
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 5 มีนาคม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ ‘ทุนมนุษย์ ยุค5.0 สร้างไทยยั่งยืน ขจัดความยากจนลดความเหลื่อมล้ำ’ เนื่องในโอกาสครบรอบ 69 ปี (TJA 69th Anniuersary Talk) ณ ห้อง Phayathai Grand Ballroom ชั้น 6 โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพฯ
โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ในโอกาสครบรอบ 69 ปี ของสมาคมนักข่าวฯ เนื่องจาก
ทุนมนุษย์ (human capital) มีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จของแต่ละปัจเจกบุคคล นอกจากนั้น ทุนมนุษย์ยังส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านปฏิสัมพันธ์ระหว่างแรงงานทักษะสูง ซึ่งนำไปสู่ นวัตกรรม ที่เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ที่สำคัญ โดยบทบาทของทุนมนุษย์ยังสามารถเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
“การลงทุนเพื่อพัฒนาทุนมนุษย์จึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวอย่างมาก” ดร.ประสารกล่าว
องค์ปาฐกถากล่าวว่า ตนขอแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้
ส่วนที่ 1 ความท้าทายสำคัญในการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 โดยการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์ต้องคำนึงถึงความท้าทาย 6 ด้านสำคัญที่ส่งผลต่อการเร่งเตรียมความพร้อมด้านทุนมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบด้วย
ความท้าทายทั้งหลายเหล่านี้กำลังเปลี่ยนแปลงตลาดแรงงานของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญและทิศทางการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศที่จะต้องปรับตัวให้ทันในบริบทและเงื่อนไขใหม่ ไม่ปล่อยให้เกิดการสูญเสีย หรือเด็กเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษา หรือไม่ได้รับการพัฒนาเต็มศักยภาพแม้แต่คนเดียว เพราะเด็กทุกคนเป็นมนุษย์ทองคำ เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า ทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเท่านั้นที่จะช่วยให้ผู้คนก้าวผ่านความท้าทายทางสังคมและเศรษฐกิจต่างๆ เหล่านี้ได้ และทำให้โอกาสที่คนไทยหลุดพ้นจากความยากจนข้ามรุ่นและประเทศไทยออกจากกับดักรายได้ปานกลางเป็นจริงได้
ไม่เพียงแต่เป็นเพียงแค่ความฝัน เช่นเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 จะทยอยครบกำหนดในอีกไม่กี่ปี หากไม่เร่งลงทุนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและการพัฒนาทุนมนุษย์ ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงที่จะไม่บรรลุเป้าหมายนี้” ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสาร ยังกล่าวต่อไปว่า สถานการณ์ทุนมนุษย์ของประเทศไทย
อันดับแรก คือมิติความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส จากข้อมูลสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปีการศึกษา 2566 โดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีจำนวนนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษราว 1.8 ล้านคน โดย กสศ. สนับสนุนทุนเสมอภาคให้แก่นักเรียนยากจนพิเศษ หรือยากจนระดับรุนแรง (Extremely Poor) สมาชิกผู้คนที่อยู่อาศัย มีการให้ทุนจำนวน 1,248,861 คน เมื่อเทียบกับปี 2563 ที่ตัวเลขยังไม่แตะหลักล้านคือ 994,428 คน ซึ่งความยากจนในระดับรุนแรงนับเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เด็กในกลุ่มนี้ไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาได้ และจำต้องออกจากระบบการศึกษาไปในที่สุด
ดร.ประสาร กล่าวว่า จากการติดตามข้อมูลเส้นทางการศึกษาของนักเรียนจากครัวเรือนยากจน และยากจนพิเศษตั้งแต่ปี 2562-2566 มีข้อค้นพบ ดังนี้
1. ยิ่งการศึกษาระดับสูง โอกาสที่เด็กและเยาวชนกลุ่มนี้จะได้เรียนต่อก็ยิ่งลดลงเรื่อยๆ ซึ่งในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนยากจนและยากจนพิเศษเพียง 1 ใน 10 คนเท่านั้นที่สามารถศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้สำเร็จ
2. ช่วงชั้นรอยต่อทางการศึกษา ถือเป็นช่วงเวลาวิกฤตที่เด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบมากที่สุด เพราะจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาในช่วงเปิดเทอมและต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก เช่น ค่าธรรมเนียมการสมัครเรียน ค่าเดินทาง หรือค่าเตรียมความพร้อมในการเรียนต่อ ด้วยเหตุนี้ เด็กนักเรียนจากครัวเรือนยากจนและยากจนพิเศษจึงต้องเผชิญกับอุปสรรคจำนวนมาก จนในที่สุดต้องตัดสินใจที่จะไม่ไปต่อในเส้นทางการศึกษาแม้จะมีความต้องการแค่ไหนก็ตาม
จากการสำรวจยังพบอีกว่า ค่าใช้จ่ายแรกเข้าในการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเทอมแรกราว 13,200-29,000 บาท หรือคิดเป็นรายได้เฉลี่ยทั้งปีของสมาชิกครัวเรือนนักเรียนยากจนพิเศษ โดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ประกอบด้วยค่าสอบ ค่าสมัครคัดเลือก TCAS ค่าแรกเข้า ค่าหอพัก ค่า เครื่องแบบนักศึกษา ค่าธรรมเนียมการศึกษาเทอมแรก เป็นมิติโดยสังเขป“ดร.ประสารกล่าว
อันดับสอง มิติความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพ เมื่อวันที่ 21 – 22 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กสศ. ร่วมกับธนาคารโลก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานสถิติแห่งชาติได้เปิดเผยผลการวิจัยสำรวจทักษะความพร้อมของกลุ่มประชากรวัยแรงงานของประเทศไทย (Adult Skills Assessment in Thailand: ASAT) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เยาวชนและประชากรวัยแรงงานอายุระหว่าง 15 – 64 ปี กำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนทักษะทุนชีวิต (Crisis of Foundational Skills) อย่างรุนแรง กว่า 2 ใน 3 ของวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ไม่สามารถอ่านและเข้าใจข้อความสั้น ๆ เพื่อแก้ปัญหาอย่างง่าย 3 ใน 4 ของเยาวชนและวัยแรงงานมีความยากลำบากในการใช้เว็บไซต์เพื่อทำงานง่าย ๆ และกว่าร้อยละ 30 ขาดทักษะในการคิดริเริ่มเพื่อสังคมและความกระตือรือร้น โดยการขาดทักษะพื้นฐานดังกล่าวก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจกว่า 3.3 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 20 ของ GDP ประเทศไทยในปี 2565
“ปัญหาดังกล่าวไม่ได้มีแต่เฉพาะในกลุ่มเยาวชน และแรงงานเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว วิกฤตทักษะทุนชีวิตได้เริ่มก่อตัวขึ้นมาตั้งแต่ช่วงวัยที่เป็นเด็กเล็ก ทยอยสะสมความขาดทุนในทุนชีวิตมาอย่างต่อเนื่องจนเข้าสู่ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน ”ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสาร กล่าวต่อว่าขอชวนทุกท่านร่วมทำความเข้าใจวิกฤตทักษะทุนชีวิตให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ผ่านการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยอาศัยชุดข้อมูลต่าง ๆ และงานวิจัยติดตามสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำตามช่วงวัยที่สำคัญ ที่สถาบันวิจัยเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ของกสศ. ร่วมกับภาคีร่วมดำเนินงาน
การดำเนินการศึกษาติดตามมาอย่างต่อเนื่อง ดังต่อไปนี้ จุดเริ่มต้นของความขาดทุนในทักษะทุนชีวิต ปัญหาการขาดแคลนทักษะพื้นฐานในเด็กปฐมวัย จากการสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กปฐมวัย (Thailand School Readiness Survey: TSRS) ใหาวิทยาหอการค้าไทย ซึ่ง กสศ. ดำเนินการร่วมกับคณะผู้วิจัยที่นำโดยรองศาสตราจารย์ ดร.วีระชาติ กิเลนทองสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) คณะเศรษฐศาสตร์ และคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจ
ความพร้อมในทักษะพื้นฐานด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ และความจำใช้งาน (Working Memory) ของเด็กปฐมวัยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 43,213 คนครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างปีการศึกษา 2562 – 2565 พบว่า เด็กปฐมวัยไทยมีความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟัง (Listening Comprehension) ในระดับที่น่ากังวล โดยมีเด็กปฐมวัยทั่วประเทศกว่าร้อยละ 25 ที่มีระดับความ พร้อมด้านดังกล่าวในระดับที่ต่ำมาก (เด็กสามารถตอบคำถามจากเรื่องราวที่ฟังได้อย่างถูกต้องไม่ถึงร้อยละ 25 หรือเพียง 1 ข้อหรือน้อยกว่า จากทั้งหมด 5 ข้อ) โดยเกือบทุกจังหวัดมีสัดส่วนเด็กปฐมวัย ที่มีความพร้อมด้านความเข้าใจในการฟังในระดับที่ต่ำมากสูงกว่าร้อยละ 15 และมีบางจังหวัด เช่น จังหวัดปัตตานี มีสัดส่วนของเด็กปฐมวัยที่มีระดับความพร้อมด้านดังกล่าวต่ำมากสูงถึงร้อยละ 77 ใน ทำนองเดียวกัน ผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นว่า มีจังหวัดจำนวนมากที่เด็กปฐมวัยมีระดับทักษะความ พร้อมในการต่อรูปในใจ (Mental Transformation) ในระดับต่ำมากสูงกว่าร้อยละ 15 และมีเด็กปฐมวัยไทยอีกจำนวนไม่น้อยที่มีระดับความพร้อมด้านความจำใช้งานในระดับต่ำมากเช่นกัน
“จากผลการสำรวจข้างต้นอีกประการหนึ่งคือ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลควบคู่กับสถานะทางเศรษฐกิจของ ครัวเรือน ชี้ให้เห็นว่า เด็กปฐมวัยที่มาจากครัวเรือนยากจนมีแนวโน้มที่จะมีระดับความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาต่ำกว่าเด็กปฐมวัยที่มาจากครัวเรือนที่มีเศรษฐกิจฐานะสูงกว่า ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษานั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ก่อนเด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการในระดับประถมศึกษาเสียอีก โดยทักษะทั้ง 3ด้าน คือทักษะด้านความเข้าใจในการฟัง ทักษะการต่อรูปในใจ และทักษะความจำใช้งาน ถือได้ว่าเป็นทักษะด้านความเข้าใจทางภาษา(Literacy) และทักษะการคิดวิเคราะห์หรือเชื่อมโยงเหตุผล(Logical Reasoning) ที่จะเป็นรากฐานสำคัญต่อการพัฒนาทักษะในระดับที่สูงกว่า เช่น ทักษะการอ่าน การทำความเข้าใจข้อความ ทักษะทางคณิตศาสตร์ หรือทักษะทางดิจิทัล เมื่อเด็กได้รับการศึกษาที่สูงขึ้นตามลำดับ หากเด็กปฐมวัยไทยยังคงมีปัญหาในทักษะพื้นฐานข้างต้น การต่อยอดสู่การพัฒนาทักษะขั้นสูงอื่น ๆ ก็จะทำได้ยากยิ่งขึ้น”ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสาร กล่าวต่อว่า จากความขาดแคลนทักษะพื้นฐานในระดับปฐมวัยสู่การขาดทักษะพื้นฐานในระดับชั้นที่สูงขึ้น หากพิจารณาในระดับมัธยมศึกษา จากผลการประเมินนักเรียนในโครงการประเมินสมรรถนะ นักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) ในปี 2022 (พ.ศ. 2565) พบว่ามีนักเรียนไทยที่มีอายุ 15 ปี กว่า 2 ใน 3 ที่มีทักษะการอ่านและทักษะคณิตศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐานที่เด็กในช่วงวัยดังกล่าวจะสามารถเข้าใจและมีส่วนร่วมกับสังคมได้อย่างมีความหมาย
อาทิ การเข้าในวัตถุประสงค์ในการสื่อสารของ ผู้เขียนในบทความ หรือการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ภายใต้สถานการณ์ต่าง ๆ (ร้อยละ 68.3 และ 65.4 ตามลำดับ) และกว่าครึ่งที่มีทักษะวิทยาศาสตร์ไม่ถึงระดับพื้นฐานในการเข้าใจและอธิบาย ปรากฎการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่สามารถพบได้โดยทั่วไป (ร้อยละ 53) ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่ม ประเทศพัฒนาแล้วอย่างกลุ่มประเทศ OECD กว่า 2 เท่า
วิกฤตทักษะนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงทักษะ Hard Skills หรือทักษะเชิงความรู้หรือเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงทักษะ Soft Skills หรือทักษะทางอารมณ์ สังคมที่จำเป็นต่อการทำงานในโลกยุคปัจจุบันอีกด้วย
“จากผลการสำรวจสถานะความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Career Readiness Survey) ใน 26 จังหวัดทั่วทุกภูมิภาค ที่ กสศ. ดำเนินการ ร่วมกับคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่า ในภาพรวมของประเทศ นักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 – 3 มีทักษะทุนจิตวิทยาเชิงบวก ‘หากล้มแล้วสามารถลุกได้’ ทักษะการสื่อสารระหว่างบุคคล ทักษะความร่วมมือกัน อยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่มีทักษะการแก้ปัญหา ทักษะความฉลาดทางอารมณ์ ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ และทักษะความคิดสร้างสรรค์อยู่ในระดับต่ำ กว่าเกณฑ์ที่เด็กในวัยดังกล่าวควรมี ”ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสารกล่าวว่า นอกจากนี้ ผลการประเมินยังบ่งชี้ว่า นักเรียนไทยได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จนทำให้เกิดการถดถอยในทักษะ Soft Skills ลดลงมากถึงร้อยละ 30 – 50 และกลุ่มนักเรียนที่มีผลการประเมินต่ำกว่าเกณฑ์นั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มนักเรียนที่มาจากครัวเรือนยากจน
ฝ่าวิกฤตทุนมนุษย์ทุกช่วงวัย ด้วยการศึกษาและการพัฒนาทักษะที่มีคุณภาพและเสมอภาค จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ ที่หยิบยกมาข้างต้น สะท้อนให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ปัญหาการขาดแคลนทักษะพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นทักษะการอ่าน ทักษะด้านดิจิทัล หรือทักษะทาง อารมณ์สังคม ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ปัญหาดังกล่าว กระจายอยู่ในทุกช่วงวัย ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ไปจนถึงประชากรวัยแรงงานในสัดส่วนและขนาดความรุนแรงไม่ต่างกัน
การที่ผู้ใหญ่จะมีทักษะการเข้าใจข้อความในการแก้ปัญหา จำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาทักษะการอ่านที่ดีตั้งแต่อยู่ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และทักษะการอ่านที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ก็ย่อมต้องอาศัยพื้นฐานการฟังที่ดี ที่ควรได้รับการพัฒนามาตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ขณะที่ทักษะด้านดิจิทัลก็จำเป็นต้องอาศัยทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงเหตุผล ที่ได้รับการพัฒนาผ่านรายวิชาต่าง ๆ
รวมทั้งรายวิชาคณิตศาสตร์ และการฝึกฝนทักษะด้านเหตุและผล อย่างทักษะการต่อรูปในใจ ในระดับปฐมวัย ในทำนองเดียวกัน ทักษะทางอารมณ์สังคมก็มิได้เกิดได้ในชั่วข้ามคืน แต่เป็นทักษะที่ต้องอาศัยการบ่มเพาะ อบรม พัฒนามาเป็นลำดับขั้น ตั้งแต่ระดับปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ก่อนจะผลิตดอกออกผลในช่วงวัยทำงาน
การที่ข้อมูลและงานวิจัยต่าง ๆ ชี้ให้เห็นถึง “วิกฤตทักษะทุนชีวิตทุกช่วงวัย” ดังที่นำเสนอมาข้างต้นนี้ ถือเป็นสัญญาณอันตรายอย่างยิ่งต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ของประเทศไทย
“หากภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมยังคงนิ่งเฉย และปล่อยให้วิกฤตนี้ลุกลามอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ประชากรวัยแรงงานและประเทศไทยในปัจจุบันเท่านั้นที่จะขา ความสามารถในการแข่งขันกับนานาประเทศ แต่จะหมายถึงกำลังคนในวันข้างหน้าที่จะยิ่งมีความยากลำบากมากยิ่งขึ้นไปอีก ในโลกอนาคตที่ทักษะและงานมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่จะเข้ามาทดแทนการทำงานของมนุษย์มากขึ้น และมนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับโลกยุคใหม่อยู่เสมอ สามารถนำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์มาเป็นส่วนเสริมในการต่อยอดองค์ความรู้ (Intelligence Augmentation) ของพวกเขาได้ การขาดทักษะพื้นฐาน เช่น การทำความเข้าใจข้อความ ทักษะด้านดิจิทัล และทักษะชีวิตอย่างทักษะอารมณ์สังคม ของคนส่วนใหญ่ในทุกช่วงวัย จึงเป็นสิ่งที่น่าเป็นกังวลอย่างมากสำหรับอนาคตของประเทศ ”ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสาร กล่าวต่อไปว่า การแก้ปัญหาเพื่อฝ่าวิกฤตทักษะทุนชีวิตทุกช่วงวัย จำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการการทำงานจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งพัฒนาและเสริมสร้างทักษะที่ขาดหายมิให้เป็นการขาดทุนสะสมที่จะทยอยสะสมขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นภาวะล้มละลายทางทุนชีวิตในวัยผู้ใหญ่ โดยควรมีการดำเนินมาตรการในแต่ละช่วงวัยที่เพียงพอและเหมาะสม รวมทั้งสนับสนุนให้ครัวเรือนยากจน สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะอย่างเต็มที่
นอกจากนี้การวิเคราะห์และผลการศึกษาวิจัยทั้งหมดนี้ ช่วยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการมีข้อมูลที่มีคุณภาพในการติดตามสถานการณ์การพัฒนาทุนมนุษย์ในแต่ละช่วงวัย ที่จะคอยทำหน้าที่เสมือนเป็นการตรวจสุขภาพประจำปี ทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถวินิจฉัยโรคที่ซ่อนอยู่หรือติดตามสถานการณ์ของโรคที่มีอยู่ได้ และดำเนินมาตรการรักษาอย่างทันท่วงที ก่อนที่โรคจะลุกลามบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากและสายเกินไปที่จะแก้ไขให้หายหรือทุเลาลงได้
รัฐบาลสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลนี้เพื่อให้สามารถกำหนดทิศทางนโยบายการพัฒนาทุนมนุษย์อย่างตรงจุดปัญหาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สำหรับกลุ่มที่เปราะบางที่สุด
3.ข้อเสนอการลงทุนในทุนมนุษย์ กสศ.มีข้อเสนอ เชิงนโยบายสำหรับเป็นแนวทางการลงทุนในทุนมนุษย์ 4 ประการ
“1.ลงทุนในเด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับปฐมวัย (Invest Early) โดยเฉพาะเด็ก ปฐมวัยจากครัวเรือนใต้เส้นความยากจน ซึ่งมีจำนวนเหลือเพียงประมาณปีละ 100,000 คนเท่านั้น
ในปัจจุบัน เพราะการพัฒนาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นมีโอกาสช่วยลดช่องว่างของทุนมนุษย์ระหว่างเด็กด้อยโอกาสและเด็กกลุ่มอื่นได้มากกว่าการลงทุนในช่วงหลัง โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่ตัวเด็กและครัวเรือน ซึ่งคือการเพิ่มคุณภาพการอบรมเลี้ยงดูของผู้ปกครอง รวมทั้งสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยควรวางระบบ การพัฒนาทุนมนุษย์แบบวงจรปิด (Closed-Loop Human Development Model) ซึ่งคือการมีฐานข้อมูลรายบุคคลและสามารถติดตามเด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยแรงงานในทุกมิติ
2.ลงทุนให้ถูกกลุ่มเป้าหมายสำคัญของประเทศและด้วยวิธีการที่ชาญฉลาด (Invest Smartly) ประเทศไทยควรลงทุนในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอตชีวิต(Learning Society) และระบบการศึกษาทางเลือก (Alternative Education) ที่มีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์ชีวิต เยาวชนที่ออกจากระบบการศึกษาหลังสำเร็จการศึกษาภาคบังคับและขั้นพื้นฐานทุกๆ ปี การจัดการศึกษาที่มุ่งพัฒนาสมรรถนะพื้นฐานอย่างมีคุณภาพและเสมอภาค และการจัดกิจกรรมส่งเสริมทักษะ Soft Skills ให้กับผู้เรียนในช่วงวัยต่าง ๆ รวมทั้งสนับสนุนให้คนทุกกลุ่มมีโอกาสเข้ารับการอบรมเพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะใหม่ (Upskill and Reskill) ซึ่งผลการวิจัยศึกษาของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าเป็นแนวทางสำคัญแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามออกจากวิกฤตทักษะได้
3.ลงทุนอย่างเสมอภาค (Invest Equitably) ให้ความสำคัญต่อสิทธิทาง การศึกษาของเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยสูตรจัดสรรงบประมาณให้แก่เด็ก เยาวชนในสังกัดต่างๆ ทั้งในและนอกระบบการศึกษาควรใช้หลักความเสมอภาค (Equity-basedBudgeting) ซึ่งมีการชดเชยปัจจัยที่เป็นต้นเหตุแห่งความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียน และสถานศึกษาอย่างเป็นธรรม เช่น ความห่างไกลทุรกันดารของหน่วยจัดการเรียนรู้ทั้งในและนอกระบบ การศึกษา รวมทั้งความด้อยโอกาสประเภทต่างๆ ของเด็กเยาวชน เป็นต้น
4.ลงทุนด้วยนวัตกรรมทางการเงินการคลังเพื่อการพัฒนาทุนมนุษย์ (Invest Innovatively) โดยใช้แรงจูงใจในการลดหย่อนภาษี 2 เท่า มาพัฒนานวัตกรรมความร่วมมือ และนวัตกรรมทางสังคม เพื่อสนับสนุนการลงทุนพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน หรือการใช้ มาตรการกึ่งการคลัง (Quasi-fiscal Policy) เพื่อสนับสนุนงบประมาณการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืน
รวมถึงมีการเหนี่ยวนำทรัพยากรจากตลาดเงินและตลาดทุน มาร่วมลงทุนในมาตรการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการลงทุนในทุนมนุษย์อย่างเสมอภาคและยั่งยืนสิ่งสำคัญที่สุด” ดร.ประสารกล่าว
ดร.ประสารกล่าวอีกว่า ท่ามกลางวิกฤตทุนมนุษย์ของประเทศ เรื่องนี้ไม่เพียงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของและมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ร่วมกันสร้างสังคม แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต(establishing a learning society) สังคมที่ทุกคนมีโอกาสที่จะพัฒนาความสามารถและสร้างทักษะใหม่อย่างต่อเนื่องตลอดทุกช่วงชีวิต เพื่อให้เด็กและเยาวชนมีหลักประกันการเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้เต็มตามศักยภาพ มีการพัฒนาทุนมนุษย์ อย่างเสมอภาค ช่วยให้เศรษฐกิจไทยมีทุนมนุษย์คุณภาพสูง พร้อมขับเคลื่อนพัฒนาประเทศ ท่านผู้มีเกียรติครับ การลงทุนในทุนมนุษย์คือหนึ่งในกุญแจสำคัญสู่การบรรลุเป้าหมายการเพิ่ม รายได้เฉลี่ยต่อคน 40% เพื่อออกจากกับดักรายได้ปานกลาง ภายในปี 2579 ของไทย ทุนมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นจะนำไปสู่ฐานภาษีที่กว้างและลึกขึ้น ช่วยเพิ่มรายได้ และรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจของ ประเทศ
“จากการเจริญเติบโตของรายได้คนไทยอย่างยั่งยืน จึงกล่าวได้ว่า การลงทุนในทุนมนุษย์ให้ เสมอภาคตั้งแต่ปฐมวัยถึงวัยแรงงานจะช่วยให้ประเทศไทยบรรลุ 2 เป้าหมายที่สำคัญที่พวกเรารอ คอยมายาวกว่า 4 ทศวรรษ ได้แก่เป้าหมายการออกจากกับดักรายได้ปานกลาง และเป้าหมายการ ยุติวงจรความยากจนข้ามรุ่นได้ในช่วงชีวิตของพวกเราทุกคน”ดร.ประสารกล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 5 มีนาคม 2567