
วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ มีการโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง ระหว่าง สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ( กศน.) สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) ให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ โดย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวผ่านระบบออนไลน์จากประเทศฝรั่งเศส ว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่งกับพี่น้องชาว กศน. ในการยกระดับจาก “สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย” หรือ “กศน.” สู่การเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ ซึ่งการส่งเสริมการเรียนรู้ ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ มุ่งพัฒนาบุคคลให้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก มีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้นหรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น ผ่านการมีส่วนร่วมของ 3 เสาหลัก ได้แก่ รัฐ เอกชน และท้องถิ่น

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ฉบับนี้ ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษาใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส จะสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ซึ่งจุดเด่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยเดิม จัดตั้งเป็น “ศูนย์การเรียนรู้” ที่จะขยายตัวรองรับทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มทักษะชีวิต เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผ่านแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆในรูปแบบที่หลากหลาย โดยมีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากหน่วยงานในระดับพื้นที่และระดับประเทศ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงเป็นหน่วยงานที่ต้องมีการปรับตัวให้ตอบสนองความต้องการทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
“เมื่อกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นกรมใหม่ล่าสุดของประเทศไทย ที่มีภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง และมีความคาดหวังว่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาของประเทศไทย รูปแบบการทำงานจึงต้องเป็นแบบบูรณาการทั้งแนวระนาบเดียวกัน และแนวตั้ง ทั้งในกระทรวง และระหว่างกระทรวง ที่สำคัญ คือ ต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการร่วมจัดและส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งจะนำไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง ดิฉันเชื่อว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้จะช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา ไปสู่การเรียนรู้ของคนไทยตลอดช่วงชีวิต เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับประชาชนทุกคนได้” นางสาวตรีนุช กล่าว
ด้าน นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรางศึกษาธิการ(ปลัด ศธ.) กล่าวว่า มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งกับชาว กศน. กับการก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงในบ้านหลังใหม่ ซึ่งเป็นการยกระดับ จากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัยาศัย ( กศน.) ให้เป็น "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" ซึ่งเมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้มีการปฏิรูประบบราชการ และมีการยุบรวมกรมต่าง ๆ ของกระทรวงศึกษาธิการ จากเดิม 14 กรม เหลือเพียง 5 สำนักงาน ทำให้ กรมการศึกษานอกโรงเรียนถูกยุบรวมเป็น "สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน" สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ต่อมาเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการทำงานมากขึ้น พร้อมทั้งสามารถรองรับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายในทุกพื้นที่ จึงได้มีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พุทธศักราช 2551" เมื่อวันที่ 4 มีนาคมพ.ศ. 2551 จึงทำให้สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน ถูกปรับเปลี่ยนเป็น "สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย" หรือ "สำนักงาน กศน." เป็นหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดการศึกษานอกระบบ การศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิตในประเทศไทย จนกระทั่งวันที่ 18 มีนาคม พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ตราพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วัน นับแต่วันประกาศในราซกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 โดยยกระดับจากสำนักงาน กศน. เป็น "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ
ปลัดศธ. กล่าวว่า สำนักงานปลัด ศธ. ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลสำนักงานกศน. จึงขอส่งมอบและโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง รวมถึงข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงาน กศน. ไปเป็นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ "ตามมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566"
“ผมเชื่อมั่นว่าการยกฐานะเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่ประชาชนทุกเพศทุกวัย มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต ได้อย่างทั่วถึง เท่าเทียมและเป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ” ปลัด ศธ. กล่าว
ขณะที่ นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การจัดการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ได้เริ่มมีอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2483 โดยรัฐบาลได้จัดตั้ง "กองการศึกษาผู้ใหญ่” สังกัด สป.ศธ. เพื่อรับผิดชอบงานการศึกษาผู้ใหญ่โดยตรง ก่อนจะเกิดการปรับเปลี่ยนอีกหลายครั้ง เป็น “กรมการศึกษานอกโรงเรียน” ต่อมาเป็น “สำนักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน” จนล่าสุดเป็น “สำนักงาน กศน.” ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 และเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2566 ได้มีการเผยแพร่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ยกเลิก พ.ร.บ.ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 โดยยกระดับจาก สำนักงาน กศน. เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้
“การโอนบรรดากิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันต่างๆ ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ในวันนี้ เป็นการเปลี่ยนสถานะสู่ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างเต็มตัว ตามมาตรา 28 ที่จะช่วยให้ขับเคลื่อนภารกิจต่อไปได้ และในขณะที่ประชาชนกำลังให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแปลงของ สำนักงาน กศน. ไปสู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ว่าเมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วประชาชนจะได้อะไรบ้าง ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุกคน ขอยืนยันว่าจะมุ่งดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม เต็มสรรพกำลังความสามารถ ผลักดันให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และนำไปสู่การเรียนรู้ของคนไทยตลอดช่วงชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย และยกระดับสังคมในภาพรวมของประเทศต่อไป ” นายคมกฤช กล่าว
ที่มา ; แนวหน้า วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
เกี่ยวข้องกัน
โอนกิจการสำนักงาน กศน.เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้
เมื่อวันที่ 18 พ.ค. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีโอนกิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง ระหว่าง สำนักงาน กศน. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (กศน.) ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมกล่าวตอนหนึ่ง ว่า เมื่อวันที่ 19 มี.ค.2566 ที่ผ่านมา ได้มีการเผยแพร่พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ซึ่งมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 60 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ.2551 โดยยกระดับจากสำนักงาน กศน. เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีหน้าที่จัดส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ 3 รูปแบบ คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของส่งเสริมการเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติ คือ
1. พัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย
2.ภูมิใจและตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
3.รู้จักความพอเพียง มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี
4.ใฝ่เรียนรู้ มีความรอบรู้ รอบคอบ มีคุณธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริต
5.มีสำนึกในความรับผิดชอบ มีความเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในได้อย่างผาสุก
6. เพื่อให้บุคคลได้มีทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตที่สอดคล้องและเท่าทันพัฒนาการของโลก และมีโอกาสพัฒนาหรือเพิ่มพูนทักษะของตนให้สูงขึ้นหรือปรับเปลี่ยนทักษะของตนตามความถนัดหรือความจำเป็น
“พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ฉบับนี้ ถือเป็นการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่ ผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่ รัฐ เอกชน และท้องถิ่นที่จะร่วมกันให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชนคนไทยทุกช่วงวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนเสียชีวิต นอกจากนี้ การเรียนรู้ของประชาชนคนไทย ทุกช่วงวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส จะสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกรูปแบบ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ภายใต้ปรัชญา No One Left Behind หรือไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง จุดเด่นของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ การเชื่อมโยงเครือข่ายการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเดิม จัดตั้งเป็นศูนย์การเรียนรู้ ที่จะขยายตัวรองรับทุกพื้นที่ ตอบโจทย์ความต้องการของคนยุคใหม่ ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับอาชีวศึกษา และระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเพิ่มทักษะชีวิต กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงเป็นหน่วยงานที่ต้องมีการปรับตัวให้ตอบสนองความต้องการทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นกรมใหม่ล่าสุดของประเทศไทยที่มีภารกิจสำคัญอย่างยิ่ง และมีความคาดหวังว่าจะเป็นกำลังสำคัญที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงในการจัดการศึกษาของประเทศไทย ส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ อย่างแท้จริง” น.ส.ตรีนุช กล่าว
ด้าน นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงของ สำนักงาน กศน. ไปสู่กรมส่งเสริมการเรียนรู้ คงปฏิเสธไม่ได้กับความคาดหวังของสังคมว่า เมื่อเปลี่ยนแปลงแล้วประชาชน จะได้อะไรบ้าง ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบุคลากรของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ทุกคน ขอยืนยันว่าจะมุ่งมั่นดำเนินงานให้เป็นรูปธรรม เต็มสรรพกำลังความสามารถ ผลักดันให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานที่มีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา และนำไปสู่การเรียนรู้ของคนไทยตลอดช่วงชีวิต เพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกช่วงวัย ลดคสามเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา สร้างอาชีพ เพิ่มรายได้ เพื่อยกระดับสังคมในภาพรวมของประเทศต่อไป
"ตรีนุช" มอบโอนกิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ และภาระผูกพันทั้งปวง ระหว่าง สำนักงาน กศน. สำ ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โอนกิจการสำนักงาน กศน.เป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้
ที่มา ; เดลินิวส์ 18 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ประเด็นการเบิกจ่ายเงินกลุ่มการคลังและสินทรัพย์
ณ วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 สำนักงาน กศน. ได้เปลี่ยนเป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 แต่ในด้านของการเบิกจ่ายเงินที่กรมบัญชีกลาง จะต้องดำเนินการเพื่อขอเป็นหน่วยงานใหม่ในระบบโดยจะต้องรอ
1. ประกาศจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
2. ประกาศจัดตั้งสถานศึกษาขึ้นตรง ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
3. ประกาศอำนาจ หน้าที่ สถานศึกษา ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
4. โครงสร้างการแบ่งส่วนราชการใช้ไปพลางก่อน ลงนามโดยอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้
ทั้งนี้ ระหว่างรอการดำเนินการด้านการเป็นหน่วยเบิกจ่ายที่อนุมัติโดยกรมบัญชีกลาง กรมส่งเสริม การเรียนรู้ สามารถดำเนินการเบิกจ่ายได้ตามปกติในหน่วยเบิกจ่ายเดิม ทั้งนี้ กลุ่มการคลังและสินทรัพย์ได้ประสานงานกับกรมบัญชีกลางในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว โดยจะต้องกำหนดวัน cutoff (การหยุดเบิกจ่ายจากหน่วยงานเดิม เพื่อเตรียมการเบิกจ่ายในหน่วยงานใหม่) ซึ่งทางกลุ่มการคลังและสินทรัพย์จะแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างนี้ หน่วยเบิกจ่ายทั้งหมดในสังกัดสำนักงาน กศน.จะต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้
1. ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 หน่วยงานจะต้องเริ่มใบเสร็จรับเงินเล่มใหม่ โดยขีดคำว่า
"สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ" ออก
แล้วประทับตราคำว่า "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" แทน ทั้งนี้อาศัยตามมาตรา 27 และ 28 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566
2. เมื่อมีคำสั่งแต่งตั้ง "ผู้อำนวยการ.........." ให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานผู้เบิกทุกแห่ง ไปดำเนินการขอเลขประจำตัวผู้เสียภาษีจากสรรพากรท้องที่นั้น ๆ
3. ให้ดำเนินการเบิกจ่ายให้มากที่สุด (กรณีที่เรื่องนั้น ๆ ครบกำหนดการจ่ายเงิน) ในกรณีที่มี การเบิกจ่ายผ่านส่วนราชการให้รีบดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ผู้มีสิทธิให้เร็วที่สุด โดยจ่ายผ่านระบบ KTB Corporate Online พร้อมทั้งดำเนินการจัดทำ ขจ..5 ให้เรียบร้อย
4. หน่วยงานผู้เบิกใดงบทดลองไม่เป็นปัจจุบันหรือยังไม่ถูกต้องหรือบันทึกบัญชีไม่ครบถ้วน ให้รีบดำเนินการปรับปรุงบัญชีให้เป็นปัจจุบัน ถูกต้อง ครบถ้วน ก่อนที่จะกำหนดวัน cutoff
5. วงเงินทดรองราชการที่หน่วยงานมีอยู่ จะต้องดำเนินการส่งคืน โดยกลุ่มการคลังและสินทรัพย์จะแจ้งอีกครั้งว่าให้ดำเนินการส่งคืนเมื่อไหร่ ดังนั้น ขอให้หน่วยงานจ่ายเงินทดรองราชการเท่าที่จำเป็นเท่านั้น
อนี่ง วงเงินทดรองราชการ จะต้องดำเนินการขอใหม่ในนาม "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" ซึ่งขึ้นอยู่กับกรมบัญชีกลางว่าจะอนุมัติหรือไม่
6. เมื่อมีการกำหนดวัน cutoff ขอให้หน่วยงานผู้เบิกหยุดดำเนินการเบิกจ่ายทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น เพื่อให้เงินงบประมาณคงเหลือมียอดที่ถูกต้องและสามารถตรวจสอบ และเรียกรายงานในระบบได้
ทั้งนี้ การอนุมัติเบิกจ่ายและการอนุมัติทุกอย่างในระบบ New GEMIS Thai และ ในระบบ KTB Corporate Online จะต้องดำเนินการใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะแจ้งวิธีการปรับเปลี่ยนให้ทราบเป็นลายลักษณ์อักษรอีกครั้งหนึ่ง
ข้อมูล ณ วันที่ 9 พฤษภาคม 2566
ข้อปฏิบัติการเบิกจ่ายเงิน โดย กลุ่มงานบัญชี กลุ่มการคลังและสินทรัพย์ โทร. 0 2280 2928
ที่มา ประชาสัมพันธ์ กศน.
เกี่ยวข้องกัน
หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียน พ.ศ. 2566
ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2566 เผยแพร่ประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวันของนักเรียน พ.ศ. 2566 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 มกราคม 2566 เป็นต้นไป และให้ยกเลิกประกาศฯ ฉบับเดิม ซึ่งใช้มาตั้งแต่ปี 2552 เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะรัฐมนตรี (8 พฤศจิกายน 2565) ที่ได้อนุมัติให้ปรับเพิ่มค่าอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนระดับชั้นเด็กเล็ก ถึงระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในอัตราตามขนาดของโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รับอาหารกลางวันและสารอาหารที่ครบถ้วน เพียงพอต่อความต้องการ
โดยโรงเรียนที่มีสิทธิขอรับเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวัน ต้องเป็นโรงเรียนในระบบที่มีคุณสมบัติ และไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
· เป็นโรงเรียนการกุศล หรือเป็นโรงเรียนสามัญศึกษาทั่วไปที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคล
· ไม่เป็นโรงเรียนการศึกษาพิเศษที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในอัตรานักเรียนพิการ ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล พ.ศ. 2558
นักเรียนที่มีสิทธิได้รับเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวัน ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
· เป็นนักเรียนที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับประถมศึกษาในโรงเรียนข้างต้น
· เป็นนักเรียนที่ลงทะเบียนและเรียนอยู่จริงโดยถูกต้องตามที่ระบุไว้ในใบอนุญาต หรือตราสารจัดตั้ง
· เป็นนักเรียนในโรงเรียนสามัญศึกษาทั่วไปที่มีปัญหาทุพโภชนาการหรือขาดแคลนอาหารกลางวัน
· ไม่เป็นนักเรียนพิการที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคลในอัตรานักเรียนพิการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดมาตรการช่วยเหลือนักเรียนในโรงเรียนเอกชนเป็นเงินอุดหนุนรายบุคคล พ.ศ. 2558
· อัตราเงินอุดหนุนเป็นค่าอาหารกลางวัน ให้กำหนดตามขนาดของโรงเรียน ตามจำนวนนักเรียนระดับก่อนประถมศึกษาถึงระดับประถมศึกษาที่ได้รับเงินอุดหนุนรายบุคคล ณ วันที่ 10 มิถุนายน ของปีที่ขอเบิก ดังต่อไปนี้
· โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 40 คน ให้ได้รับอัตราอุดหนุน 36 บาท ต่อนักเรียน 1 คนต่อวัน
· โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 100 คน ให้ได้รับอัตราอุดหนุน 27 บาท ต่อนักเรียน 1 คนต่อวัน
· โรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 120 คน ให้ได้รับอัตราอุดหนุน 24 บาท ต่อนักเรียน 1 คนต่อวัน
· โรงเรียนที่มีนักเรียนตั้งแต่ 121 คนขึ้นไป ให้ได้รับอัตราอุดหนุน 22 บาทต่อนักเรียน 1 คน ต่อวัน
คลิก ราชกิจจานุเบกษา
เกี่ยวข้องกัน
การกำหนดชื่อ ชื่อย่อ ตรา สัญลักษณ์ หน่วยงานใหม่ ดังนี้
(18 พฤษภาคม 2566) เฟซบุ๊ก “”ประชาสัมพันธ์ กศน. เผยแพร่ข่าว “ประกาศอย่างเป็นทางการ จากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ”
· ตราสัญลักษณ์กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขอความอนุเคราะห์กรมศิลปากร ดำเนินการออกแบบ
· กรมส่งเสริมการเรียนรู้ มีอักษรย่อคือ สกร.
· ชื่อภาษาอังกฤษ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ Department of Learning Encouragement อักษรย่อภาษาอังกฤษ DOLE
· อักษรย่อของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร คือ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด (ชื่อจังหวัด) ย่อเป็น สกร.จังหวัด (ชื่อจังหวัด) หรือ สกร.จ. (ชื่อจังหวัด)
· ชื่อภาษาอังกฤษของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัด/กรุงเทพมหานคร (ชื่อจังหวัดภาษาอังกฤษ) คือ Provincial Office of Learning Encouragement
· สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้กรุงเทพมหานคร ย่อเป็น สกร.กรุงเทพมหานคร หรือ สกร.กทม. (Bangkok Office of Learning Encouragement)
· อักษรย่อและชื่อภาษาอังกฤษของศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ/เขต คือ ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอ ย่อเป็น ศสกร.อำเภอ (ชื่ออำเภอ) หรือ ศสกร.ข. (ชื่อเขต) (ชื่ออำเภอ/เขตภาษาอังกฤษ) คือ District Learning Encouragement Center
· สีประจำกรมส่งเสริมการเรียนรู้ คือ สีเหลือง และสีม่วง
· การแต่งกายให้สวมชุดสูท หรือซาฟารี ใช้ผ้าสีกรมท่า สำหรับชุดปฏิบัติการในพื้นที่ ขอให้สวมเสื้อสีเหลืองประดับตราสัญลักษณ์กรมส่งเสริมการเรียนรู้
· วันสถาปนา 18 มีนาคม พ.ศ. 2566
พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566
ที่มา ประชาสัมพันธ์ กศน.
ข่าวเกี่ยวกัน
รก.อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้เร่งยกร่างโครงสร้าง สกร.ใหม่
นายคมกฤช จันทร์ขจร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ในฐานะรักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายอรรถพล สังขวาสี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงนามในหนังสือคำสั่งแต่งตั้งตน ในตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีสกร. ทั้งนี้เพื่อให้การปฏิบัติราชการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เกิดความคล่องตัว ต่อเนื่องและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารราชการกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดังนั้นจากนี้ตนจะหารือกับ ผู้บริหารสกร. เพื่อจัดทำนโยบายการดำเนินการ ซึ่งในช่วงการเปลี่ยนผ่าน ช่วงเปลี่ยนผ่าน
คงต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกับบุคคลกร เพราะการทำงาของสกร. จากนี้จะแตกต่างไปจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เดิม ที่เน้นในเรื่องส่งเสริมการเรียนรู้ แต่ สกร.จะเพิ่มในเรื่อง การส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้แบบใหม่ ที่เรียกว่า การจัดการเรียนรู้ ซึ่งมองที่ผลลัพธ์ที่ประชาชนจะได้รับ มากกว่า การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามรูปแบบเดิม ตรงนี้เป็นเป้าหมายใหม่ อีกเรื่องที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ สร้างกระบวนการเทียบโอนความรู้ของประชาชน เข้าสู่ระบบหน่วยกิต เพื่อเปิดช่องให้ผู้ที่รู้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ สามารถนำมาเทียบโอน เข้าสู่ระบบการศึกษาได้
“ขณะนี้การทำงานของ สกร. อยู่ในช่วงการถ่ายโอนทรัพย์สิน และหนี้สิน เบื้องต้นจะใช้โครงสร้างกศน. เดิมไปพลางก่อน จากนั้นจะต้องจัดทำกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งส่วนราชการ ให้สอดคล้องกับพ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 และวิเคราะห์ภารกิจ ตามโครงสร้างแต่ละระดับ เพื่อเสนอให้ คณะกรรมพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) คณะกรรมการกฤษฎีกา พิจารณา ก่อนเสนอ
คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ โดยกระบวนการทั้งหมดคาดว่าจะใช้เวลา ประมาณ 180 วัน หรือ 6 เดือน จึงแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม การทำงานในช่วงนี้ ยังไม่พบปัญหา ส่วนงบประมาณที่ระงับไว้ ก็ไม่ใช่งบในส่วนที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาการจัดการศึกษา โดยสกร. ยังสามารถจัดสรรงบปกติลงไปยัง สกร.จังหวัด และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ตำบล ได้ตามปกติ”นายคมกฤช กล่าว
รักษาราชการแทนอธิบดีสกร. กล่าวต่อว่า ส่วนในเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีถูกกล่าวหา เรื่อง การจัดสรรงบประมาณให้สำนักงาน กศน.กทม. จำนวน 60 ล้านบาท เพื่อให้สำนักงาน กศน.กทม.และสำนักงาน กศน.เขต จัดซื้อสื่อจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ตามที่กำหนด รวมถึงให้ซื้อสื่อจากสำนักพิมพ์ที่สามารถเรียกเก็บเงินทอน 65% โดยอ้างว่า จำเป็นต้องส่งให้รัฐมนตรี เพื่อให้ได้เป็นเลขาธิการ กศน. และเรียกรับเงินจากการแต่งตั้งผู้อำนวยการ กศน.จังหวัด/รองผู้อำนวยการ กศน.จังหวัดและตำแหน่งอื่น ๆ รวมถึงการเรียกรับเงินจากผู้เขียนตำราในการตรวจตำราของกศน.เป็นต้น นั้น เรื่องนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
ข้อเท็จจริง ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบกระบวนการและขั้นตอนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งในส่วนที่มีการแปลงงบประมาณ การจัดกิจกรรม เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อหนังสือเรียนนั้น ก็ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงที่ตนนั่งในตำแหน่งรักษาราชการแทนเลขาธิการ กศน. และงบดังกล่าว ก็ยังไม่มีการนำไปใช้ เมื่อมีการทักท้วง ตนก็จะหารือผู้บังคับบัญชาและผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำงบดังกล่าวไปใช้ให้ถูกต้อง โดยจะเสนอให้มีการนำงบประมาณดังกล่าว ไปใช้จัดกิจกรรมที่สอดคล้องตามนโยบายที่จะจัดทำขึ้น เช่น ส่งเสริมการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 การพัฒนาครู การจัดระบบการเทียบโอนความรู้ใหม่ ฯลฯ เป็นต้น
ตั้ง ‘คมกฤช’ นั่งรักษาการอธิบดี สกร. เร่งยกร่างกฎกระทรวง-จัดโครงสร้างใหม่ ปัดเอี่ยวปมทุจริตแปลงงบจัดซื้อหนังสือ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 29 พฤษภาคม 2566
สรุปสาระสำคัญ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2566 กระทรวงศึกษาธิการได้โอนกิจการ อำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน งบประมาณ และบุคลากรทั้งหมดจากสำนักงาน กศน. และส่วนที่เกี่ยวข้องของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ไปสู่ “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 เพื่อยกระดับการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้เป็นระบบการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เข้มแข็งขึ้น โดยมีนางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.ศธ. และผู้บริหาร ศธ. ร่วมชี้แจงว่าการปฏิรูปครั้งนี้มุ่งพัฒนาทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตของประชาชนทุกช่วงวัย ผ่านความร่วมมือของรัฐ เอกชน และท้องถิ่น ภายใต้หลัก “ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”
กรมส่งเสริมการเรียนรู้จะเชื่อมโยงเครือข่ายเดิมของ กศน. ให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ในทุกพื้นที่ รองรับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา โดยเน้นเพิ่มโอกาส เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกที่ทุกเวลา ขณะเดียวกันการเปลี่ยนสถานะต้องดำเนินการด้านเอกสาร งบประมาณ ระบบเบิกจ่าย และโครงสร้างราชการใหม่ตามประกาศและข้อกำหนดของกฎหมาย เพื่อให้การบริหารงานเป็นระบบและคล่องตัวมากขึ้น
ข้อสอบ
ก. การควบคุมจากส่วนกลางเพื่อความเป็นเอกภาพ
ข. การกระจายภารกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและตอบโจทย์พื้นที่
ค. การลดขนาดองค์กรตามแนวคิดการบริหารราชการแบบใหม่
ง. การตัดทอนขั้นตอนเพื่อให้บุคลากรมีภาระงานน้อยลง
2. ข้อใดเป็น “ผลลัพธ์ที่คาดหวัง” ตามเจตนารมณ์ พ.ร.บ.ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566
ก. ลดจำนวนหน่วยงานของกระทรวงให้เหลือน้อยที่สุด
ข. ให้ประชาชนเข้าถึงการเรียนรู้ทุกช่วงวัยอย่างทั่วถึง เท่าเทียม
ค. เพิ่มบทบาทภาคเอกชนเป็นผู้ดำเนินงานหลักแทนรัฐ
ง. ลดการใช้งบประมาณด้านการศึกษานอกระบบลง
3. การกำหนด “วัน cutoff” ในการเบิกจ่ายงบประมาณของหน่วยงานเดิม มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. เพื่อควบคุมการใช้จ่ายให้ประหยัดขึ้น
ข. เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูลและยอดเงินเมื่อเปลี่ยนหน่วยเบิก
ค. เพื่อย้ายบุคลากรฝ่ายการเงินไปยังหน่วยงานใหม่
ง. เพื่อให้สามารถตรวจสอบภาษีของผู้รับเงินได้ครบถ้วน
4. จากบทความ การสร้างศูนย์การเรียนรู้ในทุกพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ แสดงถึงแนวคิดการจัดการศึกษารูปแบบใด
ก. การศึกษาฐานสมรรถนะ
ข. การศึกษาที่ใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-based)
ค. การเรียนรู้ตลอดชีวิตโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน
ง. การพัฒนาหลักสูตรแกนกลางให้ทันสมัย
5. หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องประสานงานกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่หลังโอนภารกิจ สิ่งใดเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่ควรจัดการก่อน
ก. ความไม่พร้อมของบุคลากรในการสื่อสารกับประชาชน
ข. ความไม่ต่อเนื่องของข้อมูลและระบบงานระหว่างหน่วยเดิมกับหน่วยใหม่
ค. ความขัดแย้งด้านบทบาทหน้าที่กับสถานศึกษาในพื้นที่
ง. ความเข้าใจคลาดเคลื่อนของชุมชนต่อบทบาท กศน.เดิม
คลิกเฉลย >>>
