สมาชิกเข้าสู่ระบบ

6 จินตภาพใหม่เพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ยูเนสโก กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) แสดงวิสัยทัศน์ถึงระบบการศึกษาเพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงการเรียนรู้ได้มากขึ้นและยั่งยืน ในการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3 

21 ตุลาคม 2567 – “จินตภาพใหม่การศึกษา ร่วมสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน” เป็นประเด็นสำคัญในการประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3 ซึ่งจัด โดย ยูเนสโก กรุงเทพฯ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และกลุ่มพันธมิตรเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (EEA) เมื่อวันที่ 18-19 ตุลาคม พ.ศ. 2567 ที่อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 260 คน ณ สถานที่จัดงาน ประกอบไปด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา ผู้กำหนดนโยบาย และผู้นำเยาวชน พร้อมกับผู้เข้าร่วมอีกกว่า 3,000 คนผ่านทางออนไลน์ เพื่อเน้นโอกาสการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น การพัฒนาทักษะสำหรับทุกคน และความร่วมมือระดับนานาชาติ 

นางมารีนา ปาทรีเย รองผู้อำนวยการ สำนักงานยูเนสโกส่วนภูมิภาค ณ กรุงเทพฯ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้แนวทางที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่มีความเสมอภาคมากยิ่งขึ้นและทำให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ โดยกล่าวว่า “ในโลกที่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นสิ่งจำเป็น” พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของข้อเสนอแนะของครูในการพัฒนานโยบายที่เป็นนวัตกรรม 

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกล่าวว่า “เราต้องร่วมมือกันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เรามีร่วมกัน” พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยต่อวาระความเสมอภาคทางการศึกษาในภูมิภาค 

การประชุมยังให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของเยาวชน นางสาวนูรฮายาตี สุลตาน ผู้ก่อตั้งร่วมและผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมเยาวชนและ ความรู้ด้านดิจิทัล เครือข่าย Rohingya Maìyafuìnor Collaborative Network ได้กล่าวว่า ผู้ลี้ภัยถูกกันออกจากระบบการศึกษา และอยากขอเรียกร้องให้พวกเขามีสิทธิในการสามารถเข้าถึงการศึกษา นอกจากนี้ นางสาวนดา บินร่อหีม ประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย ได้พูดถึงความท้าทายเฉพาะที่เยาวชนจากชุมชนมุสลิมผู้ย้ายถิ่นและยากจนในจังหวัดปัตตานีเผชิญ โดยเสนอให้พวกเขาได้มีโอกาสทำงานร่วมกับผู้กำหนดนโยบายการศึกษา สู่การหาทางออก 

การรับฟังมุมมองของเยาวชนได้สะท้อนในคำกล่าวของ นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟประเทศไทย ซึ่งได้สรุปถึงนโยบายที่สำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้ทางดิจิทัลที่ครอบคลุม การลงทุนในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิต การศึกษาที่เน้นทักษะ และการเสริมความเข้มแข็งให้กับการอบรมพัฒนาครู 

หัวข้ออื่น ๆ ที่ได้มีการแลกเปลี่ยนในที่ประชุม ได้แก่ ความสำคัญของการเรียนรู้โดยมีนวัตกรรมตัวแบบและมีความยืดหยุ่น การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือส่งเสริมสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่เท่าเทียมและทั่วถึงมากขึ้น และการมีส่วนร่วมกับชุมชนท้องถิ่นเพื่อหาทางแก้ไขปัญหาจากท้องถิ่นและการพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายจอห์น อาโนลด์ เซียนา รองผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAMEO) ด้านการพัฒนาโครงการและกิจกรรม ได้เน้นว่า การลงทุนในด้านการศึกษาควรมุ่งเน้นที่การแก้ไขความเหลื่อมล้ำ เพราะ “การใช้เทคโนโลยีสามารถปรับปรุงการเข้าถึงการศึกษาให้กับเด็กที่ขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ” และกล่าวว่า “การเสริมพลังให้ชุมชนด้วยการสนับสนุนที่ตรงจุดกับกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าวิธีการแก้ไขปัญหาจะครอบคลุมและมีประสิทธิภาพสำหรับทุกคน” 

นายจาฮโย ปรีฮาดี ผู้อำนวยการฝ่ายติดตามและประเมินผล Programme Management Office of Prakerja กระทรวงการประสานงานด้านเศรษฐกิจของสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้กล่าวว่า เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพผลลัพธ์ของโครงการ โดยกล่าวว่า “การลดความเหลื่อมล้ำในการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องอาศัยแนวทางที่ครอบคลุมและมุ่งเน้นเยาวชนและประชากรวัยแรงงานเป็นศูนย์กลาง ซึ่งจะสามารถแก้ไขปัญหาการเข้าถึงการเรียนรู้” 

ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการระดมความร่วมมือ บทเรียน และประสบการณ์จากทุกองค์กรประเทศต่าง ๆ เพื่อเคลื่อนให้มีการฟื้นฟูระบบการศึกษาให้มีการปรับตัว ส่งเสริมให้มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับความต้องการแรงงานในอนาคตมากขึ้น ผ่านความร่วมมือการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) ให้เกิดความอย่างยั่งยืนด้วยปวงชนเพื่อการศึกษา (All for Education)” 

การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3 เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างระบบการศึกษาที่ครอบคลุมและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยมีข้อสรุปสำคัญคือ 

  • การเข้าถึงการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ต้องมอบโอกาสทางการศึกษาที่เหมาะสมสำหรับทุกคนไม่ว่าจะมีพื้นฐานหรือความท้าทายใด ๆ
  • หลักสูตรการศึกษาควรสอดคล้องกับการนำไปใช้ในชีวิตจริงและเตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับอาชีพในอนาคต
  • เพิ่มการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพครู เครื่องมือ และทรัพยากร
  • การกระจายอำนาจเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น
  • รัฐบาลควรเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงและเชื่อมโยงช่องว่างของนโยบายเพื่อให้การจัดการศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้บรรลุการศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับทุกคนภายในปี 2573

การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่ 3 ตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2564 โดยสามารถติดตามรายงานฉบับสมบูรณ์ที่จะเผยแพร่ผ่านบนเว็บไซต์การประชุมที่ https://afe2024.eef.or.th 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 22 ตุลาคม 2567

สรุปสาระสำคัญ 

การประชุมวิชาการนานาชาติเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ครั้งที่ 3 จัดโดย ยูเนสโก กสศ และ EEA เมื่อวันที่ 18–19 ตุลาคม 2567 ณ อาคารอิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี มุ่งพัฒนา ‘จินตภาพใหม่การศึกษา’ เพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมีผู้เข้าร่วมจากผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และเยาวชนทั้งในสถานที่และออนไลน์กว่า 3000 คน เน้นความร่วมมือระดับนานาชาติ การพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกวัย ยูเนสโกเน้นว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตจำเป็นในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ต้องออกแบบระบบการศึกษาครอบคลุมทุกภาคส่วนและเปิดรับข้อเสนอครู รัฐมนตรีศึกษาธิการเน้นความร่วมมือเพื่อให้เด็กเข้าถึงการศึกษาคุณภาพ เยาวชนสะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำและเสนอมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ยูนิเซฟเสนอ 5 แนวทาง ได้แก่ ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดิจิทัล การลงทุนปฐมวัย ทักษะ และพัฒนาครู SEAMEO และอินโดนีเซียเน้นเทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำและวัยแรงงานเป็นศูนย์กลาง กสศ ชี้ความร่วมมือสำคัญต่อการปฏิรูประบบ สรุปสำคัญคือ การศึกษาเป็นสิทธิพื้นฐาน หลักสูตรต้องใช้ได้จริง ลงทุนครู กระจายอำนาจ รัฐเป็นผู้นำ และร่วมมือทุกภาคส่วนเพื่อเป้าหมายปี 2573 การศึกษาต้องเท่าเทียม ยืดหยุ่น และยั่งยืน

 

ข้อสอบ

 

ข้อ 1

จุดมุ่งหมายสำคัญที่สุดของการประชุมครั้งนี้คือข้อใด

ก. เพิ่มจำนวนโรงเรียนในประเทศกำลังพัฒนา
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ยืดหยุ่นและลดความเหลื่อมล้ำ
ค. พัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษาให้ทันสมัย
ง. ขยายงบประมาณด้านเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว

เฉลย: ข
เหตุผล: แก่นของการประชุมคือ “ความเสมอภาค + lifelong learning” ไม่ใช่เพียงโครงสร้างหรือเทคโนโลยี

 

ข้อ 2

ข้อใดสะท้อนบทบาทของยูเนสโกได้เหมาะสมที่สุด

ก. เน้นการแข่งขันทางการศึกษาระหว่างประเทศ
ข. ส่งเสริมการลดจำนวนครูในระบบ
ค. ผลักดันระบบการศึกษาครอบคลุมและเรียนรู้ตลอดชีวิต
ง. มุ่งเน้นเฉพาะการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

เฉลย: ค
เหตุผล: ยูเนสโกเน้นระบบครอบคลุมทุกภาคส่วนและ lifelong learning

 

ข้อ 3

เหตุใด “การมีส่วนร่วมของเยาวชน” จึงสำคัญในการประชุมนี้

ก. เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม
ข. เพื่อใช้เยาวชนเป็นผู้รับนโยบายเท่านั้น
ค. เพื่อให้เกิดนโยบายที่สอดคล้องกับปัญหาจริง
ง. เพื่อแทนที่บทบาทผู้กำหนดนโยบายทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: เยาวชนสะท้อนปัญหาจริงและร่วมออกแบบนโยบาย

 

ข้อ 4

ข้อใดเป็นแนวทางของ UNICEF ที่ไม่ถูกต้อง

ก. ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ข. การเรียนรู้ดิจิทัลที่เข้าถึงทุกคน
ค. ลดการพัฒนาครูเพื่อประหยัดงบประมาณ
ง. การลงทุนช่วงปฐมวัย

เฉลย: ค
เหตุผล: UNICEF เน้น “พัฒนาครู” ไม่ใช่ลดบทบาท

 

ข้อ 5

แนวคิดของ SEAMEO และอินโดนีเซียเน้นเรื่องใดเป็นหลัก

ก. การแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การใช้เทคโนโลยีลดความเหลื่อมล้ำ
ค. การลดบทบาทรัฐในระบบการศึกษา
ง. การเน้นสอบมาตรฐานระดับชาติ

เฉลย: ข
เหตุผล: เทคโนโลยีถูกใช้เพื่อ “ลดช่องว่าง” ทางการศึกษา

 

ข้อ 6

ข้อใดเป็นบทบาทของรัฐที่สอดคล้องกับการประชุมมากที่สุด

ก. ลดบทบาทการกำหนดนโยบาย
ข. เป็นผู้ขับเคลื่อนและเชื่อมโยงนโยบาย
ค. ปล่อยให้เอกชนดำเนินการทั้งหมด
ง. เน้นเฉพาะการจัดสอบระดับชาติ

เฉลย: ข
เหตุผล: รัฐต้องเป็น “แกนกลางการขับเคลื่อน”

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญด้านหลักสูตร

ก. เน้นท่องจำเป็นหลัก
ข. เน้นแข่งขันระดับนานาชาติ
ค. เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและอาชีพ
ง. ลดการฝึกทักษะปฏิบัติ

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้น “ใช้ได้จริงในชีวิตและงาน”

 

ข้อ 8

เหตุใดการกระจายอำนาจทางการศึกษาจึงสำคัญ

ก. ลดจำนวนครู
ข. ทำให้ส่วนกลางควบคุมมากขึ้น
ค. ให้โรงเรียนจัดการตามบริบทพื้นที่
ง. เพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน

เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อแก้ปัญหาความแตกต่างเชิงพื้นที่

 

ข้อ 9

แนวคิด “All for Education” หมายถึงอะไร

ก. รัฐเป็นผู้จัดการศึกษาเพียงฝ่ายเดียว
ข. ทุกภาคส่วนร่วมกันพัฒนาการศึกษา
ค. เน้นเฉพาะเด็กนักเรียน
ง. ลดบทบาทชุมชนในโรงเรียน

เฉลย: ข
เหตุผล: คือความร่วมมือทุกภาคส่วน

 

ข้อ 10

ข้อใดเป็นข้อสรุปเชิงนโยบายที่สำคัญที่สุด

ก. เพิ่มการสอบระดับชาติ
ข. เน้นแข่งขันระหว่างประเทศ
ค. การศึกษาคือสิทธิพื้นฐานที่ทุกคนต้องเข้าถึงได้
ง. ลดการลงทุนด้านการศึกษา

เฉลย: ค
เหตุผล: แก่นของการประชุมคือ “Education for All” เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน