
"หากจะให้นายรัชฎา อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ ซึ่งเป็นเหตุให้พักงานได้ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ข้อ 78 (1) ประกอบกับพิจารณาแล้วว่า การสอบสวนในกรณีนี้จะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดอีกหลายขั้นตอน และมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก จึงได้ออกคำสั่งให้ นายรัชฏา ออกจากราชการไว้ก่อน ตามกฎ ก.พ.ฯ ข้อ 83 โดยมีผลตั้งแต่ 3 ก.พ. 2566 เป็นต้นไป"
คือ ข้อมูลสำคัญที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหาข่าวประชาสัมพันธ์ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เกี่ยวกับความคืบหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรณีถูกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา จากพฤติการณ์เรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ในช่วงเย็นวันที่ 3 ก.พ.2566 ที่ผ่านมา
ซึ่งมีสาระสำคัญอยู่ที่การให้ออกคำสั่งให้ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ออกจากราชการไว้ก่อน เนื่องจากการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากมีขั้นตอนหลายขั้นตอนประกอบกับมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
ตามที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว
ต่อไปนี้เป็นรายละเอียดฉบับเต็ม ในคำสั่งให้ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ออกจากราชการไว้ก่อนดังกล่าว ที่ลงนามโดย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.)
คำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่ 44/2566
เรื่อง ให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงจนถูกตั้งกรรมการสอบสวน
ด้วยนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา เลขประจำตัวประชาชน XXX ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งประเภทบริหาร ตำแหน่งในสายงานผู้บริหาร ระดับสูง สังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตำแหน่งเลขที่ 1 เงินเดือน 76,800 บาท มีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ 3/2566 ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ.2566 ในเรื่องที่คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงตามคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ 461/2565 ลงวันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ.2565 รายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. ได้เข้าจับกุม นายรัชฏา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และแจ้งข้อกล่าวหาในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงาน สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งรัฐ สมาชิกสภาจังหวัด หรือสมาชิกสภาเทศบาลเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเอง เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือไม่ชอบด้วยหน้าที่ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยทุจริต
ซึ่งจากการสืบสวนปรากฎข้อเท็จจริงประกอบพยานแวดล้อมน่าเชื่อว่า นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จริง
โดยที่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ย่อมมีอำนาจหน้าที่บังคับบัญชาข้าราชการและรับผิดชอบในการปฏิบัติราชการภายในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ให้เกิดผสสัมฤทธิ์และเป็นไปตามเป้าหมาย แนวทาง และแผนการปฏิบัติราชการของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กลับมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเสียเอง ไม่ว่าจะด้วยวัตถุประสงค์เพื่อแลกกับการไม่สั่งโยกย้ายผู้ถูกเรียกให้ไปดำรงตำแหน่งอื่นหรือไม่ประการใด
นอกจากนี้นายรัชฏา สุริยกุล ณ อยุธยา ในฐานะเป็นข้าราชการและผู้บริหารระดับสูงย่อมได้รับการยกย่องนับถือจากบุคคลทั่วไปว่า เป็นผู้ที่มีเกียรติศักดิ์และศักดิ์ศรี และได้รับการยกย่องจากสังคม
แต่กลับถูกจับกุมจากพฤติการณ์เรียกรับเงินจนเป็นข่าวแพร่หลายในสังคม ย่อมมีผลกระทบต่อความรู้สึกของประชาชน จนอาจเป็นเหตุให้ประชาชนเสื่อมความเชื่อถือ ศรัทธา มีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ชื่อเสียงและประสิทธิภาพของราชการ รวมถึงก่อให้เกิดความเสื่อมเสียเกียรติและภาพพจน์ของข้าราชการ
ประกอบกับคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้รายงานความก้าวหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงว่า อยู่ระหว่างนัดหมายประชุมคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา เพื่อแจ้งให้นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานและให้โอกาส นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงแสดงหลักฐานหรืออ้างพยานบุคคลเพื่อแก้ข้อกล่าวหาต่อไป
โดยคณะกรรมการสอบสวนจะต้องพิจารณาพยานหลักฐานและสอบสวนพยานบุคคลที่ถูกกล่าวหาอ้างถึง รวมถึงพิจารณามีมติในเรื่องที่สอบสวนให้ครบถ้วนทุกข้อกล่าวหาและทุกประเด็น
จึงต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเพิ่มขึ้นและไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว
นอกจากนี้ สื่อมวลชนหลายแขนงได้เสนอข่าวเรื่องกองบังคับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ(บก.ปปป.) ส่งสำนวนกรณีกล่าวหา นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา เรียกรับเงินสินบนโยกย้ายตำแหน่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาและมีมติสั่งไต่สวนแล้ว
จากข้อเท็จจริงข้างต้นทำให้เห็นว่ามูลกรณีเป็นเรื่องที่ร้ายแรง มีผลกระทบต่อชื่อเสียงของหน่วยงาน และความเชื่อมั่น ความไว้วางใจของประชาชนต่อการบริหารงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
หากจะให้ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ ซึ่งเป็นเหตุให้พักราชการได้ตามข้อ 78(1) ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัยพ.ศ. 2556
และได้พิจารณาเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาที่เป็นเหตุให้พักราชการนั้นจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็วตามข้อ 83 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 เนื่องจาก คณะกรรมการสอบสวนมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ ประกอบกับมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก
กรณีที่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จนถูกตั้งกรรมการสอบสวนนั้น
พิจารณาเห็นว่าการสอบสวนพิจารณาจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว สมควรให้ผู้นี้ออกจากราชการไว้ก่อน
ฉะนั้น อาศัยอำนาจตามมาตรา 57 (2) และมาตรา 101 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบข้อ 78 (1) ข้อ 83 และข้อ 84 ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556
จึงสั่งให้นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ออกจากราชการไว้ก่อน
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
หากท่านประสงค์จะโต้แย้งคำสั่งนี้ ให้ทำคำร้องทุกข์เป็นหนังสือถึงประธาน ก.พ.ค. โดยยื่นต่อ
พนักงานผู้รับคำร้องทุกข์ที่สำนักงาน ก.พ. เลขที่ 47/111 ถนนติวานนท์ ตำบลตลาดขวัญ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000 หรือยื่นคำร้องทุกข์โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนไปยังสำนักงาน ก.พ. ก็ได้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้ ตามมาตรา 123 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกฎ ก.พ.ค. ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์ พ.ศ. 2551
สั่ง ณ วันที่ 3 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566
(ลงนาม) จตุพร บุรุษพัฒน์
ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จากข้อมูลในคำสั่งดังกล่าว จะเห็นได้ว่า นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ยังมีโอกาสที่จะโต้แย้งคำสั่งนี้ต่อ ประธาน ก.พ.ค. ได้ ภายในระยะเวลาสามสิบวันนับแต่วันที่ทราบคำสั่งหรือถือว่าทราบคำสั่งนี้
ส่วนคำโต้แย้งจะมีผลลัพธ์อย่างไร? การพิจารณาของประธาน ก.พ.ค. จะเสร็จสิ้น ก่อนที่ผลการสอบสวนคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะออกมาหรือไม่?
บทสรุปสุดท้าย ของวิบากกรรมคดีทุจริต ที่นายรัชฎา ต้องเผชิญหน้านับจากนี้ จะออกมาเป็นอย่างไร?
คงต้องคอยติดตามดูกันต่อไป แบบห้ามกระพริบตาโดยเด็ดขาด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
มีผล 3 ก.พ.! ให้ออกจากราชการ 'รัชฎา' อธิบดีกรมอุทยานฯ ปมเรียกเงินสินบน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 3 ก.พ. 2566 นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ปกท.ทส.) เผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรณีถูกจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา จากพฤติการณ์เรียกรับเงินจากเจ้าหน้าที่ในสังกัดกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งเป็นกรณีที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน ว่า จากรายงานความก้าวหน้าการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงในเบื้องต้น พบว่า ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อภาพพจน์ของข้าราชการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงกระทบต่อความรู้สึก ความเชื่อถือศรัทธาของพี่น้องประชาชน
อีกทั้ง การพิจารณาพยานหลักฐานและการสอบสวนพยานบุคคลที่ถูกกล่าวหาอ้างถึง จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการสอบสวนเพื่อให้ครอบคลุมทุกข้อกล่าวหาและทุกประเด็น ซึ่งคาดว่าจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว ฝ่ายกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของหน่วยงาน และความเชื่อมั่นของประชาชนในการบริหารงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก
หากจะให้นายรัชฎา อยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ ซึ่งเป็นเหตุให้พักงานได้ตามกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 ข้อ 78 (1) ประกอบกับพิจารณาแล้วว่า การสอบสวนในกรณีนี้จะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง มีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดอีกหลายขั้นตอน และมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก จึงได้ออกคำสั่งให้ นายรัชฏา ออกจากราชการไว้ก่อน ตามกฎ ก.พ.ฯ ข้อ 83 โดยมีผลตั้งแต่ 3 ก.พ. 2566 เป็นต้นไป
ซึ่งขณะนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสารและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสรุปผลการสอบสวนวินัยร้ายแรงเป็นไปอย่างยุติธรรม และเกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ซึ่งการลงนามในคำสั่งให้นายรัชฎา ออกจากราชการไว้ก่อนในครั้งนี้ เป็นไปตามกฎ ก.พ.ฯ อีกทั้งเพื่อให้สาธารชนได้รับทราบถึงความคืบหน้าของการสอบสวนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และคลายกังวลต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ปกท.ทส. เผยความคืบหน้าการสอบวินัยร้ายแรง อธิบดีกรมอุทยานฯ 'รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา' คดีเรียกรับเงินสินบน คาดไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว และอาจเกิดการสียหายแก่ราชการ จึงให้ออกจากราชการไว้ก่อน
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 03 กุมภาพันธ์ 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ป.ป.ช.-ตร.-ป.ป.ท. รวบตัวเจ้าพนักงานเขตราชเทวี เรียกรับผลปย. 3.2 ล้าน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2566 สำนักงาน ป.ป.ช. โดย นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., นายศรชัย ชูวิเชียร ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช., นายพิศิษฐ์ พัฒนกิจจำรูญ ผอ.สำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ ร่วมกับ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผบช.ก. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.จรูญเกียรติปานแก้ว ผบก.ปปป., พ.ต.อ.อภิชาติ โพธิจันทร์ รอง ผบก.ปปป., พ.ต.อ.ธนวัฒน์ หิ้นยกฮิ่น ผกก.1 บก.ปปป.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ ป.ป.ท. นำโดย นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้อำนวยการกองปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ 2, นายสุภาพ ศิริ ผู้อำนวยการกองอำนวยการต่อต้านการทุจริต, พ.ต.ต.จักรกฤษณ์ ประจันพล ผู้อำนวยการกลุ่มงานอำนวยการด้านคุ้มครองพยาน และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ง. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ง., นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย ผู้ช่วย เลขาธิการ ป.ป.ง.,นายปิยะ ศรีวิกะ ผู้อำนวยการกองคดี 2 และ นายภัทระ หลักทอง ผู้อำนวยการกองป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย
ร่วมกันจับกุม นายประมวลฯ อายุ 57 ปี ดำเนินคดีในความผิดฐาน 'เป็นเจ้าพนักงาน เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ เพื่อกระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดในตำแหน่งไม่ว่าการนั้นจะชอบหรือมิชอบด้วยหน้าที่' ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149, 'ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต' มาตรา 157 ณ ลานจอดรถ โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย กรณี จนท.สนง.เขตราชเทวี ใช้อำนาจ ในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ บริษัทฯ เข้าไปชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน พฤติการณ์ กล่าวคือ จนท. สนง.เขต แจ้งให้ บริษัทฯ เข้าไปชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามแบบ (ภ.ร.ด.2) และผู้เสียหายได้มอบหมายให้ ตัวแทนซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัทฯ เข้าไปติดต่อและต่อมาตัวแทนของผู้เสียหายได้กลับมาแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า จนท.สนง.เขตราชเทวี ได้บอกว่า บริษัทฯ จะต้องชำระค่าภาษีประมาณ 40 กว่าล้านบาท แต่หากนำเอาเงินมาให้ จนท.สนง.เขตราชเทวี รายดังกล่าว จำนวน 3 ล้านบาท จะเก็บเรื่องดังกล่าวไว้ ทำให้ บริษัทฯ ไม่ต้องชำระเงินจำนวน 40 กว่าล้านบาท
จากนั้นบริษัทฯ ได้ให้ตัวแทนติดต่อแจ้งว่ายอดภาษีที่แจ้งมานั้นมีจำนวนสูงเกินจริงซึ่ง จนท.สนง.เขต ได้ตอบว่า
เงินที่เคยเสนอไปจำนวน 3 ล้านบาท ขอเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 3,500,000 บาท เพราะต้องเอาไปแบ่งกรรมการอีกหลายท่าน ต่อมาผู้เสียหายแจ้งว่าจะนำพนักงานบัญชีของบริษัทฯไปขอทราบรายละเอียด ก็ได้คำตอบว่าสามารถลดราคาลงได้เหลือ 3,200,000 บาท ผู้ร้องเรียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของ จนท.สนง.เขตราชเทวีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจงใจเรียกรับเงินเพื่อไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไม่เก็บภาษีเข้ารัฐฯ
จึงมาร้องเรียนเพื่อให้ตรวจสอบและในขณะที่ผู้เสียหายได้ให้ถ้อยคำต่อพนักงานสอบสวนอยู่นั้น ตัวแทนของผู้เสียหายได้โทรศัพท์เข้ามาหาและแจ้งว่าได้นัดหมายกับ จนท.สนง.เขตราชเทวีคนดังกล่าวเพื่อให้เข้ามาพบผู้เสียหายในวันศุกร์ที่ 31 มี.ค. 2566 เวลา 14.00 น. ที่โรงแรมฯ เพื่อรับฟังรายละเอียดจาก จนท.สนง.เขตด้วยตนเอง
จนกระทั่ง 31 มี.ค. 2566 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ประสานและวางแผนการจับกุมร่วมกับผู้เสียหายเพื่อกำหนดแนวทางและรวบข้อมูลพยานหลักฐาน จนกระทั่ง จนท.สนง.เขตฯ ได้ขับรถมาที่โรงแรมฯ เพื่อพบตัวแทนผู้เสียหายเพื่อขึ้นไปพบกับผู้เสียหาย โดยทั้งสองได้พูดคุยเพื่อเจรจาต่อรองกัน สรุปได้ว่าผู้เสียหายต้องจ่ายเงินทั้งสิ้นเป็นเงินจำนวน 3,200,000 บาท พร้อมทั้งนัดหมายส่งมอบเงินให้กับ จนท.สนง.เขตฯ ในวันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 14.00 น.
ต่อมาวันที่ 3 เม.ย. 2566 เวลาประมาณ 16.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป.พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ผู้เสียหายนำเงินสดจำนวนทั้งสิ้น 3,200,000 บาท มาลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ กก.1 บก.ปปป.เพื่อเป็นพยานหลักฐาน
ต่อมาวันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลาประมาณ 14.00 เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปปป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ช. และเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ร่วมกันวางแผนเพื่อแสวงหาพยานหลักฐานและรวบรวมพยานหลักฐาน โดยให้ ผู้เสียหายนำเงินสดซึ่งลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว นำมามอบให้ จนท.สนง.เขตฯ ที่ โรงแรมฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ฯ เฝ้าสังเกตการณ์อยู่บริเวณโดยรอบ เมื่อผู้ต้องหาได้เดินทางมาถึงโรงแรมฯที่เกิดเหตุได้ใช้รถยนต์ราชการของสำนักงานเขตราชเทวีทะเบียน 2 กพ 6108 กทม
และเมื่อผู้เสียหายได้ส่งมอบเงินแล้ว จนท.สนง.เขตฯ กำลังเดินทางกลับเมื่อถึงบริเวณลานจอดรถโรงแรมฯ เจ้าหน้าที่ฯ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานเพื่อเข้าทำการตรวจค้น ขณะทำการตรวจค้น พบว่ามีเงินสดจำนวน 3,200,000 บาท อยู่ภายในถุงกระดาษสีขาวที่จนท.สนง.เขตฯ ถือติดตัวมาด้วย เจ้าหน้าที่ฯจึงทำการตรวจสอบเงินสดต่อหน้าผู้ต้องหา พบว่าหมายเลขธนบัตรตรงกับหมายเลขธนบัตรที่ลงบันทึกประจำวันไว้จึงได้แจ้งพฤติการณ์และข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบ นำส่ง พงส.กก.1 บก.ปปป. โดย พงส. บก.ปปป. จะได้สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อนำส่งสำนวนให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาตามกฎหมายต่อไป
จากการสอบถามผู้ต้องหา ให้การปฏิเสธตลอดในข้อกล่าวหา โดยให้การว่าสิ่งของที่รับมาจากผู้เสียหายนั้นตนคิดว่าเป็นเอกสารแต่รับว่ารับสิ่งของดังกล่าวมาจากผู้เสียหายจริง
นอกเหนือจากการถูกกรุงเทพมหานคร หน่วยงานต้นสังกัด ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และถูกสั่งย้ายเข้ามาประจำที่สำนักปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อรอการสอบข้อเท็จจริง ตามที่ปรากฏต่อสาธารณชนไปแล้ว
ข้อมูลสำคัญชุดหนึ่งในคดีนี้ คือ การติดตามเข้าตรวจค้นทรัพย์สิน เอกสารหลักฐานต่างๆ เพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ
หากนับรวมข้อมูลปัจจุบัน มีการตรวจค้นไปแล้ว 3 ครั้ง ทรัพย์สินที่ตรวจพบ แยกเป็นเงินกว่า 15.1 ล้าน พระเครื่องนับหมื่นองค์ โฉนดที่ดิน และเอกสารต่างๆ จำนวนมาก สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รวบรวมข้อมูลมานำเสนอ ณ ที่นี้
ครั้งที่ 1 วันที่ 4 เมษายน 2566
ลานจอดรถ โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ แขวงทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร เข้าตรวจค้นพบเงินสดในรถยนต์ จำนวน 3,200,000 บาท
การเข้าตรวจค้นครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหาย กรณี จนท.สนง.เขตราชเทวี ใช้อำนาจ ในตำแหน่งหน้าที่เรียกรับเงินจากผู้เสียหายซึ่งเป็นผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ให้ บริษัทฯ เข้าไปชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน พฤติการณ์ กล่าวคือ จนท. สนง.เขต แจ้งให้ บริษัทฯ เข้าไปชำระภาษีโรงเรือนและที่ดิน ตามแบบ (ภ.ร.ด.2) และผู้เสียหายได้มอบหมายให้ ตัวแทนซึ่งเป็นพนักงานของ บริษัทฯ เข้าไปติดต่อและต่อมาตัวแทนของผู้เสียหายได้กลับมาแจ้งให้ผู้เสียหายทราบว่า จนท.สนง.เขตราชเทวี ได้บอกว่า บริษัทฯ จะต้องชำระค่าภาษีประมาณ 40 กว่าล้านบาท แต่หากนำเอาเงินมาให้ จนท.สนง.เขตราชเทวี รายดังกล่าว จำนวน 3 ล้านบาท จะเก็บเรื่องดังกล่าวไว้ ทำให้ บริษัทฯ ไม่ต้องชำระเงินจำนวน 40 กว่าล้านบาท
จากนั้นบริษัทฯ ได้ให้ตัวแทนติดต่อแจ้งว่ายอดภาษีที่แจ้งมานั้นมีจำนวนสูงเกินจริงซึ่ง จนท.สนง.เขต ได้ตอบว่าเงินที่เคยเสนอไปจำนวน 3 ล้านบาท ขอเพิ่มจำนวนขึ้นเป็น 3,500,000 บาท เพราะต้องเอาไปแบ่งกรรมการอีกหลายท่าน ต่อมาผู้เสียหายแจ้งว่าจะนำพนักงานบัญชีของบริษัทฯไปขอทราบรายละเอียด ก็ได้คำตอบว่าสามารถลดราคาลงได้เหลือ 3,200,000 บาท ผู้ร้องเรียนเห็นว่าการกระทำดังกล่าวของ จนท.สนง.เขตราชเทวีเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายจงใจเรียกรับเงินเพื่อไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ไม่เก็บภาษีเข้ารัฐฯ
ครั้งที่ 2 วันที่ 5 เมษายน 2566
เข้าค้นบ้านเลขที่ 87/86 ซ.6 หมู่บ้านภัสสร 7 ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ซึ่งเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น ของ นายประมวล แสงแก้วศรี โดยก่อนตรวจค้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ และได้แสดงหมายค้นให้ นายประมวล แสงแก้วศรี และนางปราณี แสงแก้วศรี เจ้าบ้าน ดูจนเป็นที่พอใจแล้วจึงได้เข้าทำการตรวจค้น โดยมี นายประมวล แสงแก้วศรี และ นางปราณี แสงแก้วศรี เป็นผู้นำการตรวจค้น ผลการตรวจค้น 5 จุด มีดังนี้
จุดที่ 1 ภายใน ห้องโถง ชั้น 1
บริเวณโต๊ะทำงาน พบ สมุดบันทึกรายรับรายจ่าย จำนวน 3 เล่ม , บริเวณชั้นวางของ (ชั้นวางทีวี) พบ เอกสารจำนวน 100 ฉบับ , บริเวณโซฟาที่อยู่ใกล้กับโต๊ะทำงาน พบ เอกสารจำนวน 100 แผ่น
จุดที่ 2 ภายใน ห้องทำงาน/ห้องพระ ชั้น 1
เข้าตรวจค้น 2 จุด คือ
บริเวณชั้นวางของและวางอยู่ภายในห้องทำงาน/ห้องพระ พบสิ่งของและเอกสารดังนี้
- พระประธาน จำนวน 19 องค์
- เอกสารจำนวน 100 แผ่น
- กล่องกำมะหยี่สีแดงภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
- กล่องกำมะหยี่สีเขียวภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
- กล่องใสภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
บริเวณโต๊ะทำงานภายในห้องทำงาน/ห้องพระ พบสิ่งของและเอกสารดังนี้
- เอกสารจำนวน 100 แผ่น
- ถุงพลาสติกใสแบบรูดปิด-เปิดภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 100 แผ่น
- คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค 1 เครื่อง
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยึดยึดเอกสารในห้องเก็บพระชั้น 1 บริเวณโต๊ะทำงาน จำนวน 1 ชุด , พระเครื่องในห้องเก็บพระชั้น 1 จำนวน 6,521 องค์ , พระพุทธรูปในห้องเก็บพระชั้น 1 จำนวน 14 องค์ กรอบพระในห้องเก็บพระชั้น 1 จำนวน 97 ชิ้น และโน๊ตบุ๊คจำนวน 1 เครื่อง พร้อมกับเมาส์และอะแดปเตอร์ที่ใช้เป็นอุปกรณ์
จุดที่ 3 บริเวณ ชั้น 2 บ้าน
เข้าตรวจค้น 2 จุด คือ
บริเวณชั้น 2 ภายในตู้กระจก พบพระเครื่อง ดังนี้
- กล่องกำมะหยี่สีแดงภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
- กล่องกำมะหยี่สีเขียวภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
- กล่องใสภายในบรรจุพระเครื่อง จำนวน 400 องค์
นอกจากนี้ ยังมีการตรวจยึดพระเครื่องที่ห้องโถงกลางชั้น 2 ที่ตู้เก็บพระ จำนวน 3,317 องค์
บริเวณชั้น 2 ภายในห้องนอน ที่ลิ้นชักหัวเตียงชั้น 2 พบสิ่งของและเอกสารดังนี้
- โฉนดที่ดิน เลขที่ 22222 บ้านเลขที่ 222 ต.222 อ.222 จ.222 ผู้ถือกรรมสิทธิ์ น.ส.22222 (2 คือ ตัวเลขสมมุติปกปิดข้อมูล)
- โฉนดที่ดิน เลขที่ 22222 บ้านเลขที่ 222 ต.222 อ.222 จ.222 ผู้ถือกรรมสิทธิ์ น.ส.22222
จุดที่ 4 ภายใน รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นฟลอจูนเนอร์ สีขาว ทะเบียน 5กฎ 1241 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่ใน บ้าน
จากการตรวจสอบพบมีการซุกซ่อนเงินสดจำนวน 6.9 ล้านบาท อยู่ภายในรถ และสลากออมสิน อีกบางส่วน
โดยมีการกล่าวอ้างจากเจ้าบ้านว่า เพิ่งไปถอนมาจากธนาคารหลายแห่ง ที่ ห้างเซ็นทรัลเวสเกต
จุดที่ 5 ภายใน รถยนต์ สีดำ ทะเบียน 9กช 3538 กรุงเทพมหานคร จอดอยู่บริเวณหน้าบ้าน
พบถุงดำบรรจุเอกสารและสิ่งของ 5 ถุง และลังเอกสาร 1 กล่อง ดังนี้
ถุงที่ 1 พบเอกสาร ดังนี้
- แฟ้มสีเขียวพร้อมเอกสารจำนวน 1 ชุด
- แฟ้มสีชมพูพร้อมเอกสารจำนวน 1 ชุด
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
- เอกสารแบบยื่นภาษี จำนวน 1 ชุด
- ปฏิทินจำนวน 2 เล่ม
- สมุดบันทึก รวม จำนวน 12 เล่ม
ถุงที่ 2 พบเอกสาร ดังนี้
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
- สมุดบันทึก (SCG) จำนวน 1 เล่ม
ถุงที่ 3 พบเอกสาร ดังนี้
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
- แฟ้มพร้อมเอกสาร จำนวน 2 ชุด
- สมุดบันทึกสีน้ำตาล จำนวน 1 เล่ม
- สมุดบันทึก (Dairy ส่วนตัว ปี 2565)
- สมุดบันทึก (ตารางเงินรับค่าที่ปรึกษา ปี 2565)
ถุงที่ 4 พบเอกสาร ดังนี้
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
ถุงที่ 5 พบเอกสาร ดังนี้
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
- สมุดบันทึกสีดำ จำนวน 1 เล่ม
- สมุดบันทึกสีขาว จำนวน 1 เล่ม
- สมุดบันทึกลายสีน้ำตาล จำนวน 1 เล่ม
ถุงที่ 6 พบเอกสาร ดังนี้
- เอกสาร จำนวน 1 ชุด
-แฟ้มใสพร้อมเอกสาร จำนวน 1 ชุด
-แฟ้มสีส้มพร้อมเอกสาร จำนวน 1 ชุด
- สมุดบันทึกสีน้เงินเข้ม จำนวน 1 เล่ม
ลังเอกสาร พบเอกสาร ดังนี้
-เอกสาร จำนวน 1 ชุด (หมายเลข 1)
- เอกสารเกี่ยวกับโรงแรมแบงค็อกมิดทาวน์ จำนวน 1 ชุด
มีรายงานข่าวแจ้งว่า จากการสอบสวนเจ้าของรถคันนี้ให้ข้อมูลว่า ได้รับคำสั่งจาก นายประมวลฯ ให้นำถุงดำที่บรรจุเอกสาร โดยขนย้ายจากที่ทำงานของ นายประมวลฯ มายัง บ้านเลขที่ 87/86 ซ.6 หมู่บ้านภัสสร ต.บางรักใหญ่ อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
ครั้งที่ 3 วันที่ 6 เมษายน 2566
เข้าค้นห้องพักเลขที่ 22/79 คอน คอนโด ยูดีไลท์ แอท จตุจักร สเตชั่น (อาคาร A) ซึ่งถูกระบุว่า เป็นของหญิงสาวคนใกล้ชิดของนาย ประมวล แสงแก้วศรี
เข้าตรวจค้น 2 จุด
จุดที่ 1 ภายในห้องโถง
ตรวจยึดแฟัม,สมุดบัญชีเงินฝากธนาคาร 2 แห่ง ,สมุดบัญชีเล่มสีน้ำเงินบันทึกรายการซื้อขายพระเครื่อง จำนวน 1 เล่ม,แฟ้มเอกสาร จำนวน 1 แฟ้ม ซึ่งมีเอกสารจำนวน 72 แผ่น,ใบเสร็จต่างๆ จำนวน 11 แผ่น
จุดที่ 2 ภายในห้องนอน
ตรวจยึด กระดาษ เอ 4 จดรายการต่างๆ จำนวน 38 แผ่น,ซองจดหมายจำนวน 3 ซอง,ใบเสร็จต่างๆ จำนวน 9 ใบ
ทั้งหมดนี้ คือ ข้อมูลสรุปผลการเข้าจับกุมตรวจสอบทรัพย์สิน เอกสารหลักฐานพยาน ที่เกี่ยวข้องกับ นายประมวล แสงแก้วศรี หัวหน้าฝ่ายรายได้ สำนักงานเขตราชเทวี ในคดีเรียกรับผลประโยชน์ตอบแทน แลกการไม่เรียกเก็บภาษีเอกชน ที่กำลังปรากฏเป็นข่าวดังอยู่ในขณะนี้
ส่วนทรัพย์สินสิ่งของที่ตรวจสอบพบ จะสามารถขยายผลการจับกุมไปยังผู้เกี่ยวข้องรายอื่นๆ ด้วยหรือไม่
ต้องคอยติดตามดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังอยู่ในชั้นการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ตร. ป.ป.ช. และ ป.ป.ท. ศาลยังไม่มีคำพิพากษาตัดสินคดีเป็นทางการ นายประมวล แสงแก้วศรี และผู้เกี่ยวข้องจึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรุงเทพมหานคร ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง นายประมวล แล้ว เมื่อวันที่ 5 เม.ย.ที่ผ่านมา และได้มีคำสั่งพักราชการตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.เป็นค้นไป

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 04 เมษายน 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.แจ้งข้อกล่าวหา'รัชฎา' เรียกรับเงิน 2 สำนวน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการไต่สวนกรณีกล่าวหา นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ในลักษณะจะมีการโยกย้ายแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงาน ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหา ต่อ นายรัชฎา ให้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา เป็นทางการแล้ว นายรัชฎา มีระยะเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน สามารถขอขยายเวลาได้หากมีเหตุผลสมควร
โดยข้อกล่าวหา นายรัชฎา แบ่งออกเป็น 2 สำนวน คือ
1. กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากหัวหน้าหน่วยงานในสังกัด ในลักษณะจะมีการโยกย้ายแต่งตั้งหัวหน้าหน่วยงานเพื่อให้ทราบว่าหากไม่มีการจ่ายเงินจะถูกย้ายออกจากตำแหน่ง ซึ่งหัวหน้าหน่วยงานต้องจำใจหาเงินมาจ่ายให้กับ นายรัชฎา เพื่อรักษาตำแหน่งตนเองไว้ และมีพฤติการณ์เก็บเงินรายเดือนจากหมวดงบประมาณต่าง ๆ คิดตามอัตราส่วนจากหน่วยงานที่ได้รับจัดสรรงบประมาณ
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ร่วมกันจับกุม นายรัชฎา พร้อมของกลาง จำนวน 3 รายการ ได้แก่ 1. ธนบัตรไทย ชนิดใบละ 1,000 บาท จำนวน 98 ฉบับ เป็นเงิน 98,000 บาท 2. ซองสีขาว จำนวน 3 ซอง และ 3. สำเนาธนบัตรรัฐบาลไทยฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 98 ฉบับ จำนวน 9 แผ่น
2. กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้ถูกร้องกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้ตรวจสอบขยายผลจากการจับกุม นายรัชฎา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 ซึ่งพบทรัพย์สินตามบัญชีการตรวจยึด จำนวน 21 รายการ รวมเป็นเงินสดจำนวนประมาณ 4,843,300 บาท และซองเปล่าที่ระบุมูลค่าเงินสดอีกจำนวนประมาณ 2,010,000 บาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามขั้นตอน เมื่อ ป.ป.ช. แจ้งให้ไปรับทราบข้อกล่าวหา ผู้ถูกกล่าวหาต้องไปตามนัด แต่สามารถขอขยายเวลาได้หากมีเหตุผลสมควร เมื่อผู้ถูกกล่าวหามาตามที่ ป.ป.ช.นัด และรับทราบข้อกล่าวหาแล้ว ป.ป.ช. ก็จะให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายในเวลาไม่เกิน 15 วัน สามารถขอขยายเวลาได้หากมีเหตุผลสมควร
ในกรณีผู้ถูกกล่าวหาไม่มารับทราบข้อกล่าวหาตามกำหนดนัด ป.ป.ช. ก็จะแจ้งข้อกล่าวหาไปให้ผู้ถูกกล่าวหาโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน
ส่วนการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา หากผู้ถูกกล่าวหาต้องการชี้แจงด้วยวาจา ต้องมาให้ปากคำชี้แจงต่อ ป.ป.ช. ด้วยตนเอง จะให้คนอื่นทำแทนไม่ได้ ผู้ถูกกล่าวหาจะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือก็ได้ หากไม่ต้องการมาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาด้วยตนเอง
เมื่อผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาและแสดงพยานหลักฐานครบถ้วนแล้ว ก็จะมีการสรุปสำนวนทั้งหมดส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณา หากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของผู้ถูกกล่าวหาฟังขึ้น ข้อกล่าวหาที่ ป.ป.ช.แจ้งก็เป็นอันตกไป หากการชี้แจงของผู้ถูกกล่าวหาฟังไม่ขึ้น กรรมการ ป.ป.ช. ก็จะมีมติว่ามีความผิด
สำหรับการไต่สวนคดีนี้ ป.ป.ช.รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการสอบสวน และคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติให้แต่งตั้งคณะกรรมการไต่สวน เป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา โดยมี นางสุวณา สุวรรณจูฑะ นาย วิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นผู้รับผิดชอบสำนวน
อย่างไรก็ดี เกี่ยวกับคดีนี้ อยู่ในชั้นการไต่สวนเท่านั้น ป.ป.ช. ยังไม่ได้มีการสรุปผลการสอบสวนเป็นทางการ นายรัชฎา และผู้เกี่ยวข้องจึงยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ขณะที่ นายรัชฎา ชี้แจงต่อสาธารณชนว่าถูกกลั่นแกล้ง เงินซองในห้องทำงานเป็น 'ค่าเช่า-สร้างพระ
เผยความคืบหน้าคดีกล่าวหา 'รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา' อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เรียกรับเงินจนท.แลกไม่โยกย้ายตำแหน่ง ล่าสุด คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาเป็นทางการแล้ว 2 สำนวน มีเวลาชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไม่เกิน 15 วัน พบข้อมูลใหม่ เจอซองเปล่าเขียนตัวเลขเงินในทำงานช่วงตรวจค้น อีก 2,010,000 บาท ด้วย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 19 เมษายน 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ศาลปกครองกลาง ยกฟ้อง ปลัด ทส. กรณีสั่งให้ ‘รัชฎา’ ออกราชการ คดีเรียกสินบน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2566 ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้องปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในคดีที่อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ ฟ้อง ขอเพิกถอนคำสั่งที่ให้ออกจากราชการไว้ก่อน กรณีมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา โดยคดีนี้ศาลปกครองกลางดำเนินกระบวนพิจารณาเร่งด่วน เสร็จสิ้นภายในเวลา 31 วัน
มีรายละเอียดคดี ดังนี้
ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษา คดีหมายเลขดำที่ บ.242/2566 หมายเลขแดงที่ บ. 315/2566 ระหว่าง นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้ฟ้องคดี กับ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ถูกฟ้องคดี
โดยคดีนี้ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องขอให้ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ 44/2566 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน ซึ่งศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีในฐานะผู้บังคับบัญชาของผู้ฟ้องคดีได้รับรายงานว่า ผู้ฟ้องคดีมีพฤติการณ์กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง กรณีใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กลั่นแกล้งโยกย้ายตำแหน่งผู้ใต้บังคับบัญชา รวมถึงมีพฤติกรรมเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา
ผู้ถูกฟ้องคดีจึงได้ออกคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดี ซึ่งในระหว่างการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง ผู้ถูกฟ้องคดีได้พิจารณาเห็นว่า มูลกรณีเกี่ยวกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงของผู้ฟ้องคดีเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของหน่วยงาน รวมทั้งความเชื่อมั่นและความไว้วางใจของประชาชนต่อการบริหารงานของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างมาก หากจะให้ผู้ฟ้องคดีอยู่ในหน้าที่ราชการต่อไปอาจเกิดการเสียหายแก่ราชการ
อีกทั้ง การสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงผู้ฟ้องคดีจะไม่แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงมีขั้นตอนตามที่กฎหมายกำหนดอีกหลายขั้นตอนที่จะต้องดำเนินการ ประกอบกับมีพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก จึงเห็นสมควรให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน
กรณีจึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อนตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 เป็นต้นไป เพื่อรอฟังผลการสอบสวนหรือพิจารณาตามเหตุผลข้างต้น เป็นการใช้ดุลพินิจตามหลักเกณฑ์ที่มาตรา 101 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกับข้อ 83 วรรคหนึ่ง และข้อ 84 วรรคหนึ่ง ของกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 กำหนด อันเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ
ดังนั้น คำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ 44/2566 ลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ให้ผู้ฟ้องคดีออกจากราชการไว้ก่อน จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลปกครองกลางจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง
อนึ่ง คดีนี้อธิบดีศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ดำเนินกระบวนพิจารณาโดยเร่งด่วน ตามข้อ 49/2 แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 เพื่อให้ศาลสามารถพิจารณาพิพากษาคดีให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็วตามลักษณะคดีที่มีความจำเป็นต้องพิจารณา โดยเร่งด่วน ซึ่งคดีนี้ศาลปกครองกลางพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จสิ้นภายในเวลา 31 วัน นับแต่วันที่ผู้ฟ้องคดียื่นฟ้องคดีต่อศาล
ศาลปกครองกลาง พิพากษายกฟ้อง ปลัด ทส. ออกคำสั่งให้ 'รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา' ออกจากราชการคดีเรียกสินบนลูกน้อง ชี้เป็นคำสั่งชอบด้วยกฎหมาย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 22 กันยายน 2566
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล'รัชฎา'คดีที่ 2 โยงทุจริตซื้อกล้าไม้อุทยานฯชุมพร
จากกรณีสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอมติฉบับเต็มคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีกล่าวหา นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก กรณีเรียกรับเงินจากหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดเพื่อมิให้ถูกโยกย้ายตำแหน่งและเก็บเงินรายเดือนที่ได้รับการจัดสรรจากหมวดงบประมาณต่าง ๆ พร้อมให้ส่งสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจ ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) ตั้งแต่ช่วงเดือน ส.ค.2566 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2565 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ร่วมกันจับกุมนายรัชฎา พร้อมของกลางเป็นธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดใบละ 1,000 บาท จำนวน 98 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 98,000 บาท และซองสีขาวจำนวน 3 ซอง
ขณะที่มีรายงานข่าวว่า นอกจากนี้คดีนี้แล้ว นายรัชฎา ยังมีคดีอื่นที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.สอบสวนไต่สวนอยู่ด้วย บางคดีมีแนวโน้มที่จะถูกชี้มูลความผิดเพิ่มด้วย

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก เพิ่มอีก 1 คดี คือ กรณีการทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ไม่มีคำสั่งย้ายหรือเปลี่ยนแปลงออกจากตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเชื่อมโยงกับกรณีทุจริตจัดซื้อกล้าไม้ปาชายเลน จำนวน 161,700 กล้า ระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติฯ โดยผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 ผู้ซื้อ กับเอกชน ผู้ขาย ตามข้อตกลงซื้อขายเลขที่ 4/2564 ลงวันที่ 26 เมษายน 2565
หลังตรวจสอบติดตามข้อมูลเส้นทางเงินของกลางที่พบในห้องทำงานของนายรัชฎา ในวันที่ถูกเจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม พบว่าเงินจำนวนหลักแสนบาท ที่นายสุวรรณเนาว์ แสนสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร นำมามอบให้นายรัชฎาถูกโอนต่อมาจากเอกชนคู่สัญญา เพื่อไม่ให้มีคำสั่งย้ายตนเองออกจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ขณะที่การจัดซื้อกล้าไม้ปาชายเลนในโครงการฯ ดังกล่าว ไม่มีการส่งมอบกล้าไม้ป่าชายเลนตามที่ตกลงซื้อขาย
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลวามผิดทางอาญาและวินัยร้ายแรง นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา นายสุวรรณเนาว์ แสนสุข และผู้ถูกกล่าวหาอื่นนับสิบราย รวมถึงเอกชนที่เกี่ยวข้องด้วย
พร้อมเห็นชอบให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามอำนาจและหน้าที่ต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่สิ้นสุด นายรัชฎา นายสุวรรณเนาว์ และผู้ถูกกล่าวหารายอื่น ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาตัดสินคดี
เผยมติ ป.ป.ช.ชี้มูลอาญา-วินัยร้ายแรง 'รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา' อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ - พวก คดีที่ 2 เรียกรับเงินเงินสินบนโยงทุจริตจัดซื้อกล้าไม้ปาชายเลน 161,700 ต้น ไม่ส่งมอบจริง หลังขยายผลซองเงินหลักแสนในห้องทำงาน พบ หน.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร รับโอนต่อจากเอกชนคู่สัญญานำมามอบให้ แลกเปลี่ยนไม่ถูกโยกย้ายตำแหน่ง เตรียมส่งสำนวน อสส.ฟ้องศาลดำเนินคดีอาญาตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป-ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 11 กรกฎาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
คดีใหม่! ป.ป.ช.ชี้มูล'รัชฎา'อดีตอธิบดีกรมอุทยานฯ เรียกเงินแลกไม่สั่งย้ายพื้นที่สุราษฎร์ฯ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่มติที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ชี้มูลความผิด นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุทยานห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กับพวก เรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อให้ไม่มีคำสั่งย้ายหรือเปลี่ยนแปลงออกจากตำแหน่งหน้าที่ และทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างงานบำรุงป่าชายเลนของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) เมื่อปี พ.ศ. 2565
นายสุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยรายละเอียดแบ่งออกเป็น 2 กรณี ได้แก่
1. กรณีเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ไม่มีคำสั่งย้ายหรือเปลี่ยนแปลงออกจากตำแหน่งหน้าที่
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริต และประพฤติมิชอบ ได้จับกุมนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมของกลางเป็นเงินสด จำนวน 98,000 บาท และจากการตรวจค้นภายในห้องทำงานของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา พบเงินสดอีกจำนวน 4,843,300 บาท จึงได้ตรวจยึดทรัพย์สินดังกล่าว รวม 21 รายการ และ ส่งคำร้องทุกข์กล่าวโทษ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา กรณีมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากหัวหน้าหน่วยงาน ในสังกัด เพื่อมิให้ถูกโยกย้ายตำแหน่งและเก็บเงินรายเดือนจากหมวดงบประมาณต่าง ๆ ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนและมีมติชี้มูลความผิดนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ในส่วนของเงินสดของกลางจำนวน 98,000 บาท และเงินสดที่ตรวจยึดได้จำนวน 2,693,300 บาท แล้ว โดยให้แยกประเด็นเกี่ยวกับ เงินสด จำนวน 2,150,000 บาท และสิ่งของที่ตรวจยึดได้จำนวน 4 รายการ และกรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้าง งานบำรุงป่าชายเลนของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) เพื่อดำเนินการไต่สวนเป็นคดีนี้
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ภายหลังนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา เข้าดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ได้ร่วมกับนายอลงกรณ์ เศรษฐเชื้อ ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 เรียกรับเงินจำนวน 600,000 บาท จากนายสุวรรณเนาว์ แสนสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร เพื่อให้ไม่มีคำสั่งย้ายหรือเปลี่ยนแปลงออกจากตำแหน่งหน้าที่ และนายสุวรรณเนาว์ แสนสุข ได้ยินยอมจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ตามที่ ถูกเรียกรับสำหรับเงินสดจำนวน 1,850,000 บาท ที่ตรวจพบภายในห้องทำงานของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2565 แม้ไม่ปรากฏว่าเป็นทรัพย์สินที่นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ได้รับ จากบุคคลใดและเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา หรือไม่อย่างไร แต่เป็นกรณีที่ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา มีพฤติการณ์รับทรัพย์สินจากจากผู้อื่น นอกเหนือจากทรัพย์สินหรือประโยชน์ อันควรได้ตามกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
2. กรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างงานบำรุงป่าชายเลนของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี)
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปีงบประมาณ 2565 สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี) ได้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างงานบำรุงป่าชายเลนโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ประกอบด้วย งานจัดซื้อกล้าไม้ป่าชายเลน จำนวน 161,700 ต้น และงานจัดจ้างเหมาค่าแรง ค่าใช้สอยและวัสดุ สำหรับบำรุงป่าชายเลน (โครงการปลูกป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร) จำนวน 5 โครงการ นายสุวรรณเนาว์ แสนสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้จัดทำรายงานข้อมูลการสืบราคาจัดซื้อจัดจ้าง อันเป็นเท็จเพื่อนำมากำหนดเป็นราคากลาง แล้วติดต่อตกลงกับนางสาวฉันทนา รำเพยพัด นางสาวอิงอร แสงแก้ว และนายนิพล วัดนครใหญ่ ซึ่งเป็นญาติของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เข้าเสนอราคาและเป็นคู่สัญญาผู้รับจ้าง งานบำรุงป่าชายเลน จำนวน 5 สัญญา วงเงินรวม 785,400 บาท และติดต่อตกลงกับหุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ร่มโกงกาง ซึ่งมิได้เป็นผู้มีอาชีพขายกล้าไม้ป่าชายเลน ให้เข้าเสนอราคาและเป็นคู่สัญญาผู้ขายกล้าไม้ป่าชายเลน วงเงิน 485,100 บาท โดยคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานจ้างและคณะกรรมการตรวจรับพัสดุในงานซื้อได้ทำหลักฐานการตรวจรับพัสดุว่าถูกต้องตรงตามสัญญา ทั้งที่ผู้ขายและผู้รับจ้าง งานบำรุงป่าชายเลนดังกล่าวมิได้ส่งมอบกล้าไม้และทำงานจ้างบำรุงป่าชายเลนให้ถูกต้องครบถ้วนตามสัญญา
นอกจากนี้ ยังปรากฏว่าหลังจากมีการเบิกจ่ายเงินค่าจ้างและค่าจัดซื้อดังกล่าวแล้ว นางสาวอิงอร แสงแก้ว และห้างหุ้นส่วนจำกัด ร่มโกงกาง ได้มีการให้เงินค่าจ้างและค่าจัดซื้อซึ่งเป็นส่วนแบ่งผลประโยชน์จากการใช้ หรือเบิกจ่ายเงินงบประมาณที่เกิดจากการทุจริตร่วมกันแก่นายสุวรรณเนาว์ แสนสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะชุมพร และนายจงรัก ภู่ไพบูลย์ ผู้อำนวยการส่วนฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์ด้วย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
กรณีทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อให้ไม่มีคำสั่งย้ายหรือเปลี่ยนแปลงออกจากตำแหน่งหน้าที่
1. การกระทำของนายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา และนายอลงกรณ์ เศรษฐเชื้อ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 128 ประกอบมาตรา 169 มาตรา 172 และมาตรา 173 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายสุวรรณเนาว์ แสนสุข มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 176 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
กรณีทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างงานบำรุงป่าชายเลนของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 (สุราษฎร์ธานี)
1. การกระทำของนายสุวรรณเนาว์ แสนสุข มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 มาตรา 162 (1) (4) มาตรา 264 มาตรา 268 และมาตรา 341 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 11 และมาตรา 12 พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 และฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง และ มีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของคณะกรรมการตรวจรับพัสดุ หัวหน้าเจ้าหน้าที่พัสดุ และเจ้าหน้าที่พัสดุ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 120 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง แล้วแต่กรณี
3. การกระทำของนายจงรักษ์ ภู่ไพบูลย์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ฐานเป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
4. การกระทำของนางสาวฉันทนา รำเพยพัด นางสาวอิงอร แสงแก้ว และนายนิพล วัดนครใหญ่ และห้างหุ้นส่วนจำกัด ร่มโกงกาง มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิด และฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวน การไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณี ทั้งนี้ ให้แจ้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายรัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด กรณีเรียกรับเงินจากหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดเพื่อมิให้ถูกโยกย้ายตำแหน่งและเก็บเงินรายเดือนที่ได้รับการจัดสรรจากหมวดงบประมาณต่าง ๆ ไปแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2565 กองบังคับการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ได้ร่วมกันจับกุมนายรัชฎา พร้อมของกลางเป็นธนบัตรรัฐบาลไทยชนิดใบละ 1,000 บาท จำนวน 98 ฉบับ เป็นเงินจำนวน 98,000 บาท และซองสีขาวจำนวน 3 ซอง
ขณะที่มีรายงานข่าวว่า นอกจากนี้คดีนี้แล้ว นายรัชฎา ยังมีคดีอื่นที่ถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.สอบสวนไต่สวนอยู่ด้วย บางคดีมีแนวโน้มที่จะถูกชี้มูลความผิดเพิ่มด้วย
ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิด 'รัชฎา สุริยกุล ณ อยุธยา' อดีตอธิบดีกรมอุทยานห่งชาติฯ -พวก คดีใหม่ เรียกรับเงินผู้ใต้บังคับบัญชาแลกไม่มีคำสั่งย้ายออกจากตำแหน่งพ่วงทุจริตการจัดซื้อจัดจ้างงานบำรุงป่าชายเลนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 สุราษฎร์ธานี ปี 2565 ส่งอสส.ฟ้องศาลดำเนินคดีอาญาแจ้งผู้บังคับบัญชาลงโทษวินัยแล้ว-ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน 2568