สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M202_'MOE SAFETY CENTER' ศูนย์แจ้งเหตุสถานศึกษาไม่ปลอดภัย

10 ก.พ.65-ที่หอประชุมคุรุสภา มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “ SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กับ 8 กระทรวง 2 หน่วยงาน และพิธีเปิดโครงการเสริมสร้างสมรรถนะนักเรียน ครู และบุคลากรทางการศึกษาให้มีทักษะชีวิตในศตวรรษ ที่ 21 โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวว่า นับตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศธ.ก็ได้ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษา เรื่องความปลอดภัยจึงได้ถูกกำหนดให้เป็นวาระแรกใน 7 วาระเร่งด่วนของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะตระหนักดีว่าหากสถานศึกษาไม่มีความปลอดภัยแล้ว จะไม่สามารถจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพให้แก่ผู้เรียนได้ และยังส่งผลต่อการพัฒนาการศึกษาของไทย รวมถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม 

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า การร่วมลงนามความร่วมมือในโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” นี้เพราะทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญร่วมกันว่า มีความจำเป็นอย่างสุงสุดในการจัดการปัญหา ความปลอดภัยให้เกิดขึ้นกับนักเรียน และเยาวชน ใน 4 ด้าน ได้แก่ ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ ซึ่งความเสี่ยง ความไม่ปลอดภัย เหล่านี้ สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิด และ ศธ.เองก็มีความมุ่งมั่นในการจัดให้มีรูปแบบ วิธีการ กระบวนการในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ให้เกิดความปลอดภัยในทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ มีความสุข เพื่อนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาเด็กและเยาวชนไทย 

นางสาวตรีนุช กล่าวอีกว่า เกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ศธ.โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้พัฒนาระบบการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยขึ้น ใช้ชื่อว่าศูนย์ “MOE SAFETY CENTER”โดยใช้ Platform ดิจิทัล เป็น Application ในการแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัย และได้พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาในทุกสังกัดของ ศธ. ให้มีความรู้ มีความเข้าใจในการใช้งานระบบ เพื่อรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยที่มีผลต่อนักเรียน นักศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงให้ความสำคัญกับการอบรมครูผู้สอนให้มีความรู้ มีทักษะที่จะนำไปสื่อสารกับเด็กในวัยเรียน ด้วยการจัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ เพื่อสร้างความปลอดภัย แบบคู่ขนานกัน 

วันนี้ถือเป็นการเปิดตัวศูนย์ MOE SAFETY CENTER อย่างเป็นทางการ โดยสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ ใน Application MOE Safety Center , www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter หรือที่ call center 0-2126-6565 ทั้งนี้ ต้องขอบคุณ สพฐ. ที่ได้ขยายแนวทางปฏิบัติงาน ซึ่งช่วยให้ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น ได้รับการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ลดความเสี่ยง และความรุนแรง แก้ไขได้ถึงแหล่งต้นตอของปัญหา มีการติดตามความคืบหน้า มีความเป็นธรรมและโปร่งใสแก่ทุกฝ่าย โดยมีการรายงานการแก้ไขปัญหาแบบ Real-time ที่สำคัญได้เก็บเป็นฐานข้อมูล Big-Data ที่จะนำมาวางแผนและกำหนดนโยบายการพัฒนาสถานศึกษาและด้านความปลอดภัยในแต่ละพื้นที่ เพื่อขยายผลในการป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม รวมถึงการสร้างทักษะให้ผู้เรียนมีความสามารถในการดูแลตนเองจากภัยอันตรายต่าง ๆ ด้วย ”รมว.ศธ. กล่าว 

นางสาวตรีนุช กล่าวด้วยว่า ความร่วมมือจาก 8 กระทรวง และอีก 2 หน่วยงาน ประกอบด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สํานักงานตํารวจแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงขอมนุษย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงคมนาคม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงยุติธรรม และสำนักนายกรัฐมนตรี ในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย”ในครั้งนี้ เชื่อว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับการศึกษาไทยอีกครั้งหนึ่ง 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 10 กุมภาพันธ์ 2565 

สร้างการรับรู้ระบบมาตรฐาน "สถานศึกษาปลอดภัย"  

ความปลอดภัยในสถานศึกษา เป็นเรื่องเร่งด่วนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นางสาวตรีนุช เทียนทอง เนื่องจากเล็งเห็นว่าหากสถานศึกษาไม่มีความปลอดภัย การเรียนการสอนก็จะมีคุณภาพไม่ได้ เพราะทั้งผู้เรียนและผู้สอนจะมีความรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัย ทำให้มีผลกระทบต่อการเรียนการสอนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

กระทรวงศึกษาธิการจึงทำโครงการ SAFE สถานศึกษาปลอดภัย นักเรียนอุ่นใจ” และได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการตามนโยบาย และได้มีงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยการเปิดตัวในครั้งนี้ นอกจากทางกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานและมีการลงนามความร่วมมือเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาภายในสถานศึกษาในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง  โดยกระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการสร้างระบบและกลไกในการดูแลความปลอดภัยที่จะเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้งใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษา ผ่านระบบ MOE SAFETY CENTER ที่ช่วยทำให้ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ผู้ปกครอง ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคน จะได้มีเครื่องมือที่สามารถแจ้งเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานศึกษาหรือนอกสถานศึกษา ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียนและบุคลากรทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

สำหรับช่องทางการแจ้งเหตุ สามารถแจ้งได้ตลอดเวลาผ่านทางแอปพลิเคชัน MOE SAFETY CENTER หรือจะเป็นการแจ้งผ่านทางเว็บไซต์ ทางแอปพลิเคชัน LINE และระบบ Call Center เพื่ออำนวยความสะดวกในการแจ้งเหตุอีกหนึ่งช่องทาง นอกจากนี้ ผู้ที่แจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยเข้ามา ยังสามารถติดตามสถานการณ์ดำเนินงานในการแก้ปัญหา และระบบนี้ยังช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาและการแจ้งต่างๆ มีหลักฐานในการดำเนินงานอย่างชัดเจน ซึ่งทาง รมว.ศธ. ได้วางกรอบแนวทางการดำเนินงานและดึงเอาเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในเรื่องที่สำคัญ หรือจะเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงจากรูปแบบเดิมที่อาจจะใช้ระยะเวลาในการแก้ปัญหายาวนาน กลายมาเป็นการแจ้งเหตุรูปแบบดิจิทัล ที่ช่วยทำให้การแก้ไขปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันต่อความต้องการของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี 

นโยบายของ รมว.ศธ. เรื่องความปลอดภัยในสถานศึกษาในปี 2564-2565 เป็นวาระเร่งด่วน โดยมีแนวทางการดำเนินงาน 3 ด้าน ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม เพื่อทำให้นักเรียนและพ่อแม่ผู้ปกครองที่ส่งบุตรหลานเข้ามาเรียนเกิดความรู้สึกสบายใจ อุ่นใจ และวางใจ ว่าสถานศึกษาจะสามารถดูแลให้เด็กมีความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี โดยทาง สพฐ. กระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินการสร้างระบบและกลไกในการดูแลความปลอดภัย ที่จะเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามาช่วยส่งเสริมและสนับสนุน ให้เกิดความสะดวกและรวดเร็วในการบริหารจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษาที่จะเชื่อมโยงกับบุคลากรและศูนย์ความปลอดภัยกระทรวงศึกษาธิการ หรือ MOE SAFETY CENTER ให้การรับเรื่องแจ้งเหตุ เป็นไปด้วยความรวดเร็ว โดยผู้บริหารสถานศึกษา หรือผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัด เช่น สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารจากส่วนกลาง สามารถเห็นรายงานการแก้ไขปัญหาให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ 

นอกจากระบบ MOE SAFETY CENTER จะพร้อมใช้งานเพื่อรับแจ้งเหตุความไม่ปลอดภัยในสถานศึกษาแล้ว ทาง สพฐ. ยังได้จัดการอบรมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีความพร้อมในการใช้งานแอปพลิเคชันตัวนี้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาให้กับทุกคน โดยประเมินทดสอบความเข้าใจในการใช้ระบบจับบุคลากรทางการศึกษาจนมีครูที่ผ่านการอบรมและผ่านบททดสอบระดับคะแนน 70% ได้จำนวนมากถึง 157,815 คน ซึ่งถือว่าเป็นการพัฒนาทั้งระบบและบุคลากรเพื่อรองรับการดำเนินการด้านสถานศึกษาให้มีความปลอดภัยได้เป็นอย่างดี การให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดความรู้สึกปลอดภัยแล้ว คุณภาพการศึกษาที่นักเรียนทุกคนจะได้รับก็จะดีขึ้นตามไปด้วย 

ทั้งนี้ นอกจากกระทรวงศึกษาธิการแล้ว ยังได้รับเกียรติจากกระทรวงต่างๆ ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สํานักงานตํารวจแห่งชาติ และสำนักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ได้ร่วมลงนามความร่วมมือเพื่อเป็นหน่วยงานสนับสนุนรายการสร้างความปลอดภัยให้เกิดขึ้น โดยเริ่มจากสถานศึกษา และขยายวงไปสู่ผู้คนในสังคม ในแต่ละชุมชน ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานที่สำคัญให้กับแต่ละพื้นที่ ถือเป็นการร่วมมือกันพัฒนาประเทศ ให้กลายเป็นประเทศที่มีความสุขและน่าอยู่” 

คู่มือการใช้งานระบบ ระบบ MOE SAFETY CENTER 

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์  17 กุมภาพันธ์ 2565  

-ข่าวเกี่ยวกัน

สถานศึกษาปลอดภัย เร่งสร้างความเข้าใจ ‘น.ร.-ครู’ ใน 8 จังหวัด

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ที่โรงเรียนปากคาดพิทยาคม จ.บึงกาฬ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการประธานเปิดงาน Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด โดยมีนายสุภัทร จำปาทอง นายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และผู้บริหารระดับสูง ศธ.เข้าร่วม ว่า สถานศึกษาปลอดภัย เป็นนโยบายที่ตนเข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. ในฐานะที่ตนเป็นแม่คนหนึ่ง ซึ่งอยากให้สถานศึกษาเป็นบ้านหลังที่สองที่ปลอดภัย และอยากให้เด็กมีความสุขที่อยากมาโรงเรียน ดังนั้นการสร้างความปลอดภัยทั้งร่ายกาย จิตใจ จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งที่เพราะสถานศึกษาไม่ได้มอบความรู้และการศึกษาเท่านั้น แต่ต้องสร้างกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยนักเรียนสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ ใน แอพพลิเคชั่น , www.MOESafetyCenter.com , LINE @MOESafetyCenter  หรือที่ call center 0-2126-6565 มองว่าแอพพิลเคชั่น MOE SAFETY CENTER จะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รวดเร็ว และช่วยให้เด็กสามารถโหลดและแจ้งเรื่องร้องเรียนถึงส่วนกลางได้โดยตรง จะทำให้ ศธ.สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท้วงที มีความเป็นธรรมและโปร่งใส นอกจากนี้ข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จะกลายเป็นบิ๊กดาต้า ที่ทำให้ ศธ.ทราบว่าอะไรที่เป็นปัญหาหลักได้รับการร้องเรียนมากที่สุด และหาทางแก้ไขปัญหาให้นักเรียนต่อไป

น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ขั้นต่อไป ศธ.จะจัดทำเป็นโรดโชว์กระจายไป 8 จังหวัด เพื่อสร้างความเข้าใจให้ นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้แต่ละพื้นที่เกิดความตื่นตัว เข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆได้ ซึ่ง ศธ. มุ่งเน้น 3 มาตรา คือ ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม ให้เด็ก และเยาวชนปลอดจากภัยทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ์ ภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ เพื่อร่วมกันส่งเสริมการจัดการเรียน อย่างไรก็ตาม ความปลอดภัยเป็นเรื่องของทุกคน ศธ.เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ดูแลเด็กและเยาวชน แต่ภัยต่างๆ สามารถเกิดกับเด็กได้ทุกด้าน ดังนั้น ศธ.จึงร่วมมือกับ 8 กระทรวง 2 หน่วยงาน ในการประสานงานและช่วยเหลือกัน ทั้งนี้ขอฝากหัวหน้าหน่วยงานราชการในจังหวัดต่างๆ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา สร้างความปลอดภัยให้กับสถานศึกษา และเป็นที่พึ่งพาให้เด็กและเยาวชนต่อไป

ศธ.มุ่งเน้นสร้างสถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดของ ศธ. เป็นสถานที่ปลอดภัย ที่ผ่านมา ศธ.เร่งระดมฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับเด็ก เพื่อให้เด็กสามารถกลับเข้ามาเรียนในสถานศึกษาได้ หรือการส้รางความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก การที่ ศธ.สร้างแอพพิเคชั่น MOE SAFETY CENTER ขึ้นมา เพื่อให้น้องๆ และผู้ปกครอง สามารถโหลดและแจ้งปัญหามาที่ส่วนกลางโดยตรง ซึ่งเชื่อว่าเมื่อเราทราบปัญหาเร็ว จะสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วตามไปด้วย ต่อไป ศธ.จะนำเร่งสร้างความรับรู้ ความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยไปทุกภูมิภาค เพราะแต่ละภูมิภาคมีความเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยไม่เหมือนกัน และให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันต่อไป”น.ส.ตรีนุช กล่าว 

ด้านนายอัมพร กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาสถานศึกษามีเหตุไม่ปลอดภัยอยู่ก่อนแล้ว โดยที่ผ่านมาจะมีระบบรายงานโดยใช้วิธีการโทรศัพท์ให้ทราบ ซึ่งในปัจจุบันอาจจะไม่ทันท้วงทีแล้ว ดังนั้นต้องสร้างการรับรู้เรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ปกครอง นักเรียน และครูประจำชั้นซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด จากนั้นสร้างการรับรู้ในระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ฯ และระดับประเทศ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าถ้าทุกโรงเรียนมีความเข็มแข็ง ผู้ปกครองและครูตระหนักและเข้าใจ ก็จะทำให้สถานศึกษามีความอบอุ่นและปลอดภัย อย่างไรก็ตามขณะนี้อยู่ในระหว่างการสร้างความรับรู้ และในอนาคตจะสามารถเก็บข้อมูลสถิติรายวัน รายสัปดาห์ว่ามีเรื่องร้องเรียนเข้ามาจำนวนเท่าใด และร้องเรียนเรื่องอะไรเข้ามามากที่สุด

มติชนออนไลน์ วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 

MOESafety’ แอพพ์แจ้งสกัดภัยนักเรียน  

 

ขณะที่ช่องทางร้องเรียนผ่านศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาของ ศธ. ผ่านสายด่วน 1579 ที่มีมายาวนาน กลับทำให้นักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย ยังไม่รับรวมปัญหาการสื่อสารที่โทรติดยาก การแก้ไขปัญหาล่าช้า ไม่เพียงพอต่อความต้องการของเด็ก ถึงขั้นกลุ่มนักเรียนเลว บุกกระทรวงศึกษาธิการ เรียกร้องให้เจ้ากระทรวงหยุดคุกคามนักเรียน, ยกเลิกกฎระเบียบล้าหลัง ทั้งทรงผมและเครื่องแต่งกาย เร่งปฏิรูปการศึกษา ที่สำคัญ แก้ปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา ฯลฯ มาแล้วหลายครั้ง 

ต่อมา นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) รับข้อร้องเรียนของกลุ่มนักเรียน จัดตั้งศูนย์คุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ (ศคพ.) เพื่อคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ จากครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมถึงปราบปราม ดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดที่กระทำความผิด พร้อมสะสางปัญหาเก่าและยุติปัญหาใหม่ ด้วยความรวดเร็ว รอบคอบ เด็ดขาด โดยเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำหรือผู้พบเห็นการล่วงละเมิดทางเพศในสถานศึกษา ร้องเรียนและร้องทุกข์ได้ทางสายด่วน ศคพ. โทร 0-2007-0001

ขณะเดียวกันยังเชิญภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ได้แก่ องค์กรยูนิเซฟแห่งประเทศไทย มูลนิธิปวีณาหงสกุลเพื่อเด็กและสตรี มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก มูลนิธิศานติวัฒนธรรม และองค์กรทำดี เข้าร่วม เสนอเพื่อขับเคลื่อนนโยบายการคุ้มครองและช่วยเหลือนักเรียนนักศึกษาซึ่งถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 

ล่าสุด “น.ส.ตรีนุช เทียนทอง” รัฐมนตรีว่าการ ศธ. ลงพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ Kick-off สถานศึกษาปลอดภัย ระดับภูมิภาค 8 จังหวัด โดยนักเรียนสามารถแจ้งเหตุได้ 4 ช่องทาง ดังนี้ ในแอพพลิเคชั่น, www.MOESafetyCenter.com, LINE @MOESafetyCenter หรือที่ call center 0-2126-6565
โดยแอพพลิเคชั่น MOE SAFETY CENTER
ะเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่รวดเร็ว และช่วยให้เด็กสามารถโหลดและแจ้งเรื่องร้องเรียนถึงส่วนกลางได้โดยตรง ศธ.สามารถแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที มีความเป็นธรรมและโปร่งใส นอกจากนี้ ข้อมูลที่ได้รับแจ้ง จะกลายเป็น “บิ๊กดาต้า” ที่ทำให้ ศธ.ทราบว่าอะไรที่เป็นปัญหาหลักได้รับการร้องเรียนมากที่สุด เพื่อหาแนวทางแก้ไขในระยะยาวต่อไป
 

น.ส.ตรีนุชระบุว่า การเปิดช่องทางร้องเรียนดังกล่าว เป้าหมายให้โรงเรียนซึ่งเปรียบเสมือนบ้านหลังที่สอง เป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับ เด็กสามารถอยู่ได้อย่างมีความสุขที่อยากมาโรงเรียน ซึ่งความปลอดภัยทั้งร่ายกาย จิตใจ จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสถานศึกษาไม่ได้มอบเพียงความรู้เท่านั้น แต่ต้องสร้างกำลังใจ กำลังกายที่เข้มแข็ง ซึ่งจะทำให้เด็กและเยาวชนเติบโตอย่างมีคุณภาพ  

จากนี้จะเร่งประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจให้ นักเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา ให้แต่ละพื้นที่เกิดความตื่นตัว เข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับเด็กๆ มุ่งเน้น 3 มาตรการ คือ ป้องกัน ปลูกฝัง ปราบปราม เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้รับความปลอดจากภัย ทั้งภัยที่เกิดจากการใช้ความรุนแรงของมนุษย์ ภัยที่เกิดจากอุบัติเหตุ ภัยที่เกิดจากการถูกละเมิดสิทธิ และภัยที่เกิดจากผลกระทบต่อสุขภาวะทางกายและจิตใจ  

ด้าน “นายอัมพร พินะสา” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ยอมรับว่า ที่ผ่านมาสถานศึกษามีความไม่ปลอดภัยอยู่แล้ว และระบบการดูแลแก้ไขปัญหาอาจจะไม่รวดเร็วทันท่วงที ซึ่งต้องสร้างการรับรู้เรื่องความปลอดภัยให้กับผู้ปกครอง นักเรียนและครูประจำชั้น ซึ่งเป็นผู้ที่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด จากนั้นสร้างการรับรู้ในระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่ฯ และระดับประเทศ เพื่อสร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งหมด เชื่อว่าถ้าทุกโรงเรียนมีความเข้มแข็ง ผู้ปกครองและครูตระหนักและเข้าใจ ก็จะทำให้สถานศึกษามีความอบอุ่นและปลอดภัย 

ขณะที่ “นายสมพงษ์ จิตระดับ” นักวิชาการด้านการศึกษา กล่าวว่า นโยบายของ น.ส.ตรีนุช ถือเป็นนโยบายที่ดี เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่ไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องความรุนแรงในสถานศึกษาได้ เพราะสถานศึกษาในประเทศไทยยังเป็นระบบอำนาจนิยมอยู่ ซึ่งต่างจากสถานศึกษาในต่างประเทศที่เป็นระบบสากลและเปิดกว้าง ให้นักเรียนมีอิสระ สาเหตุที่ทำให้สถานศึกษาในประเทศไทยไม่ปลอดภัยสำหรับนักเรียน มาจากโครงสร้าง 3 ส่วน คือ

           1.ระบบอำนาจนิยม ที่ยังถูกครอบงำจากศูนย์กลางอยู่ เพราะปัจจุบันมีทั้งระบบสั่งการและลงโทษ ถ้า ศธ.ไม่แก้ปัญหาอำนาจรวมศูนย์ความปลอดในสถานศึกษาก็จะไม่เกิดขึ้น

          2.กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข สถานศึกษายังยึดค่านิยม มาตรฐาน กฎระเบียบเดิมๆ อยู่ทำให้เห็นข่าวการลงโทษเด็กตามสื่ออยู่ตลอดเวลา และ

          3.ปัจจุบันยังมีการแข่งขันระหว่างสถานศึกษาอยู่ นักเรียนจะถูกกดทับด้วยระบบอำนาจ ระเบียบกฎเกณฑ์ มาตรฐานและตัวบ่งชี้ ทำให้นักเรียนถูกครอบงำ ปิดกรอบ และต้องอยู่ในแนวปฏิบัติที่สถานศึกษาวางไว้ 

จะเห็นว่าเด็กแทบไม่มีโอกาสในการปกป้องประโยชน์ของตัวเอง นอกจากว่าจะมีการเสนอข่าวจากสื่อมวลชน มองว่านโยบายของ น.ส.ตรีนุช เป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่สามารถทำลายอำนาจนิยมในสถานศึกษาได้” นายสมพงษ์ระบุ 

จากนี้ไปต้องจับตาดูว่า หลังจาก ศธ.เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์ของนักเรียนแล้ว จะทำให้แก้ไขปัญหาได้รวดเร็วขึ้นหรือไม่ 

ข่าวเกี่ยวกัน 

ตรีนุช’ ย้ำสถานศึกษาปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ ย้ำมาตรการ 6-6-7 ป้องกันโควิดระบาด

น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ในสถานศึกษา ว่า ในกรณีจ.บุรีรัมย์ ที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดสั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัดกว่า 1,500 แห่ง เท่าที่ทราบไม่มีการแพร่ระบาดเกิดขึ้นในโรงเรียน แต่เป็นภาพรวมการแพร่ระบาดทั้งจังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์จึงต้องการป้องกันการระบาด โดยการเซ็ตซีโร่ใหม่ ส่วนกรณีจ.สุรินทร์ ที่พบคลัสเตอร์งานกีฬาสีโรงเรียน ทำให้มีนักเรียนติดโควิดเกือบ 70 รายนั้น โรงเรียนก็ดำเนินการตามแผนเผชิญเหตุที่ ศธ.กำหนด โดยการสั่งปิดโรงเรียนไปก่อน อย่างไรก็ตาม ตนจะนำประเด็นนี้ไปหารือร่วมกับนายสุภัทร จำปาทอง ปลัด ศธ. และนายอัมพร พินะสา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ว่าจะมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสถานศึกษาเพื่อเสนอให้ที่ประชุม ศบค.ชุดใหญ่พิจารณาในวันที่ 23 กุมภาพันธ์นี้ หรือไม่

น.ส.ตรีนุช กล่าว มองว่าโควิด-19 จะอยู่กับเราไปอีกระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำให้สถานศึกษาปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุ และปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัย 6-6-7 เพื่อลดความเสี่ยงโควิดในสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 มาตรการหลัก (DMHT-RC) คือ เว้นระยะห่าง สวมหน้ากาก ล้างมือ คัดกรองวัดไข้ ลดการแออัด และทำความสะอาด 6 มาตรการเสริม คือ ดูแลตนเอง ใช้ช้อนกลางส่วนตัว กินอาหารปรุงสุกใหม่ ลงทะเบียนเข้าออกโรงเรียน สำรวจตรวจสอบ และกักกันตัวเอง และ 7 มาตรการเข้ม สำหรับสถานศึกษา 1.ประเมิน TSC+ และรายงานผลผ่าน MOE COVID อย่างต่อเนื่อง 2.Small Bubble ทำกิจกรรมแบบกลุ่มย่อย 3.อาหารตามหลักสุขาภิบาลอาหารและหลักโภชนาการ  4.อนามัยสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ความสะอาด น้ำ ขยะ 5.School Isolation มีแผนเผชิญเหตุและซักซ้อม 6.Seal Route  ดูแลการเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน  7. School Pass สำหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษาได้รับวัคซีนจำนวนมากที่สุดอย่างน้อย 85 % 

 

สรุปสาระสำคัญ 

กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนด “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระเร่งด่วนลำดับแรก ภายใต้นโยบายของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เนื่องจากตระหนักว่าหากสถานศึกษาไม่ปลอดภัย ย่อมส่งผลกระทบต่อคุณภาพการเรียนรู้ สุขภาวะของผู้เรียน และการพัฒนาการศึกษาโดยรวม จึงเกิดโครงการ “SAFE สถานศึกษาปลอดภัย” โดยความร่วมมือระหว่าง ศธ. กับ 8 กระทรวง และ 2 หน่วยงาน เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน ครู และบุคลากรอย่างรอบด้าน

โครงการมุ่งจัดการความเสี่ยง 4 ด้าน ได้แก่ ความรุนแรงจากมนุษย์ อุบัติเหตุ การละเมิดสิทธิ และผลกระทบต่อสุขภาวะกาย–ใจ ควบคู่กับแนวทางดำเนินงาน 3 มาตรการ คือ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม กลไกสำคัญคือการจัดตั้งศูนย์ “MOE SAFETY CENTER” ซึ่งเป็นระบบดิจิทัลสำหรับรับแจ้งเหตุผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ แอปพลิเคชัน เว็บไซต์ LINE และ Call Center มีการติดตามผลแบบ Real-time โปร่งใส และจัดเก็บข้อมูลเป็น Big Data เพื่อใช้วางแผนนโยบายเชิงป้องกันในระยะยาว 

นอกจากนี้ ศธ. และ สพฐ. ยังพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรให้ใช้ระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่การสร้างเครือข่ายความร่วมมือทุกระดับ เพื่อให้สถานศึกษาเป็นพื้นที่ปลอดภัย ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและความสุขของผู้เรียนอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ

 

ข้อที่ 1

เหตุผลสำคัญที่สุดที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด “ความปลอดภัยในสถานศึกษา” เป็นวาระแรก คือข้อใด
ก. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ด้านเทคโนโลยีของกระทรวง
ข. เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในโรงเรียน
ค. เพราะความปลอดภัยเป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ
ง. เพื่อรองรับการประเมินจากหน่วยงานภายนอก

 

ข้อที่ 2

หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการใช้ข้อมูลจาก MOE SAFETY CENTER เพื่อวางแผนเชิงป้องกันในระยะยาว ควรให้ความสำคัญกับประเด็นใดมากที่สุด
ก. จำนวนเรื่องร้องเรียนที่ได้รับต่อวัน
ข. การจัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์
ค. การนำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์หาสาเหตุเชิงระบบ
ง. ความรวดเร็วในการรายงานต่อผู้บังคับบัญชา

 

ข้อที่ 3 

กรณีเกิดเหตุความรุนแรงซ้ำซากในโรงเรียนแห่งหนึ่ง แนวทางใดสอดคล้องกับนโยบาย “3 ป.” ของ ศธ. มากที่สุด
ก. รายงานเหตุทุกครั้งโดยไม่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม
ข. ลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาดเพียงอย่างเดียว
ค. ปรับหลักสูตรกิจกรรมหน้าเสาธง
ง. ดำเนินมาตรการป้องกัน ควบคู่การปลูกฝัง และใช้กฎหมายเมื่อจำเป็น

 

 

ข้อที่ 4

ข้อใดสะท้อน “จุดเปลี่ยนเชิงระบบ” ของการจัดการความปลอดภัยในสถานศึกษามากที่สุด
ก. การเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
ข. การเปลี่ยนจากการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ เป็นระบบดิจิทัลแบบเชื่อมโยง
ค. การจัดประชุมผู้ปกครองเป็นประจำ
ง. การออกระเบียบควบคุมพฤติกรรมนักเรียนที่เข้มงวดขึ้น

 

ข้อที่ 5

จากมุมมองนักวิชาการ หากนโยบายสถานศึกษาปลอดภัยจะยั่งยืน ผู้บริหารควรเร่งแก้ไขประเด็นใดเป็นลำดับแรก
ก. การเพิ่มงบประมาณด้านเทคโนโลยี
ข. การประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชันให้มากขึ้น
ค. โครงสร้างอำนาจนิยมและกฎระเบียบที่กดทับผู้เรียน
ง. การแข่งขันระหว่างสถานศึกษา

 

คลิกเฉลย >>>

 

ความเห็นของผู้ชม