สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M028_ศึกษาธิการนำความรู้การเงินบรรจุในวิชาสังคมศึกษา

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมได้มอบให้ ศธ.วางแนวทางการศึกษาจากกระทรวงการคลังเรื่องความรอบรู้ด้านการเงิน หรือ Financial Literacy เข้ามาปรับปรุงในหลักสูตรการเรียนการสอนของสถานศึกษา ซึ่งแม้เรื่องดังกล่าวจะมีอยู่แล้วในกลุ่มวิชาสังคมศึกษา แต่ ศธ.รับนำมาปฏิบัติให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงรุกในรูปแบบทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีความเข้าใจเรื่องการออม เพราะเมื่อเร็วๆ นี้ ศธ.ได้ทำความร่วมมือกับกองทุนการออมแห่งชาติไปแล้ว ซึ่งตนพยายามจะหาผู้สนับสนุนเข้ามาร่วมดำเนินโครงการลักษณะนี้ให้มากขึ้น เพื่อทำให้เด็กสัมผัสกับการออมและเข้าใจถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันว่ามีอะไรบ้าง ทั้งนี้เรื่องการออมเป็นเรื่องสำคัญของเด็กในการวางรากฐานการเงินในอนาคตของตัวเอง 

"สำหรับเรื่องความรอบรู้ด้านการเงินนั้น จะเป็นมาตรการหนึ่งที่ทำให้เราต้องพยายามจัดทำสื่อที่ง่ายต่อความเข้าใจ และง่ายต่อความสนใจของเด็กด้วย เพราะเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นเรื่องที่เด็กและเยาวชนจะมีความคุ้นเคย ถ้าหากเราทำเด็กได้สัมผัสและมีความคุ้นเคยเรื่องการออมมากขึ้น จะส่งผลให้อนาคตของเด็กและเยาวชนกล้าตัดสินใจเรื่องการเงินด้านต่างๆได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความรอบรู้เรื่องการเงินนี้ ผมจะทำให้ครอบคลุมทุกหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นผู้เรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.)"รมว.ศธ. กล่าว   

ที่มา ; แนวหน้า 02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 

ข่าวเดียวกัน

ศธ.เล็งให้ความรู้ ‘Financial literacy’ กับผู้เรียนทุกสังกัด หวังช่วยน.ร.บริหารการเงินในอนาคต 

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ศธ.จะนำแนวทางการศึกษาของกระทรวงการคลัง เรื่องความรอบรู้ด้านการเงิน หรือ Financial literacy เข้ามาปรับปรุงในหลักสูตร แม้จะมีการให้ความรู้ด้านการเงินในวิชาสังคมศึกษาอยู่แล้ว แต่ ศธ.จะต้องให้ความรู้กับเด็กและเยาวชนเพิ่มเติมในรูปแบบที่ทันสมัยมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนมีความรอบรู้เรื่องการออม เบื้องต้น ศธ.จะทำสื่อที่เข้าใจง่ายและน่าสนใจสำหรับนักเรียน เพื่อให้นักเรียนเริ่มมีความคุ้นเคยกับการบริหารเงินของตน ซึ่งถ้านักเรียนเริ่มมีความคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้ จะสามารถช่วยนักเรียนบริหารจัดการเงินของตนเองในอนาตได้

นายณัฏฐพล กล่าวว่า ศธ.จะให้ความรู้เรื่องนี้กับนักเรียนในทุกสังกัดของ ศธ. คือ ผู้เรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และเมื่อเร็วๆนี้ ศธ. ได้ร่วมมือกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ส่งเสริมการออม เพิ่มความมั่นคงทางการเงินแก่นักเรียนทั่วประเทศโดยมีเป้าหมายคือให้นักเรียนมัธยมอายุ 15 ปีขึ้นไป ร่วมออมเงินกับกองทุน กอช.ในสถานศึกษา โดยขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างหาผู้สนับสนุนเพื่อทำให้เด็กมัธยมสัมผัสการออมและมีความเข้าใจค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ถือเป็นเรื่องสำคัญในการวางรากฐานของนักเรียนในอนาคต ซึ่งตนทราบว่ามีผู้สนใจมาสนับสนุนเงินเบิกถุงให้กับนักเรียนอยู่พอสมควร แต่ ศธ.จะต้องดูถึงความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและจะต้องกระจายให้กับนักเรียนทั่วประเทศด้วย ซึ่งศธ.จะต้องไปดูรายละเอียดการสนับสนุนอีกครั้ง

ที่มา ; มติชนออนไลน์

สรุปสาระสำคัญ

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีนโยบายขับเคลื่อน “ความรอบรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy)” โดยบูรณาการแนวทางจากกระทรวงการคลังเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน แม้เนื้อหาดังกล่าวมีอยู่ในวิชาสังคมศึกษาแล้ว แต่จะปรับให้ทันสมัยและเน้นการปฏิบัติจริงมากขึ้น เพื่อสร้างทักษะการออมและการบริหารจัดการเงินให้กับผู้เรียน ศธ.มุ่งพัฒนาสื่อการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ และเหมาะสมกับวัย เพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับการวางแผนการเงินในชีวิตประจำวัน

นอกจากนี้ ศธ.ได้ร่วมมือกับกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) ส่งเสริมให้นักเรียน โดยเฉพาะระดับมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นไป ได้มีโอกาสออมเงินจริงในสถานศึกษา เพื่อสร้างประสบการณ์ตรงและปลูกฝังวินัยทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาสนับสนุน แต่ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมและความเท่าเทียม

นโยบายดังกล่าวครอบคลุมผู้เรียนทุกสังกัด ได้แก่ สพฐ. สช. สอศ. และ กศน. โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มั่นคงให้เยาวชน สามารถตัดสินใจทางการเงินได้อย่างมีเหตุผล ลดความเสี่ยงในอนาคต และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1 นโยบาย Financial Literacy มีเป้าหมายหลักเพื่ออะไร
ก. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการ
ข. สร้างทักษะการบริหารเงินในชีวิตจริง
ค. ส่งเสริมการแข่งขันทางการศึกษา
ง. ลดภาระงานครู

ข้อ 2 เหตุใด ศธ.ต้องปรับรูปแบบการสอนเรื่องการเงิน
ก. เนื้อหาไม่มีอยู่ในหลักสูตร
ข. ครูไม่สามารถสอนได้
ค. ต้องการให้ทันสมัยและเข้าใจง่าย
ง. เพื่อลดเวลาเรียน

ข้อ 3 การร่วมมือกับ กอช. มีจุดมุ่งหมายใด
ก. ให้ทุนการศึกษา
ข. ฝึกออมเงินจริง
ค. สร้างรายได้โรงเรียน
ง. เพิ่มงบประมาณรัฐ

ข้อ 4 การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ควรมีลักษณะอย่างไร
ก. เน้นทฤษฎี
ข. ยากและท้าทาย
ค. เข้าใจง่ายและน่าสนใจ
ง. ใช้เฉพาะผู้มีความสามารถ

ข้อ 5 หากผู้บริหารสถานศึกษานำไปใช้ ควรเริ่มจากอะไร
ก. เพิ่มวิชาใหม่
ข. บูรณาการในกิจกรรมการเรียนรู้
ค. ลดวิชาอื่น
ง. จัดสอบทันที

ข้อ 6 กลุ่มเป้าหมายของนโยบายนี้คือใคร
ก. เฉพาะมัธยมศึกษา
ข. เฉพาะอาชีวศึกษา
ค. ผู้เรียนทุกสังกัด
ง. เฉพาะโรงเรียนรัฐ

ข้อ 7 การสนับสนุนจากภายนอกต้องคำนึงถึงอะไร
ก. ความรวดเร็ว
ข. ความเท่าเทียม
ค. ความนิยม
ง. ความสะดวก

ข้อ 8 ผลลัพธ์ระยะยาวของ Financial Literacy คืออะไร
ก. เพิ่มคะแนนสอบ
ข. ลดเวลาเรียน
ค. ตัดสินใจทางการเงินได้ดี
ง. เพิ่มจำนวนครู

ข้อ 9 หากครูต้องจัดกิจกรรม ควรเน้นสิ่งใด
ก. การท่องจำ
ข. การสอบ
ค. การปฏิบัติจริง
ง. การบรรยาย

ข้อ 10 แนวคิดนี้สอดคล้องกับการพัฒนาผู้เรียนด้านใดมากที่สุด
ก. ความรู้เชิงวิชาการ
ข. ทักษะชีวิต
ค. ทักษะกีฬา
ง. ศิลปะ

คลิกเฉลย >>>

ความเห็นของผู้ชม