
วันที่ 17 กรกฎาคม 2566 อาจารย์แพรว ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) และประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนนานาชาติ เวลลิงตัน คอลเลจ กรุงเทพฯ หนึ่งในโรงเรียนอินเตอร์ระดับท็อปของประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์แบบ Exclusive ถามตรงตอบตรงในรายการ Woody FM ถึงการศึกษาไทยในหลากหลายแง่มุม ซึ่งคำตอบที่ได้มาจากประสบการณ์การทำงานในแวดวงการศึกษามากว่า 20 ปี
ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ กล่าวถึงภาพรวมการศึกษาไทยว่า ปัจจุบันเปลี่ยนไปมาก เมื่อ 30 ปีที่แล้ว เด็กเกิดในเมืองไทยเกือบล้านคนต่อปี ทุกวันนี้เหลือประมาณ 5 แสนคน หรือหายไปครึ่งหนึ่ง มีผลกับเด็กที่เข้าเรียนในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย เกิดการแข่งขันดุเดือด
นอกจากนี้คนรุ่นใหม่ยังมีแนวคิดโตเป็นผู้ใหญ่ไวขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก บางคนทำงานหาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สถาบันการศึกษาอย่างมหาวิทยาลัยต้องทำให้เห็นว่าเราสามารถสนับสนุนและส่งเสริมเขาได้ยังไงบ้าง มาเรียนแล้วต้องได้อะไรกลับไปมากกว่าแค่ปริญญา
เมื่อถูกถามว่า หากมีพลังวิเศษในการแก้ปัญหาระบบการศึกษาไทย จะเลือกทำอะไรก่อน ?
ดร.ดาริกากล่าวว่า เลือกพัฒนาระดับโรงเรียนก่อน เพราะเวลาพูดถึงคุณภาพการศึกษาว่าดีหรือไม่ดี จะมองที่การเรียนระดับโรงเรียน ไม่ใช่ระดับมหาวิทยาลัย ถ้าอยากแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษา ต้องลงไปดูที่ระดับโรงเรียนก่อนเป็นอย่างแรก เป็นพื้นฐานของระบบการศึกษาที่สำคัญที่สุด ซึ่งสำหรับประเทศไทยคงเห็นแล้วว่าเราเจอปัญหาหลาย ๆ เรื่อง ที่ทำให้การศึกษาไทยยังไม่ดีพอ
ดร.ดาริกาขยายความว่า ในภาพรวมโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเป็นโรงเรียนของรัฐ ดังนั้น เวลาเราพูดถึงคุณภาพการศึกษาของไทย เราจึงมองไปที่คุณภาพของโรงเรียนรัฐเป็นสำคัญ ทั้งนี้การศึกษาในโรงเรียนรัฐมีปัญหาค่อนข้างซับซ้อน แต่เรื่องหลัก ๆ ที่หากแก้ไขได้ จะทำให้การบริหารจัดการมีประสิทธิภาพมากขึ้น และทำให้ปัญหาหลาย ๆ อย่างที่เจออยู่ คลี่คลายลงไปได้
กระจายอำนาจในการบริหารโรงเรียน เพราะโรงเรียนรัฐมีการบริหารจัดการแบบรวมศูนย์ ไม่กระจายอำนาจไปยังพื้นที่ ทำให้แก้ปัญหาได้ไม่ตรงจุด
เปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณ ค่าเล่าเรียนและสวัสดิการนักเรียนต้องให้กับเด็ก หรือผู้ปกครองโดยตรง เมื่อผู้บริโภคเป็นคนเลือกโรงเรียนเอง จะทำให้ทุก ๆ โรงเรียนพยายามยกระดับตัวเองให้มีคุณภาพมากที่สุด นอกจากนี้ งบฯพัฒนาโรงเรียนก็ไม่ควรจัดสรรให้โรงเรียนแบบให้มากหรือน้อยตามจำนวนนักเรียนในโรงเรียน เพราะโรงเรียนขนาดเล็กมักจะได้เงินน้อยตลอดกาลและก็จะยิ่งแย่ลงไปอีก
ควบรวมโรงเรียนเล็กให้เป็นลักษณะโรงเรียนแม่ข่าย/ลูกข่าย เพราะประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้การกระจายงบประมาณไม่มีประสิทธิภาพ งบประมาณไม่เพียงพอ ขาดบุคลากร เกิดปัญหาครูไม่ครบชั้นปี ไม่ครบห้อง
ดร.ดาริกาย้ำว่า “ครู” มีความสำคัญกับเด็กมาก นอกจากครูจะต้องเข้าใจการสอน มีความเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่การสอนแบบท่องจำ ครูยังต้องมี Passion ในการพัฒนาเด็ก และเข้าใจว่าวิธีไหนเหมาะสมกับเด็กด้วย เพราะต่อให้นำหลักสูตรที่ดีที่สุดมา Copy & Paste เช่น หลักสูตรของโรงเรียนอินเตอร์มาใช้กับโรงเรียนไทยก็ทำไม่ได้ เพราะสำคัญยิ่งกว่าตัวหลักสูตรคือ “คุณภาพครู
สำหรับความเป็นไปได้ที่จะใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเป็นครูแทนคน ดร.ดาริกาให้ความเห็นว่า เป็นไปได้เพียงระดับหนึ่ง เพราะสิ่งที่ AI ไม่มีคือองค์ประกอบความเป็นมนุษย์ (Human Element) การปฏิสัมพันธ์ การชักจูง การโน้มน้าว เป็นสิ่งที่ AI ทำได้ไม่เท่ามนุษย์ ในวันนี้จึงยังไม่เห็นว่า AI จะมาแทนที่ครูได้ โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็กที่อยู่ในวัยเรียนรู้จากการเข้าสังคมและคนรอบข้าง ยิ่งเป็นเรื่องยาก ทั้งนี้ ในวันข้างหน้า หาก AI สามารถทำได้ดี ก็ยังอยากมีชีวิตอยู่เพื่อรอดูด้วยตาตัวเอง
นอกจากนี้ ดร.ดาริกายังเผยถึงสิ่งที่อยากเห็นในอนาคตเกี่ยวการศึกษาไทยว่า อยากเห็นเด็กไทยมีแรงบันดาลใจ มีความอยากเรียนรู้ตลอดเวลา ไม่อยากเห็นการเรียนแบบกดดันจนเกินไป อยากเห็นเด็กเรียนรู้แบบ Relax มีความอยากรู้อยากเห็น โดยครูมีหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็ก ไม่ดับฝันหรือกำหนดแบบแผนเยอะจนเด็กดิ้นออกจากเส้นทางไม่ได้
“อยากเห็นเด็กที่คิดแตกต่าง ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนกัน อยากเห็นโรงเรียนที่ไม่ได้เตรียมเด็กเข้ามหาวิทยาลัยอย่างเดียว เพราะการศึกษาเป็นแผนระยะยาว เป้าหมายไม่ใช่แค่นั้น แต่ในอนาคตเขาทำอะไรได้บ้าง ทำอะไรให้กับสังคมบ้าง มีความสุขยังไง อยากเห็นเด็กไทยเป็นแบบนี้มากกว่า ไม่สนว่าจะเข้ามหาวิทยาลัยดี ๆ ได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าเข้าได้ก็ดี บ่งบอกถึงความรอบรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนมองมิตินั้นมิติเดียว” ดร.ดาริกากล่าว
เปิดมุมมองอาจารย์แพรว “ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ หรือ DPU ในวันที่การศึกษาไทยถูกมองว่าไม่ดีพอ หากมีพลังวิเศษจะเลือกแก้ปัญหา 3 ด้าน กระจายอำนาจบริหารโรงเรียน-เปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณ-ควบรวมโรงเรียนเล็ก
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 17 กรกฎาคม 2566
บทความสะท้อนมุมมองของ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ ต่อการศึกษาไทยในรอบ 30 ปี โดยอัตราเกิดลดลงครึ่งหนึ่งทำให้การแข่งขันสูงขึ้น ขณะเดียวกันผู้เรียนรุ่นใหม่เป็นผู้ใหญ่และเริ่มสร้างรายได้เร็วขึ้น ส่งผลให้สถาบันการศึกษาต้องปรับจากการให้ปริญญาเป็นหลัก ไปสู่การสร้างทักษะและคุณค่าแก่ผู้เรียน
การยกระดับควรเริ่มที่ระดับโรงเรียน โดยเฉพาะโรงเรียนรัฐซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาหลักคือการบริหารรวมศูนย์ งบประมาณไม่เหมาะสม และโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก
แนวทางคือกระจายอำนาจ จัดสรรงบแบบให้ผู้เรียนหรือผู้ปกครองเลือกโรงเรียนได้ และควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเป็นเครือข่ายแม่ข่าย–ลูกข่ายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
ครูเป็นหัวใจของคุณภาพ ต้องเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้มากกว่าการท่องจำ และเข้าใจผู้เรียนรายบุคคล ไม่ยึดหลักสูตรตายตัว
AI ยังไม่แทนครูได้เพราะขาดความเป็นมนุษย์และการปฏิสัมพันธ์
เป้าหมายคือสร้างผู้เรียนที่มีแรงบันดาลใจ ใฝ่เรียนรู้ คิดแตกต่าง และมีความสุข ไม่ยึดเพียงการสอบเข้ามหาวิทยาลัย
การลดลงของอัตราเกิดในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อระบบการศึกษาอย่างไร
ก. ทำให้การแข่งขันเข้าเรียนลดลง
ข. ทำให้โรงเรียนต้องปิดตัวทั้งหมด
ค. ทำให้การเรียนออนไลน์เพิ่มขึ้นเท่านั้น
ง. ทำให้คุณภาพครูดีขึ้นโดยอัตโนมัติ
เฉลย: ก.
เหตุผล: จำนวนเด็กเกิดลดลงทำให้ผู้เรียนลดลง แต่การแข่งขันระหว่างสถาบันเพิ่มขึ้น
ดร.ดาริกาเสนอว่าควรเริ่มแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาที่ระดับใด
ก. ระดับมหาวิทยาลัย
ข. ระดับโรงเรียน
ค. ระดับกระทรวง
ง. ระดับครอบครัว
เฉลย: ข.
เหตุผล: โรงเรียนเป็นฐานของคุณภาพการศึกษาและเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
ปัญหาสำคัญของการบริหารโรงเรียนรัฐในบทความคือข้อใด
ก. ขาดนักเรียน
ข. ขาดหลักสูตร
ค. การรวมศูนย์อำนาจ
ง. ขาดเทคโนโลยี
เฉลย: ค.
เหตุผล: การบริหารแบบรวมศูนย์ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงพื้นที่
แนวคิดการจัดสรรงบประมาณการศึกษาที่เหมาะสมตามบทความคือข้อใด
ก. ให้โรงเรียนใหญ่ได้งบมากที่สุด
ข. แจกงบเท่ากันทุกโรงเรียน
ค. เพิ่มงบเฉพาะโรงเรียนเอกชน
ง. จัดสรรให้ผู้เรียนหรือผู้ปกครองเลือกโรงเรียนได้
เฉลย: ง.
เหตุผล: เป็นแนวคิดแบบ demand-driven เพื่อเพิ่มการแข่งขันเชิงคุณภาพ
การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กมีเป้าหมายสำคัญเพื่ออะไร
ก. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารและงบประมาณ
ข. ลดจำนวนครูทั้งหมด
ค. ปิดโรงเรียนในชนบท
ง. เพิ่มการแข่งขันสอบเข้า
เฉลย: ก.
เหตุผล: เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรไม่เพียงพอและบริหารให้มีประสิทธิภาพ
บทบาทสำคัญที่สุดของ “ครู” ตามบทความคือข้อใด
ก. ผู้ควบคุมวินัยนักเรียน
ข. ผู้อำนวยความสะดวกการเรียนรู้
ค. ผู้สอนตามตำราเท่านั้น
ง. ผู้ประเมินผลสอบ
เฉลย: ข.
เหตุผล: ครูต้องเป็น facilitator ไม่ใช่เพียงผู้ถ่ายทอดความรู้
เหตุผลที่ AI ยังไม่สามารถแทนครูได้คือข้อใด
ก. ค่าใช้จ่ายสูงเกินไป
ข. ใช้งานยาก
ค. ขาดความเป็นมนุษย์และปฏิสัมพันธ์
ง. ไม่มีข้อมูลเพียงพอ
เฉลย: ค.
เหตุผล: การเรียนรู้ต้องมีปฏิสัมพันธ์และการชี้นำทางอารมณ์
เป้าหมายการศึกษาที่ผู้บริหารต้องการเห็นคือข้อใด
ก. เน้นสอบเข้ามหาวิทยาลัยเท่านั้น
ข. เน้นการแข่งขันสูงสุด
ค. เน้นคะแนนสอบระดับชาติ
ง. เน้นแรงบันดาลใจและการเรียนรู้ตลอดชีวิต
เฉลย: ง.
เหตุผล: มุ่งพัฒนาผู้เรียนรอบด้าน ไม่ใช่เพียงผลสอบ
เหตุใดจึงควรให้ความสำคัญกับระดับโรงเรียนมากกว่ามหาวิทยาลัย
ก. เพราะเป็นฐานของคุณภาพการศึกษา
ข. เพราะมีงบประมาณมากกว่า
ค. เพราะไม่มีการแข่งขัน
ง. เพราะนักเรียนโตแล้ว
เฉลย: ก.
เหตุผล: คุณภาพการศึกษาถูกกำหนดจากพื้นฐานระดับโรงเรียน
แนวทางใดสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษาตามบทความมากที่สุด
ก. เพิ่มการท่องจำในห้องเรียน
ข. กระจายอำนาจ + ปรับงบ + ปรับโครงสร้างโรงเรียน
ค. เพิ่มจำนวนข้อสอบมาตรฐาน
ง. ลดบทบาทครูและใช้ AI แทนทั้งหมด
เฉลย: ข.
เหตุผล: เป็น 3 แกนหลักของการปฏิรูปที่บทความเสนอ (กระจายอำนาจ งบประมาณ และโครงสร้างโรงเรียน)