
"...กรณีการนำรถยนต์ของทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตน นับเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งและเป็นบทเรียนสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการประจำ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องสอดส่องดูแลการใช้รถยนต์ราชการ ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย และใช้ในราชการเท่านั้น หากนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอย่างเช่นคดีนี้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบด้วย..."
กรณีเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ นำรถยนต์ราชการ หรือ รถหลวง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องฟ้องศาลดำเนินการคดีอาญา ยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมอย่างต่อเนื่อง ๆ ดังเช่น สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำรายละเอียดข้อมูลทั้ง 2 คดี มาเสนอ ณ ที่นี้
@ นายประกิต พรจันทรารักษ์ อดีตนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อำเภอคีรีมาส จังหวัดสุโขทัย
กรณีนี้ นายประกิต พรจันทรารักษ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีตำบลบ้านโตนด อำเภอคีรีมาส จังหวัดสุโขทัย ถูกกล่าวหาว่า นำรถยนต์ทางราชการไปใช้ส่วนตัวแล้วประสบอุบัติเหตุไม่รายงานตามระเบียบฯ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560
ต่อมาเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษาว่า นายประกิต พรจันทรารักษ์ จำเลย มีความผิดตามมาตรา 151 เมื่อเป็นความผิดอันเป็นบทเฉพาะแล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับบทตามมาตรา 157 อันเป็นบททั่วไปอีก ลงโทษจำคุก 5 ปี ไม่รอลงอาญา
ล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2564 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้เป็นว่า ลงโทษจำเลย จำคุก 5 ปี และปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาลดโทษให้หนึ่งในสาม คง จำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี
@ นางสาวพัชรินทร์ ทิพยพลาดิกุล อดีตธนารักษ์พื้นที่พะเยา จังหวัดพะเยา
ในเว็บไซต์สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นางสาวพัชรินทร์ ทิพยพลาดิกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ธนารักษ์พื้นที่พะเยา จังหวัดพะเยา นำรถยนต์ของราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว เบียดบังเวลาราชการและรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ 162 (1), (4) ตั้งแต่เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษาว่า นางสาวพัชรินทร์ ทิพยพลาดิกุล จำเลย มีความผิดตามมาตรา 151 , 162 (1) (4)
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 151 ซึ่งมีอัตราโทษหนักที่สุด จำคุกจำเลย 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลย 2 ปี 6 เดือนและปรับ 20,000 บาท โดยให้รอการลงโทษจำคุก ไว้มีกำหนด 2 ปี
@นายกรีฑา ยกย่อง เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง นายกเทศมนตรีเมืองบางริ้น อำเภอเมืองระนอง จังหวัดระนอง
กรณีนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและเครือญาติ เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 8 พิพากษาว่า จำเลย มีความผิดตามมาตรา 151 และ 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ฐานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต จำคุกกระทงละ 5 ปี ทางไต่สวนของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละหนึ่งในสาม คงจำคุกกระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมจำคุก 3 กระทง 9 ปี 12 เดือน
@นายวิบูลย์ เลิศวัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปศุสัตว์จังหวัดเลย
โดยกรณีดังกล่าวคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดเมื่อวันที่ 19 ต.ค. 2563 ว่า นายวิบูลย์ เลิศวัฒนา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปศุสัตว์จังหวัดเลย มีพฤติการณ์นำรถยนต์ราชการหมายเลขทะเบียน บพ 4112 เลย ไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว อันเป็นความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตและฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 85 (1) (4) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 โดยส่งสำนวนพร้อมความเห็นให้แก่ผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาไล่นายวิบูลย์ เลิศวัฒนาสมบัติ ออกจากราชการ
อย่างไรก็ดีในชั้นผู้บังคับบัญชามีการพิจารณาว่า นายวิบูลย์ เลิศวัฒนาสมบัติ รับราชการมาเป็นเวลานานถึง 37 ปี ไม่เคยกระทำความผิดวินัยมาก่อนและเป็นความผิดครั้งแรกจึงมีอันควรลดหย่อนโทษเป็นปลดออกจากราชการ แต่ในมาตรา 98 วรรคแห่ง แห่ง พ.ร.บ.ป.ป.ช. กำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้องลงโทษตามฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ ประกอบหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ที่ นร 0205/ว.234 ให้ลงโทษผู้กระทำผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการเป็นไล่ออกจากราชการสถานเดียว กรณีจึงไม่มีทางพิจารณาเป็นอื่นให้ผิดไปจาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดได้ ผู้บังคับบัญชาจึงสั่งลงโทษไล่นายวิบูลย์ออกจากราชการ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 (1) ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยทุจริต และ (4) กระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง
@นายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครตรัง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง
กรณีถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ ชี้มูลความทางอาญาในช่วงเดือนสิงหาคม 2564 กรณีกล่าวหา ว่านำรถยนต์ของทางราชการหมายเลขทะเบียน กง 5459 ตรัง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการใช้รถยนต์คันดังกล่าวจากทางราชการโดยมิชอบ โดยมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ครั้งที่ 72/2564 ที่ประชุมพิจารณาแล้ว มีมติเป็น เอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 9 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นว่า นายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม ได้ใช้อำนาจครอบครองรถยนต์คันดังกล่าว เพื่อประโยชน์ของตนเองโดยมิชอบ แล้วนำรถไปใช้เป็นพาหนะในการเดินทางไป – กลับ ระหว่างบ้านพักเลขที่ 80/3 ซอย 4 ถนนวิเศษกุล ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง กับสำนักงานเทศบาลนครตรังเป็นประจำทุกวัน เดินทางไปร่วมงานสังคมต่างๆ เช่น งานศพ งานบวช งานแต่งงาน และงานประเพณีต่างๆ และเดินทางไปบ้านของมารดาของภรรยานายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง ที่อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง บ่อยครั้ง เสมือนว่าเป็นรถส่วนบุคคล ขณะที่ในการใช้รถยนต์คันดังกล่าว ได้เบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากเทศบาลนครตรังทุกครั้งเดือนละประมาณ 100 ลิตร อันเป็นการเบียดบังน้ำมันเชื้อเพลิงของเทศบาลนครตรัง รวมทั้งได้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของตนเองตลอดมาโดยไม่มีเหตุผลความจำเป็น และไม่มีการขออนุญาตจากนายกเทศมนตรีนครตรังเพื่อประโยชน์ของตนเอง
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดตรัง ได้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับนายรณรงค์ทรัพย์ปรุง ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.256 มาตรา 91 (1) และ (2) แล้วแต่กรณีต่อไป และให้แจ้งเทศบาลนครตรัง ดำเนินการทางละเมิดกับนายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไปด้วย
ต่อมาเทศบาลนครตรัง ที่ 1447/2564 ลงนามโดย นายสัญญา ศรีวิเชียร นายกเทศมนตรีนครตรัง อ.เมืองตรัง จ.ตรัง ลงโทษไล่ออกจากราชการ นายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง พนักงานเทศบาล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองสวัสดิการสังคม เทศบาลนครตรัง (นักบริหารงานสวัสดิการสังคม ระดับกลาง) เงินเดือน 55,840 บาท ได้กระทำผิดวินัย กรณีนำรถยนต์ส่วนกลางของทางราชการหมายเลขทะเบียน กง 5459 ตรัง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการใช้รถยนต์คันดังกล่าวจากทางราชการโดยมิชอบ ตั้งแต่เดือน ต.ค.2552 ถึง เดือน พ.ค.2559 เป็นการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือบุคคลอื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการฐานประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการอันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยจงใจไม่ปฏิบัติกฎหมาย กฎ ระเบียบ ของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายของรัฐบาล อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรงตามข้อ 3 วรรคสาม ข้อ 5 วรรคสอง และข้อ 6 วรรคสอง แห่งประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลนครตรัง เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวนการลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558 และคณะกรรมการพนักงานเทศบาลนครตรังในการประชุมครั้งที่ 10/2564 วันที่ 26 ต.ค.64 มีมติให้ลงโทษไล่ออก นายรณรงค์ ทรัพย์ปรุง ออกจากราชการ อาศัยอำนาจตามมาตรา 15 มาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 และข้อ85 แห่งประกาศคณะกรรมการพนักงานเทศบาลนครตรัง เรื่องหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการสอบสวนการลงโทษทางวินัย พ.ศ.2558
@นายรุ่งรัก ลูกบัว ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร กับพวก
กรณีใช้รถหลวงไปตีกอล์ฟ ไป-กลับ บ้านพัก โดยเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2565 สำนักงาน ป.ป.ช.ยโสธร ได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายรุ่งรัก ลูกบัว กรณีนี้เป็นทางการ ข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนรับฟังได้ว่า ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 นายรุ่งรัก ลูกบัว ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อนายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร และเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร รักษาราชการแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรเพื่อขออนุญาตนำรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กค 7127 ยโสธร ไปจอดเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของตน บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 3 ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร และได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อเป็นพาหนะในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านพักและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร โดยไม่เคยนำรถยนต์มาจอดเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าวไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟกรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา
พฤติกรรมของนายรุ่งรัก ลูกบัว จึงเป็นการนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ สำหรับนายสถิรพร นาคสุข และนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ ได้อนุมัติให้นายรุ่งรัก ลูกบัว นำรถยนต์ของทางราชการไปเก็บรักษาไว้ที่บ้านพัก และใช้เป็นพาหนะในการขับขี่ ไป-กลับ ระหว่างบ้านพักและที่ทำงาน และสนามกอล์ฟ การกระทำของบุคคลทั้ง 2 รายดังกล่าว จึงได้กระทำไปโดยเอื้อให้นายรุ่งรัก ลูกบัว ได้ใช้รถยนต์ของทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ดังกล่าว
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติว่า
1.การกระทำของนายรุ่งรัก ลูกบัว มีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2562 มาตรา 192 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ทั้งนี้ ในส่วนของคดีอาญา อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการสูงสุด ส่วนมูลความผิดทางวินัย ได้มีคำสั่งขององค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร ได้สั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562
2. การกระทำของนายสถิรพร นาศสุข และนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ มีมูลความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 /1 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 192
หากนับรวมจำนวนเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ปรากฏชื่อถูกคดีกล่าวหานำรถยนต์ของทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ตามที่นำเสนอไป จะมีจำนวนถึง 8 ราย เบื้องต้น มีหลายคดีที่เรื่องอยู่ระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นศาล ขณะที่การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565
กรณีศึกษา กรณีที่ ปปช.ชี้มูลความผิดข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับการใช้รถยนต์ส่วนกลาง
เกี่ยวข้องกัน
มหากาพย์รถหลวง! 10 ปี ป.ป.ช. ชี้มูลเพียบ 70 คดี ผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 ราย
กรณีการนำรถยนต์ของทางราชการนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตน นับเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญยิ่งและเป็นบทเรียนสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการประจำ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ ที่จะต้องสอดส่องดูแลการใช้รถยนต์ราชการ ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย และใช้ในราชการเท่านั้น หากนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอย่างเช่นคดีนี้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบด้วย
"...มีหลายกรณีที่พบเจ้าหน้าที่รัฐนำเอารถหลวงไปใช้ประโยชน์ในเรื่องส่วนตัว บางกรณีมีการนำรถหลวงเอื้อประโยชน์ในการกระทำความผิด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการบางหน่วยงาน ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่ทางราชการจัดรถประจำตำแหน่งไว้ให้ ได้นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง และมีการเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากทางราชการ..."
หมายเหตุสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) : กรณีเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ นำรถยนต์ราชการ หรือ รถหลวง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และส่งเรื่องฟ้องศาลดำเนินการคดีอาญา ยังคงปรากฏให้เห็นในสังคมอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2556 - 2566 รวมระยะเวลา 10 ปี มีข้อมูลว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดในคดีรถหลวง ไปแล้วว่า 70 คดี รวมจำนวนผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 ราย
มีหลายกรณีที่พบเจ้าหน้าที่รัฐนำเอารถหลวงไปใช้ประโยชน์ในเรื่องส่วนตัว บางกรณีมีการนำรถหลวงเอื้อประโยชน์ในการกระทำความผิด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ของตนเอง นอกจากนี้ ยังมีข้าราชการบางหน่วยงาน ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งที่ทางราชการจัดรถประจำตำแหน่งไว้ให้ ได้นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เสมือนเป็นรถประจำตำแหน่ง และมีการเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากทางราชการ เป็นต้น
ส่วนบทลงโทษ ของ ผู้ถูกกล่าวหาในคดีรถหลวง บางรายถูกลงโทษจำคุก บางรายได้รับการรอลงอาญา ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในพฤติการณ์การกระทำความผิดแต่ละคดี
เรื่องนี้ แม้อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่นั่นก็สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมที่ส่อแววทุจริต ที่เจ้าหน้ารัฐไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง
เพื่อให้สาธารณชน ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาคดีรถหลวงมากขึ้น สำนักข่าวอิศรา ได้จัดทำวีดีทัศน์บทสรุปข้อมูลสำคัญในการไต่สวนคดีรถหลวง ของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. มานำเสนอ ณ ที่นี้
เปิดแฟ้มคดีรถหลวง! 10 ปี ป.ป.ช.ชี้มูล 70 คดี ผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 ราย l สำนักข่าวอิศรา - YouTube
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันจันทร์ ที่ 29 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
คดีรถหลวง! รายล่าสุด คุก 2 ปี 6 ด. อดีตนายก อบต.นครชุมน์ แต่รอลงอาญา-ป.ป.ช.ขออุทธรณ์
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายสมนึก แม้นจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) นครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี นำรถยนต์ส่วนกลาง คันหมายเลขทะเบียน กธ 5487 ราชบุรี ของ อบต.นครชุมน์ ไปใช้ส่วนตัว ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตาม ป.อ. มาตรา 151 , 157 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 192 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2564 ที่ผ่านมา
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาว่า นายสมนึก แม้นจิตต์ จำเลยมีความผิดตามมาตรา 151 (เดิม) พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
การกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ หรือเจ้าของทรัพย์นั้น ตามมาตรา 151 (เดิม) อันเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90
จำคุก 5 ปี และปรับ 40,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กึ่งหนึ่ง
คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 20,000 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์การกระทำความผิดและรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว เห็นว่า จำเลยดำรงตำแหน่งนายก อบต.นครชุมน์เป็นระยะเวลาประมาณ 8 ปี ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยไม่เคยมีประวัติการกระทำาความผิด นับว่ามีคุณงามความดีมาก่อน จำเลยกระทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ภายหลังจำเลยสำนึกในการกระทำความผิดชดใช้เงินค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 57,795.12 บาท ให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลนครชุมน์ผู้เสียหายแล้ว
ปัจจุบันจำเลยมีภาระดูแลบุตรที่กำลังศึกษาและครอบครัวตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นการกระทำความผิดไม่ได้ร้ายแรงมากนัก และไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นประโยชน์แก่จำเลยและสังคมมากกว่าจำเลยต้องโทษจำคุก
จึงเห็นสมควรให้รอการโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี คุมความประพฤติจำเลยมีกำหนด 1 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร 12 ชั่วโมง ตามมาตรา 56 หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2566 ได้พิจารณาแล้วไม่เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 และเห็นควรอุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าว
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
เกี่ยวกับคดีเจ้าหน้าที่รัฐประพฤติมิชอบ นำรถยนต์ราชการ หรือ รถหลวง ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว นั้น สำนักข่าวอิศรา เคยรายงานไปแล้ว คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดผู้กระทำความผิดไปแล้วหลายราย นับตั้งแต่ปี 2556 - 2566 รวมระยะเวลา 10 ปี มีข้อมูลว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้ชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐที่กระทำความผิดในคดีรถหลวง ไปแล้วว่า 70 คดี รวมจำนวนผู้ถูกกล่าวหากว่า 200 ราย
เผยแพร่ความคืบหน้าคดีกล่าวหา 'สมนึก แม้นจิตต์' อดีตนายก อบต.นครชุมน์ ราชบุรี นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ส่วนตัว ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 20,000 บาท ได้รอลงอาญา - ป.ป.ช.ขออสส.อุทธรณ์สู้ต่อ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 21 กรกฎาคม 2566
ข่าวเกี่ยวกัน
คุก 105 ปี อดีต ผอ.การศึกษา อบจ.ยโสธร นำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 12 ต.ค.2566 สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยโสธร แถลงข่าวความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายรุ่งรัก ลูกบัว เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร กับพวก นำรถยนต์ทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน และนำรถยนต์ของทางราชการไปตีกอล์ฟ
ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษ นายรุ่งรัก ลูกบัว จำเลยที่ 1 จำคุก 105 ปี รับสารภาพ เหลือโทษ 52 ปี 6 เดือน แต่ตามกฎหมายลงโทษได้ไม่เกิน 50 ปี ส่วนจำเลยอีก 2 ราย นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร นายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) โสธร ศาลฯ พิพากษาลงโทษจำคุก 12 ปี , 13 ปี ตามลำดับ แต่ได้รอลงอาญา 2 ปี
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยโสธร ระบุว่า คดีนี้ สืบเนื่องมาจาก คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติชี้มูลความผิดเรื่องกล่าวหา นายรุ่งรัก ลูกบัว ผู้อำนวยการกองการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) โสธร กับพวก คือ นายสถิรพร นาคสุข นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ยโสธร และนายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ) โสธร กรณีนำรถยนต์ของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตน ในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน และนำรถยนต์ของทางราชการไปตีกอล์ฟ
อัยการสูงสุด (อสส.) โดย พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 3 ได้เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายรุ่งรัก ลูกบัว กับพวก เป็นจำเลย ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 กรณีดังกล่าว
ต่อมา ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2566 โดยคำพิพากษาสรุปได้ว่า ขณะเกิดเหตุ นายรุ่งรัก ลูกบัว จำเลยที่ 1 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ กองการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ระดับ 8) นายสถิรพร นาคสุข จำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร และ นายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่ง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร รักษาราชการและปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร
พฤติการณ์ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2557 ถึงเดือนมิถุนายน 2558 จำเลยที่ 1 ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อจำเลยที่ 2 นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร และเดือนกรกฎาคม 2558 ถึงเดือนมีนาคม 2559 ได้จัดทำใบขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางเสนอต่อ จำเลยที่ 3 รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธ รักษาราชการแทน นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร เพื่อขออนุญาตนำรถยนต์ คันหมายเลขทะเบียน กค 7127 ยโสธร ไปจอดเก็บรักษาไว้ที่บ้านพักของตน บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 3 ตำบลทรายมูล อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร และได้ขับขี่รถยนต์คันดังกล่าวเพื่อเป็นพาหนะในการเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านพักและองค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธร โดยไม่เคยนำรถยนต์มาจอดเก็บรักษาไว้ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดยโสธรแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ยังได้ใช้รถยนต์คันดังกล่าว ไปตีกอล์ฟที่สนามกอล์ฟกรมทหารราบที่ 16 ค่ายบดินทรเดชา
พฤติกรรมของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการเอารถยนต์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดโสธรไปใช้เป็นประโยชน์ส่วนตนโดยมิชอบ เป็นเวลาเกือบ 2 ปี เป็นการกระทำที่ร้ายแรง
สำหรับจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นผู้อนุมัติให้จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ของทางราชการ ไปใช้ แต่ไม่ได้รู้เห็นการที่จำเลยที่ 1 นำรถยนต์ไปใช้ส่วนตัวแต่อย่างใด จึงไม่ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
แต่การไม่ดูแลตามหน้าที่ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก่อให้เกิดผลเสียหายแก่การบริหารราชการแผ่นดินอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ได้มีคำพิพากษาว่า
1. จำเลยที่ 1 นายรุ่งรัก ลูกบัว มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 123 /1 รวม 21 กระทง โดยให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกกระทงละ 5 ปี รวมจำคุก 105 ปี
จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 คงจำคุก 52 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมทุกกระทงแล้วจำคุกจำเลยที่ 1 ไม่เกิน 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3)
2. จำเลยที่ 2 นายสถิรพร นาคสุข และ จำเลยที่ 3 นายพงษ์ศิริ เหมือนชาติ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เดิม) และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123 /1 ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123 /1 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำเลยที่ 2 รวม 12 กระทง จำคุก 12 ปี และปรับ 240,000 บาท และจำเลยที่ 3 รวม 16 กระทง จำคุก 16 ปี และปรับ 320,000 บาท
จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดให้กึ่งหนึ่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และไม่เคยใช้รถยนต์คันดังกล่าว
เห็นควรรอลงอาญา คนละ 2 ปี และให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติคนละ 4 เดือน ต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมประพฤติ และให้ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณะประโยชน์เป็นเวลาคนละ 36 ชั่วโมงพร้อมชำระค่าปรับ
ขณะที่ นายอดุลย์ วันดี ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดยโสธร กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น ข้าราชการประจำ ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจในพื้นที่จังหวัดยโสธร ที่จะต้องสอดส่องดูแลการใช้รถยนต์ราชการของผู้ใต้บังคับบัญชา ให้เป็นไปตามระเบียบและกฎหมาย และใช้ในราชการเท่านั้น
"หากนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ถือว่าเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อนก็อาจต้องถูกดำเนินคดีอย่างเช่นคดีนี้ ซึ่งผู้บังคับบัญชาต้องร่วมรับผิดชอบด้วย จึงขอแจ้งเตือนมาด้วยความห่วงใยมิให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก และเป็นการเสริมสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน โดยไม่นำเรื่องส่วนตัวมาเกี่ยวข้อง" นายอดุลย์กล่าว
อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่ถึงที่สุด จำเลยทั้งหมด มีสิทธิ์ต่อสู้คดี เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้ได้อีก
ป.ป.ช.ยโสธร แถลงผลคดีกล่าวหา 'รุ่งรัก ลูกบัว' อดีตผอ.การศึกษา อบจ.ยโสธร ใช้รถหลวงไปตีกอล์ฟไป-กลับ บ้านพัก ล่าสุดศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 105 ปี รับสารภาพเหลือโทษ 52 ปี 6 เดือน แต่ติดจริง 50 ปี นายก-รองฯ คนอนุมัติโดนด้วย คุก 12 ปี , 13 ปี ตามลำดับ แต่ได้รอลงอาญา 2 ปี
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 12 ตุลาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
กรณีศึกษาการทุจริตเกี่ยวกับการทุจริตนำรถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงของทางราชการไปเป็นประโยชน์สำหรับตนเอง
นาย ก. รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้ทำบันทึกขออนุญาตใช้รถส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดไปใช้ในราชการ 2 ครั้ง เป็นระยะเวลาต่อเนื่องกัน และขอนำรถยนต์ไปเก็บไว้ที่บ้านพักส่วนตัว โดยมีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากทางราชการ
และยังปรากฏข้อเท็จจริงว่า นาย ข. สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้จำนำรถยนต์ประกันการกู้ยืมไว้กับเจ้าของร้านคาโอเกะแห่งหนึ่ง จนกระทั่งพนักงานขับรถยนต์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมาพบเห็นว่ารถยนต์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดจอดอยู่หน้าร้านคาราโอเกะ จึงสอบถามเจ้าของร้านได้ความว่านาย ข. นำมาจำนำ จึงแจ้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดทราบเรื่อง ต่อมานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้มอบเงินเพื่อไปไถ่ถอนรถดังกล่าว และในวันเดียวกันนาย ก. และภรรยา และนาย ข. ได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่า นาย ข. ได้ยืมรถยนต์ไปจากภรรยานาย ก. และรถยนต์ถูกคนร้ายลักไป แต่ข้อเท็จจริงคือนาย ข. นำไปจำนำ
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
การกระทำของนาย ก. และ นาย ข. เป็นความผิดอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 90 และ 91
ที่มา ; FB สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดฉะเชิงเทรา
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล ‘อิทธิพล’ รองปลัด ทน.เชียงราย ผิดวินัยร้ายแรง ขับรถหลวงเที่ยวกลางคืน เฉี่ยวชน จยย.แล้วปกปิดความผิด
เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดคดีสำคัญกรณีเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ จำนวน 3 เรื่อง
โดยเรื่องหนึ่ง กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.มอบหมายคณะไต่สวนเบื้องต้นเพื่อดำเนินการไต่สวน กรณีกล่าวหา นายอิทธิพล สุนทรสีมะ รองปลัดเทศบาลนคร (ทน.) เชียงราย จ.เชียงราย นำรถยนต์ส่วนกลางของเทศบาลนครเชียงรายไปใช้ส่วนตัวนอกเวลาราชการ และเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนเป็นเหตุให้รถยนต์ส่วนกลาง ซึ่งเป็นทรัพย์สินของทางราชการได้รับความเสียหาย
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 เวลาประมาณ 21.00 น. นายอิทธิพล ซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ควบคุมดูแลและถือกุญแจสำรองรถยนต์ส่วนกลางของเทศบาลนครเชียงราย ทะเบียน กฉ 930 เชียงราย ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวจากสถานที่จอดรถบริเวณบ้านพักข้าราชการเทศบาลนครเชียงราย เดินทางไปสถานบันเทิงใน อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์และมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
จนกระทั่งเวลาประมาณ 23.30 น. ได้ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียนดังกล่าวไปเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์บริเวณหน้าสถานบันเทิง เป็นเหตุให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย และยังปกปิดความผิดของตน โดยไม่ได้รายงานให้เทศบาลนครเชียงรายทราบ
คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนายอิทธิพลมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐานและคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98
ทั้งนี้ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ด้วย
ที่มา ; มติชนออนไลน์
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล 'อานนท์' อดีตผอ.สทอภ.คดีใช้รถส่วนกลาง ทั้งที่ได้เงินเดือน-ค่าพาหนะเป็นแสน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) กับพวก ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นรถประจำตำแหน่งของตน ทั้งที่ ได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมถึงค่าพาหนะหรือรถยนต์ประจำตำแหน่งในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ จำนวน 37,500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 187,500 บาท
นายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ได้สั่งการให้เลขานุการขออนุมัติ ใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) เพื่อเดินทางไปปฏิบัติงานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลต่อผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง นางนิรมล ศรีภูมินทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง ได้อนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน ชฐ 5663 กรุงเทพมหานคร ในการเดินทาง ไปปฏิบัติงานดังกล่าว รวมทั้งอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าผ่านทางพิเศษ ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2556 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2558 รวมเป็นเงินจำนวน 254,685 บาท ทั้งที่ตามสัญญาปฏิบัติงานในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 กำหนดให้นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ได้รับค่าตอบแทนอัตราเงินเดือนประจำ เดือนละ 150,000 บาท และผลประโยชน์ตอบแทนอื่น รวมถึงค่าพาหนะหรือรถยนต์ประจำตำแหน่งในอัตราร้อยละ 25 ของเงินเดือนประจำ จำนวน 37,500 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 187,500 บาท นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา จึงไม่มีสิทธิใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 วรรคสาม
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้
1. การกระทำของนายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา มีมูลความผิดทางอาญา ตามพระราชบัญญัติ ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 8 และมาตรา 11 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนางนิรมล ศรีภูมินทร์ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่า ได้กระทำการอันมีมูลความผิดในทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิด ทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจ และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณี และให้แจ้งสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ป.ป.ช.เผยแพร่มติ ชี้มูลความผิดอาญา-วินัยร้ายแรง 'อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา' อดีตผู้อำนวยการ สทอภ. ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นรถประจำตำแหน่งของตน ทั้งที่ได้เงินเดือน-ค่าพาหนะตอบแทน 187,500/เดือน ส่งเรื่อง อสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฏหมายแล้ว -ให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันพฤหัสบดี ที่ 27 มิถุนายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ชี้มูล 3 จนท.รัฐ คดีรถหลวง-ทุจริตน้ำมัน อดีตผอ.ศูนย์วิจัยฯสัตว์น้ำระยองใช้ขนของตกแต่งบ้าน
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่าเมื่อวันที่ 20 ก.ย.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดการกระทำความผิดต่อหน้าที่ราชการของเจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย กรณีใช้รถยนต์หลวง เบิกจ่ายน้ำมัน เพื่อประโยชน์ส่วนตัว คือ
1. กรณีกล่าวหา นายปกป้อง อุ่มอยู่ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง นำรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยองไปใช้ขนของและช่วยตกแต่งบ้านพักส่วนตัวในเวลาราชการ และนำทรัพย์สินของทางราชการไปไว้ที่บ้านพักส่วนตัวโดยทุจริต
2. กรณีกล่าวหา นายกิจชัย กุลสัมฤทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนแผนพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก นำรถยนต์ส่วนกลางของราชการไปใช้ส่วนตัว และนำบัตรรับน้ำมันของทางราชการไปเติมรถยนต์ส่วนตัว และ
3. กรณีกล่าวหา นายจักราวุธ ยังสันเทียะ หรือนายไชยยันต์ เพทายไพรวัลย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ทุจริตเบิกจ่ายน้ำมันรถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม
โดยนายนิวัติไชย เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยรายละเอียดดังนี้
กรณีกล่าวหา นายปกป้อง อุ่มอยู่ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง นำรถยนต์และเจ้าหน้าที่ของศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยองไปใช้ขนของและช่วยตกแต่งบ้านพักส่วนตัวในเวลาราชการ และนำทรัพย์สินของทางราชการไปไว้ที่บ้านพักส่วนตัวโดยทุจริต
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2562 ขณะที่นายปกป้อง อุ่มอยู่ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ได้ใช้รถยนต์ของศูนย์วิจัยฯ ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน บฉ 209 ระยอง และยี่ห้อโตโยต้า วีโก้ หมายเลขทะเบียน กต 5977 ระยอง ขนของไปที่บ้านพักส่วนตัวของตนที่กำลังก่อสร้าง และใช้ให้เจ้าหน้าที่และเด็กฝึกงานของศูนย์วิจัยฯ รวมประมาณ 10 – 11 คน ช่วยในการขนของ ขุดย้ายต้นไม้ของศูนย์วิจัยฯ จำนวน 2 ต้น รวมราคาประมาณ 4,000 บาท ไปปลูกที่บ้านพักส่วนตัว ตกแต่งหินประดับ ปลูกต้นไม้ตกแต่งสวน และเดินสายไฟฟ้าจากเสาไฟฟ้าสาธารณะเข้าสู่บ้านพักส่วนตัวในเวลาราชการ และใช้รถยนต์ของศูนย์วิจัยฯ ยี่ห้อโตโยต้า รีโว่ หมายเลขทะเบียน ขค 2474 ระยอง ไปตรวจดูงานบ้านพักส่วนตัวเป็นประจำตั้งแต่เริ่มขึ้นโครงสร้างบ้านจนกระทั่งก่อสร้างตกแต่งเสร็จ โดยใช้ระยะเวลาประมาณ 5 - 6 เดือน
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายปกป้อง อุ่มอยู่ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ทั้งนี้ ให้แจ้งกรมประมง ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
กรณีกล่าวหา นายกิจชัย กุลสัมฤทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนแผนพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กับพวก นำรถยนต์ส่วนกลางของราชการไปใช้ส่วนตัว และนำบัตรรับน้ำมันของทางราชการไปเติมรถยนต์ส่วนตัว
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในช่วงเดือนธันวาคม 2561 ถึงเดือนพฤษภาคม 2562 ขณะที่นายกิจชัย กุลสัมฤทธิ์ ดำรงตำแหน่งท้องถิ่นจังหวัดอุทัยธานี ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการส่วนแผนพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริมการบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ได้นำรถยนต์ส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน ชร 9670 กรุงเทพมหานคร ไปใช้เสมือนเป็นรถยนต์ประจำตำแหน่ง สำหรับเดินทางไป - กลับ ระหว่างบ้านและที่ทำงาน รวมทั้งมีการนำไปใช้หลังเวลาราชการและวันหยุด และนำไปจอดไว้ที่บ้านพัก โดยไม่มีสิทธิและไม่ได้รับอนุญาตตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 และที่แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2545 และนำบัตรรับน้ำมันของทางราชการไปเติมรถยนต์ส่วนตัว หมายเลขทะเบียน 4ธ 8388 กรุงเทพมหานคร
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้
1. การกระทำของนายกิจชัย กุลสัมฤทธิ์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. กรณีกล่าวหานายจิรเมธ บัวงาม นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการ ว่าใช้บัตรรับน้ำมันของทางราชการเติมรถยนต์ส่วนตัวในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ จากการไต่สวนไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีมูลความผิดทางอาญา ข้อกล่าวหาในทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ซึ่งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้มีคำสั่งลงโทษภาคทัณฑ์นายจิรเมธ บัวงาม แล้ว
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวนเอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ต่อไป
กรณีกล่าวหา นายจักราวุธ ยังสันเทียะ หรือนายไชยยันต์ เพทายไพรวัลย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี ทุจริตเบิกจ่ายน้ำมันรถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในปี พ.ศ. 2562 ขณะที่นายจักราวุธ ยังสันเทียะ หรือนายไชยยันต์ เพทายไพรวัลย์ ดำรงตำแหน่งปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม ปฏิบัติหน้าที่นายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม ได้นําใบแจ้งเติมน้ำมันที่องค์การบริหารส่วนตำบลนาแขมทำความตกลงเครดิต (เงินเชื่อ) ไว้กับห้างหุ้นส่วนจำกัด บริบูรณ์บริการ เพื่อใช้กับรถยนต์ส่วนกลาง จํานวน 26 ฉบับ ฉบับละ 500 บาท รวมเป็นเงิน 13,000 บาท ไปใช้เติมรถยนต์ส่วนตัวของตนเอง ยี่ห้อมิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ขม 4364 นครราชสีมา และอนุมัติให้เบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันและลงนามสั่งจ่ายเช็ค ทั้งที่รู้ว่าใบแจ้งเติมน้ำมันดังกล่าวนำไปเติมรถยนต์ส่วนตัวของตนเอง เป็นการฝ่าฝืนระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 67 และข้อ 72
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายจักราวุธ ยังสันเทียะ หรือนายไชยยันต์ เพทายไพรวัลย์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ทั้งนี้ให้แจ้งองค์การบริหารส่วนตำบลนาแขม ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง ต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกชี้มูลความผิดยังมีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลได้อีก
เผยมติ ป.ป.ช.ชี้มูลเจ้าหน้าที่รัฐคดีใช้รถยนต์-ทุจริตน้ำมันหลวง 3 รายรวด 'ปกป้อง อุ่มอยู่' อดีตผอ.ศูนย์วิจัยพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง ใช้จนท.ขนของช่วยตกแต่งบ้านพักส่วนตัวในเวลาราชการ - 'กิจชัย กุลสัมฤทธิ์' อดีตท้องถิ่นอุทัยธานี นำบัตรราชการไปเติมส่วนตัว 'จักราวุธ ยังสันเทียะ หรือไชยยันต์ เพทายไพรวัลย์' ปลัดอบต.นาแขม ทุจริตเบิกจ่าย ส่งเรื่องอสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกม.-ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย -มีชดใช้ค่าเสียหายด้วย
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 20 กันยายน 2567
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล นอภ.หนองจิก กรณีใช้รถหลวงขนวัสดุสร้างบ้านส่วนตัว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาค 9 แถลงข่าวผลการดำเนินงานที่สำคัญ โดยในส่วนสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดปัตตานี มีกรณีกล่าวหา นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สั่งใช้ให้เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ในสังกัดกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหนองจิก ที่ 10 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ใช้รถยนต์ของทางราชการบรรทุกวัสดุ อุปกรณ์ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างบ้านพักส่วนตัวของตน ในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และสั่งการให้เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน (อส.) ส่วนหนึ่งไปทำการก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวหลังดังกล่าวโดยมิชอบ
ระบุพฤติการณ์ในการกระทำความผิด ว่า เมื่อประมาณเดือน พ.ย. 2561 นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ได้ก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวบริเวณหมู่ที่ 6 ตำบลเขารูปช้าง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา โดยในระหว่างที่มีการก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวนั้น นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ได้สั่งใช้ให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน (อส.) สังกัดกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหนองจิก ที่ 10 ผู้ใต้บังคับบัญชา สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปทำหน้าที่ ดูแล ช่วยเหลือ และสนับสนุนงานก่อสร้างอาคารบ้านพัก ในระหว่างการก่อสร้าง ซึ่งเป็นการสั่งใช้นอกเขตพื้นที่ นอกเขตจังหวัดปัตตานี อีกทั้งในการเดินทางไปยังสถานที่ก่อสร้างอาคารบ้านพักดังกล่าว นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ได้สั่งใช้ให้สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน ใช้รถยนต์มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ตค 824 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถที่ใช้ในภารกิจราชการของอำเภอหนองจิก มาใช้เพื่อประโยชน์ในการขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์ เกี่ยวกับการก่อสร้างต่าง ๆ จากอำเภอหนองจิก ไปยังสถานที่ก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวของนายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ตลอดระยะเวลาในการก่อสร้างจนแล้วเสร็จ โดยได้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงของรถคันดังกล่าวจากทางราชการด้วย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 83/2567 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2567 ที่ประชุม พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียง เห็นว่า จากการไต่สวนเบื้องต้น ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ผู้ถูกกล่าวหา ดำรงตำแหน่งนายอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี สั่งการให้เจ้าหน้าที่อาสารักษาดินแดน ในสังกัดกองร้อยอาสารักษาดินแดนอำเภอหนองจิก ที่ 10 ซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไปทำการก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวในเขตพื้นที่อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา ระหว่าง เดือนพฤศจิกายน 2561 ถึงเดือนมีนาคม 2562 โดยใช้รถยนต์ มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ตค 824 กรุงเทพมหานคร ในการขนย้ายวัสดุ อุปกรณ์ ต้นไม้ จากท้องที่อำเภอหนองจิก ไปยังสถานที่ก่อสร้างบ้านพัก ส่วนตัวดังกล่าว เห็นว่า แม้ว่ารถยนต์ดังกล่าวจะไม่ได้จัดซื้อโดยงบประมาณของอำเภอหนองจิก และไม่ได้ อยู่ในทะเบียนครุภัณฑ์ของอำเภอหนองจิก แต่เป็นรถยนต์ที่ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน ตำบลปุโละปุโย อำเภอ หนองจิก มอบให้อำเภอหนองจิก โดยมีเจตนาเพื่อใช้ในภารกิจของราชการอำเภอหนองจิก จึงถือว่าอำเภอหนองจิก เป็นผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในประโยชน์ของทางราชการ การที่นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ผู้ถูกกล่าวหา สั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไปก่อสร้างบ้านพักส่วนตัว อันเป็นการปฏิบัติงานนอกหน้าที่และอำนาจเพื่อประโยชน์ของตนเอง อีกทั้งยังนำรถยนต์คันดังกล่าวไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน จึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่อำเภอหนองจิก ทั้งนี้ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้มีการเติมน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์มิตซูบิชิ หมายเลขทะเบียน ตค 824 กรุงเทพมหานคร โดยมีการเบิกจ่ายจากเงินงบประมาณจากทางราชการ
จึงเห็นว่า การกระทำของนายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1)
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยกับ นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 ต่อไป
ทั้งนี้ ให้แจ้งอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ป.ป.ช.ปัตตานี แถลงผลงาน คกก.ชุดใหญ่ ชี้มูล 'เอก ยังอภัย ณ สงขลา' อดีตนายอำเภอหนองจิก ปัตตานี สั่งให้เจ้าหน้าที่ อส. ใช้รถยนต์ราชการบรรทุกวัสดุ อุปกรณ์ ไปก่อสร้างบ้านพักส่วนตัวโดยมิชอบ ส่งสำนวนอสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกม.แล้ว
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา
เกี่ยวข้องกัน
การแถลงข่าวของสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 9 เมื่อวันจันทร์ที่ 28 ต.ค.67 ถือว่าสั่นสะเทือนแวดวงข้าราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้พอสมควร
เพราะมีการแถลงชี้มูลความผิด นายเอก ยังอภัย ณ สงขลา อดีตนายอำเภอหนองจิก จ.ปัตตานี ซึ่งขณะนี้ดำรงตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ จ.สงขลา
ข้อหาถือว่าฉกรรจ์ คือ กรณีสั่งการให้อาสารักษาดินแดน (อส.) ใช้รถยนต์ราชการบรรทุกวัสดุอุปกรณ์เพื่อสร้างบ้านส่วนตัว พร้อมทั้งใช้เจ้าหน้าที่ อส.บางส่วนไปทำการก่อสร้างบ้านส่วนตัวโดยมิชอบ
โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 9 ระบุว่า การกระทำของ นายเอก ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1)
นายเอก นับเป็นข้าราชการฝ่ายปกครอง สังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่รับราชการและดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มาโดยตลอด
เป็นอดีตนายอำเภอหนองจิกเมื่อปี 2561 จากนั้นย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอโคกโพธิ์ จ.ปัตตานี
แต่ช่วงเวลาที่ทำให้ชื่อของ นายอำเภอเอก ได้รับความสนใจ และเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง คือช่วงปี 2564 ที่ย้ายไปดำรงตำแหน่งนายอำเภอเบตง จ.ยะลาและสร้างผลงานผ่านสื่อ เป็นข่าวอยู่บ่อยครั้ง
ที่สำคัญการดำรงตำแหน่งนายอำเภอเบตง อยู่ยาวถึง 3 ปี เมืองเบตงเป็นเมืองที่มีสีสัน มีกิจกรรมมาก ข่าวสารจึงมากตามไปด้วย และยังเป็นยุคที่เมืองเบตงกำลังก่อสร้างและเปิดสนามบิน คือ ท่าอากาศยานเบตง ถึงขั้นที่นายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำประเทศในขณะนั้น เดินทางลงพื้นที่ด้วยเที่ยวบินปฐมฤกษ์ เมื่อ 14 มี.ค.2565
กระแสการทำงานของนายเอกยิ่งมากขึ้น เมื่อย้ายเข้าดำรงตำแหน่งนายอำเภอหาดใหญ่ เมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เริ่มงานวันที่ 27 ม.ค.2567 ก็สร้างผลงานทันที โดยเฉพาะการนำทีมบุกทลายโกดังน้ำกระท่อมรายใหญ่ในพื้นที่รับผิดชอบ
หาดใหญ่ถือเป็นอำเภอใหญ่ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ได้รับการยอมรับว่าเป็น “เมืองหลวง” ของภาคใต้ตอนล่างเลยทีเดียว เป็นทั้งเมืองท่องเที่ยว เมืองการศึกษา และจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นชุมทางรถไฟก่อนเข้าสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
หลังมีข่าวร้ายจาก ป.ป.ช. ผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อทางโทรศัพท์ไปหานายเอก เพื่อให้ชี้แจงกรณีที่ป.ป.ช.ภาค 9 มีมติชี้มูลความผิด
แต่ได้รับเพียงคำตอบว่า “ไม่สะดวก กำลังประชุม” จากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีกเลย
อย่างไรก็ตาม การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีต ผอ.ร.ร. ศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ใช้รถหลวงนำขบวนขันหมากแต่งน้องเมีย
ป.ป.ช.พัทลุง แถลงผลงานโชว์มติ คกก.ชุดใหญ่ เสียงเอกฉันท์ชี้มูลอาญา-วินัยร้ายแรง 'ปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร' อดีตผอ.โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ฯ ใช้รถยนต์ส่วนกลางเพื่อประโยชน์ส่วนตน นำขบวนขันหมากงานแต่งน้องเมีย ส่งสำนวน อสส. ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกม.-แจ้งให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 ต.ค.2567 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 9 และสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดในเขตพื้นที่ภาค 9 แถลงข่าวผลการดำเนินงานที่สำคัญ โดยในส่วนสำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง มีกรณีกล่าวหา นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงว่า มีพฤติการณ์นำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียนเพื่อประโยขน์ส่วนตน นำไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทําการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 94 วรรคสอง
คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นควรให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
พร้อมทั้งให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
"...จากการไต่สวนข้อเท็จจริง พบว่า นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ขออนุญาตใช้รถและเป็นผู้อนุญาตการใช้รถคันดังกล่าวด้วยตนเอง โดยนำไปใช้ในลักษณะเดียวกันกับรถประจำตำแหน่งและนำไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งสิ้น 62 ครั้ง โดยเป็นการขออนุญาตใช้รถเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับการชกมวย จำนวน 31 ครั้ง ขออนุญาตไปชุมชนสัมพันธ์ จำนวน 29 ครั้ง นำไปแห่ขันหมากน้องภรรยา จำนวน 1 ครั้ง และนำไปเพื่อร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ จำนวน 1 ครั้ง..."
ที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดคดีกล่าวหานำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว ระบุพฤติการณ์เบื้องต้น คือ การนำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียน นำนักเรียนไปชกมวยในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่การชกมวยดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนหรือกิจกรรมของโรงเรียน รวมทั้งนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา ตามข้อมูลการแถลงข่าวของ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุง ที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดที่มาที่ไปคดี และมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉบับเต็มการชี้มูลความผิด นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ในคดีกล่าวหานำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัวดังกล่าว
@ ที่มาที่ไปคดี
สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดพัทลุงได้รับเรื่องกล่าวหา นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง ว่ามีพฤติการณ์นำรถยนต์ส่วนกลางของโรงเรียน นำนักเรียนไปชกมวยในสถานที่ต่าง ๆ ทั้งที่การชกมวยดังกล่าวนั้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนหรือกิจกรรมของโรงเรียน รวมทั้งนำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้นำขบวนขันหมากงานแต่งงานของน้องภรรยา
ประเด็นการขออนุญาตใช้รถเพื่อทำกิจกรรมเกี่ยวกับการชกมวย จำนวน 31 ครั้ง ซึ่งกีฬาชกมวยจะไม่อยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงโดยตรง แต่ก็ได้ปรากฏพยานหลักฐานว่ากีฬาชกมวยเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งอยู่ในตัวเลือกกลุ่มกีฬา กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้รับส่งในการนำนักเรียนไปทำกิจกรรมชกมวย เปรียบมวย จึงยังไม่ใช่กรณีที่ผู้ถูกกล่าวหากระทำไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนโดยแท้ แต่เนื่องจากการนำนักเรียนไปชกมวยนอกสถานที่นั้น ไม่มีหนังสือราชการเชิญให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์เข้าร่วมทำกิจกรรมมวยอย่างเป็นทางการ จึงเห็นควรส่งประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางพานักเรียนไปชกมวยนอกสถานที่แก่สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นต้นสังกัด กำชับไม่ให้มีกรณีดังกล่าวเกิดขึ้นอีก
ประเด็นการขออนุญาตไปทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ จำนวน 29 ครั้ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าถึงแม้ตามบทบาทอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหาจะระบุไว้ว่า ผู้ถูกกล่าวหามีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับชุมชน แต่อำนาจหน้าที่ดังกล่าวผู้ถูกกล่าวหาก็ต้องบริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ นโยบายและวัตถุประสงค์ของสถานศึกษา แต่จากพยานหลักฐานกลับปรากฏว่าตามวันเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาขออนุญาต ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นช่วงการขออนุญาตใช้รถทุกวันเสาร์ อาทิตย์และวันหยุดราชการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2558 จนกระทั่งถึงเดือนมกราคม 2560 แม้ว่ามีการจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์จริง แต่ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมเป็นประจำ โดยจะจัดกิจกรรมตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น งานบุญงานประเพณีทางศาสนา ซึ่งมิใช่การจัดกิจกรรมในทุกวันเสาร์-อาทิตย์
ทั้งนี้ ในการขออนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์นั้น ไม่ได้ปรากฏพยานหลักฐานเอกสารรายงานในการทำกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ในแต่ละครั้งแต่อย่างใด ซึ่งการนำไปใช้ทั้งในพื้นที่จังหวัดพัทลุง และอำเภอสิงหนคร จังหวัดสงขลา รวม 29 ครั้งนั้น เป็นการกระทำที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน และเป็นการใช้รถยนต์ส่วนกลางของทางราชการนอกเหนือจากการใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการอันเป็นเหตุให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง และระบบราชการได้รับความเสียหาย
ประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางไปแห่ขันหมากน้องภรรยา ที่บ้านทุ่งเสม็ด ตำบลกำแพง จังหวัดสตูล ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.
ประเด็นการนำรถยนต์ส่วนกลางไปแห่ขันหมากน้องภรรยา ที่บ้านทุ่งเสม็ด ตำบลกำแพง จังหวัดสตูล ตั้งแต่เวลา 06.00 – 24.00 น. จำนวน 1 ครั้ง และร่วมเป็นเจ้าภาพสวดอภิธรรมศพ ที่อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่เวลา 08.00 – 24.00 น. จำนวน 1 ครั้ง พิเคราะห์แล้วเห็นว่าเป็นการที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนโดยแท้ และเป็นการใช้รถยนต์ส่วนกลางของทางราชการนอกเหนือจากการใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของส่วนราชการ หรือเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
ทั้งนี้ ได้ปรากฏจากพยานหลักฐานว่าตลอดระยะเวลาที่ผู้ถูกกล่าวหาใช้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวไปทำกิจการเพื่อประโยชน์ส่วนตนนอกเหนือจากกิจการอันเป็นส่วนรวมของทางราชการนั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้ดำเนินการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากงบประมาณของโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุงมาโดยตลอด อีกทั้งการที่ผู้ถูกกล่าวหานำรถยนต์ของทางราชการไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและใช้รถยนต์คันดังกล่าวเสมือนรถประจำตำแหน่งเป็นระยะเวลานาน ย่อมทำให้รถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าวมีความเสื่อมสภาพ เป็นเหตุให้โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง และระบบราชการได้รับความเสียหาย
@ มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ ว่า การกระทำของนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ และฐานกระทําการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 94 วรรคสอง
คณะกรรมการ ป.ป.ช.เห็นควรให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยกับนายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
พร้อมทั้งให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ผลการต่อสู้คดีทางอาญา และวินัยร้ายแรง ของ นายปรัชวิญณ์ ไพโรจน์บวร จะออกมาเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา
เกี่ยวข้องกัน
คุก 2 ปี 6 ด.! อดีตผอ.คลัง อบจ.พะเยา ใช้รถหลวง-เบิกน้ำมันเท็จ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายวรวิทย์ บุรณศิริ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา กับพวก คือ นายบุญโต เกียรติวิชัยงาม นางจินตนา อุบลศรี นางกนกวรรณ สร้อยทอง อนุญาตให้ผู้อำนวยการกองคลัง นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ประโยชน์ส่วนตัวและจัดทำเอกสารการเบิกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นเท็จ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ 162 (1) , (4) และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 ประกอบพ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 192 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.2564
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 30 ก.ค.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษาดังนี้
1. ยกฟ้อง นายวรวิทย์ บุรณศิริ จำเลยที่ 1, นายบุญโต เกียรติวิชัยงาม จำเลยที่ 2 , นางกนกวรรณ สร้อยทอง จำเลยที่ 4
2. นางจินตนา อุบลศรี จำเลยที่ 3 มีความผิดตามมาตรา 151 จำคุก 5 ปี ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามมาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน
พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลย แม้จำเลยไม่เคยรับโทษจำคุก แต่ข้อหาในความผิดตามฟ้องเป็นกรณีร้ายแรง ไม่สมควรรอการลงโทษ ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2567 เห็นชอบตามความเห็นของอัยการสูงสุด (อสส.) ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
สำหรับคดีนี้ เฟซบุ๊ก "ชมรมSTRONGต้านทุจริตประเทศไทย เคยออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า นางจินตนา อุบลศรี ผู้อำนวยการกองคลัง อบจ.พะเยา ใช้รถยนต์ส่วนกลางในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และมีพยานหลักฐานปรากฏว่า นายบุญโต เกียรติวิชัยงาม ปลัด อบจ.พะเยา ยืนยันที่จะให้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงที่นางจินตนาเกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้เสนอความเห็นชอบในการใช้รถยนต์ส่วนกลางคราวละหนึ่งปีงบประมาณ เพื่อที่นายวรวิทย์ บูรณศิริ นายก อบจ.พะเยา จะได้เห็นชอบให้นางจินตนาใช้รถยนต์ส่วนกลางในลักษณะส่วนตัว อันขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 โดยยินยอมหรือเพิกเฉยให้นางจินตนา ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นประจำส่วนตัว และใช้พาหนะในการไปกลับระหว่างบ้านพักที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง กับที่ทำงาน อบจ.พะเยา เป็นประจำวัน
อีกทั้งยังเสนอความเห็นชอบและรับรองในฎีกาเบิกเงิน หรือยินยอม หรือรู้เห็นการเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ส่วนกลาง มิได้มีการใช้งานจริงตามที่ระบุในบันทึกการใช้รถและเบิกน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับนายบุญโตได้มอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนนายก อบจ.พะเยา ให้เป็นผู้อนุมัติฎีกาการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นเท็จจาก อบจ.พะเยา ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง อันเป็นการที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ป.ป.ช. เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีอนุญาตนำรถยนต์ส่วนกลาง อบจ.พะเยา ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว จัดทำเอกสารเบิกน้ำมันเท็จ ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 5 พิพากษาลงโทษ 'จินตนา อุบลศรี' อดีตผอ.คลัง จำคุก 2 ปี 6 เดือน หลังรับสารภาพ แต่ไม่รอลงอาญา ยกฟ้อง 'วรวิทย์ บุรณศิริ' นายกฯ 'บุญโต เกียรติวิชัยงาม' ปลัดฯ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันเสาร์ ที่ 18 มกราคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
เพจสตรองเผย อบจ.พะเยา ปลด ขรก.เพียบหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูลทุจริต หวั่นคดีอาจหมดอายุความ
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานข่าวอ้างอิงจากเพสตรอง ระบุว่าเมื่อวันที่ 15 ส.ค. ที่ผ่านมา องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) พะเยา มีคำสั่งปลดข้าราชการประจำหลายคนหลายตำแหน่ง ไล่ไปตั้งแต่ ปลัด อบจ. ผอ.กองช่าง วิศวกรโยธา ไฟฟ้า และหัวหน้าฝ่ายสำรวจออกแบบ หัวหน้าฝ่ายก่อสร้างและซ่อมบำรุง นายช่างโยธา สถาปนิก ระดับชำนาญการทั้งนั้น
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด และศาลประทับรับฟ้อง ไม่ว่าจะเป็นกรณีทุจริตโรงปุ๋ย เบิกจ่ายเท็จโครงการฝึกอบรม เบิกน้ำมันเป็นเท็จ แก้ไขสัญญาจ้าง-ตรวจการจ้างโดยมิชอบ และละเว้นการปฏิบัติหน้าทีกรณีนำรถหลวงไปใช้ส่วนตัว
ทั้งนี้เครือข่ายชมรมสตรองจังหวัดพะเยา ยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นนานแล้ว บางคดีผ่านมาตั้ง 15 ปี เกรงว่าจะมีผลต่ออายุความทางอาญา ซึ่งทราบมาว่าบางคดีนั้นหมดอายุความไปแล้ว
"งานนี้พวกเราต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผลสรุปสุดท้ายจะออกมาในรูปแบบใด แต่ที่แน่ๆตอนนี้โดนปลดออกจากราชการไปแล้ว..ฝากเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้แก่ข้าราชการที่คิดทุจริตคอร์รัปชั่นด้วย" เพจสตรองระบุ
เพจสตรองยังได้เปิดเผยรายละเอียดกรณีการใช้รถยนต์ส่วนตัวระบุรายละเอียดดังนี้
คำสั่ง อบจ.พะเยา ที่ 1339/2565 เรื่อง ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดหยุดปฏิบัติหน้าที่ สาระสำคัญระบุว่า นายบุญโต เกียรติวิชัยงาม ปลัด อบจ.พะเยา มีกรณีถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 เมื่อวันที่ 4 ก.ค. 2565 กรณีที่นายบุญโตเพิกเฉยไม่ดำเนินการเสาะหาข้อเท็จจริงหรือสืบสวน กรณีนางจินตนา อุบลศรี (อดีตผู้อำนวยการกองคลัง) ใช้รถยนต์ส่วนกลางในลักษณะส่วนตัว โดยไม่ได้เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และมีพยานหลักฐานปรากฏว่านายบุญโตยืนยันที่จะให้มีการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ในช่วงที่นางจินตนาเกษียณอายุราชการไปแล้ว ได้เสนอความเห็นชอบในการใช้รถยนต์ส่วนกลางคราวละหนึ่งปีงบประมาณ เพื่อที่นายวรวิทย์ บูรณศิริ (อดีต นายก อบจ.พะเยา) จะได้เห็นชอบให้นางจินตนาใช้รถยนต์ส่วนกลางในลักษณะส่วนตัว อันขัดต่อระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้รถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 โดยยินยอมหรือเพิกเฉยให้นางจินตนา ใช้รถยนต์ส่วนกลางเป็นประจำส่วนตัว และใช้พาหนะในการไปกลับระหว่างบ้านพักที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง กับที่ทำงาน อบจ.พะเยา เป็นประจำวัน
อีกทั้งยังเสนอความเห็นชอบและรับรองในฎีกาเบิกเงิน หรือยินยอม หรือรู้เห็นการเบิกค่าน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ส่วนกลาง มิได้มีการใช้งานจริงตามที่ระบุในบันทึกการใช้รถและเบิกน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกับนายบุญโตได้มอบหมายให้ปฏิบัติราชการแทนนายก อบจ.พะเยา ให้เป็นผู้อนุมัติฎีกาการเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงอันเป็นเท็จจาก อบจ.พะเยา ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง อันเป็นการที่เจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามฟ้อง และศาลอาญาฯ ได้รับไว้พิจารณา อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ให้ข้าราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดซึ่งถูกประทับฟ้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ก.ค.ได้ให้นายบุญโตหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วด้วยมูลเหตุกรณีดำเนินโครงการฝึกอบรมศักยภาพการประกอบอาชีพกลุ่มแม่บ้าน จึงให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยเพื่อรอผลคำพิพากษาในคดีดังกล่าว
'เพจสตรอง' เผย อบจ.พะเยาปลดข้าราชการเพียบหลังถูก ป.ป.ช.ชี้มูล ห่วงคดีเกิดนานแล้ว หวั่นหมดอายุความ ชี้เป็นอุทธาหรณ์สำหรับ ขรก.ทุจริต
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 16 สิงหาคม 2565
เกี่ยวข้องกัน
คดีที่ 2! ยืนโทษคุก 2 ปี 6 ด. รอลงอาญา อดีตผอ.วิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง ใช้รถส่วนกลาง
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นางพัชราภรณ์ ไชยนาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง นำรถยนต์ส่วนกลางซึ่งเป็นรถที่มีไว้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของวิทยาลัยไปใช้งานในลักษณะรถประจำตำแหน่ง เป็นการใช้งานรถผิดประเภท ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบมาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2564
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ต.ค.2567 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติกลาง จากเดิมที่พิพากษาว่า ให้รอลงอาญา จำคุก 2 ปี 6 เดือน เป็นเวลา 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
หลังโดนโทษจำคุก 5 ปี เจ้าตัวให้การรับสารภาพลดโทษให้ ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน ภายหลังกระทำความผิดจำเลยพยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้เงินค่าน้ำมันรถคืนแก่ทางราชการ ตามมูลค่าความเสียหายที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินคำนวณครบถ้วนแล้ว
ประกอบกับการจำคุกระยะสั้นไม่เป็นผลดีแก่จำเลย เมื่อคำนึงถึงอายุการศึกษา สุขภาพ ก่อนเกิดเหตุจำเลยรับราชการจน เกษียณอายุราชการมีความดีและทำประโยชน์ให้แก่ทางราชการมาก่อน มีเหตุอันควรปรานี
แก้เป็นว่า ไม่ยกฟ้องความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 13 พ.ย.2567 ได้พิจารณาแล้วเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่ฎีกาคำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำพิพากษาตัดสินลงโทษจำคุก 5 ปี นางพัชราภรณ์ ไชยนาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง ในคดีกล่าวหา แบ่งจ้างงานปรับปรุงห้องน้ำนักศึกษาชาย ชั้น 5 อาคารเรียน 4 ระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม 2557 โดยมิชอบไปแล้ว
ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'พัชราภรณ์ ไชยนาม' อดีตผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างนครหลวง เอารถส่วนกลางใช้ประจำตำแหน่ง ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโทษคุก 2 ปี 6 เดือน รอลงอาญา เป็นเวลา 3 ปี ปรับ 20,000 บาท หลังก่อนหน้านี้ ถูกพิพากษาโทษจำคุก 5 ปี คดีแบ่งจ้างงานปรับปรุงห้องน้ำนักศึกษาชายไปแล้ว
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 02 มีนาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
คุก 2 ปี 18 ด. รอลงอาญา นักวิเคราะห์ สนง.ป.ป.ส.ภาค 6 ใช้รถตู้หลวงเพื่อปย.ส่วนตัว
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอุดม นามเมือง นักวิเคราะห์นโยบายและแผนชำนาญการพิเศษ สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติดภาค 6 อำเภอพรหมพิราม จังหวัดพิษณุโลก กับพวก คือ นายนพรัตน์ จันทร์รักษ์ นำรถยนต์ของราชการ (รถตู้) พร้อมพนักงานขับรถ ไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 , 157 และ 162 (1) (4) ตามพ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ.มาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 7 ส.ค.2566
ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 28 พ.ย.2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6 มีคำพิพากษาดังนี้
1. นายอุดม นามเมือง จำเลยที่ 1 มีความผิดตามกฎหมาย รับสารภาพ ลดโทษให้ คงลงโทษรวม 4 กระทง จำคุก 2 ปี 18 เดือน และปรับ 92,000 บาท
2. นายนพรัตน์ จันทร์รักษ์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามกฎหมาย รับสารภาพ ลดโทษให้ คงลงโทษ รวม 4 กระทง คงจำคุก 1 ปี 16 เดือน และปรับ 68,00 บาท
พิเคราะห์พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสอง เห็นว่าทรัพย์ที่ร่วมกันกระทำความผิดทำให้ราชการได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 12,430 บาท ไม่มากนัก นอกจากนี้ยังถูกลงโทษทางวินัยอันเนื่องจากการกระทำความผิดในคดีนี้มาบ้างแล้ว หากลงโทษจำคุกอีกอาจไม่เป็นผลดี จึงเห็นควรให้โอกาสจำเลยทั้งสองกลับตนเป็นพลเมืองดี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2568 ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี หรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'อุดม นามเมือง' นักวิเคราะห์ สำนักงานป.ป.ส.ภาค 6 พิษณุโลก นำรถตู้หลวงพร้อมพนักงานขับไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 6 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 18 ด. หลังรับสารภาพ พวก 1 ราย โดน คุก 1 ปี 16 ด. ได้รอลงอาญาทั้งคู่ - ป.ป.ช.เห็นชอบตาม อสส.ไม่อุทธรณ์สู้
ที่มา ; สำนักข่าวอิศรา
เกี่ยวข้องกัน
ไขคำพิพากษา! ยืนโทษ อดีตผอ.สถาบันโรคทรวงอก คุก18 ปี รอลงอาญา ใช้รถหลวงเอาแฟ้มงานไปทำที่บ้าน
"...นางสุวรรณี ตั้งวีระพรพงศ์ ขออุทธรณ์ โดยอ้างว่า ไม่มีเจตนาทุจริต การใช้รถยนต์ส่วนกลาง นำแฟ้มงานราชการไปเกษียณสั่งการที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา 17 ครั้ง เป็นไปตามคำสั่ง ที่ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคทรวงอก สั่งใช้รถราชการส่วนกลางได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ ใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว..."
นางสุวรรณี ตั้งวีระพรพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริตใช้รถยนต์ส่วนกลางของสถาบันโรคทรวงอกเพื่อประโยชนส่วนตน และเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการโดยมิชอบ หลังถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดตามอาญา และส่งสำนวนพยานเอกสารหลักฐาน ให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดย เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2566 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำพิพากษาว่า นางสุวรรณี ตั้งวีระพรพงศ์ จำเลยมีความผิดตามมาตรา 157 (เดิม) พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ.2554 มาตรา 123/1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามมาตรา 91 ความผิดแต่ละกรรมเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับ ที่ 2) พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามมาตรา 90 ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี และปรับกระทงละ 30,000 บาท รวม 27 กระทง เป็นจำคุก 27 ปี และปรับ 810,000 บาท
จำเลยนำสืบเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามมาตรา 78 กระทงละ 1 ใน 3 คงจำคุกกระทงละ 8 เดือน และปรับกระทงละ 20,000 บาท รวมเป็นจำคุก 18 ปี และปรับ 540,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนความผิดแต่ละกระทงศาลลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี จำเลยได้ชดใช้เงินคืนทางราชการครบถ้วนและถูกลงโทษทางวินัยให้ไล่ออกจากราชการแล้ว โทษจำคุกจังให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี ตามมาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29 , 30 (ที่แก้ไขใหม่) คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
ต่อมาเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2567 ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น
ข้อมูลทางคดีที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบไปแล้ว
ต่อไปนี้ เป็นรายละเอียดในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ที่พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นดังกล่าว ซึ่ง นางสุวรรณี ตั้งวีระพรพงศ์ ขออุทธรณ์ โดยอ้างว่า ไม่มีเจตนาทุจริต การใช้รถยนต์ส่วนกลาง นำแฟ้มงานราชการไปเกษียณสั่งการที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา 17 ครั้ง เป็นไปตามคำสั่ง ที่ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคทรวงอก สั่งใช้รถราชการส่วนกลางได้ทั่วราชอาณาจักร แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า เป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎระเบียบ และเป็นการใช้รถยนต์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ปรากฏข้อมูลดังต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ระบุว่า นางสุวรรณี จำเลยได้อุทธรณ์ว่า ขณะที่โรงพยาบาลโรคทรวงอกอยู่ในสังกัดกรมควบคุมโรคติดต่อ กรมควบคุมโรคติดต่อ มีคำสั่งที่ 838/2543 เรื่อง แก้ไขตารางผู้มีอำนาจสั่งใช้รถยนต์ส่วนกลาง ให้อำนาจผู้อำนวยการโรงพยาบาลโรคทรวงอก สั่งใช้รถราชการส่วนกลางได้ทั่วราชอาณาจักร
ช่วงขณะเกิดเหตุปี 2555 กรมการแพทย์ไม่ได้มีคำสั่งหรือมอบอำนาจให้รองอธิบดีหรือผู้ใดมีอำนาจอนุญาตใช้รถราชการส่วนกลางตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการใช้รถราชการ พ.ศ. 2523 ให้แก่ส่วนราชการในสังกัด เป็นอำนาจอธิบดีกรมการแพทย์โดยตรง ต่างกับการอนุญาตใช้รถราชการส่วนกลางของโรคทรวงอก ตามคำสั่งกรมควบคุมโรคติดต่อที่ 838/2543 กรมการแพทย์ต้องรับโอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมากม สิทธิ์ หนี้ ภาระผูกพันข้าราชการ และอัตรากำลัง รวมถึงอำนาจหน้าที่ของสถาบันโรคทรวงอก ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่งของกรมควบคุมโรคติดต่อในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลโรคทรวงอก เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอกจึงมีอำนานาจตามคำสั่งกรมควบคุมโรคติดต่อในการอนุญาตใช้รถยนต์ส่วนกลาง คำสั่งกรมการแพทย์ ที่ 248/2554 เรื่อง การมอบอำนาจตามพระราชบัญญัติบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 38 (7) (8) (9) ให้รองอธิบดีกรมการแพทย์ใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุม กำกับดูแลในเรื่องเงิน ไม่ใช่เรื่องงาน
คำสั่งดังกล่าวจึงไม่เกี่ยวกับการขออนุญาตใช้รถราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ.. 2523 คำสั่งที่ 838/2543 ยังคงใช้บังคับอยู่ โดยไม่มีคำสั่งของกรมการแพทย์ให้ยกเลิกคำสั่ง ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอกคนก่อน ๆ ก็ถือปฏิบัติตามคำสั่งนี้เช่นกัน จนกระทั่งปี 2556 กรมการแพทย์ออกคำสั่งที่ 717/2556 มาใช้บังคับ คำสั่งที่ 838/2543 จึงสิ้นสุดลง
จำเลยนำแฟ้มงานราชการไปเกษียณสั่งการที่บ้านพักในจังหวัดนครราชสีมา 17 ครั้ง เป็นไปตามคำสั่งกรมควบคุมโรคติดต่อที่ 828/2543 อนุญาตให้สั่งใช้รถราชการส่วนกลาง ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 และแก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 13 วรรคสองไม่ต้องขออนุญาต ตามคำสั่ง กรมการแพทย์ที่ 248/2554 นาง พ. (ตัวย่อ) ใช้คำสั่งที่ 838/2543 ของกรมควบคุมโรคติดต่อต่อเนื่องมาตั้งแต่สถาบันโรคทรวงอกยังเป็นโรงพยาบาลโรคทรวงอก สังกัดกรมควบคุมโรคติดต่อ
จนกระทั่งมีพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการ การบริหารและอำนาจหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวงทบวงกรม พ.ศ. 2545 มาตรา 139 ให้โอนโรงพยาบาลโรคทรวงอกไปสังกัดกรมการแพทย์ โดยมีผลใน วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ยังคงใช้คำสั่งกรมควบคุมโรคติดต่อที่ 838/2543 เรื่อยมาจนถึงข่วงเวลาที่เกิดเหตุ
จำเลยไม่มีเจตนาทุจริต
เห็นว่า จำเลย ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก สังกัดกรมการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2555
ขณะเกิดเหตุการณใช้รถยนต์ส่วนกลางของจำเลย จึงต้องมีการขออนุญาตให้ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ.2523 และคำสั่งการแพทย์ ที่ 248/2554 เรื่อง มอบอำนาจในการอนุมัติและการเบิกจ่ายเงินค่าใช้จำยต่าง ๆ ซึ่งรถราชการให้ใช้เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรามของส่วนราชการ หรือ เพื่อประโยชน์ของทางราชการตามหลักเกณฑ์ที่ส่วนราชการเจ้าของรถนั้นกำหนดขึ้น ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยรถราชการ พ.ศ. 2523 ข้อ 13 วรรคสอง และอธิบดีกรมการแพทย์ออกคำสั่งมอบอำนาจให้รองอธิบดีกรมการแพทย์พิจารณาอนุมัติการเดินทาง และการเบิกจ่ายเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการสำหรับผู้อำนวยการสถาบันตามคำสั่งกรมการแพทย์ ที่ 248/2554 ข้อ 1
การเดินทางของจำเลยทั้ง 17 ครั้ง ดังกล่าว เป็นการเดินทางออกจากสถาบันโรคทรวงอกไปนอกพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จึงต้องขออนุมัติการเดินทางทุกครั้งกับรองอธิบดีกรมการแพทย์ เพื่อให้การอนุมัติเดินทางในแต่ละครั้งจะได้มีการพิจารณาว่าจำเลยไปราชการหรือไม่
จำเลย ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอกเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสถาบันโรคทรวงอก ย่อมจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับกฎ ระเบียบต่างๆ ของกรมการแพทย์
เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎ ระเบียบดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่า การใช้รถยนต์ส่วนกลางของสถาบันโรคทรวงอกของจำเลยตามฟ้องเป็นการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว เป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานและเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้ราชการได้รับความเสียหาย หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ส่วนที่ศาลขั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษปรับและรอการลงโทษจำคุกจำเลยมานั้น ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน.
ขณะที่สำนักข่าวอิศรา รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2568 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบตามที่ อัยการสูงสุด (อสส.) หารือไม่ฎีกาคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เห็นควรไม่ฎีกาคำพิพากษา แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่า นางสุวรรณี ยื่นฎีกาต่อสู้คดีนี้อีกหรือไม่
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 18 เมษายน 2568
เกี่ยวข้องกัน
เอาผิด อดีต ผอ.สพป.เขต 2 จ.ตรัง ใช้รถหลวงเหมือนรถส่วนตัวนาน 3 ปี
30 เมษายน 2568 เมื่อเวลา 13.30 น. ที่โรงแรม เลอ เอราวัณ อ.เมือง จ.พังงา นายทวิชาติ นิลกาญจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 9 นายสุชาติ กรวยกิตานนท์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 8 นายบัณฑิต คณะสุวรรณ์ ผอ.สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง นายยุทธนา วิมลเมือง หัวหน้ากลุ่มงานป้องกันการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำ จ.ตรัง ได้ร่วมกันแถลงข่าวผลการดำเนินงานของ ป.ป.ช.ภาค 8 และ ภาค 9 โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญที่น่าสนใจ คือ
ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง ได้รับเรื่องร้องเรียนกล่าวหา นายประจักษ์ (สงวนนามสกุล) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 จังหวัดตรัง (ปัจจุบันเกษียณอายุราชการแล้ว) ได้นำรถยนต์ส่วนกลางไปใช้ในการปฏิบัติราชการในตำแหน่งหน้าที่ และใช้เดินทางไป – กลับ ระหว่างที่พักกับสํานักงาน เสมือนว่าเป็นรถประจำตำแหน่ง
จากการไต่สวนข้อเท็จจริงปรากฏว่า นายประจักษ์ ได้นำรถยนต์ส่วนกลาง ยี่ห้อ Isuzu รุ่น MU-7 ทะเบียน ตรัง เดินทางไป – กลับระหว่างบ้านพักซึ่งอยู่ในพื้นที่ ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง กับสํานักงานเขตฯ ซึ่งอยู่ในอำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง ระยะทางไป-กลับ คาดการณ์ครั้งละประมาณ 60 กิโลเมตร เสมือนว่าเป็นรถประจำตำแหน่ง ตลอดระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งเป็นเวลา 3 ปี รวมทั้งอนุญาตให้นำรถคันดังกล่าวไปเก็บรักษารถที่อื่น ทั้งที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรัง เขต 2 มีสถานที่เก็บรักษารถปลอดภัยเพียงพออยู่แล้ว และในการใช้รถภายในเขตพื้นที่จังหวัดตรัง ไม่มีการขอใบขออนุญาตใช้รถตามระเบียบฯแต่อย่างใด โดยในการใช้รถคันดังกล่าว ยังได้เบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตรังเขต 2 ทุกครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 217,817.80 บาท
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณา และมีมติว่าการกระทำดังกล่าว มีมูลความผิดทางอาญา
· ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหาย แก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาล หรือเจ้าของทรัพย์นั้น และ
· ฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 ประกอบมาตรา 90 และมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
· ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่ง หรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามมาตรา 172
และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
· ฐานปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
· ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย ระเบียบแบบแผนของทางราชการ และหน่วยการศึกษา ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 84 วรรคสาม และมาตรา 85 วรรคสอง
โดยสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดตรัง
· จะส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาล ซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี
· ส่งสำนวนการไต่สวนและเอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด อดีต ผอ.สพป.เขต 2 จ.ตรัง ใช้รถหลวงส่วนกลางเสมือนรถประจำตำแหน่งนานกว่า 3 ปี เบิกเงินค่าน้ำมันอีกกว่า 2 แสนบาท


เกี่ยวข้องกัน
เจาะคดีดัง! นายกอบจ.ปัตตานี ใช้รถหลวงไปแรลลี่
"...หากนับช่วงระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ในคดีนี้ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลากว่าปีครึ่งแล้ว ที่คดียังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล เพื่อตัดสินว่า นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี มีความผิดตามที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลจริงหรือไม่ เนื่องจากเจ้าตัว ใช้ช่องทางการอุทธรณ์ - ขอความเป็นธรรม - เลื่อนการรายงานตัว ทุกช่องทาง ..."
ในการแถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 8 และ ภาค 9 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 ที่ผ่านมา มีการเปิดเผยข้อมูลคดีชี้มูลเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดในพื้นที่จังหวัดภาคใต้หลายกรณี ตามที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) นำเสนอข่าวไปแล้ว
หนึ่งในคดีชี้มูลความผิดเจ้าหน้าที่รัฐรายสำคัญ ที่ถูกจับตามองในการแถลงข่าวดังกล่าว คือ กรณี นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปัตตานี นำรถยนต์ส่วนกลาง ของ อบจ. ปัตตานี ไปใช้ส่วนตัวและเดินทางไปท่องเที่ยว ซึ่งมีการส่งสำนวนอัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาลตามขั้นตอนกฎหมายไปแล้ว
อย่างไรก็ดี มีการเปิดเผยความคืบหน้าคดีในการแถลงข่าวครั้งนี้ ว่า ภายหลังจากที่ อสส. มีความเห็นสั่งฟ้อง และมีการออกหนังสือแจ้ง นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ให้ไปรายงานตัวเพื่อส่งฟ้องคดีต่อศาลมาแล้วถึง 7 ครั้ง แต่นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ยังไม่ไปรายงานตัว
จุดเริ่มต้นคดี
ในช่วงเดือนธันวาคม 2566 ปรากฏข่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติชี้มูลความผิด นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี กรณีนำรถของทางราชการไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว และนำรถไปจอดไว้ในโรงจอดรถบัสของ บริษัท เซาท์สยามไอเอ็มที คอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่ง นายเศรษฐ์ เป็นเจ้าของบริษัท และเป็นเจ้าของสถานที่ ทั้งยังได้จัดแรลลี่ท่องเที่ยวไปยังจังหวัดต่างๆ ทางภาคเหนือ เหตุเกิดเมื่อราวๆ ปี 2560 โดยไม่เกี่ยวกับงานราชการ
ต่อมา ในช่วงเดือนมีนาคม 2567 สำนักงาน ป.ป.ช.ภาค 6 แถลงผลการชี้มูลความผิดคดีนี้เป็นทางการ ระบุว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวนเมื่อ พ.ศ. 2565 และได้มีมติเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกานยน 2566 ชี้มูลความผิดนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี นอกจากโทษทางอาญาแล้ว ยังมีการให้ถอดถอนจากตำแหน่ง และให้ชดใช้ค่าเสียหายด้วย
พฤติการณ์ในคดี
สำหรับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดคดีนี้ คือ ในช่วงปีงบประมาณ 2560 นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ได้มีการเขียนใบขออนุญาตใช้รถส่วนกลาง แบบ 3 ฉบับลงวันที่ 29 กันยายน 2560 และอนุมัติให้ใช้รถยนต์ส่วนกลาง หมายเลขทะเบียน กข 6969 ปัตตานี เพื่อใช้ในราชการองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี มีคนนั่ง – คน (ไม่ได้ระบุคนนั่ง) ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2560 เวลา 08.30 น. ถึงวันที่ 30 กันยายน 2561 เวลา 16.30 น. มอบหมายให้นายประดิษฐ์ มามะ พนักงานขับรถยนต์ เป็นผู้ขับรถยนต์ ระบุหมายเหตุ “ขอนำรถยนต์หมายเลขทะเบียน กข 6969 ปัตตานี เก็บรักษาไว้ที่บ้านเลขที่ 352 หมู่ที่ 1 ตำบลยามู อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี เนื่องจากไม่มีสถานที่เก็บรักษารถยนต์ที่ปลอดภัย” ซึ่งบ้านดังกล่าวเป็นบ้านของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ทั้งที่ในความเป็นจริงองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี มีสถานที่ในการเก็บรักษารถที่มีความปลอดภัย
ต่อมาในระหว่างวันที่ 23 - 30 ธันวาคม 2560 นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ได้มีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยว pattani rally 2017 โดยเดินทางจากจังหวัดปัตตานี ไปยังจังหวัดราชบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดเพชรบุรี เป็นต้น ซึ่งคณะเดินทางประกอบไปด้วยนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี และเครือญาติของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ประมาณ 20 คน ในการเดินทางดังกล่าว นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี เป็นผู้กำหนดแผนการเดินทางเองทั้งหมด มีการนำรถยนต์ส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ไปจำนวน 2 คัน คือ คันหมายเลขทะเบียน กข 5500 ปัตตานี และ กข 6969 ปัตตานี ในการเดินทางไปท่องเที่ยวดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับงานราชการแต่อย่างใด เป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวในเรื่องส่วนตัว โดยนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี เป็นผู้อนุญาตให้ขับและให้ใช้รถดังกล่าว ในการเดินทางไปท่องเที่ยวปี 2560
ปกติไม่มีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานีใช้รถทั้ง 2 คันดังกล่าว เนื่องจากรถทั้ง 2 คันดังกล่าวเป็นรถที่ใช้สำหรับนายกฯ และรองนายกฯ ในการปฏิบัติหน้าที่ เสมือนดังเช่นรถประจำตำแหน่ง เจ้าหน้าที่จึงไม่กล้าที่จะขอใช้รถดังกล่าว กล่าวคือ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี จะใช้รถคันหมายเลขทะเบียน กข 6969 ปัตตานี ได้มีการใช้มาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2555 จนถึงปี พ.ศ. 2564 โดยนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ได้ใช้รถดังกล่าว ในการเดินทางมาทำงานทุกวัน รวมถึงในการเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่าง ๆ
โดยรถคันดังกล่าวได้มีการจอดในช่วงเวลากลางคืน ที่บ้านพักส่วนตัวของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ณ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี ไม่ได้จอดที่โรงจอดรถขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี โดยนายประดิษฐ์ มามะ จะมาเป็นคนขับรถรับส่งนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ทุกวัน
ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ในฐานะนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ได้ทำบันทึกขอใช้รถและบันทึกขออนุญาตใช้รถส่วนกลางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยเป็นการขอใช้ระยะเวลายาว 1 ปีงบประมาณ เป็นการใช้เสมือนรถประจำตำแหน่ง ไม่ได้ระบุรายละเอียดในการขอใช้สมบูรณ์ตามแบบที่กำหนด ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการใช้และรักษารถยนต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ข้อ 11
อีกทั้งนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ยังมีพฤติการณ์การใช้รถส่วนกลางองค์การบริหารส่วนจังหวัดปัตตานี ในการเดินทางไปท่องเที่ยวในช่วงเดือนธันวาคม 2560 โดยมิได้เกี่ยวข้องกับงานราชการ และเป็นการเดินทางไปท่องเที่ยวในเรื่องส่วนตัว โดยมีการอนุมัติ อนุญาตให้ใช้รถส่วนกลาง ตลอดจนอนุมัติให้มีการเบิกจ่ายเงินค่าน้ำมันอันเป็นการกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามที่มีการกล่าวหาร้องเรียน
มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้พิจารณาในการประชุม ครั้งที่ 126/2566 เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 แล้วมีมติเป็นเอกฉันท์ ด้วยคะแนนเสียง 5 เสียง เห็นชอบตามความเห็นของคณะผู้ไต่สวนเบื้องต้นว่าการกระทำของนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ผู้ถูกกล่าวหา มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ฐานเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐ เทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น
และฐานเป็น เจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่ หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นเจ้าพนักงานของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดฐานละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่หรือปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ หรือประพฤติตนฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน ตามพระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 79
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งสำนวนการไต่สวนและเอกสารหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอน เพื่อพิจารณาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ กับนายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98 ต่อไป ทั้งนี้ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 และให้แจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทราบด้วย
ต่อมา สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีหนังสือเมื่อเดือนมกราคม 2567 แจ้งกระทรวงมหาดไทย เพื่อถอดถอน (ภายใน 30 วัน) โดยไม่ต้องแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบวินัยอีก และให้มีการชดใช้ค่าเสียหาย พร้อมส่งสำนวนและเอกสารถึงอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีต่อศาลซึ่งมีเขตอำนาจ
นอกจากนี้ ยังมีการแจ้งผลการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ กกต. ทราบ
เศรษฐ์ อัลยุฟรี สู้ยื่นขอความเป็นธรรม
ขณะที่ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี ยื่นขอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยตรงและขอให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยยื่นทบทวนมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. รวมจำนวน 2 ครั้ง ในปี 2567 ซึ่งกรณีนี้กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น มีความเห็นว่ากรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ขอให้ทบทวนมติมิใช่พยานหลักฐานใหม่และอยู่ระหว่างพิจารณาของกระทรวงมหาดไทย และได้ทำความเห็นเสนอปลัดกระทรวงมหาดไทยว่าผู้ถูกกล่าวหา กระทำความผิดปี พ.ศ. 2560 – 2561 ซึ่งอยู่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่ง คสช. ผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งระหว่าง วันที่ 14 ตุลาคม 2555 ถึงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 จึงได้พ้นจากตำแหน่งหน้าที่นายก อบจ. ปัตตานี ในวาระที่กระทำความผิดไปแล้วเกิน 2 ปี
ดังนั้น จึงไม่สามารถขอให้รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยถอดถอนบุคคลดังกล่าวพ้นจากตำแหน่งนายก อบจ.ปัตตานี ได้
ด้าน สำนักงาน ป.ป.ช. ภาค 9 ได้เสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณา 2 ครั้ง ดังนี้
ครั้งที่ 1 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประชุมทบทวนมติครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 67 มีมติไม่ทบทวนมติเดิม ที่ชี้มูลความผิดเนื่องจากหนังสือขอความเป็นธรรมและขอทบทวนมติของผู้ถูกกล่าวหามิใช่หนังสือของผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจแต่งตั้งถอดถอนและไม่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานใหม่
ครั้งที่ 2 คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.พ. 68 เป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นไต่สวนและอัยการสูงสุดมีคำสั่งรับดำเนินคดีเรื่องดังกล่าวแล้ว ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยมีมติไม่ทบทวนฯ จึงได้มีมติไม่ทบทวนมติเดิม
ทั้งนี้ ได้มีหนังสือแจ้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเพื่อทราบและดำเนินการส่วนที่เกี่ยวข้องแล้ว
อัยการเรียกรายงาน ขอเลื่อนไม่ไป 7 ครั้ง
ต่อมา สำนักงานคดีปราบปรามทุจริตภาค 9 แจ้งสำนักงาน ป.ป.ช. ให้ส่งตัวผู้ถูกกล่าวหาไปพบอัยการเพื่อฟ้องต่อศาลอาญาแผนกคดีทุจริตฯ ภาค 9 ในวันที่ 29 ส.ค. 67 แต่ผู้ถูกกล่าวหาขอเลื่อน ผู้ถูกกล่าวหามอบอำนาจยื่นคำร้องต่ออัยการขอเลื่อนการฟ้องคดีออกไป
อัยการเห็นว่ามีเหตุอันสมควร จึงอนุญาตให้เลื่อน 3 ครั้ง
16 ธันวาคม 2567 อัยการกำหนดให้ผู้ถูกกล่าวหาไปรายงานตัว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัว และมอบอำนาจเพื่อขอเลื่อนฟ้องคดีเป็นครั้งที่ 4
22 มกราคม 2568 ผู้ถูกกล่าวหามอบอำนาจผู้รับมอบอำนาจให้เลื่อนฟ้องคดีเป็นครั้งที่ 5
อัยการจึงได้มีหนังสือแจ้งผู้ถูกกล่าวหาไปรายงานตัวต่ออัยการเพื่อฟ้องต่อศาลในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568 แต่ผู้ถูกกล่าวหาไปรายงานตัวต่ออัยการ แต่ไม่ไปศาลโดยอ้างว่าอยู่ในระหว่างขอความเป็นธรรม/ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ทบทวนมติ
อัยการจึงมีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาไปรายงานตัวอีกครั้งวันที่ 11 มีนาคม 2568 (รวม 7 ครั้ง) ล่าสุดทราบว่ายังไม่ไปรายงานตัว
เบื้องต้น สำนักงาน ป.ป.ช. ระบุว่า จะได้ประสานงานและติดตามความคืบหน้าไปทางอัยการสูงสุดทั้งนี้หากอัยการส่งฟ้องและศาลที่มีเขตอำนาจประทับรับฟ้อง จะมีผลให้ผู้ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฎิบัติหน้าที่ต่อไป
ทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลลำดับเหตุการณ์คดีนี้ ที่สำนักข่าวอิศรา รวมรวบมาได้
จากข้อมูลข้างต้น หากนับช่วงระยะเวลา ตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 ที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ในคดีนี้ จนถึงปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลากว่าปีครึ่งแล้ว ที่คดียังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล เพื่อตัดสินว่า นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี มีความผิดตามที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลจริงหรือไม่ เนื่องจากเจ้าตัว ใช้ช่องทางการอุทธรณ์ - ขอความเป็นธรรม - เลื่อนการรายงานตัว ทุกช่องทาง
ปัจจุบัน ยังไม่มีความชัดเจนว่า ฝ่ายอัยการ จะดำเนินการอย่างไรในเรื่องนี้ ภายหลังจากที่ นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ.ปัตตานี ขอเลื่อนไม่ไปรายงานตัวฟ้องคดีหลายครั้งแล้ว
อนึ่ง นอกจากคดีนี้แล้ว นายเศรษฐ์ อัลยุฟรี นายก อบจ. ปัตตานี ยังถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณี มีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการเช่าเหมารถบัสปรับอากาศ 2 ชั้น อีก 1 คดี ด้วย
อย่างไรดี การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอังคาร ที่ 06 พฤษภาคม 2568
เกี่ยวข้องกัน
ป.ป.ช.ชี้มูล อดีตผู้บริหารคดีรถหลวง-เบิกค่าน้ำมันมิชอบ
จากกรณีกล่าวหา นายประทุม เกตุกิตติกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัดตาก นำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงาน สกสค. จังหวัดตาก ไปใช้ส่วนตัว และเบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิงและค่าบำรุงรักษารถยนต์คันดังกล่าวโดยมิชอบ
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ขณะที่นายประทุม เกตุกิตติกุล ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัดตากได้ใช้รถยนต์ส่วนกลางของสำนักงาน สกสค. จังหวัดตาก หมายเลขทะเบียน กค 3915 ตาก เดินทางไป - กลับระหว่างสำนักงาน สกสค. จังหวัดตาก กับบ้านพักที่อำเภอเมืองสุโขทัย จังหวัดสุโขทัย ในช่วงระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2563 ถึงวันที่ 16 สิงหาคม 2564 เป็นประจำทุกวัน และนำรถยนต์คันดังกล่าวไปจอดเก็บไว้ที่บ้านพักของตนเอง ทั้งที่ สำนักงาน สกสค. จังหวัดตาก มีสถานที่เก็บรักษารถยนต์ส่วนกลางที่มีความปลอดภัยเพียงพอ และไม่ปรากฏว่านายประทุม เกตุกิตติกุล ได้รับอนุญาตจากเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ให้นำรถยนต์ส่วนกลางของสำนักงานไปจัดเก็บที่อื่นได้ การที่นายประทุม เกตุกิตติกุล ใช้รถยนต์ส่วนกลางโดยมิใช่เพื่อกิจการอันเป็นส่วนรวมของสำนักงาน และอนุมัติให้เบิกจ่ายค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จำนวน 21 ครั้ง และค่าซ่อมบำรุงรักษา จำนวน 3 ครั้ง ให้กับรถยนต์ส่วนกลางคันดังกล่าว เป็นเงินรวม 34,010 บาท จึงเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหาย
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติดังนี้
การกระทำของนายประทุม เกตุกิตติกุล มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และมาตรา 157 ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) (2) และมาตรา 98
ทั้งนี้ ให้แจ้งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) จังหวัดตาก ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจ เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 82 วรรคสอง
ป.ป.ช.เผยแพร่มติคกก.ชุดใหญ่ ชี้มูลความผิดอาญา-วินัย 'ขรก.-ผู้บริหาร อปท. 5 ราย' คดีนำรถยนต์หลวงไปใช้ส่วนตัว -เบิกน้ำมันค่าเชื้อเพลิงมิชอบ ส่งสำนวน อสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายแล้ว แจ้งชดใช้ค่าเสียหายด้วย - ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 15 สิงหาคม 2568