สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M466_เสมา 1 เร่งรัดการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาให้รูปธรรม

5 ตุลาคม 2566 – พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ครั้งที่ 1 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ, รองศาสตราจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาคณะกรรมการฯ พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ข้าราชการการเมือง ผู้บริหารองค์กรหลัก และข้าราชการ เข้าร่วมประชุมหารือ และพิจารณากรอบการดำเนินงานตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข”

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษก ศธ. เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้รับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมี รมว.ศธ. เป็นประธาน เพื่อดำเนินการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ไปสู่แผนการดำเนินงานตามเป้าหมาย ประสานการทำงานภายในและภายนอก ศธ. รวมทั้งภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน และงานประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจอย่างต่อเนื่องทุกระยะ เน้นสื่อสารกับสังคมและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา มาเป็นที่ปรึกษา ได้แก่ ศาสตราจารย์พิเศษธงทอง จันทรางศุ, นายมีชัย วีระไวทยะ และรองศาสตราจารย์สุขุม เฉลยทรัพย์ ซึ่งเชื่อว่าการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้ จะทำให้การขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาไปสู่เป้าหมายได้อย่างแน่นอน 

ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นต่อนโยบายการศึกษาและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ รมว.ศธ. ระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2566 จำนวน 24,153 หน่วยตัวอย่าง ครอบคลุมผู้บริหาร ข้าราชการ ครู และบุคลากรทางการศึกษาทุกสังกัด มีผลสรุปที่สำคัญ คือ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เห็นด้วยกับนโยบายทุกข้อ เพราะมีความเหมาะสม ชัดเจน และตรงกับความต้องการ ส่วนนโยบาย 5 อันดับแรกที่ควรดำเนินการเร่งด่วน ได้แก่ อันดับแรก นโยบายปรับวิธีการประเมินวิทยะฐานะครูฯ ค่าเฉลี่ย 4.29, รองลงมา นโยบายครูและบุคลากรทางการศึกษาคืนถิ่น ค่าเฉลี่ย 4.28, นโยบายแก้ไขปัญหาหนี้สินครูฯ ค่าเฉลี่ย 4.26, นโยบายมีรายได้ระหว่างเรียนฯ ค่าเฉลี่ย 4.15 และนโยบายระบบแนะแนวการเรียนฯ ค่าเฉลี่ย 4.02 ตามลำดับ 

กลุ่มตัวอย่างได้สะท้อนถึงปัญหาและให้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ เช่น ปัญหาภาระงานอื่นที่กระทบต่อการสอนของครู การขาดแคลนบุคลากร งบประมาณ และอุปกรณ์การเรียนการสอน สื่อที่ทันสมัย และสาธารณูปโภคที่จำเป็น ส่วนข้อเสนอแนะเรื่องนโยบายฯ เสนอว่าควรเป็นนโยบายที่ดำเนินการแล้วไม่เป็นภาระด้านเอกสารและไม่เป็นภาระของครู ควรยึดความถูกต้อง รวดเร็ว โปร่งใส เป็นธรรม ตามหลักธรรมาภิบาล เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และควรพัฒนาคุณภาพชีวิตและสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาและเห็นชอบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษา จำนวน 5 ชุด เพื่อดำเนินการตามแผนงานนโยบายการศึกษาของ ศธ. ได้แก่ 

  • คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
  • คณะอนุกรรมการพัฒนาระบบการศึกษา “เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา” (Anywhere Anytime) จัดทำแพลตฟอร์ม และพัฒนาระบบแนะแนวการเรียน (coaching) และเป้าหมายชีวิต โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
  • คณะอนุกรรมการจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) และส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียน (Learn to Earn) โดยมีเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
  • คณะอนุกรรมการจัดทำระบบการวัดผล เทียบระดับการศึกษา ประเมินผลการศึกษา และธนาคารเครดิตแห่งชาติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
  • คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนกฎหมายการศึกษา โดยมีผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน

รวมทั้งได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิเศษขึ้นมาอีก 1 ชุด เพื่อวางระบบการดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษา โดยจะเชิญผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับทักษะสื่อสารกับเด็กและเรื่องสุขภาพจิต มาวางแผนการทำงานร่วมกันต่อไป 

ในเรื่องของซอฟต์พาวเวอร์นั้น รมว.ศธ.ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ของรัฐบาล ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ และ รมว.ศธ.เป็นกรรมการ จึงได้มอบฝ่ายเลขานุการร่างคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ซอฟพาวเวอร์ ของกระทรวงศึกษาธิการ โดย รมว.ศธ.เป็นประธานฯ เพื่อกำกับดูแลการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันแรงงานทักษะสูงใน 8 สาขา ให้สอดรับกับหมุดหมายและแผนงาน Quick Win ของรัฐบาล ได้แก่ สาขาอาหาร เกม แฟชั่น ศิลปะ การออกแบบ ดนตรี กีฬา และหนังสือ 

ที่มา ; ศธ 360 องศา

ข่าวเกี่ยวกัน

ร.ร.วิกฤต ขาดครูกว่า 1.5 หมื่นอัตรา หลังได้คืนอัตราเกษียณฯ แต่สอบขึ้นบัญชีไม่พอบรรจุ จี้ ‘เสมา 2’ เร่งแก้ไข ร้อง ก.ค.ศ.ประเมิน ว17 ช้าทำครูเสียสิทธิกว่า 600 คน  

นายณรินทร์ ชำนาญดู ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนานุเคราะห์ ในฐานะนายกสมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้โรงเรียนต่างๆ กำลังประสบปัญหาขาดแคลนครูอย่างหนัก เนื่องจากมีผู้เกษียณอายุราชการกว่า 15,000 อัตรา ซึ่งแม้จะได้รับการคืนอัตราเกษียณมาทั้งหมดแต่กลับไม่มีครูที่พร้อมสำหรับการบรรจุทดแทนอัตราว่าง โดยที่ผ่านมาจะเรียกบรรจุจากบัญชีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. (ว14) แต่การสอบเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา มีผู้สอบผ่านน้อย เช่นเดียวกับการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว16) ซึ่งยังมีอัตราว่างเหลืออยู่อีกกว่า 1,200 อัตรา ทำให้เกิดปัญหาเพราะแม้จะมีอัตราและตำแหน่ง แต่ก็ไม่สามารถเรียกบรรจุแต่งตั้งได้ เพราะมีผู้ที่สอบขึ้นบัญชีไม่เพียงพอ ดังนั้นจึงอยากให้ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) คนใหม่ เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว  

ปัญหาขาดแคลนครูถือเป็นเรื่องสำคัญที่อยากให้รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ในฐานะที่กำกับดูแล สพฐ. และว่าที่ร้อยตรีธนุ เร่งหาทางแก้ไข หากเป็นไปได้อยากเสนอให้กระจายอำนาจลงไปให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สามารถจัดสอบครูผู้ช่วย ว14 และ ว16 ได้มากกว่าปีละ 1 ครั้ง เช่น หากเขตพื้นที่ใดขาดแคลนครู ก็สามารถเปิดสอบได้ทันที โดยไม่ต้องรอปฏิทินสอบจาก สพฐ. คิดว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนครูได้อย่างแน่นอน ส่วนข้อกังวลเรื่องการทุจริตนั้น หาก สพฐ.มีมาตรการลงโทษที่รุนแรง ก็เชื่อว่าจะไม่มีใครกล้าที่จะทำการทุจริต หรือหากมีก็เป็นจำนวนที่น้อยมาก” นายณรินทร์กล่าว

นายณรินทร์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังขอเร่งรัดให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เร่งตรวจผลงานของผู้ที่ยื่นขอมีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามหลักเกณฑ์เดิม ว17 ซึ่งยื่นไปตั้งแต่ปี 2564 และยังค้างอยู่กว่า 600 คน และตอนนี้บางคนเกษียณไปแล้วทำให้เสียสิทธิ เพราะไม่สามารถที่จะปรับปรุงผลงานได้ ดังนั้นจึงขอให้ ก.ค.ศ.มีกรอบเวลาการพิจารณาที่ชัดเจน ทั้งนี้ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าสาเหตุที่ ก.ค.ศ.พิจารณาผลงานล่าช้าเป็นเพราะเหตุใด หากเพราะคณะกรรมการประเมินไม่เพียงพอก็อยากให้เพิ่มคณะกรรมการ เช่นเดียวกับหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือเกณฑ์ PA (9/2564) ซึ่งมีความล่าช้าในช่วงแรก แต่เมื่อเพิ่มคณะกรรมการประเมินแล้ว ก็ทำให้สามารถพิจารณาได้เร็วขึ้น 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 9 ตุลาคม 2566 

เกี่ยวกัน 

บิ๊กสพฐ.’เผย‘แท็บเล็ต’นักเรียน-ครูเริ่มใช้ปี67 เตรียมของบกว่า 2,700 ล้าน เริ่มทดลองใช้ก่อนกับนักเรียน ม.ปลายในโรงเรียนคุณภาพ 245 แห่ง 

9 ตุลาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรีธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มีนโยบายแจกแท็บเล็ตนักเรียนและครูนั้น คงไม่สามารถดำเนินการได้ในปี 2566 เพราะโดยหลักการจะต้องจัดทำคอนเทนต์ให้แล้วเสร็จก่อนจึงค่อยดำเนินการจัดหาแท็บเล็ต ซึ่งขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะจัดทำคอนเทนต์ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และ 1 รายวิชาพื้นฐานประวัติศาสตร์ หรือเลือกทำเฉพาะกลุ่มสาระที่จำเป็น เพราะในช่วงการเริ่มต้น อาจจะต้องเป็นการทดลองใช้ เพื่อดูความคุ้มค่า ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้จริง ลดภาระนักเรียน และภาระครูได้จริงหรือไม่

สำหรับการจัดทำคอนเทนต์นั้น เบื้องต้น สพฐ. เตรียมของบประมาณ กว่า 2,700 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมในส่วนของการจัดทำเนื้อหาการเรียนรู้ ผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ เมื่อจัดทำคอนเทนต์เรียบร้อยแล้ว จะให้ครู นักเรียน ศึกษานิเทศก์ทดลองใช้ ก่อนจะประเมินผลการดำเนินงาน เบื้องต้นจะเริ่มทดลองใช้กับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะถ้าเริ่มใช้กับเด็กที่เรียนในช่วงชั้นต่ำกว่านั้น อาจมีปัญหาในเรื่องความพร้อม นโยบายการแจกแท็บเล็ตถือเป็นนโยบายที่ดี เป็นการใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งจะต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว” ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าว  

ว่าที่ร้อยตรีธนุ กล่าวต่อว่า สำหรับการทดลองใช้นั้นในปี2567 อาจจะเริ่มต้นจาก 1 เขตพื้นที่ฯ 1 โรงเรียนคุณภาพ หรือ 245 โรงเรียนก่อน เพราะคงไม่สามารถเทงบดำเนินการพร้อมกันทั้ง 3 หมื่นกว่าโรงเรียนทั่วประเทศได้ จากนั้นจึงค่อยๆขยายไปที่ 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ตั้งเป้าขยายปีละ 200 โรงเรียน คาดว่าจะดำเนินการได้ครบกว่า 800 อำเภอทั่วประเทศภายใน 4 ปี ตามนโยบาย รมว.ศธ. การดำเนินการแจกแท็บเล็ตนักเรียน ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับงบประมาณ ซึ่งต้องใช้เงินสูงมาก  

การดำเนินการครั้งนี้ นอกจากเป็นการนำเทคโนโลยีมามีส่วนช่วยในการจัดการศึกษาแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะหากเรามีโรงเรียนคุณภาพครบทุกอำเภอ ก็จะช่วยลดภาระผู้ปกครอง ไม่ต้องส่งลูกไปเรียนในตัวเมืองจากนี้จะเร่งหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เร่งจัดทำแอคชั่นแพลน หรือแผนปฏิบัติงาน เน้นใน 2 ประเด็นหลัก คือ ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ดูว่าอะไรบ้างที่เป็นภาระครูอยู่ขณะนี้ เพื่อคืนเวลาของครูไปทำหน้าที่การสอนให้นักเรียนมากขึ้น ปรับเกณฑ์ต่าง ๆ ให้สะดวก ไม่ให้เป็นภาระ” เลขาธิการกพฐ. กล่าว 

บิ๊กสพฐ.’เผยเตรียมของบ 2,700 ล้าน ลุยแจก‘แท็บเล็ต’นักเรียน-ครู เริ่มใช้ปี67 

ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

นักวิชาการแนะ ‘ครูอุ้ม’ กล้าผ่าตัด ปฏิรูปหลักสูตร-เปลี่ยนการสอนของครู ลดอำนาจนิยมใน ร.ร. สร้างค่านิยมใหม่ 

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีที่ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศมอตโต้ หรือนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” มองว่าประกาศเพียงนโยบายเพียงอย่างเดียว เพราะไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และขัดแย้งกับสถานการณ์การศึกษาในปัจจุบัน ขณะนี้จะเห็นว่าเด็กไทยไม่ใช่เรียนดี มีความสุข แต่เป็นเรียนหนัก มีแต่ทุกข์ เพราะระบบการเรียนรู้ของเราเต็มไปด้วยเนื้อหาสาระ เน้นเรื่องการเปรียบเทียบ แข่งขัน และการสอบ โดยเด็กในไทยน่าจะเรียนหนัก และเรียนเยอะที่สุดในโลกแล้ว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือมอตโต้นี้ จะดึงการศึกษาไทยกลับไปสู่อดีต ถ้าจะทำให้เด็กเรียนดี และมีความสุข จะต้องเปลี่ยนหลักสูตรไปสู่อนาคต เรียนการสร้างการเป็นพลเมือง เน้นหลักสูตรฐานสมรรถนะในโลกยุคใหม่ มอตโต้ที่ประกาศมากลับพาย้อนยุคไปสู่อดีตใน พ.ศ.2503 ที่มีวิชาหน้าที่พลเมือง วิชาประวัติศาสตร์ วิชาศีลธรรม วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาภาษาอังกฤษ และวิชาภาษาไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นการกลับไปสู่อดีตมากเกินไป อีกทั้ง แนวความคิดของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ที่บอกว่าครู คือพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ เป็นความคิดในยุค 20-30 ปีที่แล้ว ที่ผลักดันให้มี “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน และแก้ไขปัญหาการศึกษาด้วยอริยสัจสี่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องดีในอดีต แต่ปัจจุบันหลายเรื่องตกยุคไปแล้ว ครูในโลกยุคใหม่ ไม่ใช่พ่อพิมพ์ แม่พิมพ์แล้ว แต่ครูเป็นนักจัดการการเรียนรู้ ที่จะต้องจัดการทักษะสมรรถนะสมัยใหม่ สอนความรู้ประสบการณ์ที่เป็นพื้นฐาน และสอนความรู้ในระบบไอทีให้นักเรียนไปต่อยอด 

ปัจจุบัน และอนาคต ระบบการศึกษาจะมีทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย มองว่าแนวความคิดเรื่อง บวร บ้าน วัด โรงเรียน ยังใช้ได้อยู่ แต่ต้องเพิ่มชุมชน ไอที และการมีอาชีพไปด้วย 

ดังนั้น สิ่งที่รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องแก้ไข คือต้องยกเลิกหลักสูตร 8 กลุ่มสาระ พร้อมกับปฏิรูประบบหลักสูตร ปฏิรูปการเรียนรู้ ดูการผลิตครูในแนวคิดใหม่ ให้ครูเป็นนักจัดการการเรียนรู้ ส่วนโรงเรียนต้องเปิดกว้างให้เรียน 3 ระบบ คือ ในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย อีกทั้ง จะต้องเปลี่ยนการวัดผลประเมินผล โดยให้เน้นการดูทักษะเด็กหลายๆ ด้าน ลดการแข่งขัน เปลี่ยนเป็นการสอนแบบร่วมมือ” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว 

ศ.ดร.สมพงษ์กล่าวอีกว่า หากรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ต้องการขับเคลื่อนเรียนดี มีความสุข ให้เห็นผลได้จริง จะต้องปรับปรุงปฏิรูประบบหลักสูตรครั้งใหญ่ เปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู ที่จะต้องเปลี่ยนจากการสอนเนื้อหา เน้นท่องจำ เป็นนักจัดการการเรียนรู้ และความสุขของเด็ก และครู เกิดจากการปฏิสัมพันธ์เชิงบวก ไม่ใช่เน้นการมีระเบียบวินัย การลงโทษที่ปัจจุบันยังเห็นอยู่ จะต้องลดการใช้อำนาจนิยมในโรงเรียนลงด้วย และเมื่อรัฐมนตรีว่าการ ศธ.มีนโยบายมีมอตโต้แล้ว ต้องกล้าผ่าตัด กล้าเปลี่ยนแปลง ปฏิรูป สร้างค่านิยมใหม่ด้วย 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 ตุลาคม 2566

เกี่ยวข้องกัน

ข้อสั่งการ 2 รัฐมนตรี ศธ.ลงพื้นที่ ครม.สัญจร กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน

24 มกราคม 2567 / นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยสรุปผลการปฏิบัติราชการ ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ครั้งที่ 1/2567 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่จังหวัดระนอง เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2567 และนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในการลงพื้นที่จังหวัดกระบี่และพังงา เมื่อวันที่ 21-22 มกราคม 2567 

โดยมีประเด็นการตรวจราชการสำคัญและข้อสั่งการ สรุปได้ ดังนี้

·   ให้ศึกษาธิการจังหวัด บูรณาการประสานความร่วมมือหน่วยงานการปกครอง และหน่วยงานในพื้นที่ ในการร่วมกันสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษา ให้นำระบบ “ตู้แดง” มาใช้ในการป้องกันเหตุ ให้ตำรวจและชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) มาร่วมดูแลความปลอดภัยในสถานศึกษาภาพรวม

·   ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน โดยผู้เรียนต้องเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ “เรียนดี มีความสุข” บนแนวทางการทำงาน 3 ท คือ ทำดี ทำได้ ทำทันที” และ “จับมือไว้แล้วไปด้วยกัน” เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และการปลูกฝังให้เด็กและบุคลากรทุกคนมีจิตสำนึกรักชาติ ภาคภูมิใจในความเป็นไทยและยึดมั่นสถาบันสำคัญของชาติ และการศึกษาวิชาประวัติศาสตร์ และให้วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีระนองจัดทำหลักสูตร “อาชีวศึกษาเพื่อการพัฒนาชนบท อศ.กช.” โดยการบูรณาการหลักสูตรร่วมกับหน่วยงานทางการศึกษาในพื้นที่เพื่อให้การดำเนินงานจัดการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของผู้เรียน

·   ให้สถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำระบบจับคู่ครูคืนถิ่น (TMS) เพื่อลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้ครูสามารถโยกย้ายกลับภูมิลำเนาได้ด้วยความโปร่งใส เป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อลดภาระและขั้นตอนการย้าย

·   ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการร่วมกับภาครัฐและภาคเอกชน ในการร่วมมือกันทำทวิภาคีเพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา ประชาชนที่มีงานและอาชีพ ได้เพิ่มวุฒิการศึกษาและสามารถเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้นไป และผู้เรียนจบได้มีงานทำ

·   ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ บูรณาการการทำงานและการจัดการเรียน การสอนร่วมกับชุมชน ผู้นำท้องถิ่น รวมถึงประชาชนในพื้นที่ในการดำเนินโครงการขับเคลื่อนการสร้างองค์ความรู้ทางทะเลและมหาสมุทรและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ไปสู่การเรียนการสอนในสถานศึกษา

·   ให้ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ทะเลชายฝั่ง

·   ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมบูรณาการกับทุกหน่วยงานปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและยึดถือผลประโยชน์ของชาติ เด็กและเยาวชนของประเทศเป็นสำคัญ

·   ให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ ขอความร่วมมือข้าราชการเกษียณอายุราชการที่มีจิตอาสามาเป็น “ครูอาสา” เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับผู้เรียนได้มากขึ้น 

ติดตามการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในจังหวัดกระบี่ โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

·   ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เร่งดำเนินการสำรวจความต้องการและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่ขาดแคลนโรงอาหาร บ้านพักครู และมีอาคารเรียนชำรุดทรุดโทรม ในจังหวัดกระบี่เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเร่งด่วน

·   ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เร่งดำเนินการสำรวจความต้องการและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาอาคารเรียน ห้องพักครูและอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนสาขาวิชายานยนต์ไฟฟ้า EV ในจังหวัดกระบี่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต 

ติดตามการดำเนินการจัดการศึกษาของสถานศึกษาในจังหวัดพังงา โดยมีข้อสั่งการ ดังนี้

·   ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เร่งดำเนินการสำรวจความต้องการและให้ความช่วยเหลือสถานศึกษาที่ขาดแคลนโรงอาหารในจังหวัดพังงา เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเร่งด่วน

·   ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำรวจพื้นที่ที่เหมาะสมและเสนอขอรับการจัดสรรงบประมาณในการก่อสร้างแฟลตสำหรับการพักอาศัยของครูในรูปแบบ Community โดยมีครูหลายโรงเรียนมาพักอาศัยอยู่ร่วมกัน เพื่อแก้ไขปัญหาที่พักครู ลดภาระครู เพิ่มขวัญกำลังใจในการทำงาน และสร้างคุณภาพชีวิต ความปลอดภัยให้กับเพื่อนครู

·   ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาห้องปฏิบัติการและอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนสาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรมของสถานศึกษาในจังหวัดพังงา เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 6 จังหวัดอันดามัน (Andaman Wellness Economic Corridor) 

 

ที่มา ; ศธ 360 องศา

เกี่ยวข้องกัน

รมว.ศธ. เผย นโยบาย “เรียนดีมีความสุข” ตอบรับดี 

การเรียนรู้ แบบมีความสุข ไม่เพียงส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาความคิดอย่างถูกต้องและสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวม ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างเข้มแข็งอีกด้วย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นำโดย พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ในการขับเคลื่อน นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ คือ “เรียนดี มีความสุข” ซึ่งต้องเริ่มจากการทำให้ครู นักเรียน และผู้ปกครองมีความสุขก่อน

พล.ต.อ.เพิ่มพูน  ชิดชอบ รมว.ศธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการขับเคลื่อนนโยบาย เรียนดี มีความสุข  ว่า หลังจากมอบนโยบายไปแล้ว มีคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายอย่างต่อเนื่อง จากเดิมประชุมสัปดาห์ละครั้ง เป็นประชุมเดือนละครั้งทุกต้นเดือนในการขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ครอบคลุมทุกมิติ 

ไม่ว่าจะเป็นนโยบายลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา

·    โดยปรับรูปแบบวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ว.PA (Performance Agreement) จากเดิมใช้เวลา 3 ปี เร็วที่สุด 3 เดือน เปลี่ยนเป็นเร็วที่สุดประมาณ 17 วัน ช้าที่สุด 3 เดือน แต่ยังคงมีคุณภาพเหมือนเดิม เพื่อลดภาระให้กับครูและประหยัดเงินในการผลิตเอกสาร ทำให้ครูมีเวลาสอนมากขึ้น

·    มีการนำระบบจับคู่ครูคืนถิ่น ย้ายผ่านระบบย้ายข้าราชการครู Teacher Rotation System (TRS) โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการประมวลผล เบื้องต้นทำได้ในระดับหนึ่งแต่ยังไม่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นระบบใหญ่ใช้งบประมาณ 20 ล้านบาท เชื่อว่าถ้าระบบมีความสมบูรณ์ จะทำให้การโยกย้ายครูมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ลดการทุจริต ลดการเรียกรับเงินได้     

·    การแก้ไขปัญหาหนี้สินครู ขณะนี้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธาน แต่ รมว.ศธ. ก็ไม่ได้ละเลยเข้าไปกำกับดูแลและเสริมตลอดเวลาในการทำงาน มีสถานีแก้หนี้ในทุกจังหวัดทุกพื้นที่ และมีการดำเนินการเพิ่มเติม โดย ศธ. ได้หารือกับทีมงานธนาคารแห่งประเทศไทย ในการจัดบทเรียนสำหรับคุณครู รวมถึงนักเรียนด้วย

ทาง ศธ. ได้รับความกรุณาจากโค้ชหนุ่ม จักรพงษ์ เมษพันธ์ ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์แก้หนี้ของครอบครัว มาเป็นวิทยากรในการบรรยาย ให้ความรู้วิธีการแก้ไขปัญหาหนี้ให้กับครูและบุคลากรทางด้านศึกษา”

·   สำหรับการลดภาระครูในเรื่องของอุปกรณ์การศึกษา ได้มีการสำรวจและจัดทำงบประมาณไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ปี 2567 และ 2568 ซึ่งจะช่วยลดภาระในการทำงานได้มาก รวมถึงการลดภาระครูไม่ต้องอยู่เวร ขณะนี้กำลังดำเนินการขับเคลื่อน โดยของบประมาณมาสนับสนุนนักการภารโรง เพื่อทำหน้าที่ทำความสะอาดโรงเรียน ตัดต้นไม้ เป็นต้น ทำให้ครูมีเวลาสอนหนังสือมากขึ้น

การลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ศธ.ได้มีการดำเนินการหลาย ๆ อย่าง ในเรื่อง

·    Anywhere Anytime ซึ่งจะมีการจัดทำหลักสูตรที่ทันสมัย ใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนรู้ มีการนำแพลตฟอร์มการเรียนรู้แห่งชาติ มาผสมผสานการเรียนการสอนแบบเดิมในห้องเรียน กับการเรียนการสอนออนไลน์ โดยได้ดำเนินการในปี 2567 งบประมาณกว่า 200 ล้านบาท และต่อยอดในปี 2568 โดยศธ. มอบนโยบายให้ผู้บริหารสถานศึกษาไปดำเนินการแบบง่าย ๆ  ทุกครั้งที่มีการสอนหนังสือให้มีการอัดวีดิโอ และนำไปโหลดลงยูทูป เพื่อให้นักเรียนสามารถมาทบทวนในการเรียนได้ รวมถึงเชิญวิทยากรมาสอนทางออนไลน์ให้กับนักเรียนทั่วประเทศโดยจัดติวการสอบ เทคนิคการทำข้อสอบต่าง ๆ ซึ่งมีการดำเนินการในวันที่ 11-14 มีนาคมที่ผ่านมา

เบื้องต้นมีเด็กเข้ามาประมาณ 20,000 กว่าราย และมีการประเมินในการดำเนินการเด็กมีความพึงพอใจมาก มีความสนใจสิ่งที่ได้รับมา แต่เวลาน้อยเกินไป ฟังไม่เข้าใจทั้งหมด”

·    มีการประสานวิทยากรมาเป็นครูแนะแนว สำหรับนักเรียนหลังจากสอบเสร็จแล้ว ให้คำแนะนำในการเลือกเรียนคณะไหน และจะเดินไปเส้นทางไหน ซึ่งก็ได้รับความกรุณาจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ หลายท่านที่อาสาจะมาเป็นวิทยากร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการศึกษา แต่สิ่งที่เป็นปัญหาอยู่ก็คงจะเป็นเรื่องของการรับรู้ และจะต้องเพิ่มช่องทางในการรับรู้ว่าทำอย่างไรให้เด็กทั้งประเทศซึ่งแต่ละชั้นปี น่าจะมีประมาณ 5 แสนกว่าคน ทำอย่างไรจะให้รับรู้ทั้งหมด และใครที่สนใจก็จะได้มาเรียน นี่ก็เป็นการตอบโจทย์  Anywhere Anytime

·    การสอบเทียบ ซึ่งมีการขับเคลื่อนอยู่แล้ว โดยจะมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นแกนหลักในการดำเนินการ ซึ่งมีการดำเนินการค่อนข้างดี ปีการศึกษา 2568 จะสามารถดำเนินการได้ ตลอดจนพัฒนาการศึกษาผ่านระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank System) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนและประชาชนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกัน

·    ผลประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล หรือ (PISA) ที่ลดลง ทำให้รู้ว่ามาตรฐานการศึกษาไทยยังมีความเหลื่อมล้ำ ทาง นายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญไม่หยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่น รวมถึงเด็กที่ออกจากการเรียนกลางคัน ที่ผ่านมามีโอกาสไปที่โรงเรียนมหาราช 7 อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ได้รับรู้ปัญหาและรู้วิธีการแก้ไข ซึ่ง 1 โรงเรียน 3 ระบบ คือ ในเวลาเรียน นอกเวลาเรียน และตามอัธยาศัย และนำ 3 อย่าง มาผสมกัน ทำอย่างไรให้เด็กจบการเรียน โดยไม่ต้องอยู่ในโรงเรียนตลอดเวลา พร้อมเมื่อไหร่ก็มาเรียน ไม่พร้อมก็ไปเรียนข้างนอก และใช้วิธีมาสอบวัดผล สอบเทียบ สิ่งนี้ก็เป็นการตอบโจทย์ทำให้เด็กที่ มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ที่ไม่สามารถมาเรียนได้ตลอดเวลา สามารถที่จะมาเรียนนอกเวลาเรียนได้ เรียนผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ตอบโจทย์ Anytime  แต่ยังไม่เป็น Anywhere คือยังต้องมาเรียนคอมพิวเตอร์ที่โรงเรียน      

อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืนได้นั้น ทุกภาคส่วนต้องเข้ามาช่วยกันให้ความสำคัญของการศึกษาและสนับสนุนเรื่องการศึกษาในทุกมิติ 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 22 มีนาคม 2567 

สรุปสาระสำคัญ 

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” เพื่อกำหนดกรอบและแนวทางดำเนินงาน โดยมีผู้บริหารระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิร่วมพิจารณา เน้นการประสานงานทั้งภายใน–ภายนอก ศธ. และการสื่อสารกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกระดับ โดยผลสำรวจความคิดเห็นผู้บริหาร ครู และบุคลากร 24,153 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนโยบาย โดยเร่งด่วนที่สุดคือการปรับประเมินวิทยฐานะ การคืนถิ่นครู แก้หนี้สินครู รายได้ระหว่างเรียน และระบบแนะแนว สะท้อนปัญหาหลัก ได้แก่ ภาระงานเกินขนาด ขาดบุคลากร งบประมาณจำกัด และอุปกรณ์ไม่เพียงพอ พร้อมเสนอให้การดำเนินนโยบายต้องโปร่งใส ไม่เพิ่มภาระครู และเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
ที่ประชุมแต่งตั้งอนุกรรมการ 5 ชุด เช่น เรื่องหนี้สินครู, การเรียนรู้ Anywhere Anytime, Skill Certificate, ระบบวัดผล/ธนาคารหน่วยกิต, กฎหมายการศึกษา รวมถึงคณะพิเศษด้านสุขภาพจิต และเตรียมตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Soft Power เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานใน 8 สาขาให้สอดคล้องนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล
 
 

ข้อสอบ

ข้อ 1. 

จากข้อมูลการรับฟังความคิดเห็น นโยบายใดควรจัดลำดับดำเนินงานก่อนที่สุดเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพครูมากที่สุดในระยะสั้น?
ก. ระบบแนะแนวการเรียน
ข. การปรับวิธีประเมินวิทยฐานะ
ค. การมีรายได้ระหว่างเรียน
ง. การคืนถิ่นครู

ข้อ 2. 

ปัญหาภาระงานอื่นของครูสะท้อนหลักธรรมาภิบาลด้านใดจำเป็นต้องแก้ไขมากที่สุด?
ก. การมีส่วนร่วม
ข. ความคุ้มค่า
ค. ความโปร่งใส
ง. ประสิทธิผล

 

ข้อ 3.

หากต้องเลือกนโยบายที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลมากที่สุด ควรเร่งขับเคลื่อนคณะอนุกรรมการชุดใดก่อน?
ก. ระบบวัดผล–ธนาคารเครดิต
ข. แก้หนี้สินครู
ค. Anywhere Anytime + ระบบแนะแนว
ง. Skill Certificate

ข้อ 4.

การตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อน Soft Power 8 สาขา สอดคล้องกับเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ด้านใดมากที่สุด?
ก. เพิ่มอัตราการจบการศึกษา
ข. พัฒนาแรงงานทักษะสูงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์
ค. ลดภาระครูในการจัดการเรียนรู้
ง. ลดอัตราการย้ายถิ่นฐานของครู

ข้อ 5.

หากโรงเรียนขนาดเล็กมีข้อจำกัดเรื่องครูและงบประมาณ นโยบายใดตอบโจทย์ “ประสิทธิภาพโครงสร้าง” มากที่สุด?
ก. การมีรายได้ระหว่างเรียน
ข. การคืนถิ่นครู
ค. การจัดโรงเรียนคุณภาพในทุกอำเภอ
ง. การประเมินวิทยฐานะใหม่
 

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น