สมาชิกเข้าสู่ระบบ

วิกฤต คนไทยอาจเหลือ 33 ล้านคน อีก 60 ปีข้างหน้า

บรรดาผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ประชากรไทยมีแนวโน้มลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 33 ล้านคน รวมถึงวัยแรงงานจาก 46 ล้านคนในปัจจุบัน อาจเหลือเพียง 14 ล้านคนใน 60 ปีข้างหน้า น่าสนใจว่าจะกระทบเศรษฐกิจไทยในอนาคตมากน้อยเพียงใด 

จะเกิดอะไรขึ้น หากประชากรไทย “ลดลงครึ่งหนึ่ง” จากปัจจุบันภายใน 60 ปีข้างหน้า ซึ่งการคาดการณ์นี้มาจากคณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและเหล่าผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยที่มองว่า ภายในปี 2626 จำนวนประชากรไทยจะลดลงครึ่งหนึ่งเหลือ 33 ล้านคน และประชากรวัยแรงงาน จาก 46 ล้านคนในปัจจุบัน จะลดลงเหลือ 14 ล้านคน ปรากฏการณ์เหล่านี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในอนาคตด้านใดบ้าง 

@วัยแรงงานเหลือ 14 ล้านคนใน 60 ปี

จากข้อมูลของเหล่าคณาจารย์สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้เชี่ยวชาญงานวิจัย เกื้อ วงศ์บุญสิน, ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์, พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส, ภัทเรก ศรโชติ, พัชราวลัย วงศ์บุญสิน, เรียวรุ้ง ภักดี และภาสวิชญ์ เลิศวิไลรัตนพงศ์ ระบุว่า 

ทางทีมวิจัยทำการคาดการณ์ประชากรไทยด้วยโปรแกรมที่มีชื่อว่า “Spectrum” จากองค์กร Avenir Health ประเทศสหรัฐ ซึ่งสามารถคาดประมาณในอีก 100 ปีข้างหน้า โดยใช้สมมติฐาน 3 ประการดังนี้

1. เป็นการคาดประมาณประชากรจากปี 2566 ถึง 2626 (60 ปีข้างหน้า)

2. สมมติฐานอายุคาดเฉลี่ยประชากรหญิงและชาย จะใช้ข้อมูลจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ปี 2566 - 2593) และ World Population Prospect 2565 (ปี 2593 - 2626)

3. สมมติฐานอัตราภาวะเจริญพันธุ์ (จำนวนบุตรเฉลี่ยต่อผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์อายุ 15-49) โดยปี 2566 จะใช้ข้อมูลจริงที่ (เท่ากับ 1.16 คน) และจะปรับลดลงตามลำดับ โดยในปี 2593 จะปรับลดลงเหลือ 0.7 (ใกล้เคียงกับอัตราภาวะเจริญพันธุ์ของประเทศเกาหลีใต้ในปี 2565 ที่เท่ากับ 0.78) และในปี 2626 จะปรับลดลงเหลือ 0.5 

เมื่อกำหนดกรอบการศึกษา และทำการคาดการณ์ประชากรไทยในอีก 60 ปีข้างหน้าแล้ว จะพบว่า

1. จำนวนประชากรไทยทั้งประเทศจะลดลงจาก 66 ล้านคนในปี 2566 เหลือเพียง 33 ล้านคน ภายในปี 2626

2. จำนวนประชากรวัยแรงงาน (ช่วงอายุ 15 ถึง 64) จะลดลงจาก 46 ล้านคนในปี 2566 เหลือเพียง 14 ล้านคน ภายในปี 2626

3. จำนวนประชากรวัยเด็ก (ช่วงอายุ 0 ถึง 14) จะลดลงจาก 10 ล้านคนในปี 2566 เหลือเพียง 1 ล้านคน ภายในปี 2626

4. ประเทศไทยจะเต็มไปด้วยผู้สูงวัย (65 ปีขึ้นไป) เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนในปี 2566 ไปเป็น 18 ล้านคน ภายในปี 2626 โดยสัดส่วนประชากรสูงวัยจะมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ

 

@ประชากรลดฮวบ สะเทือน GDP ไทยอย่างไร

หากแนวโน้มประชากรไทยลดลงเหลือครึ่งหนึ่งและส่วนใหญ่กลายเป็น “ผู้สูงอายุ” ก็อาจส่งผลให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยนั้น “ร่วงลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” ถือเป็นหนึ่งในโจทย์ใหญ่ที่สุดของรัฐบาลสมัยต่อ ๆ ไป 

สำหรับ GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product เป็นการนับรายได้ที่เกิดขึ้นภายในไทย อันประกอบด้วย 4 เครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดังนี้ 

เครื่องยนต์ตัวที่ 1: C (Consumption) หมายถึง การบริโภคของภาคเอกชนและประชาชน โดยถ้าประเทศนั้นมีเด็กเกิดน้อยลง และประชากรผู้สูงอายุขยายตัวแทน อาจทำให้การบริโภคสินค้าโดยรวมลดลงได้ โดยผู้สูงอายุมีแนวโน้มทานอาหารนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอางลดลง และใช้จ่ายภายในบ้านและการรักษาพยาบาลมากขึ้น 

ดังจะเห็นได้จากเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยเติบโต รวมถึงศูนย์วิจัยเศรษฐกิจญี่ปุ่น (JCER) ยังคาดการณ์อีกว่า GDP ต่อหัวของประชากรญี่ปุ่นจะตามหลังเกาหลีใต้ภายในปี 2570 และตามหลังไต้หวันภายในปี 2571 จากการที่ชาวญี่ปุ่นมักชอบเก็บเงิน ไม่ค่อยใช้จ่าย อีกทั้งมีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกด้วย 

ขณะที่อินเดีย มีการเติบโตทางประชากรสูง โดยข้อมูลจากสหประชาชาติ (UN) ที่เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 เม.ย. ระบุว่า อินเดียพลิกขึ้นมามีประชากรมากที่สุดในโลกแซงหน้าจีนอย่างเป็นทางการแล้วที่ 1,428 ล้านคน และยังมีประชากรวัยหนุ่มสาวมากที่สุดในโลก 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก UN ระบุว่า ประมาณ 66% (กว่า 808 ล้านคน) ของประชากรทั้งประเทศอินเดีย มีอายุต่ำกว่า 35 ปี ซึ่งแรงงานวัยหนุ่มสาวที่ขยายตัวนี้จะเป็นผลดีต่อโรงงานของบริษัทต่างชาติ 

ดังจะเห็นได้จากบริษัทต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น Apple ผู้ผลิตมือถือ iPhone, Amazon ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยี, Micron บริษัทผลิตชิปประมวลผล, Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ฯลฯ ต่างเข้ามาลงทุนในอินเดีย โดยเฉพาะบริษัท Apple ได้ย้ายฐานบางส่วนจากจีนไปยังอินเดียแทน 

เครื่องยนต์ตัวที่ 2: I (Investment) คือ การลงทุนของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนจากต่างชาติ ตั้งฐานการผลิต ขยายสาขาธุรกิจมายังไทย ส่วนนี้มีแนวโน้มสอดคล้องกับ C (Consumption) เพราะถ้าประเทศนั้นมีการบริโภคภายในที่เติบโตเร็ว นักลงทุนอาจมองว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน แต่หากการบริโภคหดตัวแทน นักลงทุนอาจชะลอการลงทุนได้ และนำเงินไปลงทุนในประเทศที่เติบโตกว่าแทน 

เครื่องยนต์ตัวที่ 3: G (Government Spending) คือ การลงทุนจากภาครัฐ ไม่ว่าจากการอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ โครงการช้อปใช้สินค้า การขยายโครงสร้างพื้นฐาน ถนนหนทาง รถไฟฟ้า ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยกระตุ้นตัวเลข GDP ให้เพิ่มขึ้นได้ หากเครื่องยนต์ C และ I เริ่มชะลอตัวลง 

อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวจำเป็นต้องใช้งบประมาณรัฐจำนวนมาก และไม่อาจทำได้ตลอด ซึ่งหากอัดฉีดเงินมากเกินไปก็อาจเพิ่มภาระหนี้ที่ประเทศต้องแบกรับในอนาคตได้ โดยในปัจจุบัน ไทยมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP 31 มี.ค. 2566 อยู่ที่ 61.30% 

นอกจากนี้ ประชากรไทยที่มีแนวโน้มลดลง ยังทำให้ภาระรัฐบาลในการแบกรับสวัสดิการต่าง ๆ เช่น การประกันสุขภาพ เงินบำนาญ เพิ่มขึ้นตามมาด้วย 

เครื่องยนต์ตัวที่ 4: X-M (Export-Import) คือ มูลค่าการส่งออกสุทธิ ซึ่งมาจากยอดการส่งออกหักด้วยยอดการนำเข้าของประเทศ ซึ่งหากไทยขายของให้ต่างประเทศ “ได้มากกว่า” ซื้อของจากต่างประเทศ ก็จะทำให้ตัวเลข X-M นี้เป็นบวกได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าไทยซื้อของจากต่างประเทศมากกว่าส่งขายให้ต่างประเทศ ก็จะทำให้ตัวเลข X-M เป็นลบ 

ปัจจุบัน การส่งออกไทยแข่งขันสูงมากกับหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่ากับอินโดนีเซียที่มีประชากรมากที่สุดในอาเซียน เวียดนามที่มีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าจำนวนมากและประชากรใกล้แตะ 100 ล้านคนภายในปีนี้ และอินเดียซึ่งมีประชากรมากที่สุดในโลก ซึ่งหากประชากรส่วนใหญ่อยู่ในวัยแรงงาน ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นได้ 

ดังนั้น จากแนวโน้มประชากรไทยที่กำลังลดฮวบในอนาคตอันใกล้ จนอาจกลายเป็น “วิกฤติประชากร” จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลและภาคธุรกิจในการเตรียมรับมือ เพื่อให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั้ง 4 ตัวนี้ยังคงไปต่อได้

 

@เทรนด์สังคมสูงอายุในยักษ์เศรษฐกิจเอเชีย 

ในปัจจุบัน คำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” กำลังเป็นประเด็นสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อประชากรในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของเอเชียอย่างจีนและญี่ปุ่น ต่างมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน เช่น 

·      จีน  สถิติทางการจีนระบุว่า ในปี 2565 จำนวนประชากรทั้งประเทศลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 60 ปี นับตั้งแต่ปี 2504 มาอยู่ที่ 1,410 ล้านคน น้อยลง 850,000 คนจากสิ้นปี 2564 

ส่วนตัวเลขเด็กเกิดใหม่ เมื่อปี 2559 อยู่ที่ 17.9 ล้านคน จากนั้นตัวเลขนี้ก็ค่อย ๆ ปรับลดลงทุกปีอย่างรวดเร็ว กระทั่งเมื่อปี 2564 เด็กเกิดใหม่ในจีนลดลงมาอยู่ที่ 10.62 ล้านคน และล่าสุดปี 2565 ลงมาอยู่ที่ 9.56 ล้านคน ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2493 หรือในรอบ 73 ปี 

ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตในจีนค่อย ๆ ไต่ระดับขึ้นเล็กน้อย จากแนวโน้มสถิติดังกล่าวจะเห็นว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ประชากรจีนลดลงคือ “เด็กเกิดใหม่น้อยลง” 

ไมเคิล อี. โอแฮนลอน (Michael E. O’Hanlon) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยนโยบายต่างประเทศที่สถาบัน The Brookings Institution คาดการณ์ว่า ประชากรจีนซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่ด้านการบริโภคของโลก มีแนวโน้มต่ำกว่า 1 พันล้านคนภายในปี 2623 และอาจต่ำกว่า 800 ล้านคนภายในปี 2643 

·      ญี่ปุ่น  ข้อมูลทางการญี่ปุ่นระบุว่า เมื่อปี 2564 ประเทศมีอัตราการเกิดต่ำที่สุดในรอบ 122 ปี อยู่ที่  811,604 คน และมีผู้เสียชีวิต 1,439,809 คน ทำให้จำนวนประชากรโดยรวมลดลง 628,205 คน 

ยิ่งไปกว่านั้น สถาบันวิจัย the National Institute of Population and Social Security Research ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงสาธารณสุข แรงงาน และสวัสดิการของญี่ปุ่นคาดการณ์ว่า จากประชากรญี่ปุ่นในปัจจุบันที่ 124.77 ล้านคน จะมีจำนวนต่ำกว่า 100 ล้านคนภายในปี 2599 และอัตราการเกิดจะต่ำกว่า 500,000 คนภายในปี 2602 

·      เกาหลีใต้  ปัจจุบัน เกาหลีใต้กำลังเผชิญกับสังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวขึ้น โดยสำนักงานสถิติแห่งเกาหลีใต้ประเมินว่า ประชากรเกาหลีใต้อาจลดลงเป็น 37.65 ล้านคนภายในปี 2613 นับเป็นการลดลง 27% เมื่อเทียบกับปี 2563 และสัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจาก 17.5% เป็น 46.4% ภายในปี 2613 ซึ่งหมายความว่า ประชากรเกือบครึ่งหนึ่งของเกาหลีใต้ในเวลานั้น อาจเป็น “ผู้สูงอายุ” 

·      สิงคโปร์  เพื่อนบ้านอาเซียนของไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2560 แล้ว และรัฐมนตรีสาธารณสุขสิงคโปร์คาดการณ์ว่า ประเทศจะเข้าสู่ระดับสังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มที่ (Super-Aged Society) ที่มีสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากรทั้งประเทศภายในปี 2569 โดย 1 ใน 4 ของประชากรในเวลานั้นจะเป็นผู้สูงอายุ จากสัดส่วนเดิมอยู่ที่ 1 ใน 6 

@แนวทางรับมือประชากรหดตัว

เพื่อลดโอกาสเศรษฐกิจหดตัวในอนาคต รัฐบาลอาจจำเป็นต้องงัดมาตรการกระตุ้นให้ผู้คนมีลูกมากขึ้น จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของไทย เหตุผลสำคัญที่คนยุคปัจจุบันไม่ค่อยต้องการมีลูก คือ ภาระค่าครองชีพที่สูง และการทำมาหากินลำบาก โดยค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงลูก 1 คน ต้องใช้เงินประมาณ 500,000- 2,000,000 บาท/คน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแต่ละครอบครัว 

ดังนั้น ถ้ารัฐสามารถสนับสนุนด้านเงินในการเลี้ยงดูลูก ยิ่งมีลูกมากขึ้นก็ยิ่งได้เงินรางวัลเพิ่มขึ้น เพิ่มระยะเวลาลาคลอดและดูแลลูกโดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงที่จะถูกไล่ออก พร้อมลดภาระเล่าเรียนหนังสือ ก็อาจช่วยกระตุ้นให้ประชาชนต้องการมีลูกมากขึ้นได้ 

นอกจากนี้ การใช้เวลาร่วมกับครอบครัวมากขึ้น ยังช่วยเพิ่มโอกาสมีลูกมากขึ้นได้ โดยเอริน ฮเย วอน คิม (Erin Hye Won Kim) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประชากรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Seoul เกาหลีใต้มองว่า ผู้หญิงในปัจจุบันมีเวลาว่างน้อยกว่าผู้ชาย เพราะใช้เวลาไปกับการทำงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้าง 

ขณะเดียวกัน คิมค้นพบว่า อัตราการเกิดจะเพิ่มขึ้นเมื่อผู้ชายช่วยงานที่บ้านมากขึ้น โดยเธอศึกษาพบว่า เมื่อสามีทำงานบ้านมากกว่า 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มโอกาสการมีลูกคนที่ 2 มากขึ้น 

อ้างอิง: เกื้อ วงศ์บุญสิน, ปิยะชาติ ภิรมย์สวัสดิ์, พัฒนาพร ฉัตรจุฑามาส, ภัทเรก ศรโชติ, พัชราวลัย วงศ์บุญสิน, เรียวรุ้ง ภักดี และภาสวิชญ์ เลิศวิไลรัตนพงศ์ 

 

ที่มา ; Blockdit

เกี่ยวข้องกัน

วาระแห่งชาติ 'ปัญหาเด็กเกิดน้อย' เรื่องของคนอื่น แต่กระทบโครงสร้างการพัฒนาประเทศ 

สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย , สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ , กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , กระทรวงสาธารณสุข , กระทรวงแรงงาน , สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ และ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ จัดเวทีสนทนานโยบายสาธารณะ (Policy Dialogue) ครั้งที่ 4 ในหัวข้อเรื่อง “เมื่อไทยเข้าสู่สังคมเด็กเกิดน้อย : ปัญหาและทางออก” ผลักดันเป็นวาระแห่งชาติ 

จากที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2566 ที่ผ่านมา นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้วีดีโอคอล ชี้แจงถึงนโยบายการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุและอัตราเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลง ช่วงหนึ่งว่า ใน 12-13 เรื่องที่ได้นำเสนอและจะประกาศเป็นนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข คือ ปัญหาเด็กแรกเกิด ปัญหาการดูแลเด็กเล็ก โดยเฉพาะการให้นมบุตรอย่างน้อยตั้งแต่ 0-6 เดือน ซึ่งปัญหาที่พบคือ โครงสร้างประชากรของคนไทยขณะนี้เกิดการบิดเบี้ยว ประชากรเข้าสู่วัยผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 20 ขณะที่อัตราการเกิดใหม่น้อยมาก โดยอัตราเกิดที่เหมาะสมคือ 2.1 คนต่อประชากร 100,000 คน แต่ปัจจุบันพบว่าอัตราเกิดอยู่ที่ 1.6 คนต่อประชากร 100,000 คน หมายความว่าใน 1 ปีมีจำนวนการเกิดที่น้อยกว่า 50,000-60,000 คน ดังนั้นจากความคิดที่ว่าลูกมากจะยากจน ต้องเอาออกจากสมองคนไทย ทำให้คนไทยไม่อยากมีบุตร โดยเฉพาะคนที่พื้นฐานการศึกษาที่ดี หรือกลุ่มคนที่มีฐานเศรษฐกิจรองรับ จึงเป็นปัญหาต่อการพัฒนาและการแข่งขันระดับประเทศ หากไม่เพิ่มฐานประชากร ในฐานะกระทรวงสาธารณสุขที่ดูแลเกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ จึงอยากจะผลักดันเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ  

นางวรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ขยายถึงโครงสร้างประชากร ปัญหา โอกาส ที่บ่งชี้ผลกระทบหากเด็กเกิดน้อยว่า เนื่องจากโครงสร้างประชากรไทยมีการเปลี่ยนแปลง ในปี2566 ที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ แต่คนมักเข้าใจผิดว่าเป็นสังคมสำหรับผู้สูงอายุ แต่ในความจริงเป็นสังคมสำหรับทุกช่วงวัย เพียงแต่สัดส่วนประชากรแต่ละช่วงวัยเปลี่ยนไป แบ่งเป็นผู้สูงวัย 20% วัยเด็กจำนวน 16% และวัยแรงงาน 63% แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้าไทยจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด จะมีผู้สูงอายุมากถึง 28% วัยแรงงานจะลดลงเหลือเพียง 57% และวัยเด็ก 14% และในอีก 7 ปีข้างหน้าผู้สูงอายุอาจจะเพิ่มจำนวนถึง 1 ใน 3 ของประเทศ และวัยเด็กที่เกิดขึ้นลดลงเหลือเพียง 12% ในเชิงพื้นที่ยังพบว่าอัตราการเจริญพันธุ์รวมยอด(TFR ) กำหนดอยู่ที่ 1.6 คน แต่ในกรุงเทพฯและปริมณฑลมีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำสุด 

วรวรรณ กล่าวต่อว่า จากโครงสร้างประชากรดังกล่าว ปัจจุบันมีจำนวนประชากรไทยประมาณ 66 ล้านคน เมื่อเทียบการเกิดของเด็กในพ.ศ. 2508 มีอัตราเกิดอยู่ที่ปีละ 6 คน แต่ตอนนี้อัตราเกิดอยู่ที่ปีละ 1 คนกว่า และได้มีการคาดประมาณการไว้ว่าเด็กประถมวัยจะลดจำนวนลง โดยในปีพ.ศ. 2566 มีเด็กประถมวัย 0-6 ปี จำนวน 4.3 ล้านคน แต่ในปีพ.ศ. 2583 จะเหลือเพียง 3.1 ล้านคน ในขณะที่ปีพ.ศ. 2564 อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดประมาณ 2,700 คน คิดเป็น 5.2 คนต่อทารกแรกเกิดมีชีพ 1,000 คน หรือตายก่อนวัยอันควรด้วยอุบัติเหตุและจมน้ำกว่า 1,200 คน อีกสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ ขนาดครอบครัว เพราะขนาดครอบครัวที่มีเพียงสามี-ภรรยา และไม่มีลูกเพิ่มขึ้น 20% ส่วนครอบครัวแบบพ่อแม่-ลูกลดลงเหลือ 52% และเด็กที่อยู่ในครัวเรือนยากจนมีถึง 3.5 แสนคน ทางด้านโภชนาการที่เด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือนได้รับนมแม่อยู่ที่ 28.6% จึงทำให้เด็กโตสมวัยตั้งแต่ 0-5 ปีมีเพียง 73% เท่านั้น  

ส่วนสถานที่เอื้ออำนวยต่อการดูแลเด็ก พบว่าสถานรับเลี้ยงเด็กที่เป็นศูนย์เด็กเล็กอายุ 0-2 ปี ยังคงมีเพียงแค่การนำร่องแห่งเดียวเท่านั้น ส่วนสถานรับเลี้ยงเด็กตั้งแต่อายุ 3 ปีขึ้นไปมีประมาณ 52,000 แห่ง ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเพียง 76% 

ความท้าทายต่อการแก้ปัญหาเด็กเกิดน้อย วรวรรณ แสดงความเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทัศนคติ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เพราะการมีบุตรสำหรับคน Gen X และ Y คือเป้าหมายในชีวิตลำดับท้าย ทั้งนี้การกำหนดนโยบายการมีบุตร อาจจะต้องศึกษานโยบายในประเทศ ที่เคยมีการกำหนดนโยบายแต่ไม่ประสบความสำเร็จ อาทิ เกาหลีใต้ สิงคโปร์ สเปน และญี่ปุ่น อีกส่วนที่ท้าทายมากคือ การคลังของประเทศ ที่จัดเก็บภาษีรายได้น้อยลงเนื่องจากวัยแรงงานในอนาคตลดลง  

ควรปัญหามองเด็กเกิดน้อยให้เป็นโอกาส วรวรรณ กล่าวว่า ในเรื่องงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกที่ลดลงเนื่องจากจำนวนเด็กเกิดลดลง สามารถนำไปบริหารการศึกษาในด้านอื่นๆได้ เป็นไปได้ว่าแรงงานอาจจะน้อยลง จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนกระบวนทำงานด้วยนำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีมาปรับใช้ และเป็นโอกาสที่จะรักษาจำนวนประชากรในระดับที่เหมาะสม ต่อการพัฒนาประเทศ ลดปัญหาการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

ด้านนางสาวอภิญญา ชมภูมาศ อธิบดีกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ผลกระทบเด็กเกิดน้อย ในเชิงภาพรวมของสังคม นอกจากในสังคมจะมีคำว่าเด็กเกิดน้อย ยังมีคำว่าเด็กด้อยคุณภาพ เนื่องจากเด็กที่เกิดในสภาวะของครอบครัวที่ไม่พร้อม การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้ได้มีการดำเนินการส่งเสริมเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด โดยมีผู้ลงทะเบียนประมาณ 3.2 ล้านคน ผู็ที่ได้รับเงินอุดหนุนอยู่ 2.3 ล้านคน โดยเป็นครอบครัวที่รายได้ต่ำกว่า 100,000 บาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสำหรับคุณแม่วัยใส โครงการส่งเสริมการให้นมบุตรต่างๆ แต่ทางออกของปัญหาเด็กเกิดน้อยนี้ต้องร่วมมือกัน ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง โดยได้มีการหารือการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า ซึ่งได้รับการลงมติไปเมื่อ 2-3 เดือนที่แล้ว จึงคิดว่าอาจจะเป็นอีกแรงจูงในการมีลูก คลายความกังวลเรื่องภาระการเลี้ยงลูก

เด็กเกิดน้อย ผลกระทบต่อแรงงานในอนาคต นายนันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวง กระทรวงแรงงาน กล่าวว่า พยายามเรียกร้องให้ผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการมีบุตรเพิ่มขึ้น ผ่านการผลักดันการสนับสนุนด้านเงินสงเคราะห์บุตรที่จะได้รับ 800 บาทต่อเดือน ตั้งแต่อายุ 0-6 ปี รวมไปถึงสิทธิรับค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์ หรือการลาเพื่อคลอดบุตรกำหนดจำนวนวันลาเป็น 98 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนซึ่งประกันสังคมจ่าย 50% ของจำนวนวันลา 98 วัน แต่ตามกฎหมายขณะนี้ยังจ่าย 50% ของ 90 วันอยู่ แต่ในขณะนี้อาจจะต้องมีการพูดคุยเพราะนายจ้างยังจ่าย ทั้งนี้อีกสิ่งที่ต้องเร่งศึกษาและเสนอแนะเพิ่มเติมต่อกระทรวงฯ คือ สิทธิรับเงินสนับสนุนในภาวะมีบุตรยากในอนาคต 

นอกจากนี้ยังพยายามที่จะผลักดันให้มีศูนย์เด็กเล็กในสถานประกอบการขนาดใหญ่ ที่มีมากถึง 500,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีศูนย์เด็กเล็กเพียง 102 แห่ง ลดจำนวนลงเพราะไม่มีมีการเด็กเกิด และขณะเดียวกันผู้ประกอบการไทยยังส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวมีลูก เพราะเป็นแรงงานมีฝีมือที่ขาดไม่ได้ มีศูนย์เด็กเล็ก มีพี่เลี้ยง มีครูให้การศึกษารองรับ ให้ที่พักสำหรับครอบครัว เพื่อให้แรงงานอยู่กับนายจ้างอย่างมีความสุข กลับกันกับไม่ได้มีการจูงใจให้แรงงานไทยมีลูก อาจจะด้วยปัจจัยที่คนไทยมีที่พักในประเทศ หรือมีโรงเรียนรองรับการศึกษาตามสิทธิอยู่แล้ว ” นันทชัย กล่าว 

 

นันทชัย กล่าวอีกว่า ในอนาคตหากไม่มีการเร่งหาทางออกอาจจะทำให้ประกันสังคม ที่มีคนจ่ายเงินน้อยกว่าคนใช้เงิน หากเกษียณและส่งเงินเดือนสุดท้ายแก่ประกันสังคม จะได้รับเงินบำนาญ 50% จากที่นำส่งประกันสังคม ทั้งนี้ได้มีการหารือเกี่ยวกับเกษียณอายุที่อาจจะขยายจาก 55 ปี หรือไม่ได้ทำงานในการรับเงินบำนาญ เป็น 60 ปี เพราะคนวัยนี้ก็ยังแข็งแรงและทำงานได้ ก็อาจจะรับเงินบำนาญได้ที่อายุ 65 ปีเป็นต้น 

 

ที่มา ; ไทยโพสต์ กันยายน 2566 

เกี่ยวข้องกัน

ฝากความหวัง กลุ่ม Gen X-Y 'มีลูกเพื่อชาติ' สร้างรากฐานประชากร 

ปัญหา “เด็กเกิดน้อย” ในปัจจุบัน ได้จุดประเด็นให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในกระแสสังคมเป็นวงกว้าง  เพราะไม่ได้มีผลกระทบในแง่ประชากรไทยจะลดลงในอนาคตเท่านั้น แต่ยังมีผลไปถึงการพัฒนาประเทศ เพราะเกี่ยวข้องกับการขาดแคลนแรงงาน การจัดเก็บรายได้เข้ารัฐ การบริหารจัดการงบประมาณของประเทศ เพราะอีกด้านหนึ่งของเด็กที่เกิดน้อยลง หมายความว่าจะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นซึ่งจะเป็นภาระงบประมาณอย่างหนักหน่วงในการดูแล  จึงเป็นที่มาของนโยโบายส่งเสริมการมีบุตร  1 ในแนวทางการขับเคลื่อน 12 นโยบายของทางกระทรวงสาธารณสุข นำโดยนพ.ชลน่าน ศรีแก้ว รมว.สาธารณสุข เพราะไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์แล้ว ดังนั้นเพื่อเพิ่มฐานประชากร รองรับการแข่งขันและการพัฒนาประเทศ จึงจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้ประชากรไทยมีบุตร โดยเฉพาะความหวังที่ฝากไว้กับกลุ่มคน Gen X ที่มีอายุระหว่าง 38-53 ปี และกลุ่มคน Gen Y ที่มีอายุระหว่าง 21-37 ปี   

ในขณะที่คนกลุ่มGen X  และ Gen Y มีแนวโน้มวางแผนเป้าหมายชีวิตสำหรับการมีบุตรไว้เป็นลำดับท้ายๆ เพราะค่านิยมสมัยใหม่ที่มีการแต่งงานช้าลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น โดยรายงานวิจัย การส่งเสริมการมีบุตรผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานและการสร้างครอบที่มีคุณภาพ 2559 ระบุว่า เป้าหมายสำหรับคนทั้งสอง Gen นี้ ลับดับที่1 คือ ความมั่นคงทางการเงิน ลำดับที่ 2 ความก้าวหน้าในการงาน ลำดับที่ 3 ได้ใช้ชีวิตอิสระ ลำดับที่ 4 ดูแลพ่อแม่ และลำดับที่ 5 คือ การแต่งงานและมีลูก 

 

นอกจากนี้เหตุผลที่กระตุ้นให้ความอยากมีลูกลดลงอีก คือ ภาระทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นภาระระหว่างการตั้งครรภ์ ค่าเลี้ยงดูในแต่ละช่วงวัย หรือบางคนอาจมีภาระทางการแค่พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ความสัมพันธ์กับคู่รัก การมีลูกอาจจะนำมาซึ่งความเครียด ความกดดันทางสังคม ในยุคนี้การแข่งขันทางด้านการเรียนการงานสูง หรือความปรารถนาส่วนบุคคลที่อาจจะชอบหรือไม่ชอบการมีลูก เป็นต้น 

ดังนั้นปัญหาเด็กเกิดน้อย จึงน่าชวนให้ขบคิดว่าต้นตอที่ทำให้ประชากรอยากมีลูกลดลงเพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล หรือเพราะภาพรวมทางเศรษฐกิจไม่เอื้อให้อยากมีลูก…หากย้อนกลับไปเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว ประเทศไทยเผชิญปัญหาประชากรมีลูกเยอะ จนเกิดวาทกรรมว่า “ลูกมากจะยากจน” ซึ่งในช่วงนั้นมีการส่งเสริมการคุมกำเนิดต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหา กลับตาลปัตรกับในยุคนี้ที่ต้อง “มีลูกเพื่อชาติ” กระตุ้นให้คนรุ้นใหม่อยากอยากมีลูกเพิ่มขึ้น ที่การแก้ปัญหายากกว่าเดิม 

แม้ว่าภาครัฐจะมีการสนับสนุนประชาชนที่มีบุตร ได้มีโครงการอุดหนุนเงินเด็กแรกเกิดจำนวน 600 บาทต่อเดือน สำหรับเด็กแรกเกิด 0-6 ปี เพื่อโอนเข้าสู่บัญชีผู้มีสิทธิ์กว่า 2,254,000 คน 

ส่วนผู้ใช้สิทธิประกันสังคม เมื่อคลอดบุตรแล้วสามารถใช้สิทธิในการรับเงินสงเคราะห์บุตรเดือนละ 800 บาท  สำหรับเด็กแรกเกิด 0-6 ปี ซึ่งในส่วนของภาครัฐอาจจะต้องหาตัวเลือกหรือแรงจูงใจที่เพิ่มขึ้น

นพ.ประทีป ธนกิจเจริญ เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า โครงสร้างประชากรของประเทศไทยที่เปลี่ยนแปลงไปคนในปัจจุบันกลับไม่ต้องการมีบุตร ส่งผลให้เด็กเกิดน้อย ในอนาคตประเด็นสำคัญในเรื่องนี้คือ การสร้างระบบรองรับ เพื่อให้การเกิดไม่เป็นภาระของครอบครัว และช่วยให้พ่อแม่มีความมั่นใจว่าเมื่อลูกเกิดมาแล้วจะมีความปลอดภัย เจริญเติบโตในประเทศนี้ได้อย่างมั่นคง เพื่อไม่กระทบจ่อปัญหาทั้งด้านแรงงาน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การแบกรับสังคมสูงวัย ฯลฯ 

ในมุมโครงสร้างประชากรไทยในปัจจุบัน วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้มีจำนวนประชากรไทยประมาณ 66 ล้านคน หากเทียบการเกิดของเด็กในปี พ.ศ. 2508 มีอัตราเกิดอยู่ที่ปีละ 6 คน แต่ตอนนี้อัตราเกิดอยู่ที่ปีละ 1 คนกว่า จึงได้มีการคาดประมาณไว้ว่าเด็กประถมวัยจะลดจำนวนลงในปีพ.ศ. 2566 มีเด็กประถมวัย 0-6 ปี จำนวน 4.3 ล้านคน  แต่ในปีพ.ศ. 2583 จะเหลือเพียง 3.1 ล้านคน ในขณะที่ปีพ.ศ. 2564 อัตราการเสียชีวิตของทารกแรกเกิดประมาณ 2,700 คน คิดเป็น 5.2 คนต่อทารกแรกเกิดมีชีพ 1,000 คน หรือตายก่อนวัยอันควรด้วยอุบัติเหตุและจมน้ำกว่า 1,200 คน  อีกสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ ขนาดครอบครัว เพราะขนาดครอบครัวที่มีเพียงสามี-ภรรยา และไม่มีลูกเพิ่มขึ้น 20% ส่วนครอบครัวแบบพ่อแม่-ลูกลดลงเหลือ 52% และเด็กที่อยู่ในครัวเรือนยากจนมีถึง 3.5 แสนคน 

น.ส.วรวรรณ กล่าวต่อว่า ความท้าทายในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือ การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของ Generation ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรและโครงสร้างครอบครัว โดยในอนาคตประชากรรุ่นใหม่จะเพิ่มมากขึ้น มีค่านิยมแต่งงานช้าลง อยู่เป็นโสดมากขึ้น ที่สำคัญคือการมีลูกไม่ใช่เป้าหมายลำดับต้นๆ ของคนรุ่นใหม่ ส่งผลต่ออัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงในอนาคต และในอนาคตมีแนวโน้มที่ประชากรรุ่นใหม่จะเป็นผู้สูงอายุที่อยู่ลำพัง ไม่มีบุตรหลานพึ่งพิง 

นพ.โอฬาริก มุสิกวงศ์ ผู้อำนวยการกองมารดาและทารก กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ต้องเริ่มมองถึงต้นตอของปัญหาเด็กเกิดน้อยว่าเป็นของใคร เพราะบางคนมีมุมมองในเชิงนโยบาย ก็ต้องเป็นปัญหาของภาครัฐ แต่ในมุมของแพทย์แบ่งกลุ่ม 3 กลุ่ม

1.กลุ่มไม่อยากมีลูก

2.กลุ่มมีบุตรยาก ในช่วงหลายปี มีการเสนอสิทธิประโยชน์ สามารถเบิกจ่ายได้ อยู่ในระหว่างการพิจารณา

3.กลุ่มก้ำกลึงว่าจะมีหรือไม่มีลูกดี โดยรัฐอาจจะช่วยเรื่องเงินอุดหนุน เพราะบางทีเงินอุดหนุนที่รัฐจ่ายให้อาจจะไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดู หรือการสนับสนุนเรื่องวันลาอย่างในประเทศสวีเดนลาได้ 1 ปีครึ่ง หรือศูนย์เด็กเล็กคุณภาพ อย่างในประเทศญี่ปุ่นมีศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ เพราะการมีคนช่วยดูแลที่ดีเป็นแรงจูงใจให้ประชากรอยากมีลูกได้เอง ซึ่งในหลายจังหวัดมีการแข่งขันการสร้างศูนย์เด็กเล็กที่มีคุณภาพ หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในประเทศไทยอาจจะเป็นแรงจูงใจที่สำคัญ  แต่สุดท้ายเราไม่สามารถเปลี่ยนใจใครได้หากคนผู้นั้นไม่อยากมีลูกด้าน ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กล่าวเสริมว่า การเพิ่มจำนวนการเกิดนี้ อาจต้องมองในหลายมิติเพิ่มเติมการเพิ่มจำนวนการเกิดจากผู้ที่มีความพร้อมหรือจากคนไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะกระทบต่อ GDP และความมั่นคงของประเทศในภาพรวม การให้ความสำคัญกับทุกการเกิดในประเทศ หรือการนำเข้าแรงงานที่มีศักยภาพสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่รับมือกับปัญหาได้เร็วกว่า และไม่ว่าจะเลือกมาตรการใดเป็นมาตรการหลัก รัฐบาลควรเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความครอบคลุม เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  ตลอดจนร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยข้อเสนอดังกล่าวได้นำมากำหนดเป็นมาตรการทางเลือกให้กับรัฐบาลต่อไป 

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานการจัดสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 17-18 พ.ศ.2567-2568 แสดงความเห็นว่า ทางออกของปัญหาเด็กเกิดน้อยคือการร่วมมือกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน  มีการทำวิจัยที่ครอบคลุมความซับซ้อนของปัญหาเด็กเกิดน้อยที่จะต้องเร่งดำเนินการภายใน 3-5 ปี และในขณะนี้ประเทศไทย GDP ต่อประชากรอยู่อันดับที่ 70 จากทั้งหมด 190 ประเทศ ซึ่งในประเทศที่อยู่ในอันที่ 1-69 มีเพียง 10% ที่มีประชากรสูงกว่าประเทศไทย อีก 90% ของประเทศที่มี GDP สูง เป็นประเทศที่มีคนน้อยกว่าไทย ดังนั้นเมื่อมองปัญหาเด็กเกิดน้อย จะต้องไม่เน้นที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นที่คุณภาพด้วย และคาดว่าอีก 20 ปี ลำบากแน่หากเด็กยังเกิดน้อยอยู่ 

ด้าน ดร.นพ.บุญฤทธิ์ สุขรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กล่าวเสริมว่า การเพิ่มจำนวนการเกิดนี้ อาจต้องมองในหลายมิติเพิ่มเติมการเพิ่มจำนวนการเกิดจากผู้ที่มีความพร้อมหรือจากคนไทยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันต่อการรับมือกับปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งจะกระทบต่อ GDP และความมั่นคงของประเทศในภาพรวม การให้ความสำคัญกับทุกการเกิดในประเทศ หรือการนำเข้าแรงงานที่มีศักยภาพสูงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่รับมือกับปัญหาได้เร็วกว่า และไม่ว่าจะเลือกมาตรการใดเป็นมาตรการหลัก รัฐบาลควรเป็นผู้ลงทุน เพื่อให้เกิดความครอบคลุม เท่าเทียม ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง  ตลอดจนร่วมกันจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ตรงกับความต้องการของประชาชน โดยข้อเสนอดังกล่าวได้นำมากำหนดเป็นมาตรการทางเลือกให้กับรัฐบาลต่อไป 

ดร.สัมพันธ์ ศิลปนาฎ ประธานการจัดสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 17-18 พ.ศ.2567-2568 แสดงความเห็นว่า ทางออกของปัญหาเด็กเกิดน้อยคือการร่วมมือกันทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐและเอกชน  มีการทำวิจัยที่ครอบคลุมความซับซ้อนของปัญหาเด็กเกิดน้อยที่จะต้องเร่งดำเนินการภายใน 3-5 ปี และในขณะนี้ประเทศไทย GDP ต่อประชากรอยู่อันดับที่ 70 จากทั้งหมด 190 ประเทศ ซึ่งในประเทศที่อยู่ในอันที่ 1-69 มีเพียง 10% ที่มีประชากรสูงกว่าประเทศไทย อีก 90% ของประเทศที่มี GDP สูง เป็นประเทศที่มีคนน้อยกว่าไทย ดังนั้นเมื่อมองปัญหาเด็กเกิดน้อย จะต้องไม่เน้นที่ปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเน้นที่คุณภาพด้วย และคาดว่าอีก 20 ปี ลำบากแน่หากเด็กยังเกิดน้อยอยู่ 

ที่มา ; ไทยโพสต์ออนไลน์  26 กันยายน 2566

เกี่ยวข้องกัน

ไทยต้องกางแผนรับมือ'สึนามิผู้สูงอายุ  

ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งที่ต้องเร่งขับเคลื่อนคือการจัดการกับสถานการณ์สังคมสูงวัย ทั้งด้านสังคม สุขภาพ และที่อยู่อาศัย ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของสังคมสูงวัย บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS จึงได้จัดเวทีเสวนา “การมีสุขภาพที่ดีอย่างยืนยาว (A Road to Lifelong Well-Being)” เนื่องจากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรโลกอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยอัตราการเกิดที่ลดลง สวนทางกับจำนวนประชากรที่มีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้ขนาดของกลุ่มผู้สูงอายุมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการวางรากฐานจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการเสวนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานการประชุมวิชาการประจำปี 2566 (BDMS ACADEMIC ANNUAL MEETING 2023) ภายใต้แนวคิด A Road to Lifelong Well-Being (เส้นทางสู่การมีสุขภาพดีอย่างยืนยาว) ที่จัดขึ้นตั้งแต่วันนี้- ถึง 3 พฤศจิกายน 2566

ดร.นพ.ภูษิต ประคองสาย เลขาธิการมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) กล่าวว่า จากข้อมูลโครงสร้างประชากรไทยปีพ.ศ.2448-2483 ในภาพรวมอัตราเด็กเกิดใหม่มีจำนวนที่สูงถึง 22% หรือประมาณ 14 ล้านคน  มากกว่าจำนวนผู้สูงอายุที่มีประมาณ 10% หรือ 6.76 ล้านคน แต่ในปี 2566 จะมีผู้สูงอายุมากถึง 20% หรือประมาณ 13.5 ล้านคน ในขณะที่อัตราเด็กเกิดใหม่ลดลงอยู่ที่ 16.22% หรือประมาณ 10 ล้านคน  เรียกได้ว่าเป็นสึนามิผู้สูงอายุ เพราะตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป จะมีผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นปีละ 1 ล้านคนต่อไปเรื่อยๆ ทำให้ฐานโครงสร้างประชากรไทยก็จะกลายเป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ และคาดการณ์สัดส่วนผู้สูงอายุในปีพ.ศ.2576 ที่อายุ 60 ปีขึ้นไปจะจำนวน เกิน 28% และในปีพ.ศ. 2583 จะมีผู้สูงอายุเกินถึง 31%   

ดร.นพ.ภูษิต กล่าวต่อว่า นอกจากสถานการณ์จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้น ยังมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต โดยสัดส่วนของผู้สูงอายุที่ต้องอยู่คนเดียวเพิ่มมากขึ้นจากปีพ.ศ. 2537 ประมาณ 3.6% ในปีพ.ศ.2564 พุ่งสูงขึ้นถึง 12% หรือผู้สูงอายุที่ต้องอยู่กันเองในปีพ.ศ.2564 มีสัดส่วนอยู่ที่ 24% เพิ่มขึ้นจากปีพ.ศ.2545 ถึง 7%

ทั้งนี้ในเรื่องความมั่นคงทางด้านรายได้ของผู้สูงอายุ จากการศึกษาพบว่าในปีพ.ศ.2565 ผู้สูงอายุจะได้รับรายได้จากลูกหลานกว่า 58% ซึ่งมีสัดส่วนที่ลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในปัจจุบันมีผู้สูงอายุประมาณ 33% พึ่งพารายรับจากลูกหลาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้สูงอายุที่ต้องพึ่งเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุประมาณ 19-20% และผู้สูงอายุในช่วงวัยต้น 60-69 ปี  50% ยังคงทำงานอยู่  อีกสิ่งที่มีความกังวลที่สุดคือ การออม เพราะจากการสำรวจพบว่าผู้สูงอายุ 45.7% ไม่มีเงินออม และยังมีภาระหนี้สิน ในขณะเดียวกันผู้สูงอายุ 54.3% เป็นกลุ่มที่มีเงินออมแต่น้อยกว่า 50,000 บาท ถึง 41.4% 

แผนรองรับสถานการณ์สังคมสูงวัย ดร.นพ.ภูษิต แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในการรับมือกับสังคมผู้สูงอายุ เพราะมีการจ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ ซึ่งขณะนี้รัฐก็มีข้อถกเถียงถึงจำนวนเบี้ยผู้สูงอายุว่าควรอยู่จำนวนเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอและเหมาะสม หรืออาจจะปรับในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย แต่ก็ต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบความยากจนที่ละเอียดด้วยเช่นกัน หรือการเกษียณอายุทำงานที่เอกชนหลายๆแห่งมีการกำหนดอายุที่ 65 ปี แต่ข้าราชการยังกำหนดอยู่ที่ 60 ปี อาจจะต้องมีการหาลือในการปรับเปลี่ยนอายุเกษียณของราชการ หากในวัย 60 ปี ยังมีศักยภาพที่จะทำงานต่อได้ 

แต่สิ่งสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้ผู้สูงอายุมีความมั่นคงทางรายได้ หรือมีแนวคิดในการวางแผนด้านการเงิน ดังนั้นจึงต้องปลูกฝังตั้งแต่วัยทำงานให้คิดถึงการออมเงิน  ในส่วนของระบบการดูแลผู้สูงอายุต้องแบ่งเป็นกลุ่มที่สุขภาพแข็งแรง และกลุ่มติดบ้านติดเตียง ขณะนี้ มีระบบการดูแลระยะยาว(Long–term care) ที่บางจังหวัดได้จัดทำขึ้นเป็นศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน โดยมีอาสาที่เป็นนักบริบาล นักกายภาพบำบัด  ซึ่งจำเป็นที่จะต้องพัฒนาระบบในให้ครอบคลุมเข้าถึงผู้สูงอายุที่มีความจำเป็นได้รับการรักษาที่บ้าน ที่ต้องอาศัยความมีส่วนร่วมทั้งจากภาครัฐ ท้องถิ่นและชุมชน

 

อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถตั้งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุกว่า 10 ล้านคนได้ทั้งหมด อีกทั้งบ้านพักหรือสถานสงเคราะห์คนชราหลายๆ แห่งจึงเต็ม ทำให้สภาพแวดล้อมอาจจะไม่เอื้ออำนวยเพราะด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่แออัด ดังนั้นครอบครัวหรือชุมชนจะต้องมีการพัฒนาศักยภาพเพื่อดูแลผู้สูงอายุ เพื่อให้บั้นปลายได้ใช้ชีวิตอยู่บ้าน เพราะนี่คือความปรารถนาของผู้สูงอายุหลายๆคน ซึ่งเป็นเป้าหมายในการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ผู้สูงวัยอยู่ในถิ่นที่อยู่เดิม” ดร.นพ.ภูษิต กล่าว  

ดร.นพ.ภูษิต กล่าวเสริมว่า นอกจากนี้ในแผนนโยบายสำหรับผู้สูงอายุ นอกจากแผนผู้สูงอายุแห่งชาติ ไทยยังได้เข้าร่วมการประชุมแผนปฏิบัติการระหว่างประเทศมาดริดว่า ด้วยผู้สูงอายุ (MIPAA) ที่มีแนวปฏิบัติการยกระดับ และการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ  ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพ ส่งเสริมสุขภาพและสุขภาวะ การจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและ ปลอดภัย เป็นต้น  และทางสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้ขับเคลื่อนแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาว (พ.ศ.2565-2580) โดยเน้นหลักของการเกิดดี อยู่ดี แก่ดี ซึ่งเป็นการสร้างสุขภาวะเพื่อลดการตายก่อนวัยอันควร และมีระบบการดูแลระยะยาวและช่วงท้ายของชีวิต 

ด้านปัญหาโรคภัยในช่วงสูงวัย  ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ผู้สูงอายุไม่ใช่เพียงแค่กลุ่มคนที่มีหนังเหี่ยวย่น แต่สิ่งที่มีลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุแตกต่างจากผู้ป่วยทั่วไป เรียกว่า R-A-M-P-S โดย

·      R คือ reduced body reserve:พลังสำรองร่างกายลดลง,

·      A คือ Atypical presentation: อาการแสดงที่ไม่แน่นอน,

·      M คือ Multiple pathology:มีหลายโรคในเวลาเดียวกัน,

·      P คือ Polypharmacy: ได้รับยาหลายชนิด และ  

·      S คือ Social adversity: ปัญหาด้านสังคม 

ในส่วนของความชุกของโรคเรื้อรังในผู้สูงอายุโดยการวินิจฉัยของแพทย์ ในปีพ.ศ.2551-2552 เป็นกลุ่มโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อัมพฤกษ์ /อัมพาต โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ไตวายเรื้อรัง 

ขณะที่ ผลสำรวจในปีพ.ศ.2553 ของธนาคารโลก พบว่าโรคในผู้สูงอายุ 60 ปี สูงที่สุดคือ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ สโตรก รองลงมาคือมะเร็ง โรคทางเดินหายใจ  กล้ามเนื้อหรือกระดูกพรุน เป็นต้น   ซึ่งในการตรวจรักษาผู้สูงอายุอาจจะต้องเพิ่มความละเอียดมายิ่งขึ้นในการซักถาม เช่น ผู้สูงอายุหกล้ม ต้องไม่ใช่แค่การรักษาในร่างกาย แต่ยังต้องสอบถามถึงสาเหตุการทำให้ล้ม เพื่อนำไปสู่แนวทางการป้องกันได้ 

ศ.เกียรติคุณ นพ.ประเสริฐ กล่าวต่อว่า ผู้สูงอายุยังต้องเผชิญกับปัญหาทางด้านสังคมที่ส่งผลต่อสุขภาพจิต ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบความสัมพันธุ์ในครอบครัว, ผู้ดูแลผู้สูงอายุ ที่มีการทารุณกรรมผู้สูงอายุในภาวะสมองเสื่อม เช่น ทำร้ายร่างกาย ไม่ใส่ใจในเรื่องโภชนาการ จนเกิดผลเสียตามมา, ปัญหาด้านการเงิน และสิ่งแวดล้อม เช่น ที่อยู่อาศัย เพื่อนบ้าน ชมรมผู้สูงอายุ ชุมชน ดังนั้นการป้องกันเบื้องต้น  คือ การได้รับอาหารที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงภาวะอ้วน มีสุขภาพจิตที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ไม่ยุ่งเกี่ยวอบายมุข ตรวจสุขภาพประจำปี มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อ และการใช้ยาที่ถูกต้อง เนื่องจากมีผู้สูงอายุหลายคนที่รับยามาทานจำนวนหลายสิบห่อ สิ่งที่สำคัญในการตรวจรักษาคือการคัดกรองยา และให้ทานยาที่ถูกต้อง 

ที่มา ; ไทยโพสต์ ตุลาคม 2566

ข่าวเกี่ยวกัน

ระดมความคิดเห็นเพื่อแก้ไขปัญหา ‘เด็กเกิดน้อย’ 

ประเทศไทยก้าวสู่สังคมสูงวัย ลึกขึ้นเรื่อย ๆ สวนทางกับสถานการณ์การเกิดของเด็กที่ลดลงจนน่าวิตก โดยมีการประมาณการว่า อัตราการเกิดที่มีแนวโน้มลดลงนี้ จะมีผลทำให้ประชากรไทยลดลงเหลือ 33 ล้านคนในอีก50-60ปีข้างหน้า การลดลงของประชากรเกิดใหม่ กับการเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ย่อมส่งผลกระทบหลายด้าน ในเชิงเศรษฐกิจทำให้รัฐมีภาระในการดูแลผู้สูงอายุจำนวนมาก พร้อมๆกับการขาดแคลนคนวัยแรงงาน ที่ไม่เพียงพอกับการป้อนภาคธุรกิจต่างๆ   

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ซึ่งเกาะติดปัญหาพลเมืองสูงวัยที่เพิ่มจำนวนขึ้น และอัตราการเกิดที่ลดลงจนไม่สามารถชดเชยกับอัตราการเสียชีวิตได้  จึงได้เปิดพื้นที่กลางให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็น-นานาข้อเสนอแนวทางส่งเสริม-พัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ก่อนจะชงเข้าสู่การพิจารณาในสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 เพื่อใช้เป็นนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม สนับสนุนการแก้ไขปัญหา ‘เด็กเกิดน้อย’ สอดรับวาระแห่งชาติที่รัฐบาลเตรียมประกาศ 

น.ส.วรวรรณ พลิคามิน รองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะทำงานพัฒนาประเด็นการส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ เปิดเผยว่า ในอีก 10 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุสูงถึงร้อยละ 30 ของประชากรทั้งหมด ซึ่งจะเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด ประชากรเด็กและวัยแรงงานจะลดลง ซึ่งในแผนพัฒนาประชากรเพื่อการพัฒนาประเทศระยะยาวที่เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2565 ก็ได้มีการระบุถึงการส่งเสริมให้สังคมมีการเกิดดี อยู่ดี แก่ดี และตายดี ด้วย  ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดหรือเพิ่มประชากรจะต้องคำนึงถึงการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ สร้างระบบที่ดีและเอื้อต่อการเลี้ยงดูเด็กเพื่อยกระดับประชากรให้เติบโตเป็นแรงงานที่มีคุณภาพ มีระบบที่ทำให้ประชาชนมีความมั่นคงทางการเงิน เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมในสังคมที่ดี และเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยสูงอายุ ก็มีระบบการดูแลที่ดีไปจนกระทั่งเสียชีวิต ทั้งหมดนี้นำมาสู่ความจำเป็นในการจัดทำนโยบายสาธารณะฯ ที่ทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อน 

 

น.ส.ภัทรพร เล้าวงค์ คณะทำงานและเลขานุการคณะทำงานพัฒนาประเด็นฯ กล่าวว่า สถานการณ์ประชากรของประเทศไทยยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ซึ่งสามารถแบ่งเป็น

·      ‘ช่วงเกิด’ โดยพบว่าการเกิดลดลงเป็นอย่างมากในรอบ 6 ทศวรรษที่ผ่านมา และยังมีปัญหาการเกิดที่ไม่พร้อมและอัตราการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ตลอดจนการเกิดไม่ได้อยู่ในกลุ่มผู้ที่อยากมีบุตรแต่ร่างกายไม่เอื้อ และ

·      ‘ช่วงเติบโต’ ซึ่งเด็กที่โตมาอย่างน้อยร้อยละ 15 ไม่ได้เข้าสู่บริการด้านสุขภาพหรือได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเท่าที่ควรจะเป็น มีเด็กได้เกือบร้อยละ 25 มีปัญหาพัฒนาการล่าช้า  และยังพบปัญหาการตายก่อนวัยอันควร 

 

นอกจากนี้ ยังพบปัญหาในมิติอื่นๆ ทางสังคม เช่น ความสัมพันธ์และความรุนแรงในครอบครัว เด็กเร่ร่อนถูกทอดทิ้ง ผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงดู ขาดแคลนทรัพยากร-ครัวเรือนยากจน มีครัวเรือนตกหล่นจากมาตรการสนับสนุนของภาครัฐ การจัดสวัสดิการดูแลบุตรในสถานประกอบการยังมีจำกัด ตลอดจนเรื่องความเท่าทันเทคโนโลยี 

ในอนาคตไทยจะมีปัญหาด้านการคลังค่อนข้างมาก จากภาระการดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  โดยปัจจุบันพบว่า คนวัยทำงานอายุตั้งแต่ 15-59 ปี มีสัดส่วน 65% จะต้องดูแลคนที่ไม่ทำงาน หรือผู้สูงอายุ 35%  

แต่อีก 10 ปีข้างหน้าคนทำงานจะลดเหลือ 55% แต่คนที่ไม่ทำงาน หรือคนชราจะเพิ่มมากขึ้นไปอีก จึงเห็นว่า นี่ยังเป็นข้อจำกัดของการปรับขึ้นเงินเดือนข้าราชการในขณะนี้ ที่สำคัญขึ้นเงินเดือนแล้ว เพื่อให้ข้าราชการอยู่ได้แล้ว ภาครัฐต้องรีสกิล พัฒนาขีดความสามารถการทำงานของข้าราชการควบคู่ไปด้วย เพราะตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัล จะมีการใช้ AI เข้ามาร่วมทำงาน หรือแทนที่คนทำงาน 

น.ส.ภัทรพร กล่าวต่อไปว่า โดยสรุปคณะทำงานพบว่าประเทศไทยมีปัญหาเรื่อง”เกิดไม่ได้ เกิดไม่พร้อม โตไม่ดี “ซึ่งที่ผ่านมาภาครัฐได้ดำเนินการแก้ปัญหาแล้ว แต่ก็ยังมีช่องว่างในการดำเนินงาน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 

 

1. กลุ่มเปราะบางยังเป็นกลุ่มตกหล่นจากมาตรการต่างๆ ภาครัฐควรปรับปรุงรูปแบบการทำงานในเชิงรุกในการลงพื้นที่ เพื่อป้องกันการตกหล่นจากสวัสดิการ ตลอดจนควรมีมาตรการที่ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเศรษฐานะระดับกลาง 

 

2. ความแตกต่างของปัญหาในแต่ละพื้นที่ ควรมีการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูล วางแนวทางและพัฒนาโครงการที่มาจากบริบทพื้นที่ให้มากขึ้น ตลอดจนควรมีการวิเคราะห์ช่องว่างเชิงสมรรถนะของบุคลากรในพื้นที่ 

 

3. การจัดบริการที่มีคุณภาพยังไม่ครอบคลุม โดยพบว่าด้านคุณภาพบริการ มีสถานบริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่นและเยาวชนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพียง 19% และนอกสังกัด สธ. เพียง 8% ส่วนการกำกับดูแล พบว่าไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการกำกับดูแลสถานบริการดูแลเด็กอ่อนและสถานสงเคราะห์ของเอกชน 

 

4. สังคมขาดความตระหนักและการใช้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นฐานในการพัฒนาเด็ก 

 

5. การนำเทคโนโลยีมาใช้ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ 

น.ส.ภัทรพร กล่าวอีกว่า ร่างมติสมัชชาสุขภาพฯ ในระเบียบวาระนี้จึงอยากให้มีกรอบทิศทางทางนโยบาย (Policy Statement) เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาประชากร ควรสร้างความตระหนักและแรงขับเคลื่อนทางสังคมที่ใหญ่มากพอ (MOMENTUM) ในระดับชาติ เพื่อให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพโดยเฉพาะ 3,000 วันแรกของชีวิต ทั้งในระดับนโยบายและระดับพื้นที่ 

นอกจากนี้ ควรมีมาตรการหนุนเสริมสำหรับกลุ่มและเป้าหมายพื้นที่เฉพาะที่ยังเป็นช่องว่างสำคัญ อาทิ กลุ่มครัวเรือนยากจน กลุ่มผู้ใช้แรงงานในโรงงานพื้นที่ที่มีอัตราการตั้งครรภ์ของแม่วัยรุ่นสูง กลุ่มผู้ปกครองที่ยังมีการเลี้ยงดูบุตรหลานอย่างไม่เหมาะสม กลุ่มเด็กที่มีปัญหาเฉพาะหรือถูกกลั่นแกล้ง บนพื้นฐานการจัดทำมาตรการในลักษณะมาตรการที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรอบด้าน (COMPREHENSIVE PACKAGE) มากกว่ามาตรการเชิงเดี่ยว 

พร้อมกันนี้ ควรผลักดันมาตรการเชิงโครงสร้าง อาทิ การมีกลไกในพื้นที่ในการวางระบบการบริหารจัดการในลักษณะบูรณาการที่จะพัฒนาและสนับสนุนเด็กในมิติต่างๆ และลดทอนการบริหารจัดการแบบแยกส่วนภายใต้กระทรวงต่างๆ การปรับกฎหมาย-กฎระเบียบต่างๆ ที่เอื้อและสนับสนุนให้เอื้อต่อการสร้างครอบครัวสำหรับคนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกฎหมายด้านการทำงานและการลา การกำกับดูแลสถานพัฒนา-ดูแลเด็กให้มีคุณภาพ การประเมินผลการดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและแก้ปัญหาที่ตรงจุดยิ่งขึ้น การพัฒนางานวิจัยในลักษณะการวิจัยเชิงสำรวจระยะยาวให้มากขึ้น การพัฒนาแนวทางยกระดับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุดในทุกมิติ 

 

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันปรับปรุงข้อมูล-ตัวเลขสถิติให้ถูกต้อง และมีข้อเสนอต่อ Policy Statement ที่น่าสนใจ อาทิ รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ที่เสนอว่า แผนและประเด็นที่จะนำไปสู่การขับเคลื่อนยังขาดจุดโฟกัสเรื่องสุขภาวะทางจิตซึ่งจะมีความสำคัญเรื่อยๆ ขณะเดียวกันควรมีการขับเคลื่อนคุณธรรมในเชิงพฤติกรรมในทุกกลุ่มวัย โดยปัจจุบันมีการจัดทำดัชนีชี้วัดไว้แล้ว ที่สำคัญคือทุกวันนี้ชุมชนมีความเปราะบาง จำเป็นต้องทำให้เกิด ‘ระบบพี่เลี้ยงในชุมชน’ ด้วย 

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนออื่นๆ ได้แก่ จัดทำ data center เกี่ยวกับเด็กในระดับประเทศที่แสดงผลในลักษณะแดชบอร์ด เพิ่มเรื่องพื้นที่เรียนรู้-พื้นที่เรียนเล่นที่ช่วยสร้างศักยภาพให้เด็กนอกห้องเรียน กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นดูแลเด็กภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชน บัญญัติกฎหมายให้สถานประกอบการมีมุมนมแม่ จัดบริการสำหรับเด็กพิการและเด็กพิเศษ ดึงภาคธุรกิจเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาโดยรัฐสนับสนุนสิทธิประโยชน์ จัดตั้งสเปิร์มแบงก์ในระดับจังหวัดเพื่อสร้างประชากรใหม่ที่มีคุณภาพในระดับจังหวัด ใช้มาตรการภาษีกระตุ้น การเพิ่มวันลาและการได้รับค่าจ้าง สร้างความเข้าใจและตระหนักร่วมกันว่าการมีบุตรยากเป็นปัญหาของชาติ ใช้ยาแรงหรือมาตรการที่เข้มข้นในการจูงใจในลักษณะเดียวกับในต่างประเทศ เช่น ลาคลอด 200 วัน ฯลฯ 

 

ทั้งนี้ คณะทำงานจะเปิดรับข้อเสนอไปจนถึงวันที่ 14 พ.ย. 2566 ส่วนความคิดเห็นและข้อเสนอจากการประชุมครั้งนี้ จะถูกนำไปสังเคราะห์และเพิ่มเติมใน ‘ร่างมติสมัชชาสุขภาพฯ’ ให้มีความชัดเจนและครบถ้วนขึ้น ก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาอีกครั้งในเวทีสมัชชาเฉพาะประเด็น ในวันที่ 20 พ.ย. 2566 เพื่อให้มีความสมบูรณ์ และจะนำเข้าสู่การพิจารณาในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 16 พ.ศ. 2566 ระหว่างวันที่ 21-22 ธ.ค. 2566 โดยในปีนี้ มีระเบียบวาระเข้าสู่การพิจารณารวม 3 ระเบียบวาระ ได้แก่ การส่งเสริมการพัฒนาประชากรให้เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ระบบสุขภาวะทางจิตเพื่อสังคมไทยไร้ความรุนแรง และการส่งเสริมความเข้มแข็งกลไกการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ 

 

ที่มา ; ไทยโพสต์ 10 พฤศจิกายน 2566 

เกี่ยวข้องกัน

กรมอนามัย เผยเหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่มีลูก และเด็กมีประชากรน้อยลง

เผยข้อมูลจากกรมอนามัย ถึงเหตุผลที่คนไทยไม่อยากมีลูก หรือมีลูกน้อยลง โดยทางรัฐบาลไทยเองได้มองถึงความสำคัญในเรื่องของประชากรของประเทศที่อาจส่งผลผลกระทบต่อเศรษฐกิจในอนาคต

ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสภาพแวดล้อม สังคม เทคโนโลยีต่างๆ เศรษฐกิจ และอีกมากมาย มีผลอย่างมากต่อการที่ประชากรไทยและต่างประเทศ เริ่มมีความคิดที่จะมีลูก และครอบครัวน้อยลง รวมถึงคนยังเริ่มครองตัวเป็นโสดมากขึ้นในทุกๆ ปี 

สิ่งนี้กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ทางรัฐบาลไทย เล็งเห็น และอยากแก้ไข เนื่องจากเรื่องประชากรในประเทศมีการส่งผลกระทบโดยตรงในด้านของเศรษฐกิจในประเทศไทย

ข้อมูลที่น่าสนใจที่รวบรวมโดยทาง ‘กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข’ ถึงเหตุผลที่เผยว่าทำไมคนไทยถึงไม่อยากมีลูก และมีเหตุผลใดบ้างที่ทำให้คนไทยอยากมีลูกน้อยลง โดยมี 4 หัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

 

เหตุผลที่ทำให้คนไทยไม่มีลูก 

 

ความโสด 

จากสถิติที่ได้เห็นกันว่าคนไทย และคนทั่วประเทศต่างอยากครองโสด และโสดแบบไม่ได้ตั้งใจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากการใช้ชีวิตในสังคมยุคใหม่ที่รวดเร็ว สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป รวมถึงโรคระบาดที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมคนไปอย่างชัดเจน ซึ่งทำให้มีคนที่ตั้งใจโสดพุ่งสูงขึ้น

รวมทั้งจากสถิติยังพบว่าเจอ “คนโสดแบบไม่ได้ตั้งใจกว่า 63.31%” คนที่อยากมีคู่แต่ยังไม่มี นี่เป็นอีกเหตุผล และคำตอบสำคัญ เพราะไม่ใช่ทุกคนจะได้เจอคนที่ใช่ได้ง่ายๆ ส่วนบางคนอยู่ในช่วงกำลังเรียนรู้ หรือยังไม่ถึงอายุที่วางแผนมีลูก และมีครอบครัวได้

 

ไม่อยากมีลูก จากเหตุผลส่วนตัว

อ้างอิงจากเหตุผลข้อข้างต้น และหลากหลายเหตุผลที่มารองรับ ซึ่งเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้คู่รักหลายๆ คู่ยังไม่พร้อมกับการมีลูก เช่น เศรษฐกิจ และสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ต้องการใช้ชีวิตแบบอิสระ ไม่มีข้อผูกมัด หน้าที่การงาน และกลุ่มท้องไม่พร้อม 

ข้อสังเกตสำคัญ คือ มีเพียงร้อยละ 10 เท่านั้นที่มีปัญหาสุขภาพในด้านการตั้งครรภ์ แต่อีก 90% ที่เต็มไปด้วยปัญหาทางสังคม ตัวเลขเหล่านี้ล้วนบอกว่าในสังคนไทยในปัจจุบัน มีปัจจัยแปรเปลี่ยนในชีวิตหลายอย่าง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่ทำให้คู่สามี-ภรรยา ยังไม่คิดอยากมีลูก 

สถิติเพิ่มเติมโดยนิด้าโพล 2566 เผยถึงเหตุผลที่ทำให้ ‘คนไม่อยากมีลูก’ 

·      38.3% : ไม่อยากเพิ่มภาระด้านค่าใช้จ่าย

·      38.3% : เป็นห่วงลูกในสภาพสังคมปัจจุบัน

·      37.7% : ไม่อยากเพิ่มภาระหน้าที่ การดูแล

·      33.2% : ต้องการมีชีวิตเป็นอิสระ

·      17.6% : กลัวเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ

·      13.7% : อยากให้ความสำคัญกับงาน และอื่นๆ 

·      5.39% : สุขภาพตนเอง และคู่ครองไม่ค่อยดี

·      2.10% : กลัวเป็นพ่อพันธุ์ และแม่พันธุ์ที่ไม่ดี

·      0.90% : กลัวกรรมตามสนอง เพราะเคยทำไม่ดีไว้กับพ่อ - แม่

 

มีบุตรยาก 

ด้านสุขภาพเป็นอีกหนึ่งเหตุผล และเป็นเรื่องที่เหนือการควบคุม เพราะคู่สมรสบางคู่ ในอัตราส่วนร้อยละ 10 - 15 ประสบภาวะมีบุตรยาก แม้ตั้งใจอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม และในบางคู่ยังไม่มีงบประมาณทางด้านการเงินเพียงพอ เพื่อใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการแพทย์เพื่อมีบุตรอย่างจริงจัง

 

ไม่สามารถมีบุตรได้

คนบางกลุ่มเป็นกลุ่มคนที่อยากมีบุตรแต่ไม่สามารถมี หรือเข้าถึงบริการเทคโนโลยี ในการช่วยการเจริญพันธุ์ได้ โดยจะเชื่อมโยงกับข้อข้างต้น หรือกลุ่ม LGBTQA+ ที่อยากมีบุตรมากๆ และติดปัญหาด้านกายภาพ

โดยทาง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจในด้านประชากรศาสตร์อีกว่าใน 60 ปีข้างหน้า ปี 2626 จำนวนประชากรไทย อาจมีจำนวนลดลงกว่าครึ่ง จาก 66 ล้านคน เหลือเพียง 33 ล้านคน และประชากรวัยทำงาน (อายุ 15 ปี - 64 ปี) ลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคนเท่านั้น

ทำให้ประชากรในวัยเด็ก (ช่วงอายุ 0 ถึง 14) ที่มีสถิติการเกิดลดลจาก 10 ล้านคน ในเหลือเพียง 1 ล้านคน กลับกันกลายเป็นว่ามีผู้สูงวัย อายุ 65+ เพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคน ไปเป็น 18 ล้านคน โดยคิดเป็นร้อยละ 50 ของประชากรทั้งประเทศ 

จากข้อมูลทั้งหมดทำให้ทางรัฐบาลมีนโยบาลผลักดันการส่งเสริมการมีบุตรให้เป็น “วาระแห่งชาติ” เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยพิจารณาจากเหตุผลทั้ง 4 ข้อข้างต้นในมาตรการดังนี้

·      นโยบายส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาล

·      เพิ่มช่องทางการสร้างสัมพันธ์ที่ปลอดภัย

·      การจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ เพื่อการพบปะของผู้คนที่มากขึ้น

·      สถานรับฝากเลี้ยงเด็กคุณภาพ (ของรัฐ)

·      เงินช่วยเหลือค่าเลี้ยงดูบุตร

·      มาตรการลดหย่อนภาษีค่าใช้จ่ายบุตร

·      การให้คำปรึกษาทางเลือก

·      สถานที่ทำงานเป็นมิตรกับครอบครัว

·      เพิ่มจำนวนคลินิกรักษาภาวะมีบุตรยากภาครัฐทุกจังหวัด

·      ให้เป็นสิทธิประโยชน์ใน 3 กองทุน

·      สิทธิการลา เพื่อเข้ารับการรักษา

·      พ.ร.บ.อุ้มบุญ

·      สนับสนุนร่าง พ.ร.บ.สมรสเท่าเทียม

 เหตุผลทั้งหมดทำให้ทาง กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตั้งเป้าไว้ว่า ภายในปี 2566 นี้ จะมีการเตรียมพัฒนาศักยภาพให้บุคลากร 3 กลุ่มหลัก คือ สูตินรีแพทย์ พยาบาล และนักเทคนิคการแพทย์ เพื่อให้ประชาชนสามารถได้รับคำแนะนำที่มีคุณภาพ และเข้ารับการรักษาภาวะมีบุตรยากได้เร็วยิ่งขึ้น 

 

ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, nidapoll

เกี่ยวข้องกัน

อัตราเด็กไทยเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ เสียชีวิตมากกว่าเกิด ศธ.ยังไร้ยุทธศาสตร์ "วัยเรียน" ลดต่อเนื่อง    

บทความโดย ตุลย์ ณ ราชดำเนิน : EdunewsSiam   

จากข้อมูลของ UN ปี 2023 อัตราเกิดของเด็กยังมีแนวโน้มลดลงทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศรายได้สูงและรายได้ปานกลางค่อนไปทางสูง เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน อิตาลี ตุรกี โปรตุเกส รวมไปถึงประเทศไทย พบ 123 ประเทศ มีอัตราการเจริญพันธุ์ต่ำกว่าเกณฑ์ รวมถึงประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าการเกิด เสี่ยงขาดแรงงานในอนาคต   

ข้อมูลนี้สะท้อนเทรนด์การเกิดที่ลดลงในหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ที่ประชาชนส่วนมากมีรายได้และค่าครองชีพค่อนไปทางสูง ผู้หญิงมีการศึกษาสามารถเข้าร่วมตลาดแรงงานได้เต็มที่ มีอิสระทางการเงิน และเข้าถึงบริการด้านสุขอนามัยและการคุมกำเนิดได้อย่างสะดวก ที่ส่งผลให้จำนวนประชากรมีแนวโนที่จะลดจำนวนลงในอนาคตหากอัตราเกิดต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิตมากในปัจจุบัน 

ประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำที่สุด 5 อันดับแรก คือ เกาหลีใต้ ซึ่งมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 0.8831 คน หมู่เกาะบริติชเวอร์จิน ซึ่งมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.0277 คน) แซ็ง-บาร์เตเลมี ซึ่งมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.0277 คน สิงคโปร์ ซึ่งมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.0426 คน และ อันดอร์รา ซึ่งมีอัตราเจริญพันธุ์อยู่ที่ 1.145 คน ตามลำดับ 

ส่วนทางด้านของ ‘ประเทศไทย’ อยู่ที่อันดับที่ 18 ด้วยอัตราการเจริญพันธุ์ที่ 1.3158 คน 

จากข้อมูล UN ระบุด้วยว่า ประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์ต่ำกว่าอัตราการเกิดทดแทนมาตั้งแต่ ปี 1992 หรือประมาณ 32 ปีมาแล้ว ซึ่งพบอัตราการเกิดของไทยเริ่มน้อยกว่าอัตราเสียชีวิตเป็นครั้งแรกในปี 2021 โดยในปีดังกล่าว ประเทศไทยตายมากกว่าเกิด จำนวน 19,080 คน 

เมื่อมองย้อนไปที่ปี 2020 ประเทศไทย ยังมีการเกิดมากกว่าการตายถึง 85,930 คน และเลวร้ายลงในปี 2022 ที่ไทยมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าการเกิด 93,858 คน เช่นเดียวกับหลาย ๆ ประเทศในโลกโดยเฉพาะประเทศยากจน 

จากการคาดการณ์ ของ UN อัตราการเกิดโดยรวมในโลกจะเริ่มน้อยกว่าอัตราการเสียชีวิตตั้งแต่ปี 2086 หรืออีก 62 ปีข้างหน้า จะมีการเกิดประมาณ 118.98 ล้านคน และมีอัตราการเสียชีวิตประมาณ 119.21 ล้านคน และดำเนินไปในทางตรงข้ามกันเรื่อย ๆ ในอนาคต 

กล่าวสำหรับประเทศไทย ได้มีการศึกษาเพื่อคาดการณ์อัตราเจริญพันธุ์และจำนวนประชากรของไทยในอนาคตหลายชิ้น โดยในงานวิจัยหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2023-2083 อัตราเจริญพันธ์ุ์ของไทยจะลดลงไปเรื่อยๆ เหลือ 0.7 ในปี 2050 ใกล้เคียงกับภาวะเจริญพันธุ์ของเกาหลีใต้ในปัจจุบัน และลดลงเหลือ 0.5 ในปี 2083

และจากการคาดการณ์ ในปี 2023-2083 จำนวนประชากรของประเทศไทยจะลดลงจาก 66 ล้านคนเหลือเพียง 33 ล้านคน มีจำนวนประชากรวัยแรงงาน (อายุ 15-64 ปี) ลดลงจาก 46 ล้านคนเหลือเพียง 14 ล้านคน และประชากรผู้สูงวัย (อายุ 65 ขึ้นไป) จะเพิ่มขึ้นจาก 8 ล้านคนไปเป็น 18 ล้านคน ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 50% ของประชากรทั้งประเทศ ไม่เพียงจะส่งผลกระทบชัดเจนในแง่การเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น 

ยังทำให้ภาครัฐมีรายได้และงบประมาณลดลงในการนำมาพัฒนาประเทศ เพราะจำนวนผู้เสียภาษีจะลดลงตามไปด้วย ยังส่งผลต่อการบริโภคในประเทศ ธุรกิจ เช่น อสังหาริมทรัพย์ อาหาร และบริการต่างๆ ก็จะมีรายได้ลดลง เพราะดีมานด์ลด ทำให้ธุรกิจเหล่านี้ไม่สามารถผลิตสินค้าออกมาป้อนตลาดได้ในปริมาณเท่าเดิมได้ในด้านสังคม การเปลี่ยนแปลงด้านประชากรนี้จะทำให้มีจำนวนผู้สูงอายุสูงขึ้น 

ขณะที่ผู้สูงอายุส่วนมากไม่มีลูกหลานคอยดูแลในยามบั้นปลายทำให้หากประเทศนั้นๆ ไม่มีระบบสวัสดิการรองรับผู้สูงอายุที่มีประสิทธิภาพมากพอ ย่อมถูกทอดทิ้งไม่มีคนดูแล รวมไปถึงเกิดปัญหาสุขภาพจิต เนื่องจากขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่น 

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผู้สูงอายุ ก็เป็นโอกาสให้เกิดธุรกิจเกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุ ไม่ว่าจะเป็นสถานพยาบาล ยา อุปกรณ์ช่วยเหลือ รวมไปถึงบริการและกิจกรรมต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นมาเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุโดยเฉพาะ 

จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปัจจุบันไทยมีครัวเรือน ที่ “ไร้บุตรหลาน” ในสัดส่วนที่สูงขึ้น โดยในปี 2018 มีสัดส่วนสูงถึง 37.4% ของครัวเรือนทั้งหมด เพิ่มจาก 26.1% ในปี 2006 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงถึง 43.3% 

ถือได้ว่า ประเทศไทยกำลังเจอความท้าทายจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างประชากร ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของภาครัฐจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจ และเสริมสร้างระบบสวัสดิการเพื่อรองรับจำนวนผู้สูงอายุที่ต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอนในอนาคต 

อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเชิงนโยบายต่อการพัฒนาประเทศจากผลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย พ.ศ. 2553-2583 โดย จิระพันธ์ กัลลประวิทย์ ผอ.สำนักยุทธศาสตร์และการวางแผนพัฒนาทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศค.) ด้านการศึกษา พบว่า

โครงสร้างประชากรเด็กและประชากรวัยเรียนของไทยมีแนวโน้มลดลง มีการประมาณการถึงจำนวนนักเรียนตามระดับการศึกษาปี 2553-2583 ไว้ว่า... 

....จำนวนนักเรียนรวมทุกชั้น ( อายุ 3-21 ปี) ที่มี 18.2 ล้านคน คาดว่าจะลดลงเหลือ 14.2 ล้านคนในปี 2583  ขณะที่ระดับอุดมศึกษา จะมีจำนวนคงที่ประมาณปีละ 2.2 ล้านคน เพราะคนไทยเห็นความสำคัญของการศึกษา จึงต้องการให้บุตรมีการศึกษาสูงขึ้น 

อีกทั้ง ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนที่อยู่ในครอบครัวยากจนพิเศษ นักเรียนที่ผ่านการคัดกรองเพื่อรับเงินอุดหนุนปัจจัยพื้นฐานนักเรียนยากจนจาก สพฐ. และเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขของ กสศ. ยังคงมีอยู่ต่อไป 

เมื่อประชากรวัยเรียนเริ่มลดลง นโยบายขยายโรงเรียนและเพิ่มครู คงใช้อีกไม่ได้แล้วในอนาคต จึงน่าจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้รัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องด้านการศึกษาจะได้วางแผนมุ่งเน้นพัฒนา “คุณภาพ” การศึกษาไทยได้ตั้งแต่วันนี้

ปัจจุบันพบว่าโปรแกรมเพื่อการศึกษาเรียนรู้เหล่านี้มีผู้พัฒนามากมายในลักษณะระบบ(สื่อ)สนับสนุน และ ระบบ(สื่อ)เสริม บนอุปกรณ์ Mobile ทั้งระบบปฎิบัติการ Android และ iOS  

รูปแบบการจัดศึกษายังคงเป็นระบบหลักภายใต้หลักเกณฑ์ดั้งเดิม ขาดผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่สร้างจะเชื่อมโยงข้อมูลหรือสาระการเรียนรู้ ที่แสดงผลบนหน้าเว็บไซต์ผ่านเทคโนโลยีให้ตรงกับความต้องการของ (ผู้ใช้)งาน Apps อีกทั้งขาดการนำ content มารวมกันไว้ในคลัง แล้วจัดระบบเพื่อให้ผู้เรียนเลือกศึกษาเรียนรู้หรือเรียนรู้ซ้ำด้วยตนเองผ่านไฟล์มัลติมีเดีย ส่งผลให้เป็นอีกสื่อที่มีประสิทธิภาพต่อการตรึงพฤติกรรมการเรียนรู้ที่ดีที่สุด 

แต่ปัจจุบัน เราก็ยังไม่เห็นนโยบายใดที่จะมารองรับและเดินไปในทิศทางเดียวกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลง นอกจากนโยบายยุบโรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งยังเป็นปัญหาเนื่องจากมีกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ทั้งชาวชนบทที่ไม่อยากให้บุตรหลานไปเรียนไกลบ้าน และผู้อำนวยการโรงเรียนหรือครูใหญ่ ที่ไม่ต้องการเสียตำแหน่ง 

ที่มา ; EDUNEWSSIAM

เกี่ยวข้องกัน

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ธุรกิจที่พึ่งพิงแรงงานสัดส่วนสูงเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน

วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เสนอบทวิเคราะห์ “ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด ธุรกิจที่พึ่งพิงแรงงานสัดส่วนสูงเสี่ยงขาดแคลนแรงงาน” โดยชี้ว่า ไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร โดยมีการคาดการณ์ว่า ราวปี 2572 ไทยจะกลายเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกในเอเชียที่เปลี่ยนผ่านจากสังคมสูงวัยขั้นสมบูรณ์ (Aged society) ไปสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอด (Super-aged society) 

โดยการเปลี่ยนผ่านของไทยใช้เวลาเพียงแค่ 8 ปีเท่านั้น ซึ่งใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้ว ขณะที่ ไทยอาจยังไม่ได้มีความพร้อมรับมือกับสังคมสูงวัยเทียบเท่าประเทศเหล่านี้ 

สาเหตุการเข้าสู่สังคมสูงวัยขั้นสุดยอดของไทยเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัยหลัก

·      นโยบายคุมกำเนิด และค่านิยมที่คนต้องการมีบุตรน้อยลง ส่งผลให้อัตราการเจริญพันธุ์ของไทยลดลงต่อเนื่อง และอยู่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก

·      จำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยกว่าจำนวนคนเสียชีวิต ส่งผลให้ฐานประชากรสูงวัยเพิ่มมากกว่าฐานประชากรโดยรวม

·      โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ทำให้ภาคธุรกิจมีแนวโน้มจะยิ่งเผชิญความท้าทายจากการขาดแคลนกำลังแรงงาน โดยอีกไม่ถึง 30 ปีข้างหน้า คาดว่าสัดส่วนกำลังแรงงานของไทย (อายุ 15-59 ปี) ต่อประชากรทั้งหมดจะลดลงจาก 62% ในปี 2566 เหลือเพียงราว 50% ในปี 2593

นทักษะสูงราว 1.5% (วิศวกร แพทย์ อาจารย์ วิชาชีพต่างๆ) 

ดังนั้น ความท้าทายด้านปริมาณจากการขาดแคลนกำลังแรงงานคงกระทบกับการจัดหาแรงงานทักษะต่ำ ซึ่งบางธุรกิจ เช่น ธุรกิจก่อสร้าง และธุรกิจบริการต่างๆ อาจรับมือการขาดแคลนแรงงานด้วยการพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวจากประเทศในกลุ่ม CLM (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา) สะท้อนจากจำนวนแรงงานจากทั้ง 3 ประเทศที่อยู่ในไทยเติบโตจากปี 2556 ที่ราว 1.0 ล้านคน ไปเป็นราว 2.3 ล้านคนในปี 2566 หรือโตเฉลี่ยต่อปีราว 8% (รูปที่ 5) จากไทยยังมีค่าแรงขั้นต่ำที่สูงกว่าประเทศเหล่านี้ 

ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานไทยยังมีความท้าทายด้านคุณภาพจากแรงงานส่วนใหญ่ยังมีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด (Skills gap) รวมถึงจำนวนแรงงานทักษะสูงยังมีไม่เพียงพอ และยังมีสัดส่วนแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลต่ำกว่าอีกหลายประเทศ ส่งผลให้บางธุรกิจ เช่น ธุรกิจไฮเทคต่างๆ ต้องมีการนำเข้าแรงงานกลุ่มนี้ สอดคล้องกับจำนวนการนำเข้าแรงงานข้ามชาติทักษะสูงเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลัง (ปี 2556-2566) ที่ยังขยายตัวเฉลี่ยต่อปีราว 3% และคาดว่าความต้องการจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกตามการเร่งผลักดันอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพใหม่ 

ซึ่งไปข้างหน้า การดึงดูดแรงงานข้ามชาติทักษะสูงคงขึ้นอยู่กับว่าไทยจะสามารถจูงใจการลงทุนต่างประเทศและมีนโยบายสนับสนุนการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติในไทยที่แข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้เพียงใด เช่น สิงคโปร์มีการให้สิทธิการเป็นพลเมืองแก่แรงงานทักษะสูง และส่วนลด/ผลประโยชน์ด้านภาษีให้ต่างชาติมาลงทุนได้ จีนมีภาษีอัตราพิเศษให้แรงงานทักษะสูง และโครงการดึงดูด Talent จากทั่วโลก เป็นต้น

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การขาดแคลนแรงงานจะยิ่งรุนแรงขึ้นในช่วงข้างหน้า และจะกระทบต่อธุรกิจที่มีสัดส่วนการใช้แรงงานต่อจำนวนกำลังแรงงานทั้งหมดสูง  โดยเฉพาะในภาคเกษตร (31%) และภาคบริการต่างๆ เช่น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหาร (9%) และธุรกิจก่อสร้าง (6%) 

ซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรจากการเป็นสังคมสูงวัยคงทำให้ธุรกิจเหล่านี้อาจต้องหันไปพึ่งพิงแรงงานต่างด้าวทักษะต่ำจากประเทศเพื่อนบ้านในสัดส่วนที่มากขึ้น ขณะที่ บางธุรกิจ เช่น ธุรกิจค้าปลีก/ค้าส่ง (17%) และธุรกิจการผลิต (16%) ที่สามารถแก้ปัญหาด้วยเทคโนโลยีได้อาจต้องพิจารณาถึงโอกาสในการนำหุ่นยนต์/นวัตกรรมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการยกระดับผลิตภาพ/ทักษะแรงงานไทยให้เท่าทันเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง  

อนึ่งจากข้อมูลของ องค์การอนามัยโลก (WHO) ผู้คนทั่วโลกมีอายุยืนยาวกว่าที่เคย ส่งผลให้จำนวนผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปี มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าภายในปี 2593 และทุกประเทศกำลังประสบกับการเติบโตของจำนวนและสัดส่วนของผู้สูงอายุที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภายในปี 2573 17% ของประชากรโลกจะมีอายุ 60 ปีขึ้นไป ส่งผลให้ตั้งแต่ปีปัจจุบัน (2567) ถึงปี 2593 ประชากรผู้สูงอายุทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นสองเท่าเป็น 2.1 พันล้านคน

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ

เกี่ยวข้องกัน

สัญญาณอันตรายอีก 60 ปี ประชากรไทยจะเหลือแค่ 33 ล้านคน 

สถานการณ์ประชากรของประเทศไทย เริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤตขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ขณะที่แนวโน้มประชากรไทยในอนาคต ยังมีอัตราการเกิดของเด็กลดลงอย่างน่าเป็นห่วง แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลและหลาย ๆ หน่วยงานจะระดมกันหาทางแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่องก็ตาม 

ล่าสุดจากข้อมูลของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้จัดทำประมาณการประชากรของประเทศไทย ในระยะ 20 ปี เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานทางประชากรที่สำคัญต่อการพัฒนาประเทศซึ่ง ผลการคาดประมาณประชากรพบว่าในช่วง 12 ปีแรก (ปี 2561-2571) ประชากรรวมจะยังคงเพิ่มขึ้นอยู่และจะเพิ่มขึ้นไปจนถึงปี 2571 ที่มีจำนวนสูงสุดที่ 67.19 ล้านคน 

จากนั้นตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นมา จำนวนประชากรรวมจะลดลงเหลือ 67 ล้านคน และ 66.18 ล้านคน ในปี 2575 และปี 2580 ตามลำดับ โดยที่กลุ่มวัยแรงงานมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ปี 2560 จาก 66.09% เหลือ 64.12% 61.37% 58.80% และ 56.80% ในปี 2565 2570 2575 และ 2580

 

ขณะที่สัดส่วนประชากร วัยเด็กและผู้สูงอายุมีสัดส่วนเท่ากันในปี 2562 อยู่ที่ประมาณ 17% แต่ทิศทางในปี 2580 กลับตรงกันข้าม กล่าวคือ วัยเด็กจะมีสัดส่วนลดลงเหลือ 14.3% แต่ผู้สูงอายุ กลับเพิ่มขึ้นถึง 29.85% ส่งผลให้จำนวนผู้สูงอายุ จะมีถึงเกือบ 20 ล้านคน โดยที่อัตราเร่งของกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น สูงกว่าวัยเด็กและวัยแรงงานที่ลดลง 

ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ที่มี นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน วันที่ 7 มีนาคม 2567 นอกจากการหาทางแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นแล้ว

รองนายกฯ ยังระบุด้วยว่า ปัจจุบันประเทศไทย มีเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างมาก จากปีละมากกว่า 1 ล้านคน เหลือเพียงไม่ถึง 5 แสนคน ทำให้อัตราเจริญพันธุ์รวมของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 6.29 ในปี 2513 เหลือเพียง 1.08 ในปัจจุบัน 

"โดยหากปล่อยให้เด็กเกิดใหม่ลดลงไปเรื่อย ๆ คาดการณ์ว่า ในอีก 60 ปีข้างหน้า จำนวนประชากรของไทย จะลดลงครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 33 ล้านคน และจะทำให้วัยทำงานลดลงจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลอย่างมากต่อสภาพเศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศในอนาคต" 

สำหรับสตรีวัยเจริญพันธุ์ในกลุ่มอายุ 20 - 29 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่เหมาะสมในการ ให้กำเนิดบุตร จะมีสัดส่วนเพียง 30.97% ของสตรีวัยเจริญพันธุ์ทั้งหมด 

ดังนั้น ด้วยจำนวนสัดส่วนสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่ลดลง และอัตราการมีบุตรที่ลดลงจากบริบทการใช้ชีวิตที่สตรีเข้าสู่ตลาดงาน ส่งผลให้การส่งเสริมการมีบุตรของประชากรจำเป็นต้อง เร่งดำเนินการตั้งแต่ในช่วงวัยเจริญพันธุ์เพื่อการมีบุตรที่มีคุณภาพ  

นอกจากนี้ หากมีการดำเนินการส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีช่วยอนามัยการเจริญพันธุ์ และปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้อกับกลุ่มสตรีวัยเจริญพันธุ์ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีที่ต้องการมีบุตร รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมและรูปแบบการทำงานที่เอื้อต่อการเลี้ยงดู จะส่งผลให้อัตราเจริญพันธุ์รวมเพิ่มขึ้นได้ 

ที่มา ; Thansettakij

เกี่ยวข้องกัน

สังคมสูงวัย คนแก่รวย-จนมีเท่าไร อยู่ที่ไหน 

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว เนื่องจากมีประชากรสูงวัยในสัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งตรงกับลักษณะของสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2548 เท่าตัว

สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด

จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม 2566 พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 13,064,929 คน หรือมีประชากรสูงวัยคิดเป็น 20.17% ของประชากรรวม โดยมีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 8,901,145 คน คิดเป็น 14% ของประชากรรวม

ผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ผู้สูงอายุ (Older Person) ตามคำจำกัดความขององค์กรสหประชาชาติ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
สรุป ผู้สูงอายุ หรือผู้สูงวัย เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเเละเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมทั้งมีสมรรถนะที่เสื่อมถอยลง

นางสาวกนกวรรณ เหลืองมงคลเลิศ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กล่าวว่า ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเมื่อปี 2548 ที่จำนวนผู้สูงอายุมีสัดส่วน 10% ของประชากรรวม และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society โดยในปี 2576 ไทยจะมีประชากรสูงวัยจำนวน 18.68 ล้านคนคิดเป็น 28.00% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2583 คาดว่าประชากรสูงวัยจะเพิ่มเป็น 20.51 ล้านคน คิดเป็น 31.38%ของประชากรทั้งหมด

เมื่อแยกรายภาค ภาคเหนือมีประชากรสูงวัย 2,112,408 คน คิดเป็น 16.17% ของประชากรรวม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวน 4,131,668 คนคิดเป็น 31.62% ของประชากรรวม ภาคกลาง 5,201,324 คนคิดเป็น 39.81% ของประชากรรวม และภาคใต้ 1,619,529 คนคิดเป็น 12.40% ของประชากรรวม

สำหรับจังหวัดที่มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ ลำปาง 198,510 คน คิดเป็น 28.00 %ของประชากรรวม แพร่ 116,898 คนคิดเป็น 27.40% ของประชากรรวม ลำพูน 108,205 คน คิดเป็น 27.00%ของประชากรรวม สิงห์บุรี 54,442 คนคิดเป็น 27.00% ของประชากรรวม และ พะเยา 118,978 คน คิดเป็น 26.01%ของประชากรรวม

จังหวัดที่มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ สิงห์บุรี 38,182 คนคิดเป็น 18.98% ของประชากรรวม ลำปาง 134,070 คนคิดเป็น 18.92% ของประชากรรวม แพร่ 79,422 คนคิดเป็น 18.66% ของประชากรรวม ลำพูน 73,148 คนคิดเป็น 18.50% ของประชากรรวม และ สมุทรสงคราม 34,420 คน คิดเป็น 18.47% ของประชากรรวม

ภาคเหนือมีผู้สูงอายุมากสุด โดยลำปางเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society แล้ว เพราะมีจำนวนประชากรสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 28%

พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ได้กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่างๆ 13 ด้าน

 

 

 

 

เมื่อไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ Aged Society ผู้สูงอายุไทยได้รับสวัสดิการอะไรบ้าง 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 บริษัทเมืองประกันชีวิต จำกัด(มหาชน) จัดโครงการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้สูงอายุเบื้องต้น รุ่นที่ 3 ขึ้น โดยมีนางสาวกนกวรรณ เหลืองมงคลเลิศ ผู้อำนวยการกองส่งเสริมศักยภาพผู้สูงอายุ กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บรรยายพิเศษในหัวข้อ ความรู้ทั่วไปของผู้สูงอายุ

นางสาวกนกวรรณให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Aged Society) แล้ว เนื่องจากมีประชากรสูงวัยในสัดส่วน 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งตรงกับลักษณะของสังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2548 เท่าตัว

ผู้สูงอายุ ตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินกว่า 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทยผู้สูงอายุ (Older Person) ตามคำจำกัดความขององค์กรสหประชาชาติ หมายถึง ผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป
สรุป ผู้สูงอายุ หรือผู้สูงวัย เป็นผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปเเละเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้าน ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม รวมทั้งมีสมรรถนะที่เสื่อมถอยลง

สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) จะเป็นสังคมที่มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด หรือมีประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปเท่ากับหรือมากกว่าร้อยละ 14 ของประชากรทั้งหมด

จากข้อมูลของสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ณ เดือนธันวาคม 2566 พบว่า ไทยมีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ จำนวน 13,064,929 คน คิดเป็น 20.17% ของประชากรรวม มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป จำนวน 8,901,145 คน คิดเป็น 14% ของประชากรรวม

เมื่อแยกรายภาค ภาคเหนือมีประชากรสูงวัย 2,112,408 คน คิดเป็น 16.17% ของประชากรรวม ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีำจนวน 4,131,668 คนคิดเป็น 31.62% ของประชากรรวม ภาคกลาง 5,201,324 คนคิดเป็น 39.81% ของประชากรรวม และภาคใต้ 1,619,529 คนคิดเป็น 12.40% ของประชากรรวม

สำหรับจังหวัดที่มีผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปสูงสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ ลำปาง 198,510 คน คิดเป็น 28.00 %ของประชากรรวม แพร่ 116,898 คนคิดเป็น 27.40% ของประชากรรวม ลำพูน 108,205 คน คิดเป็น 27.00%ของประชากรรวม สิงห์บุรี 54,442 คนคิดเป็น 27.00% ของประชากรรวม และ พะเยา 118,978 คน คิดเป็น 26.01%ของประชากรรวม

จังหวัดที่มีผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปสูงสุด 5 จังหวัดแรกได้แก่ สิงห์บุรี 38,182 คนคิดเป็น 18.98% ของประชากรรวม ลำปาง 134,070 คนคิดเป็น 18.92% ของประชากรรวม แพร่ 79,422 คนคิดเป็น 18.66% ของประชากรรวม ลำพูน 73,148 คนคิดเป็น 18.50% ของประชากรรวม และ สมุทรสงคราม 34,420 คน คิดเป็น 18.47% ของประชากรรวม

ภาคเหนือมีผู้สูงอายุมากสุด โดยลำปางเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society แล้ว เพราะมีจำนวนประชากรสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปมากถึง 28%

“Disruption ทั่วโลกรวมทั้งไทยมีสองเรื่องสำคัญ หนึ่งในนี้คือ ประชากรสูงวัย ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเมื่อปี 2548 ที่จำนวนผู้สูงอายุมีสัดส่วน 10% ของประชากรรวม และคาดว่าอีก 10 ปีข้างหน้าไทยจะเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super Aged Society” นางสาวกนกวรรณกล่าวและว่า คาดว่าในปี 2576 ไทยจะมีประชากรสูงวัยจำนวน 18.68 ล้านคนคิดเป็น 28.00% ของประชากรทั้งหมด และในปี 2583 คาดว่าประชากรสูงวัยจะเพิ่มเป็น 20.51 ล้านคน คิดเป็น 31.38%ของประชากรทั้งหมด

โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป โดยจำนวนเด็กและแรงงานจะลดลงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับปัญหาโดยรวมของไทย คือ คนส่วนใหญ่มีเงินไม่เพียงพอในการเกษียณและใช้จ่ายในช่วงบั้นปลายชีวิต รวมทั้งยังไม่มีการเตรียมความพร้อม ทำให้ประเทศต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อดูแลกลุ่มนี้

นางสาวกนกวรรณกล่าวว่า เดิมการดูแลผู้สูงวัยของไทยแยกออกเป็นกลุ่มเปราะบางกับกลุ่มที่ใช้สิทธิ แต่ปัจจุบันปรับมาเป็นการดูแลแบบเท่าเทียม ยกเว้นผู้ที่ผ่านการคัดกรองว่าเป็นผู้เปราะบาง

นางสาวกนกวรรณกล่าวว่า รัฐบาลได้ประกาศนโยบายสำคัญ โดยให้ผู้สูงอายุเป็นระเบียบวาระแห่งชาติ ทุกหน่วยงานที่มีภาระงานเกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุต้องทำงานร่วมกัน และการดำเนินการทุกอย่างต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี โดยมีแผนปฏิบัติการผู้สูงอายุระยะที่ 3 ปี 2566-2580 เป็นกรอบทิศทางในการขับเคลื่อนงานด้านผู้สูงอายุของประเทศไทยระยะยาว 15 ปี นอกจากนี้ยังมีแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี 2566-2570 ของกระทรวงพม. และแผนปฏิบัติราชการระยะ 5 ปี 2566-2570 ของกรมกิจการผู้สูงอายุ

สำหรับสิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 11 ได้กำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริมและการสนับสนุนในด้านต่างๆ 13 ด้านได้แก่

1)การให้บริการทางการแพทย์และการสาธารณสุขที่จัดไว้ โดยให้ความสะดวกและความรวดเร็วแก่ผู้สูงอายุเป็นกรณีพิเศษ เช่น มีช่องทางเฉพาะอำนวยความสะดวก รวดเร็วเฉพาะ มีเจ้าหน้าที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ผู้สูงอายุ และจัดอุปกรณ์ให้ความสะดวกแก่ผู้สูงอายุ

2)การศึกษา การศาสนาและข้อมูลข่าวสาร เช่น จัดให้มีศูนย์การเรียนรู้ในชุมชน และให้มีหลักสูตรการศึกษาเกี่ยวกับผู้สูงอายุตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานถึงขั้นอุดมศึกษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระบบ นอกระบบ มีการจัดบริการข้อมูลข่าวสาร เช่น คู่มือสิทธิผู้สูงอายุ โปสเตอร์สิทธิผู้สูงอายุ

3)การประกอบอาชีพ ฝึกอาชีพที่เหมาะสม เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศจัดอบรมทักษะอาชีพหรือฝึกอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ

4)การพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่าย/ชุมชน เช่น ส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มหรือชมรมผู้สูงอายุ ให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคมภายในชุมชน และ/หรือ ระหว่างชุมชน โดยสมาคมสภาผู้สูงอายุฯ และสภาสังคมสงเคราะห์

5)การอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะหรือการบริการสาธารณะอื่น เป็นการปรับสภาพแวดล้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกของผู้สูงอายุให้เหมาะสมและปลอดภัย ครอบคลุมการซ่อมแซมบ้านโดยไม่ปรับปรุงโครงสร้าง เช่น เปลี่ยนโถสุขภัณฑ์ และติดราวจับทรงตัว เป็นต้น ในอัตราเหมาจ่ายหลังละไม่เกิน 22,500 บาท โดยถัวจ่ายทุกรายการทั้งค่าบริหารจัดการและค่าตอบแทน หรือกรณีซ่อมแซมบ้านโดยจำเป็นต้องปรับปรุง/เปลี่ยนแปลงโครงสร้าง เช่น การสร้าง/ย้ายห้องน้ำ หรือห้องนอนใหม่ ทำทางลาดพร้อมราวจับ เป็นต้นในอัตราเหมาจ่ายหลังละไม่เกิน 40,000 บาท โดยถัวจ่ายทุกรายการทั้งค่าบริหารจัดการและค่าตอบแทน

6)การลดหย่อนค่าโดยสาร และการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง ทั้งรถโดยสารประจำทาง, รถไฟ, รถไฟฟ้า BTS, รถไฟใต้ดิน MRT,รถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงก์, รถทัวร์ (บขส.),เรือ และ เครื่องบิน

7)การยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ อุทยานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ สวนสัตว์ 6 แห่ง องค์การสวนพฤกษศาสตร์ 5 แห่ง

8)การช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือถูกทอดทิ้ง ประสบปัญหาครอบครัว ด้านที่อยู่อาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสมได้ ไม่เกินวงเงินครั้งละ 3,000 บาท และไม่เกิน 3 ครั้ง/คน/ปี

9)การให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีและในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว จัดสรรทนายความเพื่อให้คำ ปรึกษาและช่วยเหลือในทางคดีหรือในทางแก้ไขปัญหาแก่ผู้สูงอายุที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางกฎหมาย ช่วยเหลือจัดทำนิติกรรมสัญญาช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายที่เป็นผู้สูงอายุในคดีอาญา ซึ่งมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทน ช่วยเหลือในการประนอมข้อพิพาท

10)การช่วยเหลือด้านที่อยู่อาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็นอย่างทั่วถึง มีค่ารักษาพยาบาลเบื้องต้น หรือค่าพาหนะเดินทาง โดยให้พิจารณาช่วยเหลือตามความจำเป็นและเหมาะสม ได้ไม่เกินวงเงินครั้งละ 3,000 บาท ไม่เกิน 3 ครั้ง/คน/ปี

11)การจ่ายเบี้ยยังชีพเป็นรายเดือนอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยต้องไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และต้องลงทะเบียนที่สำนักงานเขต หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ผู้สูงอายุมีภูมิลำ เนา

12)การสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี ต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ส่วนผู้สูงอายุที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ยังไม่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือยังไม่ได้ลงทะเบียน ให้ผู้อำนวยการเขต หรือนายอำเภอ หรือกำนัน หรือผู้ใหญ่บ้าน หรือนายกเทศมนตรี หรือนายกองค์การบริหารส่วนตำบล หรือนายกเมืองพัทยา หรือประธานชุมชน เป็นผู้รับรอง ซึ่งจะได้รับรายละ 3,000 บาท

13)การอื่นที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

นอกจากสิทธิผู้สูงอายุทั้ง 13 อนุมาตราแล้วยังมีสิทธิผู้สูงอายุตามมาตรา 13 กองทุนผู้สูงอายุและมาตรา 17 การลดหย่อนภาษีอีกด้วย โดยผู้สูงอายุสามารถกู้ยืมเงินทุนประกอบอาชีพรายบุคคลได้ คนละไม่เกิน 30,000 บาทและรายกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน 5 คน ได้กลุ่มละไม่เกิน 100,000บาท โดยต้องชำระคืนเป็นรายงวดภายในระยะเวลาไม่เกิน 3 ปี โดยไม่มีดอกเบี้ย

ส่วนการลดหย่อนภาษี ผู้อุปการะเลี้ยงดูบุพการีมีอายุ 60 ปีขึ้นไปโดยบิดา/มารดา ต้องมีรายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี จะได้รับลดหย่อนภาษี 30,000 บาท ต่อผู้สูงอายุ 1 คน

นอกจากนี้ยังมีศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุ ทำหน้าที่จัดบริการดูแลผู้สูงอายุปัจจุบันได้เปิดบริการ 12 แห่งทั่วประเทศ ทั้งแบบสงเคราะห์ฟรี และเสียค่าบริการ ภาคเหนือมี 2 ภาคกลาง 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 3 แห่ง เท่ากับภาคใต้ ซึ่งในรูปแบบการสงเคราะห์ ดูแลให้ผู้สูงอายุมีความสุข อยู่ดีกินดีตามอัตภาพ มีการรักษาพยาบล ดูแลจนถึงสิ้นสุดอายุขัย

ส่วนรูปแบบทางเลือกหรือเสียค่าบริการ มีทั้งหอพัก 1,500 บาทต่อเดือน มีอาหาร 3 มื้อ มีบริการทำกายภาพบำบัด และมีบังกะโลในราคา 1,500 บาท อาหาร 3 มื้อ แต่มีค่าแรกเข้า 300,000 บาทเพื่อนำไปปรับปรุงอาคารสถานที่ ทั้งสองประเภทขณะนี้มีผู้สูงอายุจองจำนวนมากและรอคิวยาว จึงได้มีการถ่ายโอนให้ท้องถิ่นรับไปดูแล ซึ่งมีค่าบริการ 30,000 บาท บางแห่งรวมค่าอาหาร แต่บางแห่งไม่รวมอาหาร

อนาคตไทยคนสูงอายุมาแน่นอน ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั้งที่มองไม่เห็น และมองไม่เห็น มีการเปลี่ยนแปลงทางจิตใจและอารมณ์ เช่น ภาวะเครียด ซึมเศร้า อารมณ์ขึ้นลงไม่คงที่ มีความเปราะบางจากการสูญเสียหลายด้าน เช่น การสูญเสียอำนาจจากการเกษียณจากการทำงาน ผู้ดูแล ที่เป็นญาติพี่น้อง ต้องดูแลอย่างเอาใจใส่” นางสาวกนกวรรณกล่าว

ที่มา ; thaipublica 20 มีนาคม 2024

เกี่ยวข้องกัน

"เรื่องเงินต้องมาก่อน" คนรุ่นใหม่ไม่สนแต่งงาน แต่มีความรักได้ 

ในสมัยก่อนการแต่งงานเป็นเรื่องที่แทบจะทุกครอบครัวให้ความสำคัญมาก ถ้าจะไปใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา ก็ต้องมีการแต่งงานก่อน เพื่อให้เป็นเกียรติแก่ครอบครัวและตัวฝ่ายหญิง รวมไปถึงเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการต่อผู้อื่นว่า “เรากับคนรัก” ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้ว 

แต่ในปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ไม่ได้มีความคิดเหมือนเช่นกับคนสมัยก่อน จะด้วยสภาวะทางสังคมหรือเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป คนรุ่นใหม่โอเคที่จะมีแฟน แต่ก็ไม่ได้มองการแต่งงานเป็นเรื่องสำคัญอีกต่อไปแล้ว และถ้าพวกเขาคิดจะมีลูก ก็จะต้องมีเงินและฐานะที่พร้อมก่อน 

โดยประเด็นนี้ เป็นข้อมูลจากส่วนหนึ่งของบทวิจัย จาก สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ที่เค้าต้องการศึกษาหาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกของคนรุ่นใหม่เลย โดยผมก็ขอสรุปประเด็นที่น่าสนใจเป็น 7 ข้อ 

ลองมาอ่านกันดูว่าเพื่อนๆ ก็คิดเห็นตรงกับข้อมูลจากบทวิจัยฉบับนี้หรือเปล่า? 

1. คนรุ่นใหม่มองว่า “การแต่งงานไม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิต แต่ไม่ได้ปฏิเสธการมีแฟนหรือมีคนรัก”

คนรุ่นใหม่กลุ่ม Gen X และ Gen Y มองว่า การแต่งงานหรือการมีลูก ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ครอบครัวสมบูรณ์ และการแต่งงานก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญในชีวิต แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธการมีคนรักนะครับ ง่ายๆ ว่า มีแฟนก็โอเค เพียงแต่ถ้าจะมีลูกสักคน ก็ต้องมีเมื่อพร้อมแล้วเท่านั้น โดยเฉพาะ “เรื่องการเงิน” 

2. คนรุ่นใหม่ “ไม่ได้คาดหวัง” ให้ลูกเป็นคนเลี้ยงดูยามแก่เฒ่าแล้ว

ในอดีตพ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อมีลูกมีหลานก็มักจะคาดหวังให้ลูกเลี้ยงดูต่อในยามแก่เฒ่า แต่จากการศึกษาพบว่า คนรุ่นใหม่มีความคิดที่เปลี่ยนไปแล้ว เพราะเค้าไม่ได้คาดหวังให้ลูกต้องมานั่งเลี้ยงดู โดยเฉพาะ “ผู้หญิงที่มีอาชีพมั่นคง” ส่วนใหญ่จะบอกว่า ถ้ามีลูก ก็ไม่ได้หวังให้ลูกมาเลี้ยงดู แต่สำหรับผู้ชายบางส่วนก็ยังอาจจะคาดหวังอยู่บ้าง เพียงแต่คิดว่าไม่สามารถกำหนดหรือบังคับลูกได้ เนื่องจากค่านิยมในสังคมได้เปลี่ยนไปแล้ว 

3. การมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ “ผู้หญิงจะกังวลเรื่องเวลา ส่วนผู้ชายจะกังวลเรื่องเงิน”

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่น่าสนใจ ที่ผู้หญิงหลายๆ คนเริ่มไม่อยากมีลูก โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิงที่มีการศึกษาสูง เป็นเพราะเมื่อผู้หญิงเรียนสูงขึ้น เมื่อเข้าสู่ตลาดแรงงาน ก็สร้างรายได้ได้สูง ถ้าจะมีลูกสักคน ผู้หญิงจึงไม่ได้มองแค่เรื่องเงิน แต่มองถึงเรื่องเวลาด้วย ไม่ว่าจะเป็นต้องเสียโอกาสไปกับการเลี้ยงลูกหรือตั้งท้อง อันเนื่องมาจากค่านิยมในสังคม มองว่าผู้หญิงมีหน้าที่เลี้ยงลูก ในขณะที่ผู้ชายจะกังวลเรื่องเงินมากกว่า เพราะมองว่าตัวเองเป็นหัวหน้าครอบครัวและมีหน้าที่ในการหาเงิน 

4. “เงินเป็นปัจจัยสำคัญ” ในการสร้างครอบครัวที่มีคุณภาพ

ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง ทั้ง 2 ฝ่ายต่างมองเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างครอบครัว ทำให้คนที่ยังไม่แต่งงานหรือยังไม่มีคนรัก เลือกที่จะสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตัวเองก่อน อย่างในมุมผู้หญิงเองก็ไม่ได้คาดหวังจะพึ่งผู้ชาย เพราะถ้าตัวเองมีความมั่นคง ถ้าแต่ไปแล้วไม่เวิร์คก็สามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ ในขณะเดียวกันผู้ชายก็มองว่าตัวเองต้องสร้างความมั่นคงทางการเงิน เพราะค่านิยมในสังคมไทย ผู้ชายคือ หัวหน้าครอบครัว 

5. “สังคมไทยไม่มีคุณภาพ และ มีการแข่งขันสูง” ทำให้คนรุ่นใหม่คิดหนักที่จะมีลูก

การจะมีลูกนอกจากจะมองเรื่องเงิน ผู้เข้าร่วมวิจัยยังมองไปถึง คุณภาพของสังคม ความปลอดภัย การศึกษา รวมไปถึงเด็กที่เกิดมาจะต้องเจอการแข่งขันในระดับที่สูงมาก ดังนั้น ถ้าอยากให้ลูกมีอนาคตที่ดีก็ต้องมีเงิน คนรุ่นใหม่ก็เลยมองว่า ถ้าเรายังไม่พร้อมพอที่จะสร้างคุณภาพชีวิตให้ดีแก่ลูกที่จะเกิดมาได้ อาจจะทำให้เขาลำบากในอนาคต 

6. “เศรษฐกิจ” ก็ส่งผลต่อการตัดสินใจมีลูกเหมือนกันนะ

ปัจจัยด้านเศรษฐกิจส่งผลต่อการมีลูกสำหรับคนรุ่นใหม่ ถ้าเศรษฐกิจตกต่ำ คนก็จะอยากมีลูกน้อยลง เพราะแค่รายได้ก็หายากแล้ว แต่ถ้าเศรษฐกิจดีขึ้นมาหน่อย ก็จะรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสถานะที่จ่ายให้ลูกไหว ดังนั้น ในสภาวะเศรษฐกิจแย่ ก็เป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ทำให้คนไม่อยากมีลูกครับ 

7. “ผู้หญิงรุ่นใหม่” คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้านด้วย

จากการศึกษาพบว่า ผู้หญิงรุ่นใหม่คาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่ในบ้าน เพราะรู้สึกเสียเปรียบที่ต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบความเรียบร้อยภายในบ้านอยู่ฝ่ายเดียว โดยจะต้องแบกรับภาระทั้งงานนอก งานใน รวมไปถึงงานเลี้ยงลูกอีก จึงคาดหวังให้ผู้ชายมีหน้าที่รับผิดชอบดูแลเรื่องภายในบ้านเช่นกัน 

จากที่เล่ามาทั้งหมดนี้ ถ้าผมบอกว่า การที่คนรุ่นใหม่อยากมีลูกน้อยลง มันกระทบกับเศรษฐกิจประเทศมากเลยนะ เพื่อนๆ จะเชื่อไหมครับ 

เพราะอะไรน่ะเหรอ... เพื่อนๆ คิดภาพตาม ดังนี้ครับ “คนวัยทำงาน” เป็นกลุ่มสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจถูกมั้ย เพราะเป็นช่วงวัยที่สร้างงานสร้างเงินได้มากที่สุด แล้วถ้าคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก ประเทศของเราก็จะมีแต่คนที่แก่ชราลงเรื่อยๆ ในขณะที่ไม่มีวัยทำงานใหม่ๆ เข้ามาทดแทนเลย ดังนั้น ความสามารถในการลงทุนและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศจึงได้รับผลกระทบเต็มๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยครับ 

อย่างไรก็ตาม การมีลูกสักคนนอกจากจะเป็นเรื่องความรัก “เรื่องของการเงินและความพร้อม” ก็เป็นเรื่องสำคัญ ผมเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกเกิดในสภาพสังคมที่ดี เติบโตและไปได้ไกลว่ากว่าชีวิตที่เราเป็นอยู่ ดังนั้น ถ้าผมจะมีลูกสักคน ผมคงเลือกวางแผนให้พร้อมในด้านสำคัญ ก่อนคิดมีลูกครับ 

ที่มา ; Blockdit

สรุปสาระสำคัญ

บทความนำเสนอการคาดการณ์โครงสร้างประชากรไทยในอีก 60 ปีข้างหน้า โดยผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้แบบจำลอง Spectrum ของ Avenir Health พบว่า หากอัตราการเกิดยังลดลงต่อเนื่อง ประเทศไทยจะมีประชากรลดลงจากประมาณ 66 ล้านคน เหลือเพียง 33 ล้านคนในปี 2626 ขณะที่วัยแรงงานลดลงอย่างรุนแรงจาก 46 ล้านคน เหลือเพียง 14 ล้านคน และเด็กจะเหลือเพียง 1 ล้านคน ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุจะเพิ่มเป็น 18 ล้านคน หรือมากกว่าครึ่งของประชากรทั้งหมด

โครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไปส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจผ่าน GDP ทั้ง 4 เครื่องยนต์ ได้แก่ การบริโภค (C) ที่ลดลงจากกำลังซื้อของประชากรลดลง การลงทุน (I) ที่ชะลอตามอุปสงค์ภายในประเทศ การใช้จ่ายภาครัฐ (G) ที่เพิ่มขึ้นจากภาระสวัสดิการผู้สูงอายุ และการส่งออกสุทธิ (X-M) ที่อาจเสียความสามารถแข่งขันเมื่อแรงงานลดลง

สาเหตุสำคัญของปัญหา ได้แก่ อัตราการเกิดต่ำ ค่านิยมคนรุ่นใหม่ไม่ต้องการมีบุตร ภาระค่าครองชีพสูง และการเข้าสู่สังคมสูงวัยคล้ายประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน ซึ่งเผชิญแนวโน้มเดียวกัน บทความจึงชี้ว่าประเทศไทยต้องเร่งกำหนดนโยบายเชิงรุกเพื่อรับมือวิกฤตประชากร ทั้งด้านแรงงาน เศรษฐกิจ และสวัสดิการสังคมอย่างเร่งด่วน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

ข้อใดเป็น “สมมติฐานสำคัญ” ที่ใช้ในการคาดการณ์ประชากรไทย
ก. เพิ่มการอพยพเข้าไทย
ข. อัตราการเกิดคงที่ตลอดเวลา
ค. อัตราการเจริญพันธุ์ลดลงต่อเนื่อง
ง. เศรษฐกิจเติบโตเฉลี่ย 5%

เฉลย: ค
เหตุผล: การศึกษากำหนดว่าความอุดมสมบูรณ์ (fertility rate) ลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นตัวแปรหลักของการลดประชากร

 

ข้อ 2

ผลกระทบที่สำคัญที่สุดของประชากรลดลงต่อ GDP คือข้อใด
ก. การส่งออกเพิ่มขึ้น
ข. การบริโภคลดลง
ค. การลงทุนภาครัฐลดลง
ง. ภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: เมื่อประชากรลด โดยเฉพาะวัยแรงงานและเด็ก การบริโภค (C) จะลดลงเป็นผลโดยตรง

 

ข้อ 3

ข้อใดอธิบาย “วัยแรงงาน” ได้ถูกต้องตามบทความ
ก. อายุ 0–14 ปี
ข. อายุ 15–64 ปี
ค. อายุ 20–59 ปี
ง. อายุ 60 ปีขึ้นไป

เฉลย: ข
เหตุผล: นิยามมาตรฐานในบทความคือช่วงอายุ 15–64 ปี

 

ข้อ 4

เหตุผลสำคัญที่ทำให้อัตราเกิดลดลงคือข้อใด
ก. การย้ายถิ่นฐานมากขึ้น
ข. ค่านิยมมีลูกมากขึ้น
ค. ภาระค่าครองชีพและวิถีชีวิตเปลี่ยน
ง. การเสียชีวิตของผู้สูงอายุเพิ่ม

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความชี้ว่าความเป็นอยู่ ค่าใช้จ่าย และค่านิยมคนรุ่นใหม่เป็นปัจจัยหลัก

 

ข้อ 5

ประเทศใดถูกยกเป็นตัวอย่างสังคมสูงวัยที่มีผลต่อเศรษฐกิจ
ก. อินเดีย
ข. เวียดนาม
ค. ญี่ปุ่น
ง. อินโดนีเซีย

เฉลย: ค
เหตุผล: ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างประเทศที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุสูงและเศรษฐกิจเติบโตต่ำ

 

ข้อ 6

ข้อใดเป็นผลกระทบต่อภาครัฐโดยตรง
ก. รายได้ภาษีเพิ่มขึ้น
ข. ภาระสวัสดิการลดลง
ค. ภาระงบประมาณผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
ง. การลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้สูงอายุเพิ่มทำให้รัฐต้องใช้งบประมาณด้านสวัสดิการมากขึ้น

 

ข้อ 7

ข้อใดเป็น “เครื่องยนต์ GDP” ที่เกี่ยวกับภาครัฐ
ก. C
ข. I
ค. G
ง. X-M

เฉลย: ค
เหตุผล: G คือ Government Spending หรือการใช้จ่ายภาครัฐ

 

ข้อ 8

ผลกระทบของแรงงานลดลงต่อภาคธุรกิจคือข้อใด
ก. ต้นทุนแรงงานลดลง
ข. ขาดแคลนแรงงานและผลิตภาพลดลง
ค. การบริโภคเพิ่มขึ้น
ง. การส่งออกเพิ่มขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: แรงงานลดทำให้การผลิตและศักยภาพเศรษฐกิจลดลง

 

ข้อ 9

แนวโน้มประชากรไทยในอนาคตเป็นลักษณะใด
ก. ฐานปิรามิดกว้างขึ้น
ข. โครงสร้างสมดุล
ค. สังคมเด็กเพิ่ม
ง. โครงสร้างหัวกลับ (ผู้สูงอายุเพิ่ม)

เฉลย: ง
เหตุผล: ผู้สูงอายุเพิ่มมากจนเป็นสังคมฐานกลับ

 

ข้อ 10

แนวทางแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดตามบทความคือข้อใด
ก. ลดการลงทุนภาครัฐ
ข. ส่งเสริมการมีบุตรและเพิ่มคุณภาพแรงงาน
ค. ลดภาษีการส่งออก
ง. ลดการศึกษาในระบบ

เฉลย: ข
เหตุผล: ต้องเพิ่มอัตราเกิดและยกระดับแรงงานเพื่อรองรับโครงสร้างใหม่

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น