
จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 31 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
นาทีประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.01 น. ของวันเสาร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 เมื่อองค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก ได้ประกาศให้ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี (Phu Phrabat, a testimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period)
งานแถลงข่าวลุ้นผลการประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทเป็นมรดกโลก ณ พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร, 27 ก.ค.2567
จากการประกาศครั้งนี้ ทำให้ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท นับเป็น 'แหล่งมรดกโลก' ลำดับที่ 8 และ แหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่งที่ 5 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานี ต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อพ.ศ.2535
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
ภูพระบาท ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 แหล่ง ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกห่างจากอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ประมาณ 12 กิโลเมตร ประกอบด้วย
· อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
· แหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน
· ใบเสมาหิน แหล่งวัฒนธรรมสีมา
อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสีมาในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 - 16) อันโดดเด่นที่สุดของโลก ตาม เกณฑ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล จำนวน 2 ข้อ ได้แก่
· ข้อที่ 3 คือสามารถอนุรักษ์ กลุ่มใบเสมาหินสมัยทวารวดี ที่มีจำนวนมากและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก ใบเสมาดังกล่าวมีความสมบูรณ์และยังคงตั้งอยู่ในสถานที่ตั้งเดิม แสดงถึงวิวัฒนาการที่ชัดเจนของรูปแบบ และศิลปกรรมที่หลากหลายของใบเสมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายกำหนดขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ถ้ำพระ ในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท หอนางอุสา ในอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท
· เกณฑ์ข้อที่ 5 ภูมิทัศน์ของภูพระบาทได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้พื้นที่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา และยังคงความสำคัญของกลุ่มใบเสมาหิน โดยความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับประเพณีสงฆ์ในฝ่ายอรัญญวาสี (พระป่า)
ภูพระบาทจึงเป็นประจักษ์พยานที่โดดเด่นของการใช้ประโยชน์ของธรรมชาติ เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี ซึ่งได้รับการสืบทอด รักษาวัฒนธรรมดังกล่าวที่ต่อเนื่องยาวนาน เชื่อมโยงประเพณีวัฒนธรรมของอรัญวาสีมาถึงปัจจุบัน
ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมศิลปากร ได้ประกาศ ยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2567 เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคน ตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน ภูพระบาทเป็นมรดกโลก ในครั้งนี้
นางสาวสุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การที่ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ถือเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย ต่อจากนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับการประกาศในปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2566)
โดยอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกภายใต้คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ได้แก่ การรักษาความเป็นของแท้และดั้งเดิมของแหล่งวัฒนธรรม สีมาหินสมัยทวารวดี และเป็นประจักษ์พยานที่ยอดเยี่ยมของการสืบทอดของวัฒนธรรมดังกล่าวที่ต่อเนื่องอย่างยาวนานกว่าสี่ศตวรรษ โดยเชื่อมโยงเข้ากับประเพณีของวัดฝ่ายอรัญวาสีในเวลาต่อมา
จึงขอเชิญชวนให้ชาวไทยทั่วประเทศร่วมแสดงความยินดี และเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภูพระบาทได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย โดยกระทรวงวัฒนธรรมจะพยายามผลักดันให้เกิดแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง
ที่มา ; msn
เกี่ยวข้องกัน
คนไทยเฮ! ยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ‘ภูพระบาท’ มรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่งที่ 5 ของไทย
เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 27 กรกฎาคม ที่พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร พระนคร น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) เป็นประธานการแถลงข่าวการประกาศขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม โดยมีการถ่ายทอดสัญญาณจากที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 – 31 กรกฎาคม 2567 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย
โดยการพิจารณา ขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม อยู่ในวาระที่ 3 โดยในเวลา 13.01 น. ตามเวลาประเทศไทย องค์การเพื่อการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก ได้ประกาศให้อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานีเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ “ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี” (Phu Phrabat, atestimony to the Sīma stone tradition of the Dvaravati period) ถือเป็นแหล่งมรดกโลกลำดับที่ 8 และแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นแหล่งมรดกโลกแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานี ต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากยูเนสโก เมื่อพ.ศ.2535
น.ส.สุดาวรรณ กล่าวต่อว่า การที่อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ได้รับการประกาศจากองค์การยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ ถือเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 ของประเทศไทย ต่อจากนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี และเมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่ได้รับการประกาศในปี 2566 ที่ผ่านมา
โดยอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาทได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกภายใต้คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล ได้แก่ การรักษาความเป็นของแท้และดั้งเดิมของแหล่งวัฒนธรรม สีมาหินสมัยทวารวดี และเป็นประจักษ์พยานที่ยอดเยี่ยมของการสืบทอดของวัฒนธรรมดังกล่าวที่ต่อเนื่องอย่างยาวนานกว่าสี่ศตวรรษ โดยเชื่อมโยงเข้ากับประเพณีของวัดฝ่ายอรัญวาสีในเวลาต่อมาจึงขอเชิญชวนให้ชาวไทยทั่วประเทศร่วมแสดงความยินดี และเฉลิมฉลองในโอกาสที่ภูพระบาทได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทยโดยกระทรวงวัฒนธรรมจะพยายามผลักดันให้เกิดแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมยินดี วธ. โดยกรมศิลปากร ได้ประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี ระหว่างวันที่ 28กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2567 เพื่อให้ประชาชนคนไทยทุกคนตลอดจนนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ร่วมเฉลิมฉลองการประกาศขึ้นทะเบียน ภูพระบาทเป็นมรดกโลกในครั้งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศไทยได้ยื่นขอขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี 2547 และได้รับการพิจารณาขึ้นเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ลำดับที่ 5 ของประเทศไทย ในวันที่ 27 กรกฎาคม 2567
ทั้งนี้ ภูพระบาท ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 แหล่ง ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และแหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกห่างจากอำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ประมาณ 12 กิโลเมตร เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสีมาในสมัยทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ 12 – 16) อันโดดเด่นที่สุดของโลก ตามเกณฑ์คุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากล
· ข้อที่ 3 คือสามารถอนุรักษ์กลุ่มใบเสมาหินสมัยทวารวดีที่มีจำนวนมากและเป็นแหล่งใหญ่ที่สุดในโลก โดยใบเสมาดังกล่าวมีความสมบูรณ์และยังคงตั้งอยู่ในสถานที่ตั้งเดิม แสดงถึงวิวัฒนาการที่ชัดเจนของรูปแบบ และศิลปกรรมที่หลากหลายของใบเสมา ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องหมายกำหนดขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ และ
· เกณฑ์ข้อที่ 5 ภูมิทัศน์ของภูพระบาทได้รับการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการใช้พื้นที่เพื่อประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาและยังคงความสำคัญของกลุ่มใบเสมาหิน โดยความเชื่อมโยงเกี่ยวข้องกับประเพณีสงฆ์ในฝ่ายอรัญญวาสี (พระป่า)ภูพระบาทจึงเป็นประจักษ์พยานที่โดดเด่นของการใช้ประโยชน์ของธรรมชาติ เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมสีมา สมัยทวารวดี ซึ่งได้รับการสืบทอด รักษาวัฒนธรรมดังกล่าวที่ต่อเนื่องยาวนาน เชื่อมโยงประเพณีวัฒนธรรมของอรัญวาสีมาถึงปัจจุบัน
อุทยานฯ ภูพระบาท มีแหล่งโบราณสถานสำคัญกระจายทั่วพื้นที่ อาทิ หอนางอุสา เป็นเสาเฉลียงรูปเห็ด ประกอบด้วยแกนหินขนาดใหญ่ลักษณะคล้ายเสาหิน และมีก้อนหินเป็นแผ่นหนาขนาด ใหญ่ทับอยู่ด้านบน แกนหินสูง 10 เมตร ก้อนหินด้านบน กว้าง 5 เมตร ยาว 7 เมตร แกนของเสาหินมีการก่อหินกั้นเป็นห้องไว้ส่วนบนของเสาที่อยู่ใต้แผ่นหิน มีการเจาะช่องเป็นช่องๆ เป็นประตูและหน้าต่างคล้ายช่องสังเกตุการณ์คล้ายหอคอย ที่เพิงหินโบราณแห่งนี้ได้พบหลักฐานภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่บริเวณผนังด้านทิศเหนือของหินก้อนล่าง เป็นภาพเส้น 2 3 เส้น ปัจจุบันนี้ภาพลบเลือนไปมากแล้ว มีการปักสีมาล้อมรอบแปดทิศ เพื่อแสดงว่าเพิงหินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ หรืออาจใช้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ปัจจุบันสีมาเหลืออยู่ 7 หลัก แต่เดิมน่าจะครบ 8 หลัก
อีกโบราณสถานสำคัญ ถ้ำพระ เป็นเพิงหินขนาดใหญ่ที่เกิดการวางตัวทับซ้อนกันของหิน มีการสกัดส่วนที่เป็นหินด้านล่างให้เกิดเป็นห้องขนาดใหญ่ โดยมีการสลักรูปประติมากรรม พระพุทธรูป และรูปบุคคลไว้ที่ผนังถ้ำ และยังพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ด้วย พื้นที่บริเวณด้านข้างพบหลุมเสาเรียงเป็นแนวและอยู่ในผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า แสดงให้เห็นว่ามีการปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นส่วนของหลังคาอาคารที่เป็นเครื่องไม้ โดยมีการทรุดตัวลงมาของแผ่นหินด้านบนและพังทลายลงมา ส่งผลให้ทำลายประติมากรรมบางส่วนชำรุดเสียหายลงด้วย จุดนี้พบการปักสีมาล้อมรอบ 2 ชั้น แปดทิศ แสดงถึงเพิงหินนี้มีความศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานรูปเคารพ หรือใช้เป็นเขตศักดิ์สิทธิ์ที่ประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา ปัจจุบันคงเหลือเสาสีมาตามตำแหน่งเดิมเพียง 6 หลัก
นอกจากนี้ ยังมีกู่นางอุสา ฉางข้าวนายพราน พีบศพท้าวบารส ถ้ำช้าง โบสถ์วัดพ่อตา วัดพ่อตา หีบศพพ่อตา คอกม้าท้าวบารส วัดลูกเขย บ่อน้ำนางอุสา ลานหินมณฑลพิธี ฯลฯ ทุกแหล่งล้วนมีเรื่องราวและหลักฐานบ่งชี้ความสำคัญทางประวัติศาสตร์
อุทยานฯ ภูพระบาทยังถือเป็นโบราณสถานที่ปรากฎการปักใบสีมามากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย ในปีงบประมาณ 2567 อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท ได้ดำเนินงานโครงการอนุรักษ์และพัฒนาให้อยู่ในสภาพที่ดีขึ้น โดยดำเนินการปรับตำแหน่งและจัดวางใบสีมาที่ทรุดเอียงให้อยู่ในตำแหน่งเดิม รวมถึงประกอบชิ้นส่วนของใบสีมาที่แตกให้เข้าด้วยกัน อีกทั้งปรับแต่งดินส่วนฐานล่างของใบสีมาบดอัดให้แน่น เพื่อเป็นการเสริมสภาพของแหล่งให้มีความครบถ้วนสมบูรณ์มากที่สุด เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้และรองรับการท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในพื้นที่หากได้รับการรับรองเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งล่าสุด ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกกำลังพิจารณากันเข้มข้นในแต่ละวาระอยู่ในตอนนี้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
รู้จัก ภูพระบาท มรดกโลกแห่งล่าสุด พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ จากศาสนาผี สู่ ศาสนาพุทธ
“ภูพระบาท” ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี มรดกโลกแห่งใหม่ของไทย หลัง ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียน อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ถือเป็น มรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งที่ 5 และเป็นแหล่งมรดกโลก ลำดับที่ 8 ของไทยด้วย
พร้อมๆกันนี้ยังถือเป็นผลสำเร็จ จากความพยายามถึง 20 ปี นับตั้งแต่ปี 2547 ครั้งแรกที่ไทยยื่นเอกสารเกี่ยวกับ อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม
โดย “ภูพระบาท” ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภูพาน ครอบคลุมพื้นที่ 3,430 ไร่ ในเขตป่าสงวนแห่งชาติที่มีชื่อว่าป่าเขือน้ำ ในพื้นที่บ้านติ้ว ต.เมืองพาน อยู่ห่างจากตัวจังหวัด เป็นระยะทางประมาณ 67 กิโลเมตร
การประกาศขึ้นทะเบียนของ ยูเนสโก ครั้งนี้ ภูพระบาท ได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมแบบต่อเนื่อง จำนวน 2 แหล่ง ประกอบด้วย อุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท และ แหล่งวัฒนธรรมสีมา วัดพระพุทธบาทบัวบาน ซึ่งถือเป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญ ที่ค้นพบร่องรอยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์
ที่สำคัญยังปรากฏวิวัฒนาการทางศาสนาในอุษาคเนย์ จาก “ศาสนาผี” ไปสู่ “ศาสนาพุทธ” ด้วย
โดย “หิน” ที่พบอยู่บน ภูพระบาท ถือเป็นหลักฐานทางมานุษยวิทยา และโบราณคดีที่สำคัญ เป็น “หินตั้ง” ทางศาสนาผีมากกว่า 3,000 ปี แล้วถูกทำให้เป็น “เสมาหิน” ทางศาสนาพุทธ เมื่อราว 1,500 ปีมาแล้ว
อย่างที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม เขียนผ่าน มติชนออนไลน์ ไว้ในเรื่อง หินก่ายฟ้า และอุสา-บารส ที่ภูพระบาท อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี
โดย หินตั้งยุคเริ่มแรกเป็นที่สิงสู่ของผีบรรพชนเรียก หินก่ายฟ้า หมายถึง หินที่ปักดินสูงพาดถึงฟ้า เป็นบันไดให้ผี (เทวดา) กับคนไปมาหากัน
หินตั้ง เป็นชื่อสมมุติขึ้นใหม่ ใช้เรียกวัฒนธรรมหินแบบหนึ่ง ที่มนุษย์สร้างขึ้นในศาสนาผีเมื่อหลายพันปีมาแล้ว มีทั่วไปในโลก และอุษาคเนย์
ในไทยพบมากในอีสาน และพบบ้างบางแห่งในภาคกลาง เช่น อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี, อ.บ้านด่านลานหอย จ.สุโขทัย ต่อเนื่อง อ.เมืองฯ จ.ตาก เป็นต้น
วัฒนธรรมหินไม่ได้สิ้นสุดเด็ดขาดเมื่อมนุษย์ค้นพบโลหะ แต่ในสำนึกของคนยังมีหินเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วย
จากเดิมที่หินตั้งใช้บอกเขตศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาผี เมื่อศาสนาพุทธเข้ามา หินตั้งก็ถูกทำเป็นเสมา บอกเขตศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น หินตั้งและเสมา จึงเป็นสิ่งที่สืบเนื่องกัน
“เสมาหินเหล่านี้ เป็นต้นแบบ ใบเสมา ปักรอบโบสถ์ในทุกๆวันนี้ (ไม่มีในอินเดีย, ลังกา) เป็นงานสร้างสรรค์โดยแท้ๆ เนื้อๆ จากอีสาน” สุจิตต์ อธิบาย
ฉะนั้น บนภูพระบาท จึงถือเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์-พื้นที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อเนื่องมาหลายพันปีแล้วนั่นเอง
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 กรกฎาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
‘เคบายา’ และ "ต้มยำกุ้ง" ได้ขึ้นทะเบียนยูเนสโก มรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลเพื่อการสงวนรักษามรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ครั้งที่ 19 (The nineteenth session of the Intergovernmental Committee for the Safeguarding of the Intangible Cultural Heritage: IGC-ICH) ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO ในวันที่ 4 ธันวาคม 2567 เวลา ประมาณ 09.30 – 12.30 น. (เวลาท้องถิ่น) สาธารณรัฐปารากวัย หรือตรงกับวันที่ 4 ธันวาคม 2567 ระหว่างเวลา 19.30 – 22.30 น. (เวลาประเทศไทย
ยูเนสโก มีมติรับรองให้ Kebaya : knowledge, skills, tradition and practices หรือ เคบายา : ความรู้ ทักษะ ประเพณี และการปฏิบัติ ซึ่งเป็นการเสนอร่วม 5 ประเทศ คือ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity: RL) ประจำปี 2567 อีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ “เคบายา” เครื่องแต่งกายอันสง่างามของทางใต้ ได้รับการขึ้นทะเบียนในปีเดียวกันต่อจาก “ต้มยำกุ้ง” ถือเป็นรายการมรดกวัฒนธรรมฯ ลำดับที่ 6 ของประเทศไทย ต่อจากรายการ โขน นวดไทย โนรา สงกรานต์ และต้มยำกุ้ง
รัฐมนตรีว่าการวธ. กล่าวต่อว่า ในการเสนอ เคบายา รายการมรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศในภูมิภาคอาเซียน เกิดจากแนวคิดนำโดยประเทศมาเลเซีย ได้มีการประสานงานเมื่อต้นปี พ.ศ. 2565 กับประเทศบรูไน อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และไทย ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียน โดยได้รับความยินยอมจากชุมชนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชุมชนผู้ปฏิบัติและผู้แทนจากประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2565 ณ พอร์ตดิกสัน รัฐเนกรีเซมบีลัน ประเทศมาเลเซีย โดยได้แลกเปลี่ยนและเสนอมาตรการส่งเสริมและรักษา จัดทำและสนับสนุนข้อมูลตามเอกสารแบบฟอร์มขอขึ้นทะเบียน หลังจากนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการ ครั้งที่ 2 เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ณ กรุงจาร์กาตา ประเทศอินโดนีเซีย และการประชุมออนไลน์ โดยประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพ เพื่อร่วมกันจัดทำเอกสารขอขึ้นทะเบียนให้เสร็จสมบูรณ์ก่อนยื่นเสนอต่อยูเนสโกในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2566 เพื่อเข้าวาระการพิจารณาปี 2567
น.ส.สุดาวรรณ กล่าวอีกว่า เคบายา เป็นเสื้อผ่าหน้า มีลักษณะเด่นคือการประดับด้วยงานปักและลูกไม้ที่ประณีตและสวมด้วยตัวยึด สามารถสวมใส่คู่กับโสร่งหรือผ้าท่อนล่างที่เข้าชุดกัน เป็นส่วนหนึ่งของเครื่องแต่งกายในชีวิตประจำวัน ในโอกาสทั่วไป รวมถึงในโอกาสที่เป็นทางการและงานเทศกาลต่าง ๆ ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติเกี่ยวกับเคบายา มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้หญิงทุกวัย ทุกพื้นที่ และทุกศาสนาจากชุมชนต่าง ๆ ในหลายประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และภาคใต้ของประเทศไทย เคบายา จึงสะท้อนถึงประวัติศาสตร์และประเพณีที่มีร่วมกันของภูมิภาค ตลอดจนความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีส่วนสนับสนุนในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เช่น การศึกษาที่มีคุณภาพ ความเสมอภาคทางเพศ การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างครอบคลุม รวมทั้งสันติภาพและความสมานฉันท์ในสังคม เคบายา ยังเป็นรายการที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมและชุมชนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน ส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน และมีส่วนช่วยให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่าง ๆ
“คณะกรรมการฯ พิจารณาของยูเนสโก ในครั้งนี้ ยังได้แสดงการชมเชยรัฐภาคีในการจัดเตรียมเอกสารและวิดีโอนำเสนอมาอย่างดี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการเสนอรายการมรดกร่วม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในการสร้างสันติภาพและความเคารพซึ่งกันและกันระหว่างชุมชน กลุ่มคน และปัจเจกบุคคลจากแต่ละรัฐภาคี การขึ้นทะเบียนมรดกร่วมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจาก ความภาคภูมิใจแล้ว ยังนำมาซึ่งความสามัคคี ความรับผิดชอบร่วมกัน และความมุ่งมั่นในการร่วมมือที่จะส่งเสริมและรักษามรดกวัฒนธรรม ในระดับภูมิภาคและเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จทางประวัติศาสตร์นี้ ประเทศผู้เสนอรายการทั้ง 5 ประเทศ ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคู่ขนาน ได้แก่ นิทรรศการและการแสดงแฟชั่นชุด เคบายา ในช่วงระหว่างการประชุมคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลฯ ครั้งที่ 19 นี้ ณ นครอซุนซิออน สาธารณัฐปารากวัย ซึ่งจะช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับมรดกร่วมและความเกี่ยวข้องกับสังคมร่วมสมัยให้กับประชาชนทั่วไป ยังเป็นโอกาสให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมต่าง ๆ และร่วมกันพยายามส่งเสริมและรักษา และสืบทอด เคบายา ให้กับคนรุ่นใหม่ต่อไป”น.ส.สุดาวรรณ กล่าว
รัฐมนตรีว่าการวธ. กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงวัฒนธรรม มีแผนในการส่งเสริมและต่อยอดมรดกวัฒนธรรม หลังจากยูเนสโก ขึ้นทะเบียน ต้มยำกุ้ง – เคบายา แล้ว ในการขับเคลื่อน Soft power ด้านอาหาร และ ด้านแฟชั่น ตามนโยบายของรัฐบาล โดยกระทรวงวัฒนธรรม โดยใช้เศรษฐกิจทางวัฒนธรรม กระตุ้นให้เกิดการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับชุมชนและระดับประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ละคร เกม รายการโทรทัศน์ รวมถึงสื่อออนไลน์ ให้สอดแทรกเนื้อหา ต้มยำกุ้ง เพื่อสร้างกระแสความนิยมในวงกว้าง และบูรณาการกับภาคธุรกิจ-การท่องเที่ยว ในการนำ ต้มยำกุ้ง เป็นเมนูหลัก เมนูอาหารต้องชิม เมื่อมาเที่ยวเมืองไทย บรรจุลงในโปรแกรมการท่องเที่ยว และเป็นเมนูอาหารที่ต้องระบุไว้ในรายการอาหารขึ้นโต๊ะผู้นำ รวมทั้งผู้เข้าร่วมในการประชุมที่จัดในประเทศไทย หรือที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เชิญชวนให้ผู้ประกอบการด้านท่องเที่ยวและการบริการ เช่น โรงแรม ภัตตาคาร ร้านอาหาร ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขายเพื่อเป็นการกระตุ้นยอดขายเมนูต้มยำกุ้ง และยังเป็นการสร้างการรับรู้ถึงคุณค่าและสาระของเมนูต้มยำกุ้งไปสู่ประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติอีกด้วย และในส่วน ภาคชุมชน ส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชนโดยมุ้งเน้นบูรการร่วมกับหอการค้า สมาคม ชุมชน เครือข่ายในพื้นที่ ที่มีวัฒนธรรมการแต่งกาย เคบายา ร่วมจัดแคมเปญพิเศษในการส่งเสริมการขาย ด้วยการเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติสวมใส่ ชุดเคบายา พร้อมถ่ายรูปท่องเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นการสร้างสีสันไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ของชุมชนอีกด้วย
ได้เฮอีกรอบ ! ยูเนสโก รับรอง ‘เคบายา’ มรดกวัฒนธรรมร่วม 5 ประเทศ บรูไน อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ขึ้นทะเบียนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 4 ธันวาคม 2567
เกี่ยวข้องกัน
ครม.เห็นชอบ! 'แมวไทย'เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง
เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ว่า ครม.มีมติเห็นชอบการกำหนดให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ตามที่คณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ (กอช.) เสนอ
โฆษกฯ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2507 - 2567 คณะรัฐมนตรีได้เคยมีมติกำหนดเอกลักษณ์ประจำชาติไทยในมิติต่าง ๆ เช่น กำหนดให้ “ช้างไทย” เป็นสัตว์ประจำชาติ กำหนดให้ “ปลากัดไทย” เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ กำหนดให้ “นาค” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์ในตำนาน กำหนดให้ “การไหว้” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทการทักทายและการแสดงความเคารพแบบไทย
โดย กอช. ได้ขอเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบให้ “แมวไทย” เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นไปตามมติ กอช. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2568 ที่เห็นชอบการเสนอให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง อันเนื่องมาจากผลการศึกษาทางประวัติศาสตร์และการศึกษาทางพันธุกรรมของแมวไทยพบว่า แมวไทยเป็นสัตว์ที่มีเอกลักษณ์ในตัวเองทั้งรูปลักษณ์และลักษณะนิสัยที่มีความโดดเด่น มีความแตกต่างจากแมวสายพันธุ์อื่นอย่างชัดเจน แมวไทยเป็นสัตว์ที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน โดยปรากฏหลักฐานการมีอยู่ของแมวไทยมาตั้งแต่ในอดีต อีกทั้งยังมีความเกี่ยวพันในด้านต่าง ๆ ทั้งความเชื่อ วิถีชีวิต สังคม ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมของคนไทย แมวไทยจัดเป็นหนึ่งในสายพันธุ์แมวที่ได้รับการยอมรับถึงความพิเศษในระดับสากลและเป็นที่นิยมไปทั่วโลกทำให้ชาวต่างชาติมีความพยายามที่จะนำแมวไทยพันธุ์แท้ไปจดทะเบียน กำหนดมาตรฐานสายพันธุ์ โดยปัจจุบันมีแมวไทยพันธุ์แท้เหลืออยู่ 5 สายพันธุ์ ได้แก่ แมวศุภลักษณ์ แมวโคราช แมววิเชียรมาศ แมวโกญจา และแมวขาวมณี ภาครัฐจึงควรให้ความสำคัญกับการประกาศให้แมวไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ ประเภทสัตว์เลี้ยง เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ทุกภาคส่วนเห็นคุณค่านำไปสู่การอนุรักษ์และร่วมมือกันกำหนดมาตรฐานของแมวไทยพันธุ์แท้ในแนวทางเดียวกัน ส่งเสริมการเลี้ยงแมวไทยพันธุ์แท้ให้มากขึ้น และเพื่อเป็นการรักษาสิทธิ์ความเป็นเจ้าของสายพันธุ์แมวไทยและป้องกันการนำไปจดทะเบียนโดยชาวต่างชาติ รวมทั้งยังเป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เกี่ยวเนื่องกับแมวไทย ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมพิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย
ที่มา ; แนวหน้า วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568
องค์การยูเนสโกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 46 ณ กรุงนิวเดลี สาธารณรัฐอินเดีย ได้มีมติขึ้นทะเบียนอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จังหวัดอุดรธานี เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ในชื่อ “ภูพระบาท ประจักษ์พยานแห่งวัฒนธรรมสีมาสมัยทวารวดี” เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2567 ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกเพิ่มเป็นลำดับที่ 8 และเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมลำดับที่ 5 รวมถึงเป็นแห่งที่ 2 ของจังหวัดอุดรธานีต่อจากแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง พื้นที่ภูพระบาทเป็นแหล่งโบราณสถานสำคัญที่มีใบเสมาหินจำนวนมาก สะท้อนวัฒนธรรมสีมาในช่วงพุทธศตวรรษที่ 12–16 แสดงพัฒนาการทางศาสนา ศิลปกรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในอดีตอย่างต่อเนื่อง
ยูเนสโกพิจารณาภายใต้เกณฑ์คุณค่าโดดเด่นสากล ได้แก่ การเป็นแหล่งใบเสมาหินที่ใหญ่และสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และการเป็นภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อมโยงพิธีกรรมทางพุทธศาสนากับประเพณีอรัญญวาสี แสดงความต่อเนื่องจากความเชื่อดั้งเดิมสู่พุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ ภาครัฐได้ดำเนินมาตรการอนุรักษ์และยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมช่วงเฉลิมฉลอง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม การขึ้นทะเบียนครั้งนี้สะท้อนคุณค่าทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และอัตลักษณ์ไทยในระดับสากลอย่างยั่งยืน
การขึ้นทะเบียนภูพระบาทเป็นมรดกโลกสะท้อนความสำคัญด้านใดมากที่สุด
ก. เศรษฐกิจอุตสาหกรรม
ข. ความมั่นคงทางทหาร
ค. มรดกทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์
ง. เทคโนโลยีสารสนเทศ
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการยกย่องคุณค่าทางวัฒนธรรม โบราณคดี และประวัติศาสตร์ ไม่เกี่ยวกับเศรษฐกิจหรือเทคโนโลยีโดยตรง
ภูพระบาทได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในฐานะประเภทใด
ก. มรดกธรรมชาติ
ข. มรดกผสม
ค. มรดกทางวัฒนธรรม
ง. มรดกที่จับต้องไม่ได้
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นแหล่งโบราณสถานและวัฒนธรรม ไม่ใช่ธรรมชาติหรือวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้
ข้อใดเป็นเหตุผลสำคัญของยูเนสโกในการรับรอง
ก. ความทันสมัยของพื้นที่
ข. ความสมบูรณ์ของใบเสมาหินและภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์
ค. ความหนาแน่นประชากร
ง. การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ
เฉลย: ข
เหตุผล: ยูเนสโกเน้นคุณค่าโดดเด่นของใบเสมาหินและภูมิทัศน์พิธีกรรม
ภูพระบาทมีความสำคัญในฐานะมรดกโลกของไทยอย่างไร
ก. แห่งที่ 1 ของโลก
ข. แห่งที่ 8 ของไทย
ค. แห่งที่ 10 ของอาเซียน
ง. แห่งที่ 3 ของโลก
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นมรดกโลกแห่งที่ 8 ของประเทศไทย
พื้นที่ภูพระบาทสะท้อนพัฒนาการทางวัฒนธรรมใด
ก. อุตสาหกรรมสมัยใหม่
ข. จากเกษตรกรรมสู่เมืองอุตสาหกรรม
ค. ความเชื่อผีสู่พุทธศาสนา
ง. จากสังคมเมืองสู่ชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: แสดงการเปลี่ยนผ่านทางศาสนาและความเชื่ออย่างต่อเนื่อง
เกณฑ์คุณค่าโดดเด่นของยูเนสโกที่เกี่ยวข้องกับภูพระบาทคือข้อใด
ก. การค้าโลก
ข. ข้อ 3 และข้อ 5
ค. ข้อ 1 และข้อ 2
ง. ข้อ 7 และข้อ 8
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เกณฑ์ข้อ 3 (ใบเสมาหิน) และข้อ 5 (ภูมิทัศน์พิธีกรรม)
การยกเว้นค่าธรรมเนียมเข้าชมมีเป้าหมายสำคัญคืออะไร
ก. ลดรายได้รัฐ
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้และท่องเที่ยว
ค. ลดจำนวนนักท่องเที่ยว
ง. ปิดแหล่งท่องเที่ยวชั่วคราว
เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้และท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
ภูพระบาทมีความสัมพันธ์กับแหล่งโบราณคดีใดในฐานะจังหวัดเดียวกัน
ก. สุโขทัย
ข. อยุธยา
ค. บ้านเชียง
ง. ศรีเทพ
เฉลย: ค
เหตุผล: ทั้งสองอยู่จังหวัดอุดรธานี
บทบาทของครู/ผู้บริหารจากกรณีภูพระบาทควรเน้นด้านใดมากที่สุด
ก. การท่องเที่ยวเชิงพาณิชย์
ข. การสื่อสารความภูมิใจในชาติและการเรียนรู้วัฒนธรรม
ค. การแข่งขันระหว่างประเทศ
ง. การลดพื้นที่อนุรักษ์
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้เป็นแหล่งเรียนรู้และปลูกจิตสำนึกวัฒนธรรม
ข้อใดเป็นการประยุกต์ใช้เชิงนโยบายการศึกษาที่เหมาะสมที่สุด
ก. ใช้เป็นแบบเรียนประวัติศาสตร์ท้องถิ่น
ข. ปิดพื้นที่เพื่ออนุรักษ์เท่านั้น
ค. ใช้เพื่อการโฆษณาการค้า
ง. ใช้เฉพาะนักโบราณคดีเท่านั้น
เฉลย: ก
เหตุผล: เหมาะสมกับการบูรณาการในหลักสูตรและการเรียนรู้ของผู้เรียน