สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M463_นโยบายการศึกษารัฐบาลเศรษฐา ชูการอ่าน สร้างอนาคตและรายได้

แถลงนโยบายต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาแล้วเป็นวันแรก 11 กันยายน สำหรับก้าวแรกของรัฐบาลใหม่ที่มี เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวเรือใหญ่ 

ที่มุ่งเน้นประเด็นเศรษฐกิจอันเป็นจุดแข็งของพรรคเพื่อไทย

ทว่า อีกหนึ่งด้านที่ไม่อาจหลงลืมได้ นั่นคือ การศึกษา ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการขับเคลื่อนเม็ดเงินในกระเป๋า อันมี การอ่าน เป็นปัจจัยสำคัญของการเรียนรู้ และมีหนังสือ เป็นหนึ่งในเครื่องมือหลัก

โดยรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐาได้ประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษา สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ 

การเรียนรู้ของคนจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยั่งยืน ช่วยหนุนเสริมนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ และต่อยอดต่อไป” 

คือมุมมองของ อนรรฆ พิทักษ์ธานิน กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์ และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ที่ย้ำว่า การอ่านคือพื้นฐานการเรียนรู้ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นประเด็นที่รัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะประเด็นการเรียนรู้ แม้นโยบายที่แถลงจะไม่ได้พูดถึง การอ่าน อย่างชัดเจน ส่วนตัวมองว่ามี 2 ส่วนที่สัมพันธ์กัน กล่าวคือ 

·    ส่วนแรก รัฐบาลจำเป็นต้องสร้างพื้นที่เรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ ที่สามารถตอบโจทย์ประชากรทุกช่วงวัยได้ อย่างในอดีตมีองค์กรอย่าง ทีเค พาร์ค (TK Park อุทยานการเรียนรู้) และ OKMD หรือ สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) ที่ช่วยให้เกิดการสร้างการเรียนรู้ สิ่งที่ตามมา คือ เรื่องของพื้นที่ของห้องสมุดต่างๆ ซึ่งสามารถใช้นโยบายในการผลักดันให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าไปใช้พื้นที่ เกิดความสนใจที่จะเข้าไปค้นหา ขวนขวายหาความรู้ต่างๆ ซึ่งสัมพันธ์กับการอ่าน

·    ส่วนที่ 2 คือ หนังสือ ซึ่งรัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยผลักดันอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ได้ 

มีหลายคนก็พูดถึงราคาหนังสือที่อาจมีราคาสูงเกินกว่าที่ประชาชนจะเข้าถึงได้ โดยมีสาเหตุหลักมาจากตลาดหนังสือในประเทศไทยที่ไม่ได้ใหญ่มากพอที่จะทำให้มีราคาย่อมเยา ในส่วนนี้รัฐบาลสามารถเข้ามาช่วยอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ รวมถึงสื่อการอ่าน และการสนับสนุนการแปลผลงานและการจัดพิมพ์หนังสือต่างๆ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นภาระหน้าที่ของหลายกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นกระทวงวัฒนธรรมก็ดี กระทรวงศึกษาธิการก็ดี หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ดี ในการที่จะผลักดันเรื่องเหล่านี้ที่จะช่วยให้การอ่านและการเรียนรู้นั้นเชื่อมโยงและหมุนเวียนกันไป” อนรรฆกล่าว 

ไม่ถามไม่ได้ ว่า พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการคนใหม่ในรัฐบาลเศรษฐา 1 ตรงสเปกหรือไม่ ? 

อนรรฆ ตอบว่า เพิ่งมาใหม่ ต้องให้เวลา ก็คงต้องให้เวลาในการขับเคลื่อนตัวนโยบายก่อน อยากฝากประเด็นในแง่ของการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งกระทรวงการศึกษาธิการ มักถูกมองว่าดูแลเรื่องการศึกษาอย่างเดียว แต่ความจริงครอบคลุมถึงพื้นฐานของการผลักดันการเรียนรู้ ซึ่งมีการอ่านเป็นเรื่องสำคัญ เลยอยากฝากในเรื่องนี้ให้พิจารณาว่าจะมีการส่งเสริมการอ่านทั้งในระดับนักเรียนและประชากรทุกช่วงวัยอย่างไร 

กระทรวงศึกษาธิการ เป็นเจ้าของห้องสมุดจำนวนมากในประเทศไทย จะช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์อย่างไรให้เกิดการเข้าถึงหนังสือที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์กลุ่มต่างๆ ในสังคม” กรรมการสมาคมผู้จัดพิมพ์กล่าว

เมื่อถามถึงประเด็น การเรียนรู้ตลอดชีวิต อนรรฆเผยว่า ต้องทำงานแบบข้ามกระทรวง พร้อมย้ำว่าการเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่ใช่แค่การพัฒนาทักษะ แต่เป็นการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสังคมของประเทศซึ่งมี การอ่าน เป็นปัจจัยสำคัญ 

การเรียนรู้ตลอดชีวิตอยู่ในหลายกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ ก็เป็นส่วนหนึ่ง รวมถึงกระทรวงวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภายใต้กระทรวงมหาดไทย รวมถึงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) มันต้องคุยกันในหลายกระทรวง เพราะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ตอบทักษะส่วนตัวของกลุ่มประชากร ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ ไม่ใช่แค่ตอบความต้องการส่วนบุคคล แต่ตอบความต้องการของประเทศชาติ ที่ต้องการคนคุณภาพ สามารถสร้างสรรค์คุณค่าทางเศรษฐกิจสังคมให้กับประเทศได้ และเศรษฐกิจจะไปต่อไม่ได้เลย ถ้าทัศนคติประชาชนในสังคม ไม่ได้มีมายด์เซตที่ต้องการแสวงหาการเติบโต การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ การเรียนรู้ของคนจะสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่ยั่งยืน ช่วยหนุนเสริมนโยบายที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่ และต่อยอดต่อไป” 

ความเห็นของ อนรรฆ ดังที่กล่าวมาข้างต้น สอดคล้องพอดิบพอดีกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เพื่อสร้างมูลค่าและสร้างรายได้ ผ่านการส่งเสริม 1 ครอบครัว 1 ทักษะ ให้เป็นซอฟต์เพาเวอร์ รวมถึงการประกาศปฏิรูปการศึกษา สร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ลดความเหลื่อมล้ำทางการเรียนรู้ ไว้ในเป้าหมายระยะกลางและระยาว พร้อมให้คำมั่นว่า จะเป็น 4 ปีที่แห่งการวางรากฐานและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยยึดหลักนิติธรรม 

ส่วนประเด็น เหลื่อมล้ำ นั้น ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจำวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ผลักดันลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มองว่า รัฐบาลควรมุ่งเน้นสร้าง พลเมืองตื่นรู้ (Active citizen) ไม่ควรมองแค่ว่า เรื่องนั้นเป็นเรื่องสิทธิ ไม่ก่อให้เกิดมูลค่าหรือรายได้ หากแต่การตระหนักรู้จะนำไปสู่เกิดการก้าวกระโดดทางเศรษฐกิจและสังคม แบบที่พิสูจน์แล้วในหลายประเทศว่าสังคมที่เสมอภาคเติบโตได้ดีกว่า สังคมที่เหลื่อมล้ำ 

เมื่อถามว่า สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้อยู่ในวัยเรียน รัฐบาลสามารถที่จะส่งเสริมให้มีความเป็นพลเมืองได้อย่างไร การอ่าน ช่วยได้มากน้อยเพียงใด ?

ษัษฐรัมย์ ตอบชัดทันทีว่า ทั้ง 2 อย่างต้องไปด้วยกัน ทั้งการที่รัฐบาลจะจัดแมททีเรียล การลดหย่อนภาษีหนังสือ ก็จะช่วยส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่ราคาถูก 

แต่เรื่องใหญ่ที่สำคัญ ก็เหมือนกับเรื่องเด็ก คือถ้าเด็กท้องหิว หรือไม่มีเงินไปเรียน สุดท้ายแล้วระบบการศึกษาก็จะพังลงไป เช่นเดียวกัน ถ้าเราอยากให้คนสามารถต่อยอดความรู้ต่างๆ ได้ เราต้องทำให้คนว่าง ต้องหาทางลดชั่วโมงการทำงานของคน เพิ่มค่าจ้างต่อชั่วโมงของเขาให้สูงขึ้น โดยที่เรื่อง Upskill Reskill จะเกิดขึ้นได้เอง ถ้าคนว่าง มั่นคง ปลอดภัย คนก็จะสามารถวางแผนตัวเองไปอยู่ในเซ็กเตอร์ที่มันมีมูลค่าสูงมากขึ้นได้ แต่ถ้ายังคนต้องทำงาน ทำโอทีเพื่อใช้หนี้นอกระบบแบบที่เป็นอยู่ ต้องทำงาน 40-50 ชั่วโมง/สัปดาห์ เพื่อใช้หนี้ หรือจ่ายปัจจัยพื้นฐาน ก็พัฒนาสกิลไม่ได้อยู่ดี” ษัษฐรัมย์ อธิบาย ก่อนทิ้งท้ายว่า เรื่องเหล่านี้ต้องเชื่อมโยงกัน 

การพัฒนาคุณภาพคน 1 คน เกี่ยวพันกับเรื่องการสร้างความปลอดภัยทางสังคมด้วย 

มติชนออนไลน์ วันที่ 12 กันยายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

เปิดคำแถลงนโยบาย “รัฐบาลเศรษฐา” ชู 5 ประเด็นเร่งด่วน 

การแถลงนโยบายรัฐบาลของ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อที่ประชุมรัฐสภาจัดให้มีขึ้นในระหว่างวันที่ 11-12 กันยายน 2566 โดยนโยบายมีทั้งเรื่องเร่งด่วน เรื่องที่ต้องดำเนินการในระยะกลาง และระยะยาวตลอดการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยใช้เวลา 50 นาที แถลงนโยบายมีเนื้อหา ทั้งระยะสั้น ระยะกลางและระยะยาว 

นายเศรษฐา  ได้แถลงต่อรัฐสภา โดยมีเนื้อหาว่า สภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ประเทศไทยเปรียบเสมือนคนป่วยที่ได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในช่วงโควิด-19 ส่งผลให้เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจของเราในหลากหลายส่วน ภาคการท่องเที่ยว การใช้จ่ายก็ฟื้นฟูได้ช้าจนมีความเสี่ยงของภาวะเศรษฐกิจถดถอย เป็นที่มาของความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการใช้จ่าย เพิ่มความเชื่อมั่น เพื่อดึงดูดการลงทุนและฟื้นฟูเครื่องยนต์เศรษฐกิจของเราอีกครั้ง 

สำหรับ นโยบายการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่าน Digital Wallet จะทำหน้าที่เป็นตัวจุดชนวนที่จะกระตุกเศรษฐกิจประเทศให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เราจะใส่เงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจอย่างทั่วถึง และกระจายไปยังทุกพื้นที่ให้หมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจให้ถึงฐานราก เกิดการจับจ่ายใช้สอยยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และภาคธุรกิจที่จะขยายการลงทุน ขยายกิจการ เกิดการผลิตสินค้าที่มากขึ้น นำไปสู่การจ้างงาน สร้างอาชีพ และเกิดการหมุนเวียนของกิจกรรมทางเศรษฐกิจอีกหลายรอบ รัฐบาลเองก็จะได้รับผลตอบแทนคืนมาในรูปแบบของภาษี 

ทั้งนี้ การดำเนินนโยบายนี้จะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับประเทศ เป็นการเตรียมความพร้อมของประเทศให้เข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ สร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับประชาชน เปิดประตูให้ภาคธุรกิจได้เข้าถึงแหล่งทุนใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความโปร่งใสให้กับกลไกการชำระเงินของระบบเศรษฐกิจและรัฐบาล 

ทั้งนี้ นายเศรษฐาได้ชู 5 นโยบายเร่งด่วน โดยเป็นนโยบายระยะสั้น กระตุ้นเศรษฐกิจ

1. การเติมเงิน 10.000 บาท ผ่าน Digital Wallet กระตุกเศรษฐกิจประเทศ 

2. แก้ปัญหาหนี้ พักหนี้เกษตรกร -ประคองภาระหนี้สิน SME ที่ได้ผลกระทบจากโควิด-19 

3. ลดภาระค่าพลังงานไฟฟ้า -ก๊าซหุงต้ม -น้ำมัน 

4. เร่งสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว

5. มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น หารือแนวทางในการทำประชามติที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่น่าเชื่อถือ 

ดยมีรายละเอียดตามเอกสาร คลิก>>>   

เปิดคำแถลงนโยบาย “รัฐบาลเศรษฐา” ต่อที่ประชุมรัฐสภา ชู 5 ประเด็นเร่งด่วน แก้ไขปัญหาปากท้องประชาชน เดินหน้าแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท – ลดราคาน้ำมัน – ค่าไฟฟ้า – สร้างรายได้การท่องเที่ยว – ทำประชามติ แก้รัฐธรรมนูญ  

ที่มา ; Thaiplubica 11 กันยายน 2023 

เกี่ยวข้องกัน

นายกฯ’ ยาหอม" ลดภาระงานครู - หนุนปฏิรูปศึกษา-ส่งเสริมการอ่าน- แก้เหลื่อมล้ำ – เรียนอย่างสุข "ปลัดศธ." คุย! งบ”ปี 67 พร้อมเสนอ รมว.ศธ.  

จากหลักการและเหตุผล ประเทศไทย กำลังเผชิญกับการเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) โดยมีคนสูงวัยมากกว่าร้อยละ 20 ของจำนวนประชากร ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจ จากการลดลงของสัดส่วนประชากรช่วงวัยทำงาน และมีแนวโน้มที่รัฐจะต้องให้การดูแลช่วยเหลือเพิ่มขึ้น สัดส่วนของผู้สูงวัยที่มากขึ้น เป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อฐานะทางการคลังของรัฐบาล ทั้งในเรื่องของสวัสดิการและงบประมาณด้านสาธารณสุข ขณะที่การสร้างทรัพยากรมนุษย์เพื่อมาทดแทน กลายเป็นความท้าทายจากการที่จำนวนเด็กเกิดใหม่ในแต่ละปี มีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง 

นอกจากความท้าทายเชิงปริมาณแล้ว การศึกษาของประเทศไทย ยังมีความท้าทายเชิงคุณภาพ ที่ยังไม่สามารถผลิตบุคลากร ให้ตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ นักเรียน นักศึกษาที่เรียนจบใหม่ ไม่สามารถหางานทำที่ตรงกับสายงาน หรือจำเป็นต้องทำงานในสายงานที่มีรายได้ต่ำกว่าความสามารถทางวิชาชีพ 

ในด้านการศึกษา รัฐบาลจะดำเนินนโยบายปฏิรูปการศึกษา และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ รวมทั้งเสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจการศึกษาให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง 

มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ จัดทำหลักสูตรและให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน 

ส่งเสริมงานวิจัย และ พัฒนาทั้งในด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยไม่ละเลยการศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมาของประเทศ และการปลูกฝังความรักในสถาบันหลักของชาติ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลกสมัยใหม่อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม 

รัฐบาลจะให้ความสำคัญต่อความมีคุณภาพของครู ทั้งประเทศ รวมไปถึงครูแนะแนว เพื่อช่วยให้นักเรียนได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหาของวิชาการและการเข้าถึงข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกเรียนและประกอบอาชีพ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนทุกคน 

นอกจากนี้ รัฐบาลจะส่งเสริมการสร้างรายได้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ทั้งสายวิชาการและสายอาชีพให้มีรายได้จากวิชาที่เรียน โอกาสฝึกงานระหว่างเรียน เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถตรงต่อความต้องการของการจ้างงาน 

และที่สำคัญที่สุด รัฐบาลจะดำเนินการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

เมื่อวันที่ 11 ก.ย.นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้เดินทางเข้ากระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารระดับสูงของศธ.และข้าราชการอย่างไม่เป็นทางการนั้น 

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ต้องการให้มีการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมรัฐสภา ในวันที่ 11 ก.ย.ก่อน จากนั้นจะประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ในวันที่ 12 ก.ย.และ วันที่ 14 ก.ย.นี้ จะแถลงนโยบายการศึกษาอย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอร์เรนท์ เพื่อให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และผู้บริหารโรงเรียนได้รับฟังนโยบายพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้สำนักงานปลัดศธ.จะสร้างเครือข่ายระบบสารสนเทศในการยิงไลฟ์สด ให้รับชมร่วมกัน เพื่อนำไปสู่การปฎิบัติและยกระดับผู้เรียนที่มีคุณภาพต่อไป 

ปลัดศธ.กล่าวต่อไปว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ได้ให้ความสำคัญกับเส้นทางวิชาชีพข้าราชการ โดยเฉพาะการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงจะมีแนวทางอย่างไรให้นักเรียนได้เรียนอย่างมีความสุขและมีคุณภาพ และการลดภาระงานครู

ซึ่ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ขอให้ทุกคนทำงานกันอย่างเต็มที่ เพราะชอบการลงพื้นที่โดยที่ไม่แจ้งล่วงหน้า  ขณะเดียวกันตนได้นำแผนงบประมาณปี 67 ไปรายงานให้ได้รับทราบถึงรายละเอียดการจัดทำแผนงบดังกล่าวแล้ว ต้องรอว่าจะมีนโยบายใดอะไรเพิ่มเติมจาก พล.ต.อ.เพิ่มพูนอีกหรือไม่ 

อย่างไรก็ตาม ตนได้สั่งการให้ผู้บริหารองค์กรหลักฯ เตรียมฟังการแถลงนโยบายต่อที่ประชุมด้วย เพื่อนำมาปรับใส่ในการจัดทำแผนงบประมาณปี 67 ของศธ.  

หลังจากนั้นตนจะเสนอแผน งบ 67 ให้พล.ต.อ.เพิ่มพูน พิจารณาอีกครั้ง จะปรับหรือเพิ่มเติมแผนดังกล่าวหรือไม่

สรุปนโยบายของคณะรัฐมนตรี “นายเศรษฐา ทวีสิน ” แถลงต่อรัฐสภา เมื่อวันจันทร์ที่ 11 กันยายน 2566 ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ได้กำหนดแนวทางดำเนินการนโยบายด้านการศึกษา ไว้ในกรอบนโยบายในการบริหารและพัฒนาประเทศ ระยะกลางและระยะยาว เพื่อเสริมขีดความสามารถให้กับประชาชน ผ่านการสร้างรายได้ ลดรายจ่าย สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับประชาชนทุกคน ดังนี้ 

ที่มา ; EDUNEWSSIAM

 

 

สรุปสาระสำคัญ 

การแถลงนโยบายรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ให้ความสำคัญทั้งเศรษฐกิจและการศึกษา โดยมองว่าการอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้และการเติบโตทางเศรษฐกิจ อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จากสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เสนอว่า รัฐบาลควรสร้างพื้นที่เรียนรู้ เช่น ห้องสมุด ทีเคพาร์ค และสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือเพื่อลดราคาและเพิ่มการเข้าถึง โดยต้องบูรณาการหลายกระทรวง ทั้งศึกษาธิการ วัฒนธรรม และ อปท. เพื่อขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ และสร้าง Active Citizen ผ่านการอ่านและการเพิ่มโอกาสเข้าถึงข้อมูล โดยควบคู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจฐานราก เช่น ลดชั่วโมงทำงาน เพิ่มรายได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถพัฒนาทักษะได้จริง 

นโยบายด้านการศึกษาเน้นการปฏิรูป พัฒนาศักยภาพผู้เรียน ลดภาระครู ใช้เทคโนโลยีสนับสนุนการเรียนรู้ ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน และกระจายอำนาจทางการศึกษา พร้อมเดินหน้าโครงการ Digital Wallet กระตุ้นเศรษฐกิจให้หมุนเวียนถึงระดับชุมชน เป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่สังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต 

ข้อสอบ 

1. จากบทความ สิ่งใดสะท้อน “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” ที่รัฐบาลควรทำมากที่สุด? 

ก. เพิ่มจำนวนครูแนะแนวในโรงเรียน
ข. สนับสนุนการเข้าถึงพื้นที่เรียนรู้และหนังสือทุกช่วงวัย
ค. พัฒนาหลักสูตรระดับอุดมศึกษาให้ทันสมัย
ง. ลดเวลาเรียนของนักเรียนในห้องเรียน

2. แนวคิดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี เกี่ยวกับลดความเหลื่อมล้ำ สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด?

ก. การเพิ่มงบประมาณด้านสิ่งพิมพ์
ข. การสร้าง Active Citizen ผ่านการอ่านและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ค. การจัดภาษีหนังสือเป็นศูนย์
ง. การเพิ่มจำนวนห้องสมุดในทุกตำบล

3. เหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องผลักดัน Digital Wallet 10,000 บาท คือข้อใด?

ก. เพื่อเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลของนักเรียน
ข. เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลจัดเก็บภาษีรูปแบบใหม่
ค. เพื่อกระตุ้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้าหลังโควิด
ง. เพื่อแก้ปัญหาราคาหนังสือที่สูงเกินไป

4. บทบาทใดของกระทรวงศึกษาธิการที่อนรรฆเสนอว่าควรทำมากขึ้น?

ก. ควบคุมราคาหนังสือทั่วประเทศ
ข. เพิ่มจำนวนโรงเรียนในพื้นที่ชนบท
ค. ใช้ห้องสมุดของกระทรวงเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์
ง. จัดระบบภาษีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการสื่ออ่าน

5. ข้อใดเป็นความท้าทายเชิง “ระบบ” ที่เชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ–การศึกษา ตามบทความ?

ก. นักเรียนขาดทักษะดิจิทัลพื้นฐาน
ข. ประชาชนต้องทำงานหนักจนไม่มีเวลาพัฒนาตน
ค. ความต้องการครูเพิ่มขึ้นในทุกระดับ
ง. ตลาดหนังสือไทยมีผู้ผลิตมากเกินไป
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น