารถแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการเรียนการสอนและการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืนเพื่ออนาคตการศึกษาที่เท่าเทียมและมีคุณภาพ และสามารถนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลได้อย่างแท้จริง จึงควรเร่งวางนโยบายสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบ เพื่อรองรับการศึกษาในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป
ก. การปิดโรงเรียนทั่วโลก
ข. การใช้สื่อออนไลน์แทนการเรียนปกติ
ค. โควิด-19 เป็นตัวเร่งการปฏิรูปการศึกษาด้วยเทคโนโลยี
ง. ปัญหาอินเทอร์เน็ตในชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น “จุดเปลี่ยน/โอกาสปฏิรูปการศึกษา” มากกว่าการกล่าวถึงปัญหาเฉพาะ
ก. จำนวนครูขาดแคลนทั่วโลก
ข. ขนาดผลกระทบระดับโลกต่อการศึกษา
ค. ประสิทธิภาพการเรียนออนไลน์
ง. นโยบายของจีน
เฉลย: ข
เหตุผล: ตัวเลข 363 ล้านคนใช้ยืนยัน “ความรุนแรงของผลกระทบ”
ก. ปรับเปลี่ยนสู่การเรียนออนไลน์อย่างรวดเร็ว
ข. ปิดประเทศทั้งหมด
ค. ใช้การสอบออนไลน์แทนทุกระบบ
ง. ยกเลิกการเรียนการสอน
เฉลย: ก
เหตุผล: เน้น “การตอบสนองฉับไวและใช้เทคโนโลยีเต็มรูปแบบ”
ก. ผู้ควบคุมวินัยนักเรียน
ข. ผู้ประเมินผลหลัก
ค. ผู้ผลิตสื่อการสอน
ง. ผู้สนับสนุนและให้คำแนะนำ
เฉลย: ง
เหตุผล: เทคโนโลยีทำให้ครูเปลี่ยนจาก “ผู้สอน” เป็น “ผู้สนับสนุน”
ก. ขาดนโยบายรัฐบาล
ข. ความพร้อมของคน อุปกรณ์ และอินเทอร์เน็ต
ค. ไม่มีแพลตฟอร์มใช้งาน
ง. นักเรียนไม่สนใจเรียน
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดถึง “ความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากร”
ก. เพิ่มจำนวนครู
ข. ลดเวลาเรียน
ค. ยกระดับคุณภาพและลดความเหลื่อมล้ำ
ง. ลดงบประมาณการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นคุณภาพ ความเท่าเทียม และการแข่งขันประเทศ
ก. ลดจำนวนผู้เรียน
ข. เพิ่มความน่าสนใจและการมีส่วนร่วม
ค. ลดบทบาทครูทั้งหมด
ง. ใช้แทนตำราเรียนทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: เพิ่มประสบการณ์และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ก. ภาระของระบบการศึกษา
ข. ปัญหาที่แก้ไม่ได้
ค. โอกาสในการปฏิรูปการศึกษา
ง. ความล้มเหลวของเทคโนโลยี
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้คำว่า “โอกาสในการปฏิรูป”
ก. ยกเลิกการเรียนออนไลน์ถาวร
ข. ใช้เทคโนโลยีเฉพาะโรงเรียนเมือง
ค. วางแผนสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานและทางเลือกผสม
ง. ให้หยุดเรียนทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: แนวคิดบทความคือ “ลดความเหลื่อมล้ำและสนับสนุนระบบ”
ก. รอให้สถานการณ์ปกติแล้วค่อยปรับ
ข. ใช้วิกฤตเป็นตัวเร่งปฏิรูปเชิงระบบ
ค. ลดการใช้เทคโนโลยีในโรงเรียน
ง. จำกัดการเรียนออนไลน์เฉพาะมหาวิทยาลัย
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น “ใช้วิกฤตเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ”