
การเลือกตั้งใหญ่ปี 2569 กำลังจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศไทย ขณะที่พรรคการเมืองต่างแข่งขันเสนอนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คำถามสำคัญที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรถาม คือ พรรคไหนมีวิสัยทัศน์ในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพราะนี่คือกุญแจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว และเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางที่เราติดอยู่มานานกว่า 20 ปี
แต่ในไทย การลงทุนด้านการศึกษายังไม่เท่าเทียม โดยเฉพาะระหว่างเมืองกับชนบท กรุงเทพฯกับจังหวัดอื่น ๆ และระหว่างครอบครัวที่มีฐานะต่างกัน ความไม่เท่าเทียมนี้ทำให้เด็กและเยาวชนจำนวนมากไม่สามารถพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับเศรษฐกิจสมัยใหม่ ส่งผลให้ผลิตภาพแรงงานต่ำ ขาดบุคลากรที่มีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม และทำให้ประเทศติดกับดักรายได้ปานกลาง
รากฐานของปัญหานี้มาจากความล้มเหลวของกลไกตลาด เพราะการศึกษาเป็นสินค้ากึ่งสาธารณะที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมมากกว่าผลตอบแทนส่วนบุคคล เมื่อปล่อยให้กลไกตลาดทำงานโดยลำพัง การลงทุนในการศึกษาจะต่ำกว่าระดับที่เหมาะสมทางสังคม โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลหรือครอบครัวยากจน ซึ่งเผชิญทั้งต้นทุนสูงและข้อจำกัดด้านสภาพคล่อง ด้วยเหตุนี้ แม้ประเทศจะมี GDP เพิ่มขึ้น แต่หากไม่มีการแทรกแซงจากภาครัฐ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาก็จะยังคงอยู่และขยายตัวมากขึ้น
ผลของความล้มเหลวนี้ปรากฏชัดในวงจรความเหลื่อมล้ำที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ครอบครัวยากจนไม่สามารถลงทุนในการศึกษาของลูกหลานได้เพียงพอ ทั้งค่าใช้จ่ายทางตรงและรายได้ที่สูญเสียหากส่งลูกเรียนแทนที่จะให้ช่วยทำงาน เด็กจากครอบครัวยากจนจึงต้องออกจากโรงเรียนเพื่อหารายได้ การตัดสินใจนี้อาจจำเป็นในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียต่อโอกาสในชีวิตระยะยาว ทำให้พวกเขาติดอยู่ในวงจรความยากจนที่ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาทุนมนุษย์โดยรวมของประเทศ
นอกจากนี้ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในไทยยังสะท้อนช่องว่างในการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง การยกระดับคุณภาพการศึกษาต้องอาศัยการลงทุนพร้อมกันในหลายด้าน ทั้งอาคารเรียน การพัฒนาครู หลักสูตร และเทคโนโลยี การขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานทำให้การศึกษาไทยติดอยู่ในสภาพที่พัฒนาไม่เต็มที่ สถานการณ์นี้เปรียบเสมือนรถติดหล่มที่ต้องออกแรงผลักพร้อมกันจากหลายทิศทางจึงจะหลุดได้ แต่ทุกคนกลับออกแรงคนละจังหวะและคนละทิศทาง
การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องมี “การผลักดันครั้งใหญ่” (Big Push) คือการลงทุนพร้อมกันในหลายมิติเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การลงทุนต้องครอบคลุมทุกองค์ประกอบของระบบการศึกษาอย่างบูรณาการ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาครู การปรับปรุงหลักสูตร เทคโนโลยีการเรียนการสอน การบริหารจัดการโรงเรียน ระบบการประเมินผล และการสร้างระบบสนับสนุนทางการเงินแก่ครอบครัวยากจน
การลงทุนในทุนมนุษย์คือการลงทุนในอนาคตของประเทศไทย โดยผลลัพธ์จะปรากฏในรูปของการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน การลดช่องว่างรายได้ และการสร้างสังคมที่เสมอภาคมากขึ้น
การแก้ไขปัญหานี้ไม่ควรถูกจำกัดอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และควรเป็นนโยบายหลักที่ทุกพรรคการเมืองต้องให้ความสำคัญในการเลือกตั้งปี 2569 หากต้องการนำพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางและก้าวสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วที่ประชาชนส่วนใหญ่มีความกินดีอยู่ดี
แหล่งข้อมูล
คอลัมน์ : SD TALK
ผู้เขียน : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สหวรัชญ์ พลหาญ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ
ที่มา ; ประชาชาตฺธุรกิจออนไลน์ วันที่ 17 มกราคม 2569
บทความชี้ว่าการเลือกตั้งควรให้ความสำคัญกับ “ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” ซึ่งเป็นรากของปัญหาเศรษฐกิจระยะยาวของไทย แม้พรรคการเมืองมุ่งนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่การพัฒนาทุนมนุษย์คือกุญแจปลดล็อกผลิตภาพและนวัตกรรม ปัจจุบันการลงทุนด้านการศึกษายังไม่เท่าเทียมระหว่างเมือง–ชนบท และฐานะครอบครัว ส่งผลให้เด็กจำนวนมากขาดทักษะที่จำเป็นต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่
สาเหตุหลักมาจากความล้มเหลวของกลไกตลาด เนื่องจากการศึกษาเป็นสินค้ากึ่งสาธารณะที่ให้ประโยชน์ต่อสังคมสูงกว่าผลตอบแทนส่วนบุคคล จึงต้องอาศัยบทบาทรัฐในการแทรกแซง โดยเฉพาะช่วยเหลือครอบครัวยากจนที่มีข้อจำกัดด้านต้นทุนและสภาพคล่อง มิฉะนั้นจะเกิดวงจรความยากจนข้ามรุ่น
อีกปัญหาคือการขาดการบูรณาการของหน่วยงาน ทำให้การพัฒนาไม่ครบทุกมิติ เปรียบเหมือน “รถติดหล่ม” ที่ต้องผลักพร้อมกัน บทความเสนอแนวคิด “Big Push” คือการลงทุนแบบบูรณาการทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ครู หลักสูตร เทคโนโลยี การบริหาร และระบบสนับสนุนทางการเงิน
สรุป การแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วนร่วมมือ และควรเป็นนโยบายหลักในการเลือกตั้ง เพื่อพาประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางอย่างยั่งยืน
ข้อ 1 เหตุผลสำคัญที่บทความเน้นความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือข้อใด
ก. ลดงบประมาณรัฐ
ข. เพิ่มคะแนนสอบ
ค. พัฒนาผลิตภาพระยะยาว
ง. เพิ่มจำนวนนักเรียน
เฉลย: ค เพราะเป็นรากของการเพิ่มผลิตภาพและเศรษฐกิจระยะยาว
ข้อ 2 การศึกษาถูกจัดเป็น “สินค้ากึ่งสาธารณะ” เพราะ
ก. มีราคาถูก
ข. รัฐจัดให้ฟรี
ค. ให้ประโยชน์ต่อสังคมสูง
ง. เอกชนผลิตได้
เฉลย: ค เพราะเกิด externalities เชิงบวกต่อสังคม
ข้อ 3 ความล้มเหลวของตลาดนำไปสู่ผลใด
ก. การลงทุนเกิน
ข. การลงทุนต่ำกว่าที่ควร
ค. คุณภาพสูงเกิน
ง. การแข่งขันสมบูรณ์
เฉลย: ข เพราะเอกชนไม่ลงทุนเพียงพอ
ข้อ 4 กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ
ก. คนเมือง
ข. คนรวย
ค. ครู
ง. ครอบครัวยากจน
เฉลย: ง เพราะมีข้อจำกัดด้านต้นทุนและรายได้
ข้อ 5 “Big Push” หมายถึง
ก. การลดงบ
ข. การลงทุนเฉพาะจุด
ค. การลงทุนพร้อมกันหลายด้าน
ง. การเพิ่มภาษี
เฉลย: ค เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างแบบบูรณาการ
ข้อ 6 ปัญหาการประสานงานสะท้อนว่า
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขาดครู
ค. ขาดการบูรณาการ
ง. ขาดนักเรียน
เฉลย: ค ทำให้การพัฒนาไม่ครบระบบ
ข้อ 7 ตัวอย่างการแก้ปัญหาที่เหมาะสมคือ
ก. เพิ่มข้อสอบ
ข. แจกเงินระยะสั้น
ค. ลงทุนครูและเทคโนโลยีร่วมกัน
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค สอดคล้องแนวคิดบูรณาการ
ข้อ 8 วงจรความยากจนเกิดจาก
ก. รายได้สูง
ข. การศึกษาเพียงพอ
ค. ขาดโอกาสทางการศึกษา
ง. เทคโนโลยีสูง
เฉลย: ค ทำให้พัฒนาไม่ได้
ข้อ 9 หากเป็นผู้บริหารโรงเรียน ควรทำอย่างไร
ก. เน้นสอบอย่างเดียว
ข. สร้างเครือข่ายช่วยเหลือนักเรียนยากจน
ค. ลดกิจกรรม
ง. เพิ่มค่าธรรมเนียม
เฉลย: ข เป็นการแก้เชิงระบบระดับสถานศึกษา
ข้อ 10 ข้อใดสอดคล้องกับวาระแห่งชาติ
ก. ทำเฉพาะกระทรวง
ข. ทำเฉพาะโรงเรียน
ค. ทุกภาคส่วนร่วมมือ
ง. เอกชนทำเอง
เฉลย: ค ต้องอาศัยความร่วมมือทุกฝ่าย