
บทความโดย ดร. กมล รอดคล้าย
ในบรรดาโรงเรียนเอกชนทั้งประเทศ ซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 11,792 โรง มีโรงเรียนเอกชนนอกระบบอยู่ถึง 7,803 โรง โดยโรงเรียนเอกชนนอกระบบ หมายถึง โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา
โดยโรงเรียนเอกชนนอกระบบแบ่งออกเป็นประเภทต่างๆได้แก่ 1)ประเภทสอนศาสนา2)ประเภทศิลปะและกีฬา 3)ประเภทวิชาชีพ 4)ประเภทกวดวิชา 5) ประเภทเสริมสร้างทักษะชีวิต 6)สถาบันศึกษาปอเนาะ 7) ศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด(ตาดีกา) โรงเรียนเอกชนนอกระบบเหล่านี้ หากตัดเอาโรงเรียนที่สอนเกี่ยวเนื่องกับศาสนา คือประเภทที่ 1,6,7 ออกไป ก็จะพบว่ามีอยู่ 4 ประเภท รวมทั้งสิ้น 4,965 โรง
โรงเรียนเอกชนนอกระบบ แม้ดูเหมือนจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เรียนเป็นการเฉพาะบุคคล เฉพาะกลุ่ม เฉพาะความสนใจ น่าจะเป็นประโยชน์เฉพาะสำหรับปัจเจกบุคคล หากแต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ทิศทางการจัดการศึกษาแตกต่างออกไปจากเดิม การเรียนในโรงเรียนนอกระบบของเอกชนกำลังกลายเป็นรูปแบบหรือวิถีใหม่ของการจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างแท้จริง และได้มีความเคลื่อนไหวหลายประการที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งคาดว่าจะทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบมีรูปแบบการเรียนการสอน และกระบวนการจัดการที่เปลี่ยนไปจากเดิม
เรื่องแรกๆ ได้แก่การสนับสนุนให้ประชาชนเรียนนอกระบบมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มุ่งพัฒนาคนให้จบการศึกษาออกไปประกอบอาชีพ มีงานทำ มีรายได้ และมีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แนวคิดนี้ได้มีการนำเสนอผ่านกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ซึ่งจากเดิม การกู้เงิน เน้นเฉพาะ การศึกษาในระบบ เช่นกู้เรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย หรืออุดมศึกษา ที่ต้องใช้เงินมาก ใช้เวลาเรียนนาน กว่าจะมีงานทำ กว่าจะมีเงินใช้คืน ก็ล่วงเลยไปหลายปี ทำให้กองทุนขาดสภาพคล่องและเป็นภาระของรัฐ มาเพิ่มเงื่อนไขเป็นให้กู้เพื่อเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้วย โดยอาจเป็นหลักสูตรสามเดือน หกเดือน หนึ่งปี ซึ่งมีค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก ผู้เรียนจบแล้วมีงานทำ สามารถใช้หนี้กองทุนได้โดยเร็ว รวมทั้งเป็นการกระจายรายได้ไปยังสถานศึกษาขนาดเล็ก หรือโรงเรียนเอกชนที่จัดการศึกษานอกระบบและอาชีพ อาทิโรงเรียนวิชาชีพ ศิลปะและกีฬา สร้างเสริมทักษะชีวิต กวดวิชาและอื่นๆ ซึ่งการให้กู้เพื่อเรียนหลักสูตรระยะสั้นเป็นการตอบสนองทิศทางการพัฒนาประเทศ ภายใต้ฐานเศรษฐกิจ s-curve และ New s-curve ถือเป็นการลงทุนระยะสั้น แต่ได้ผลระยะยาว และยังทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบเติบโตขึ้นจากเดิมอีกด้วย
ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้สามารถใช้ระบบ online ได้ จากเดิมการจัดการเรียนการสอนต้องใช้ครูหรือผู้สอน หรือใช้สื่อการเรียนการสอนต้นแบบโดยครูหรือผู้สอนเป็นผู้ผลิตขึ้น ใช้ครูและสื่อการเรียนการสอนบูรณาการกัน หรืออาจเรียนร่วมระหว่างโรงเรียนกับโรงเรียน หรือหน่วยงานอื่น ได้มีการเพิ่มรูปแบบการเรียนการสอนใหม่ ในร่างประกาศคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนเรื่องกำหนดประเภทและลักษณะของโรงเรียน การจัดการเรียนการสอน และหลักสูตรของโรงเรียนนอกระบบฉบับที่…พ.ศ.…ข้อ(4) การจัดการเรียนการสอนด้วยระบบดิจิทัลโดยการถ่ายทอดเนื้อหาความรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่ายอื่น ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกสถานที่ นี่จึงเป็นทิศทางใหม่ของวิธีการจัดการเรียนรู้ ที่จะทำให้การศึกษานอกระบบของเอกชนขยายตัวได้มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ภายใต้การควบคุมดูแลคุณภาพของหน่วยงานกลางคือสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ประการสุดท้าย ปัจจุบันการจัดการศึกษาเอกชนนอกระบบ จัดเป็นการศึกษาทางเลือกที่มีคุณภาพ และมีจุดแข็งในการจัดการ คือมีความคล่องตัว ยืดหยุ่น สามารถจัดการเรียนการสอนตอบสนองความต้องการของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ โดยสมาคมที่มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกับสช. ได้มีการกำหนดยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนโรงเรียนเอกชนนอกระบบให้ตอบสนองยุทธศาสตร์การพัฒนาการศึกษาเเละการพัฒนาประเทศ มีการเตรียมการจัดกิจกรรม นำเสนอผลงาน แสดงนิทรรศการความเป็นเลิศ(Best Practice) ของสถานศึกษา จัดอบรม ประกวด แข่งขัน เพื่อแสดงศักยภาพของนักเรียนโรงเรียนเอกชนนอกระบบในด้านทักษะวิชาชีพ วิชาการ ดนตรี ศิลปะและกีฬาแขนงต่างๆ รวมทั้งจะได้มีการแสวงหาแนวทางในการสร้างบทบาทและศักยภาพของโรงเรียนเอกชนนอกระบบต่อการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืนต่อไปในอนาคตอีกด้วย
นี่จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของโรงเรียนเอกชนนอกระบบที่กำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งนอกจากจะทำให้การจัดการศึกษาดังกล่าวไม่เหมือนเดิมตามที่เราเคยคุ้นชิน เเต่ก็มั่นใจได้ว่า รูปแบบและวิธีการใหม่ๆเหล่านี้จะทำให้โรงเรียนเอกชนนอกระบบมีคุณภาพเเละดีขึ้นกว่าเดิม
ที่มา ; FB กมล รอดคล้าย
โรงเรียนเอกชนนอกระบบในประเทศไทยมีจำนวน 7,803 โรง จากทั้งหมด 11,792 โรง โดยเป็นสถานศึกษาที่มีความยืดหยุ่นสูงในการกำหนดเป้าหมาย รูปแบบ วิธีการเรียน ระยะเวลา และการวัดผล แบ่งออกเป็นหลายประเภท เช่น ศาสนา ศิลปะและกีฬา วิชาชีพ กวดวิชา และทักษะชีวิต เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา จะเหลือ 4,965 โรงใน 4 ประเภทหลัก
แนวโน้มการจัดการศึกษากำลังเปลี่ยนไปสู่การเรียนรู้ที่ตอบสนองผู้เรียนเฉพาะบุคคลมากขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนจบแล้วสามารถประกอบอาชีพ มีรายได้ และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เช่น แนวคิดกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ขยายการสนับสนุนไปสู่หลักสูตรระยะสั้น เพื่อเพิ่มโอกาสการมีงานทำเร็ว ลดภาระหนี้ และกระจายรายได้สู่สถานศึกษานอกระบบ
นอกจากนี้ การเรียนการสอนถูกพัฒนาไปสู่ระบบดิจิทัลและออนไลน์ ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงได้ทุกที่ภายใต้การกำกับคุณภาพของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) อีกทั้งโรงเรียนเอกชนนอกระบบยังได้รับการส่งเสริมให้เป็นการศึกษาทางเลือกที่มีคุณภาพ มีความคล่องตัว และสามารถพัฒนาศักยภาพผู้เรียนผ่านกิจกรรมแข่งขัน แสดงผลงาน และ Best Practice
โดยรวม โรงเรียนเอกชนนอกระบบกำลังเปลี่ยนบทบาทจากการศึกษาเฉพาะกลุ่มไปสู่กลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะกำลังคนและเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
สาระสำคัญของ “โรงเรียนเอกชนนอกระบบ” ตามบทความคือข้อใด
ก. โรงเรียนที่เน้นการสอบแข่งขันระดับชาติ
ข. โรงเรียนที่มีความยืดหยุ่นในการจัดการศึกษา
ค. โรงเรียนที่จัดเฉพาะการศึกษาภาคบังคับ
ง. โรงเรียนที่ต้องใช้หลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าโรงเรียนนอกระบบมีความยืดหยุ่นด้านเป้าหมาย วิธีการ และการประเมินผล
จำนวนโรงเรียนเอกชนนอกระบบคิดเป็นประมาณเท่าใดจากทั้งหมด
ก. มากกว่าครึ่งหนึ่ง
ข. ประมาณหนึ่งในสี่
ค. ประมาณสองในสาม
ง. น้อยกว่าหนึ่งในสิบ
เฉลย: ค
เหตุผล: 7,803 จาก 11,792 โรง คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งหรือราวสองในสาม
การปรับนโยบาย กยศ. ในบทความมีเป้าหมายสำคัญคืออะไร
ก. เพิ่มจำนวนผู้เรียนมหาวิทยาลัย
ข. ลดการเรียนสายอาชีพ
ค. ส่งเสริมหลักสูตรระยะสั้นให้มีงานทำเร็ว
ง. จำกัดการกู้ยืมเฉพาะรัฐ
เฉลย: ค
เหตุผล: มุ่งให้เรียนจบเร็ว มีงานทำ และใช้หนี้ได้เร็วขึ้น
ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจของหลักสูตรระยะสั้นคือข้อใด
ก. เพิ่มภาระงบประมาณรัฐ
ข. ทำให้แรงงานเข้าสู่ตลาดช้าลง
ค. กระจายรายได้และเพิ่มการจ้างงานเร็วขึ้น
ง. ลดจำนวนสถานศึกษานอกระบบ
เฉลย: ค
เหตุผล: ผู้เรียนจบเร็ว มีงานทำเร็ว ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
ข้อใดสะท้อน “ทิศทางใหม่ของการเรียนรู้” ตามบทความ
ก. การเรียนในห้องเรียนเท่านั้น
ข. การเรียนออนไลน์ผ่านเครือข่ายดิจิทัล
ค. การเรียนแบบท่องจำ
ง. การสอบปลายปีเป็นหลัก
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นระบบออนไลน์และดิจิทัลเป็นสำคัญ
หน่วยงานที่กำกับดูแลคุณภาพการศึกษาเอกชนนอกระบบคือข้อใด
ก. กระทรวงแรงงาน
ข. สำนักงาน ก.พ.
ค. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
ง. สำนักงานสถิติแห่งชาติ
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบุชัดว่า สช. เป็นหน่วยงานกำกับดูแล
จุดแข็งสำคัญของโรงเรียนเอกชนนอกระบบคือข้อใด
ก. ความเข้มงวดของหลักสูตร
ข. ความคล่องตัวและยืดหยุ่น
ค. การสอบมาตรฐานเดียวกัน
ง. การใช้ตำราเดียวกันทั่วประเทศ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความเน้นความยืดหยุ่นและตอบสนองผู้เรียน
กิจกรรม “Best Practice” มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร
ก. เพิ่มภาระงานครู
ข. แสดงศักยภาพและความเป็นเลิศของสถานศึกษา
ค. ลดจำนวนผู้เรียน
ง. จำกัดการเรียนรู้เฉพาะวิชาการ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการแสดงผลงานและศักยภาพของโรงเรียน
แนวคิด “S-curve และ New S-curve” สัมพันธ์กับเรื่องใด
ก. การลดจำนวนครู
ข. การพัฒนาเศรษฐกิจและทักษะใหม่
ค. การยกเลิกการเรียนออนไลน์
ง. การสอบมาตรฐานเดียว
เฉลย: ข
เหตุผล: ใช้ในการพัฒนาประเทศและเศรษฐกิจฐานใหม่
บทสรุปของบทความสะท้อนแนวคิดใดมากที่สุด
ก. การรักษารูปแบบเดิมของการศึกษา
ข. การลดบทบาทเอกชน
ค. การเปลี่ยนผ่านสู่การศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ
ง. การเน้นการสอบแข่งขันเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบใหม่ที่มีคุณภาพและยืดหยุ่น