สมาชิกเข้าสู่ระบบ

Equality VS Equity กับความเหลื่อมล้ำ

นานๆ ทีจะได้ลุกมาเขียนเรื่องราวที่นอกเหนือจากการต่างประเทศและความมั่นคงบ้าง แต่เอาจริงๆก็ไม่ได้ห่างไกลขนาดนั้น ยังคงมีความเชื่อมโยงกันอยู่อย่างแยกไม่ขาดโดยเฉพาะเมื่อพูดถึงความมั่นคง วันนี้อยากจะนำเสนอเรื่องราวของ “ความเหลื่อมล้ำ” ที่เป็นของคู่กับสังคมไทยมาตลอด

 

ความเหลื่อมล้ำ คืออะไร?

ถ้าตอบให้เข้าใจง่ายๆ ความเหลื่อมล้ำ ก็คือสภาวะที่คนในสังคมมีความแตกต่างกัน มีความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงโอกาส ทรัพยากร ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งแน่นอนว่าจะส่งผลต่อการลืมตาอ้าปาก ฐานะทางการเงิน เศรษฐกิจ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของคน ซึ่งความเหลื่อมล้ำก็มีด้วยกันหลายด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ ซึ่งได้แก่โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร แหล่งเงินทุน การทำมาหากินและอื่นๆ ด้านสังคม ได้แก่ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สาธารณสุข และอื่นๆ และด้านการเมือง ได้แก่ โอกาสที่จะเข้าถึงอำนาจ ความมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลง ตลอดจนการได้รับสิทธิคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเท่าเทียม

ไม่ต้องอธิบายกันให้มากความ ประเทศไทย ถือว่าเป็นหนึ่งประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง สิ่งที่ควรจะได้รับเหมือนๆกัน เท่าๆกัน กลับไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น การจะทำมาหากินก็ได้รับโอกาสแตกต่างกัน

 

ความเหลื่อมล้ำ ปกติหรือไม่?

หากมองในมิติของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ก็ต้องบอกว่า ความเหลื่อมล้ำเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทรัพยากรในทุกๆด้านมีอยู่อย่างจำกัด เมื่อต้องแบ่งสันปันส่วนกับคนหมู่มาก ก็ยอมมีคนได้มากและน้อย เป็นการยากที่จะทำให้คนทุกคนมีเท่าๆกัน ได้รับเท่าๆกัน

ระบบเศรษฐกิจที่คิดเรื่องนี้คือระบบที่เรียกว่า คอมมิวนิสต์ ที่เล็งเห็นถึงปัญหาของการได้และมีไม่เท่ากัน จึงได้กำหนดให้มีการผลิตและแบ่งปันเท่าๆกัน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครได้มากกว่าใคร หรือป้องกันความเหลื่อมล้ำนั่นเอง แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า แนวคิดดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นได้อยากในความเป็นจริง ถ้าไม่ได้อาศัยกลไกที่ set zero สังคมเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกัมพูชา ซึ่งก็เป็นความโหดร้ายและป่าเถื่อนอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก

ดังนั้น เมื่ออยู่กับระบบทุนนิยม ที่เรียกได้ว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา ก็คงต้องทำใจ แต่ก็ต้องมีเป้าหมายว่า ทำอย่างไรไม่ให้ความแตกต่าง ความเหลื่อมล้ำนั้น มีมากเกินจะรับได้ หรือมีมากจนกลายเป็นปัญหาอื่นๆตามมาอีกเป็นกระบุง กล่าวได้ว่า ความเหลื่อมล้ำและแตกต่างเป็นเรื่องปกติของสังคมที่แข่งขัน แต่ความเหลื่อมล้ำและแตกต่างที่มากมายมหาศาลนั่นแหล่ะที่ต้องกังวล

การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ จึงเกี่ยวข้องกับคำว่า Equality และ Equity อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สองคำนี้แตกต่างกัน และเกี่ยวข้องกันอย่างไร?

Equality คือ ความเท่าเทียม แปลง่ายๆว่า เป็นการ “ให้เหมือนกัน” บนสมมติฐานว่าทุกคนเริ่มต้นที่ต้นทุนที่เท่ากัน การ “ให้” ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร โอกาส หรือการปฏิบัติ จึงเป็นการให้ในปริมาณและคุณภาพที่ “เท่ากัน” สำหรับทุกคน

ในขณะที่ Equity คือ ความเป็นธรรม หรือ ความเสมอภาค แล้วแต่จะแปลเป็นไทย เป็นการ “ให้แบบมีแต้มต่อ” บทสมมติฐานว่าทุกคนเริ่มต้นที่ต้นทุนที่แตกต่างกัน การ “ให้” ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร โอกาส หรือการปฏิบัติ จึงต้องคำนวนให้ผลลัพธ์ที่ออกมานั้นเท่ากัน ซึ่งแปลว่า ปริมาณและคุณภาพในการให้อาจ “ไม่เท่ากัน” สำหรับทุกคน

เปรียบเปรยให้เห็นภาพ หากมีคนอยู่ 10 คน และมีข้าวอยู่ 10 กิโล หากต้องการแจกจ่ายให้เท่าเทียมกัน (Equality) นั่นคือการแจกจ่ายให้คนละ 1 กิโลเท่าๆกัน จะเห็นได้ว่า เป็นการให้บนพื้นฐานว่าทุกคนมีต้นทุนเท่ากัน ถามว่าผิดไหม แน่นอนว่าไม่ผิด เพราะหลายครั้งเราจำเป็นต้องให้คนทุกคนเท่าๆกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่หากพิจารณาถึงความเป็นธรรม (Equity) บางคนใน 10 คนนี้ อาจเป็นคนรวยอยู่แล้ว หรือ มีที่นาปลูกข้าวเป็นของตนเองเป็นร้อยๆไร่ ข้าวหนึ่งกิโลที่แจกไปอาจเอาไปทิ้งหรือวางไว้เฉยๆ ในขณะที่อาจมีบางคนที่ยากจนชนิดที่ข้าว 1 กิโล เป็นของมีค่าแบบสุดๆ เช่นนี้ หากอยากให้เกิดความเป็นธรรม การแจกอาจต้องพิจารณาถึงต้นทุนของแต่ละคนด้วย และอาจต้องให้คนที่ยากจนมากกว่า เพื่อให้ผลลัพธ์คือการที่คนทุกๆคน ลืมตาอ้าปากได้เท่าๆกัน

การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องผสมผสานทั้งความเท่าเทียมและความเป็นธรรม เพื่อให้มีทั้งนโยบายทั่วไปที่คำนึงถึงเรื่องสิทธิพื้นฐานที่พึงได้ และนโยบายเฉพาะเจาะจงที่คำนึงถึงการสร้างแต้มต่อเพื่อให้ผลลัพธ์คือความเท่าเทียมกันของคนในสังคมให้ได้มากที่สุด

แบบแรกง่าย เพราะไม่ต้องคิดอะไรมาก แจกจ่ายให้เท่ากันเป็นอันจบ แบบที่สองยากกว่า เพราะต้องคำนวนและหาหนทางที่สมดุลที่สุด 

ที่ผ่านมาประเทศไทยเน้นไปทางแบบแรกเสียมาก ส่วนแบบที่สองนั้นน้อยครั้งที่จะเห็น หากอยากแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างจริงใจ อาจต้องเริ่มมอง เริ่มคิด และเริ่มทำนโยบายแบบ “ให้แต้มต่อ” มากขึ้น คนจนจะได้ลืมตาอ้าปาก เสียภาษีได้มากขึ้น เพื่อยกระดับฐานรากของคนในสังคมให้เท่ากันมากขึ้น...ฝากไว้ให้คิดกัน  

บทความโดย

ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า  

ที่มา ; สยามรัฐออนไลน์ 25 มีนาคม 2569 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความอธิบายว่า “ความเหลื่อมล้ำ” คือความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากรในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง ความเหลื่อมล้ำอาจถือเป็นเรื่องปกติในระบบทุนนิยม เนื่องจากทรัพยากรมีจำกัดและมีการแข่งขัน ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างบุคคล อย่างไรก็ตาม หากความเหลื่อมล้ำสูงเกินไป จะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมา

แนวคิดสำคัญในการแก้ปัญหาคือ “Equality” (ความเท่าเทียม) และ “Equity” (ความเป็นธรรม) โดย Equality คือการให้ทรัพยากรหรือโอกาสอย่างเท่ากันบนสมมติฐานว่าทุกคนมีต้นทุนเท่ากัน ส่วน Equity คือการให้โดยคำนึงถึงความแตกต่างของต้นทุนชีวิต เพื่อให้ผลลัพธ์สุดท้ายใกล้เคียงกันมากที่สุด การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างมีประสิทธิภาพจำเป็นต้องผสมผสานทั้งสองแนวคิด กล่าวคือ ต้องมีนโยบายพื้นฐานที่ให้สิทธิเท่ากัน และนโยบายเฉพาะที่ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสมากขึ้น

บทความชี้ว่า ประเทศไทยยังเน้น Equality มากกว่า Equity ดังนั้น หากต้องการลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง ควรปรับนโยบายไปสู่การ “ให้แต้มต่อ” แก่ผู้ที่มีต้นทุนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสมดุลในสังคม 

 

แนวข้อสอบ

ข้อ 1 ข้อใดอธิบายความหมายของ “ความเหลื่อมล้ำ” ได้ถูกต้องที่สุด
ก. ความแตกต่างด้านวัฒนธรรม
ข. ความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงโอกาสและทรัพยากร
ค. ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์
ง. ความหลากหลายทางความคิด
เฉลย: ข เหตุผล: ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองตามบทความ
 

 

ข้อ 2 ปัจจัยใด “ไม่ใช่” มิติของความเหลื่อมล้ำตามบทความ
ก. เศรษฐกิจ
ข. สังคม
ค. การเมือง
ง. เทคโนโลยี
เฉลย: ง เหตุผล: บทความกล่าวถึง 3 มิติหลักเท่านั้น
 

 

ข้อ 3 เหตุใดความเหลื่อมล้ำจึงถือว่า “เกิดขึ้นได้” ในระบบทุนนิยม
ก. เพราะรัฐควบคุมทรัพยากรทั้งหมด
ข. เพราะทุกคนมีรายได้เท่ากัน
ค. เพราะทรัพยากรมีจำกัดและมีการแข่งขัน
ง. เพราะไม่มีการแข่งขัน
เฉลย: ค เหตุผล: เป็นแก่นของระบบทุนนิยม
 

 

ข้อ 4 แนวคิด Equality มีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. ให้ตามความจำเป็น
ข. ให้ไม่เท่ากัน
ค. ให้เท่ากันทุกคน
ง. ให้เฉพาะคนจน
เฉลย: ค เหตุผล: เน้น “ให้เหมือนกัน”
 

 

ข้อ 5 แนวคิด Equity เน้นสิ่งใดมากที่สุด
ก. ความเท่ากันของปริมาณ
ข. ความยุติธรรมตามต้นทุนชีวิต
ค. การแข่งขันเสรี
ง. การลดบทบาทรัฐ
เฉลย: ข เหตุผล: คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคล
 

 

ข้อ 6 หากโรงเรียนแจกทุนเท่ากันทุกคนโดยไม่คำนึงฐานะ เป็นแนวคิดใด
ก. Equity
ข. Equality
ค. Meritocracy
ง. Capitalism
เฉลย: ข เหตุผล: ให้เท่ากันโดยไม่ดูความแตกต่าง
 

 

ข้อ 7 ข้อใดเป็นตัวอย่างของการใช้ Equity ในสถานศึกษา
ก. แจกหนังสือเท่ากันทุกคน
ข. ให้ทุนเพิ่มแก่นักเรียนยากจน
ค. เก็บค่าเทอมเท่ากัน
ง. ใช้ข้อสอบเดียวกันทั้งหมด
เฉลย: ข เหตุผล: เป็นการ “ให้แต้มต่อ”
 

 

ข้อ 8 หากความเหลื่อมล้ำสูงเกินไป จะส่งผลอย่างไร
ก. สังคมมีเสถียรภาพมากขึ้น
ข. เกิดปัญหาสังคมตามมา
ค. รายได้เท่ากัน
ง. ลดการแข่งขัน
เฉลย: ข เหตุผล: บทความชี้ว่าเป็นปัญหาที่ต้องกังวล
 

 

ข้อ 9 แนวทางแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. ใช้ Equality อย่างเดียว
ข. ใช้ Equity อย่างเดียว
ค. ไม่ต้องใช้นโยบายใด
ง. ผสมผสาน Equality และ Equity
เฉลย: ง เหตุผล: เป็นข้อเสนอหลักของบทความ
 

 

ข้อ 10 ในบริบทผู้บริหารสถานศึกษา แนวทางใดสอดคล้องบทความมากที่สุด
ก. ใช้นโยบายเดียวกับทุกโรงเรียน
ข. ลดงบประมาณโรงเรียนขนาดเล็ก
ค. จัดสรรทรัพยากรเพิ่มให้โรงเรียนขาดแคลน
ง. ให้ทุกโรงเรียนแข่งขันเท่ากัน
เฉลย: ค เหตุผล: สะท้อนแนวคิด Equity เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ