
1. ตัวเปิดของทุกบทสนทนาคือการไหว้ทักทาย
หลายคนเข้าใจว่า คนด้อยอาวุโสกว่าจะต้องเป็นคนเริ่มไหว้ทักทายก่อนเสมอ ซึ่งไม่ผิดแต่ไม่ถูก เพราะที่จริงคนที่ยิ่งใหญ่มักจะไหว้คนอื่นก่อนแทบทุกครั้ง (โดยที่ไม่กลัวว่าจะเสียเกียรติ เพราะเขามีเกียรติมากเหลือเฟือ คนที่กลัวเสียเกียรติ คือคนที่ไม่ค่อยมีมัน เลยกลัวที่จะเสียมันไป)
2. ทริคเล็กน้อยของการไหว้ คือไม่ควรนั่งไหว้ ยืนได้ควรยืน
โดยเฉพาะกับผู้ใหญ่ ถ้าเรานั่งโต๊ะอยู่ก่อนในร้านอาหาร ผู้ใหญ่มาถึงทีหลัง สิ่งดีงามที่สุดสิ่งหนึ่งที่คุณจะทำได้คือ ยืนขึ้นต้อนรับพร้อมไหว้แบบเต็มรูปแบบ และรอให้ผู้ใหญ่นั่งลงก่อนทุกครั้ง
3. ความอ่อนน้อมถ่อมตัวคือหัวใจสำคัญในการเป็นที่รักของผู้คน
ทะเลที่มันยิ่งใหญ่เพราะมันอยู่ต่ำ แม่น้ำทุกสายจึงไหลเข้ามาหา มารวมกันที่ทะเล ถ้าคุณได้มีโอกาสเจอคนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ คุณจะต้องประหลาดใจว่าทำไมเขาอ่อนน้อมมาก ไหว้เราก่อนและก้มต่ำจนเราเขิน ไหว้คืนแทบไม่ทัน (มหาเศรษฐีหลายคนเป็นแบบนี้!)
4. ตรงข้ามกับความอ่อนน้อมถ่อมตัว คือการขี้อวด
สามอวดที่คุณต้องระวังสุดๆ คืออวดเก่ง อวดรวย และอวดรู้ ในวงสนทนาใดๆ ใครอวดหนึ่งในสามอย่างนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ จะเป็นที่น่าหมั่นไส้ น่ารำคาญพาลไปถึงน่ารังเกียจ จงจำไว้เสมอว่าไม่มีใครในโลกนี้ที่ชอบคนขี้อวด ซึ่งอาจไม่ทุกคนที่ชอบคนอ่อนน้อม แต่ทุกคนไม่ชอบคนขี้อวดแน่นอน และให้จำไว้อีกว่า ยิ่งใครอวดเรื่องไหน คนจะมองว่าคุณยิ่งขาดเรื่องนั้นมากขึ้นเท่านั้น (ไม่มีราชสีห์ตัวไหน ไปยืนคำรามริมผาทุกชั่วโมงหรอก ที่เห่าบ่อยๆ คือ หมาทั้งนั้น คนเบ่งคือไม่จริง คนจริงคือไม่เบ่ง เพราะไม่จำเป็น).
5. มารยาทสากลในการโทรศัพท์ สำหรับฝั่งคนโทร ถ้าเรื่องทั่วไปโทรไปไม่รับให้ missed call 1 สายแล้วเว้นไว้ซัก 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยโทรใหม่ แต่ถ้าเรื่องด่วนประมาณหนึ่ง อนุญาตให้ missed call 2 สายในครั้งเดียวได้พร้อมส่ง SMS ไปแจ้งให้โทรกลับพร้อมระบุหัวเรื่องสั้นๆ ไม่มีใครควร missed call เกิน 2 สายติดกันทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องคอขาดบาดตาย
6. ส่วนฝั่งคนรับโทรศัพท์เมื่อเห็น missed call ควรโทรกลับให้เร็วที่สุด เวลาที่คุณใช้โทรกลับยิ่งน้อยเท่าไหร่แสดงถึงปริมาณความใส่ใจที่มากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่อยากให้ทำตอนที่ติดงานคุยไม่สะดวก คือรับสายแล้วบอกว่าไม่สะดวกคุยพร้อมแจ้งว่าจะโทรกลับตอนกี่โมง หรืออย่างน้อย SMS ก็ยังดี เพราะไม่มีใครควรรออย่างไร้ความหวังทั้งนั้น ซึ่งสิ่งที่เสียมารยาทที่สุด ไม่ควรทำอย่างยิ่งในทุกกรณี คือ เห็น missed call แล้วไม่โทรกลับภายในวัน
7. หลักสำคัญของการคุยโทรศัพท์คือ คนที่โทรมาไม่ว่าสนิทกันแค่ไหนต้องถามเปิดก่อนเสมอ ว่าสะดวกคุยสายไหม ยิ่งถ้าก่อนเก้าโมงและหลังสองทุ่ม ถ้าไม่ด่วนหรือไม่สนิทจริงๆ ไม่ควรโทรเลยเพราะถือเป็นการเสียมารยาท แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ต้องขอโทษก่อนทุกครั้ง และคนที่เป็นฝ่ายรับสายต้องให้คนที่โทรมาเป็นคนวางสายก่อนเสมอ (หลายคนชอบรีบวาง ทั้ง ๆ ที่อีกฝ่ายคุยไม่จบ)
8. สิ่งแรกที่คุณต้องทำเมื่อได้ยินเสียงโทรศัพท์ของคุณ ไม่ใช่การรับโทรศัพท์ แต่เป็นการปิดเสียงโทรศัพท์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ถ้าเป็น iPhone กดปุ่ม volume มันจะหยุดเสียงหยุดสั่นทันที...และสำหรับการปิดเสียง หลายคนคนเข้าใจว่าต้องปิดเสียงโทรศัพท์เวลาเข้าโรงหนัง เวลาประชุม เวลาคุยงานกับลูกค้า แต่ความจริงก็คือคุณต้องปิดเสียงทุกเวลา! ตอนที่คุณจะเปิดเสียงมือถือของคุณได้ คือเวลาที่คุณอยู่คนเดียว หรืออยู่กับเพื่อนกับครอบครัวเท่านั้น!
9. ศิลปะในการใช้ภาษาเป็นเรื่องสำคัญ ไม่ว่าจะ request อะไรใคร ไม่ว่าจะแค่สั่งอาหารกับพนักงานหรือสั่งงานลูกน้อง พูดคำว่า "รบกวน" ขึ้นต้น และลงท้ายว่า "ขอบคุณ" เสมอ และในภาษาไทยหางเสียง(ครับ/ค่ะ) สำคัญมาก ไม่ว่าจะพูดกับใครต้องใส่หางเสียงเสมอทุกกรณีแบบไม่มีข้อยกเว้น ในบางครั้งกับบางสถานการณ์หางเสียงสำคัญกว่าทั้งประโยคซะอีก Tip เล็กน้อยในการใช้ภาษาคือใส่คำอุทานที่เหมาะสมไปด้วยเสมอบวกอารมณ์ที่ใหญ่ขึ้นอีกหน่อย จะทำให้คนประทับใจมากขึ้นหลายเท่า เช่น จาก "เยี่ยมมาก" เป็น "โว้ว! เยี่ยมมากก!" หรือจาก "น่ากินนะ" เป็น "หูวว น่ากินจังง!"
10. การใช้ภาษาว่าสำคัญแล้ว แต่ที่สำคัญกว่าคือการใช้น้ำเสียง แววตาและภาษากาย ในทุก communication สิ่งที่คุณไม่ได้พูดออกมา (non-verbal) สำคัญกว่าสิ่งที่คุณพูดออกมา (verbal) เสมอ วิธีฝึกคือ ลองฝึกใช้คำพูด น้ำเสียง แววตาและภาษากายที่อ่อนโยนกับคนที่ธรรมดาที่สุดเช่น พนักงานเสิร์ฟ แม่บ้าน ภารโรง รปภ. ถ้าคุณปฏิบัติต่อคนเหล่านี้ได้อย่างจริงใจและเป็นธรรมชาติได้มากเท่าไหร่ คุณจะทำกับทุกคนได้เหมือนกัน...ยิ่งคุณให้เกียรติคนที่คนส่วนใหญ่ให้เกียรติเขาน้อยที่สุดได้มากเท่าไหร่ คุณจะได้รับเกียรติที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้มากที่สุดเท่านั้น...การให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ทุกคนอย่างเท่าเทียม จะเป็นหนึ่งในนิสัยติดตัวที่ดีที่สุดในชีวิตคุณ!
11. โปรดจงจำไว้เสมอ คนที่อยู่ข้างหน้าคือคนที่สำคัญที่สุดเสมอ อย่ารับโทรศัพท์ใครต่อหน้าถ้าสายนั้นไม่จำเป็นและสำคัญจริงๆ และจงเดินไปคุยที่อื่นเสมอ เพราะจริง ๆ แล้วไม่มีใครควรใช้มือถือต่อหน้าคนอื่นทั้งนั้น ไม่ได้หมายถึงเฉพาะการโทร รวมถึงการเล่นเฟส เล่นไลน์ด้วย เวลาเข้าสังคม จงเข้าสังคม ให้เกียรติคนที่อยู่ข้างหน้าคุณเสมอ ใช้มือถือเฉพาะเท่าที่ถ้าจำเป็นจริงๆ รวมถึงต้องขอโทษและขออนุญาตก่อนเสมอ...การหยิบมือถือมาเล่นโดยที่ไม่มีเหตุผล (คล้ายๆกับเล่นแก้เก้อ แก้เขินหรือฆ่าเวลา) ถือเป็นภาษากายเชิงลบ สื่อถึงการป้องกันตัวเอง (Defense mechanism) คล้ายๆกับการนั่งไขว้ห้าง กอดอก เพราะฉะนั้น เวลาคุยกับใคร เวลาไปปาร์ตี้ เวลาเข้าสังคม อย่าหยิบมือถือมาเล่นเลย เพราะคนจะไม่อยากหรือไม่กล้ามาคุยกับคุณ
12. มารยาทในการขึ้นรถโดยสารสาธารณะ เช่นรถไฟฟ้า คือ ขยับชิดในเสมอ อย่าขวางประตูเพราะแค่อยากลงง่ายๆ อย่าทำให้การลงรถง่ายๆของคุณทำให้คนอื่นลงยาก อย่ายืนพิงเสา เพราะเสาไม่ใช่ของคุณ และเช่นเดียวกับในลิฟท์ ไม่ควรรับโทรศัพท์หรือพูดคุยเสียงดัง และจงระมัดระวังเสียงจากหูฟังของคุณ บางทีคุณอาจไม่รู้ตัวว่าคุณเปิดดังเกินไปแล้ว และอย่าละเลยมารยาทพื้นฐานในการเสียสละที่นั่งให้เด็ก คนแก่ ผู้หญิงท้อง (อันนี้ต้องดูดีๆ)
13. การตรงต่อเวลาเป็นหนึ่งในมารยาทสังคมที่สำคัญที่สุด คนที่ตรงต่อเวลาไม่ใช่คนที่เคารพเวลา แต่เป็นคนที่เคารพคนอื่น ให้เกียรติคนอื่นเสมอ เพราะคุณไม่มีสิทธิมีเวลาในชีวิตมากขึ้น โดยการไปเบียดเบียนเวลาชีวิตคนอื่นให้น้อยลง
14. แต่ในบางครั้งคุณ accident ต้องไปสายจริงๆ ศิลปะของการสาย คือห้ามสายแบบไม่รู้เหนือรู้ใต้ เมื่อคุณรู้ว่าคุณต้องสายแน่ ๆ สิ่งแรกที่คุณต้องทำให้เร็วที่สุด คือแจ้งคนที่เรานัดด้วยว่าเราสาย พร้อมบอกเวลาว่าคุณจะถึงประมาณเท่าไหร่ (สมัยนี้ใช้ app google map สามารถประมาณเวลาได้อย่างแม่นยำแล้ว) อย่างที่บอกไป ว่าไม่มีใครควรรอแบบไร้ความหวังทั้งนั้น สิ่งที่แย่คือก่อนเวลานัดสิบนาทีเพิ่งมาบอกว่าสาย (เพราะจริงๆใครก็ดูรู้ว่าคุณต้องรู้ก่อนหน้านานแล้ว) แต่สิ่งที่แย่ที่สุดคือสายโดยไม่บอก ให้เขารอไปเรื่อยจนต้องโทรมาตามถามว่าถึงไหนแล้ว ห้ามเด็ดขาด อีกอย่างที่อยากให้ท่องไว้ให้ขึ้นใจ ไปทันเวลา=เซฟ คนอื่นจะมองคุณโอเค ไปก่อนเวลา=ดูดี คนอื่นจะมองคุณยอดเยี่ยม (บางประเทศในยุโรป มาตรงเวลา=สาย เพราะคุณต้องมาก่อน 15 นาที เป็นมาตรฐาน บางทีความรู้สึกสายไม่ได้เกี่ยวกับเวลา แต่เกี่ยวกับพอตอนมาถึง แล้วมีคนนั่งรออยู่อีกเพียบ!).
15. ในวงสนทนา ทักษะการฟังบางครั้งสำคัญกว่าการพูด การฟังอีกฝ่ายให้จบโดยไม่พูดขัดขึ้นมาเป็นเรื่องที่บางคนอาจไม่เคยทำได้เลยในชีวิต สำหรับการเข้าสังคม การฟังคนอื่นให้จบแล้วเราค่อยพูดเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ระดับแอดวานซ์คือฟังแบบเอาใจใส่ ฟังแบบตื่นเต้น ฟังแบบอยากให้พูดอีก ศิลปะการฟังขั้นสูงคือฟังยังไงให้อีกฝ่ายคิดว่าเราสนใจเรื่องราวของเขามากๆ และอยากเล่าต่ออีกเยอะๆๆ จำไว้ว่าทุกคนเวลาพูดอยากมีคนตั้งใจฟังมากๆ ฟังแบบสบตาเราแล้วตาเป็นประกาย พยักหน้าตามตลอด อินตามความรู้สึกเรา ถามเราว่าแล้วยังไงต่อเสมอ ลองสังเกตตัวเราเองก็ได้ ใครที่เป็นผู้ฟังที่ดีของเรา เรามักจะชอบคนนั้นเป็นพิเศษ บางทีไม่มีเหตุผลด้วยซ้ำไป
16. การที่เราจะใช้ของคนอื่น ทำอะไรบนพื้นที่ของคนอื่น (โต๊ะคนอื่น บ้านคนอื่น แม้กระทั่งกรุ๊ปไลน์คนอื่น) ต้องขอ"อนุญาต"ก่อนเสมอในทุกกรณีไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นเพื่อนคุณสนิทด้วยที่สุดหรือกระทั่งเป็นแฟนของคุณก็ตาม เพราะการพูดขออนุญาต บางครั้งเราก็ไม่ได้ต้องการขออนุญาตจริง ๆ ก็มี(เพราะเรารู้ว่าเขาให้อยู่แล้ว) แต่มันคือการ inform ว่าเราจะใช้ และเมื่อใช้เสร็จต้องบอกอีกครั้งใช้เสร็จแล้ว และต้องพูดขอบคุณเสมอในทุกครั้งไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ๆ เรื่องเล็กๆน้อยๆพวกนี้แหละสะท้อนถึงการได้รับการอบรมที่ดี
17. คุณรู้อยู่แล้ว มารยาทพื้นฐานที่ดีในการอยู่ร่วมกันในสังคม คือการไม่ทิ้งขยะลงในที่สาธารณะ แต่นอกจากขยะที่เป็นชิ้นๆแล้ว ผมยังหมายถึงขยะความคิด พวก junk thought ความคิดลบๆ คำพูดลบๆพวกนี้ ต้องระวังในการทิ้งมาในที่สาธารณะ เช่น ในวงสังคมใหญ่ที่คุณไม่ได้สนิทด้วยทุกคน หรือในเฟสบุคของคุณที่อาจมีคนไม่เกี่ยวมาเห็นด้วย พวก junk thought หรือความคิดขยะพวกนี้ ผมเข้าใจว่าบางทีคุณอยากบ่น อยากระบาย แต่เรื่องจริงก็คือ คุณบ่นได้กับเพื่อนสนิทของคุณในที่ไพรเวทเท่านั้น แต่เรื่องจริงกว่าคือ จริงๆ ไม่ควรปล่อยความคิดขยะไปให้ใครทั้งสิ้น คนที่พูดบวกมากกว่าพูดลบ จะมีความสุขมากกว่าใครทุกคนบนโลกนี้ และไม่ว่าคน ๆ นี้จะไปที่ไหน เขาจะทำให้ society นั้นๆ มีความสุขไปกับเขาด้วยได้เสมอ
18. ศิลปะของการใช้เสียง เป็นอีกเรื่องที่ต้องเอาใจใส่ หลักสำคัญก็คือ เวลาคุณจะทำอะไรต้องทำให้เบากว่าเสียงสิ่งแวดล้อม 1 level เสมอ ถ้าไปร้านอาหารริมทางที่โช้งเช้งเสียงดัง คุณคุยดังหน่อยได้ แต่ถ้าไปร้านหรูบนโรงแรมที่ร้านเงียบมาก มีแค่เสียงเพลงคลอๆ เบา คุณต้องคุยเบา เคี้ยวอาหารให้เบา วางช้อนส้อมให้เบา อย่างตอนดูหนังก็เหมือนกัน เนื่องจากในโรงจะเงียบมาก การคุยกัน การเล่นมือถือ เป็นเรื่องต้องห้ามที่คุณรู้อยู่แล้ว แต่การเคี้ยวป๊อบคอร์นให้เบาที่สุด เป็นมารยาทที่หลายคนมองข้าม การระมัดระวัง volume ของตัวเองเป็นหนึ่งในคุณสมบัติของผู้ดี เรื่องพวกนี้บางทีต้องฝึก เริ่มฝึกจากการเป็นใส่ใจรายละเอียดของสิ่งแวดล้อม ฝึกใช้ชีวิตให้ประณีตขึ้น แล้วคุณจะได้ชีวิตที่ประณีตขึ้นมาในระดับที่คุณคู่ควร
19. หลายคนชอบสงวนคำชม จริงๆ แล้วคนที่ชมคนง่ายจะเป็นที่รักของทุกคน เป็นคนมีเสน่ห์ที่ใครๆ ก็จดจำได้และอยากเข้าใกล้ จงชื่นชมสิ่งรอบตัว คนรอบตัว แล้วโลกรอบตัวคุณจะสดใสขึ้นโดยที่ไม่ต้องใช้ตังค์ซักบาท! เทคนิคการชมที่ทำให้คนชอบที่สุด คือชื่นชมยินดีในความสำเร็จของเขา ยิ่งเขาภูมิใจกับความสำเร็จนี้เท่าไหร่ เวลาคุณพูดถึงเรื่องนี้ เขาจะยิ่งประทับใจคุณมากเท่านั้น
20. ในขณะที่หลายคนกลับตำหนิง่าย วีนง่าย บ่นง่าย พวก negative พวกนี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังมากกว่า อย่าพูดตำหนิใครไวเกินไปโดยที่ไม่ well-design การจะ blame หรือ complain ใครในแต่ละครั้ง คำพูด ท่าทาง น้ำเสียงของคุณต้องผ่านการ well-design มาแล้ว คือคัดสรรมาอย่างดีแล้ว นั่นแปลว่าคุณต้องสงบอารมณ์มาก่อนแล้ว แล้วจึงใช้สมองมาดีไซน์ มาคิดประมวลผล ก่อนที่จะพูดอะไรออกไป จำไว้เสมอว่า คำพูดเป็นหนึ่งใน 3 สิ่งที่ย้อนคืนไม่ได้ (คำพูด เวลาและโอกาส ผ่านไปแล้วย้อนคืนไม่ได้) แม้ว่าจะขอโทษทีหลังก็ตาม และคุณไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดไหนของคุณอาจจะบาดใจเขาไปทั้งชีวิต คุณมีคำพูดลบของใครที่เขาพูดมานานแล้วจนคนพูดลืมไปแล้ว แต่คุณยังฝังใจอยู่ไหม นั่นแหละ อย่าทำสิ่งนี้กับคนอื่น
21. จริงๆแล้วศิลปะของการพูดชม-ตำหนิ หัวใจสำคัญที่สุด คือความจริงใจ ทุกอย่างต้องมีพื้นฐานจากความจริงใจและความอยากให้เสมอ แต่หลักที่ผมอยากให้ยึดก็คือ เวลาชมใครให้ใส่อารมณ์ไปเยอะๆ แต่เวลาจะตำหนิใครให้ใส่เหตุผลเท่านั้น แยกอารมณ์เก็บไว้ก่อนเลย และอีกหลักที่เป็นหัวใจสำคัญของผู้นำทุกคน คือเวลาชมให้ชมต่อหน้า แต่เวลาว่าให้ว่าลับหลังเสมอ ตอนชมคนต้องให้มีคนอื่นอยู่รอบๆ เยอะๆ แต่ตอนว่าใครต้อง keep private เท่านั้นเลย
22. แต่สิ่งเดียวในโลกที่ห้ามตำหนิ ห้ามดูถูก ห้ามวิจารณ์โดยเด็ดขาด คือเรื่องร่างกายของคน อย่าไปดูถูกรูปร่างหน้าตาของใคร คุณไม่มีสิทธิไปวิจารณ์หรือตัดสินใครในเรื่องนี้ทั้งนั้น!! (ซีเรียสมาก) ยิ่งเอาปมลบคนอื่นมาวิจารณ์ในกลุ่มแบบเป็นเรื่องตลก คนพวกนี้สมควรถูกประณาม เรื่องพวกนี้ชมได้อย่างเดียว ด่าไม่ได้ แต่ถ้าไม่ชัวร์อย่าพูดถึงเลยดีกว่า มันยังมีเรื่องอีกมากในโลกนี้ที่จะเอามาคุยกันได้
23. เวลาคุยกับใครก็ตามต้องทำ 3 อย่างนี้เสมอ หนึ่งคือยิ้มเสมอ เทคนิคการยิ้มที่แนะนำคือเทคนิคการยิ้มแบบแม่ชีเทเรซ่า (คือยิ้มทั้งหน้าและคิดในใจเหมือนส่งกระแสจิตไปว่า ฉันรักคุณนะ) สองคือสบตาตลอด เทคนิคก็คือ ใน 10 วินาทีของการคุย สบตา 8 วิเว้นไปมองอย่างอื่น 2 วินาที (เพื่อไม่ให้ดูเคอะเขินและรุกรานเกินไป) เวลาสบตาคือสบตาจริงๆ มองเข้าไปในลูกตาดำ ไม่ใช่แค่มองหน้า แต่ถ้ามือใหม่ 8 วิไม่ไหว อนุโลมให้สลับมองคิ้วได้ สามคือพยักหน้าตามตลอด ทั้งสามอย่างที่พร้อมกันเวลาคุยกับใคร ยิ้ม สบตา พยักหน้า ฝึกทำจนเป็นธรรมชาติแล้วคุณจะสงสัยว่าทำไมคุณมีแต่คนที่รักและหวังดีกับคุณเยอะจัง
24. ชื่อของคนๆหนึ่ง คือคำที่ไพเราะที่สุดในชีวิตของคนๆนั้น จงหาวิธีที่จะจำชื่อคนในเร็วที่สุดและนานที่สุดในแบบของตัวเอง แล้วเวลาเจอหน้าเขา ให้เริ่มทักทายพร้อมเอ่ยชื่อเขา และพยายามเอ่ยให้บ่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เขาจะหลงรักคุณโดยไม่รู้ตัว หลักจิตวิทยาคือมนุษย์ทุกคนต้องการการมีตัวตน การที่คุณจำชื่อเขาได้และพูดชื่อเขาบ่อยๆ ทำให้เขามีตัวตนมากขึ้นและเขาจะชอบคุณมากขึ้นไปโดยปริยาย
25. จงรักษาคำพูดเสมอ ถ้าคุณบอกจะไปงานนี้ คุณต้องไป ถ้าคุณบอกว่าจะทำสิ่งนี้ คุณต้องทำ ถ้าคุณกลัวทำไม่ได้อย่ารับปากแต่แรก จงคิดก่อนรับปากอะไรใครเสมอ อย่าเสีย commitment บ่อยๆ กับใครซ้ำ ๆ เพราะเขาจะมองว่าคุณเป็นคนแบบนี้ติดในภาพจำของเขาไปทั้งชีวิต
ที่มา ; Phayat Zelected