สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการศึกษา โดยสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

"จดหมายเปิดผนึก" ถึง ว่าที่ "รมว.ศึกษาธิการ" และ ว่าที่ "รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม"

สถานการณ์การเมืองไทย ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดจุดเปลี่ยนหลายประการ รวมทั้งการปรับครม. ซึ่งรวมถึง กระทรวงด้านการศึกษา คือ กระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ

ประเทศไทยใช้ "รัฐมนตรีศึกษาฯ" เปลืองที่สุด เพราะ 20 ปีที่ผ่านมา เราใช้รัฐมนตรีศึกษาฯ ไปเกือบ 20 คน พิสูจน์ "ความไม่ใส่ใจ" และ "ไม่ให้ความสำคัญ" กับการศึกษาไทย

ผมจึงขอแสดงความห่วงใย 3 ประการ ส่งไปถึง "ว่าที่รมว.ศึกษาธิการ" และ "ว่าที่รมว.อุดมศึกษาฯ"

1. ทิศทางใหม่ "กระทรวงด้านการศึกษา คือ กระทรวงเศรษฐกิจ"

ไทยกำลังเจอ "วิกฤต" ทาง "เศรษฐกิจ" ที่แข่งขันกันด้วยการผลิต และการบริการทางเทคโนโลยี "มูลค่าสูง" หากไทยไม่ปรับตัว ไม่เรียนรู้ เราคงต้องรั้งท้ายแถวของเอเชีย

เพราะ โลกวันนี้ เน้นการสร้าง "ทรัพยากรมนุษย์" ที่มีทักษะสูง เพื่อขับเคลื่อน "อุตสาหกรรมใหม่" สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจเพิ่ม

ดังนั้น “การศึกษา คือ เศรษฐกิจ" ไม่ใช่แค่เพียง "สวัสดิการสังคม" ประเทศใดให้การศึกษาที่ดี ประเทศนั้นย่อมมีพลเมืองเก่ง มี "คุณภาพ" สร้างรายได้สูง คุณภาพชีวิตดี

ผู้นำกระทรวงศึกษาฯ และผู้นำกระทรวงอุดมศึกษาฯ ต้อง "ทำงานร่วมกัน" อย่างมี "เป้าหมายเดียวกัน" คือ การสร้างคนไทยคุณภาพ ทันโลก แข่งขันได้ และมีความสุข

กระทรวงต้องสร้างความร่วมมือ "รัฐและเอกชน" ในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ "ปรับหลักสูตร" ทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลถึงมหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์ "เศรษฐกิจโลก"

ทั้งต้อง "จริงจัง" กับปัญหาความอ่อนแอ ด้าน "คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ" ของเด็กไทย เพื่อ "ก้าวใหม่" ให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกเทคโนโลยี ที่วันนี้เข้าสู่ยุค AI ก่อนจะสายเกินไป กลายเป็น "ผู้แพ้" ไม่ก้าวสู่ "ประเทศพัฒนาแล้ว" เสียที

 

2. คิดใหม่ "การศึกษา คือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต"

"สังคมสูงวัย คือ เรื่องจริง" วิกฤตจริง เพราะคนวัยทำงานลดลง แต่มีภาระการดูแลสังคมมากขึ้น หนทางแก้ไข คือ การยืดอายุวัยทำงาน ให้นานขึ้น เพราะ "ผู้สูงวัยยังมีคุณค่า" ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ

ทุกประเทศพัฒนาแล้ว เน้นการ "เพิ่มทักษะใหม่" ให้แก่พลเมืองทุกวัย ยิ่งวันนี้ "เด็กเกิดน้อย" โรงเรียนว่าง มหาวิทยาลัยว่าง เพราะจากข้อมูลปีนี้มีเด็กเกิดเพียงไม่ถึงห้าแสนคน หายไปกว่าครึ่งจากรุ่นพ่อแม่ ทั้งสถิติการสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในช่วงที่ผ่านมา มีที่นั่งมากกว่าคนสมัครเข้าเรียน ทำให้กระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ ใช้ทรัพยากร "ไม่คุ้มค่า"

ดังนี้น โรงเรียนและมหาวิทยาลัย ต้องปรับบทบาทจาการเรียนการสอนให้แก่เด็ก สู่การเรียนการสอน "ผู้ใหญ่" ที่เปิดโอกาสและสนับสนุนให้คนวัยทำงาน และผู้สูงวัย ได้เข้ามาเรียน "ทักษะใหม่" เพื่อทำงานได้

ทั้งการจ้างงาน "ผู้สูงวัย" คือ เรื่องจำเป็น จะช่วยแก้ปัญหา "สุขภาพ" จนถึงแก้ปัญหา "รายได้" เพราะหากแข็งแรงขึ้น พึ่งพาตนเองได้ ก็ลดภาระของรัฐ

 

3. ความจริง "ครู คือ ศูนย์กลางของห้องเรียน"

เพราะ ครู คือ ผู้นำ ครูดี เด็กก็ดี ครูมีความสุข เด็กก็มีความสุข ผมในฐานะ "ลูกครู" และ "เป็นครู" จึงเข้าใจ รู้ซึ้งว่า ชีวิตครูไทยนั้นไม่ง่าย

สังคม "คาดหวัง" กับครูได้ แต่ก็ต้อง "สนับสนุนครู" อย่างเต็มที่ ด้วยเช่นกัน

กระทรวงศึกษาฯ และกระทรวงอุดมศึกษาฯ มีหน้าที่ "สนับสนุนครู อาจารย์" เพราะครูแต่ละระดับ ต้องดูแลเด็ก แตกต่างกัน "ครูอนุบาล" เป็นเหมือนพ่อแม่ "ครูประถม" ปลูกฝังพื้นฐาน "ครูมัธยม" เตรียมเด็กสู่วิชาชีพ "ครูอาชีวะ" สร้างทักษะอาชีพ "ครูมหาวิทยาลัย" สร้างวิชาชีพขั้นสูง และวิจัยพัฒนา

 

ผู้นำกระทรวง จึงต้องเข้าใจครู ถึงจะสามารถผลักดันนโยบาย สู่การเปลี่ยนแปลงได้

ทั้งเรื่องปัญหา "ภาระงานล้นครู" กลายเป็นครูต้องทำงาน "โครงการ" ตามนโยบายใหม่ ของรัฐมนตรีใหม่ ที่ถูกเปลี่ยนแทบทุกปี มากกว่า "การสอนหนังสือ" และ "การพัฒนาตนเอง"

แม้ว่า "การประเมินการเรียนการสอน" คือ สิ่งจำเป็น แต่ต้องประเมิน "สมรรถนะ" เน้นคุณภาพ มากกว่าปริมาณ คืนเวลาครูให้กับนักเรียน และคืนเวลาครูให้กับการพัฒนาตนเอง

อย่างไรก็ตาม ผมขอเป็นกำลังใจให้ ท่านว่าที่รัฐมนตรีศึกษาฯ และท่านว่าที่รัฐมนตรีอุดมศึกษาฯ ให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายเพื่อ "ส่วนรวม" และขอให้ท่านตระหนักว่า ท่านกำลังทำหน้าที่เพื่อ "ความอยู่รอด" ของลูกหลานไทย และชี้นำ "อนาคตไทย"

ขอบพระคุณครับ

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

 

ที่มา ; FB เอ้ สุชัชวีร์

เกี่ยวข้องกัน

นักวิชาการ เปิด 6 ประเด็น วิเคราะห์ทำไมการศึกษาไทย ไม่เปลี่ยนแปลง-ปฏิรูป

นักวิชาการ เปิด 6 ประเด็น วิเคราะห์ทำไมการศึกษาไทยไม่เปลี่ยนแปลง-ปฏิรูป จี้พรรคการเมือง ชูนโยบายให้ชัด เสนอตัวคนมานั่งเก้าอี้ รมว.ศธ.-อว.

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา เปิดเผยว่า มองว่าปัจจุบันสัญญาณนโยบายการศึกษาดีๆ จากพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่ปรากฏ ขณะนี้ใกล้เลือกตั้งแล้ว เหลือเวลา 2 เดือนเศษเท่านั้น ซึ่งแต่ละพรรคการเมือง มุ่ง 3 เรื่องใหญ่ คือ กระแสทุนเทา, สแกมเมอร์ และ กระแสชาตินิยม แต่ยังไม่เห็นพรรคการเมืองไหน ชูประเด็นการศึกษาขึ้นมา โดยพบว่าพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคไทยก้าวใหม่ ที่ดูเอาจริงเอาจริง ที่เสนอนโยบายด้านการศึกษาขึ้นมาในเวลานี้ 

นาจสมพงษ์ กล่าวต่อว่า ตลอดระยะ 30 ปีที่ผ่านมา การศึกษาล้าหลัง ติดหล่ม อยู่กับที่ และแพ้เกือบทุกชาติในโลก จนกลายเป็นความเคยชินของเรา ว่า การศึกษาเป็นตัวถ่วง ตนสรุปบทเรียนสำคัญ ว่าทำไมการศึกษาบ้านเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือปฏิรูปเลย ซึ่งมี 6 ประเด็นดังนี้ 

1.เปลี่ยนนโยบาย เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรววการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย แบะนวัตกรรม (อว.) เป็นสาเหตุหลักและเป็นสาเหตุใหญ่ เพราะเรามีรัฐมนตรีด้านการศึกษากว่า 20 คน แต่ละคนมีระยะเวลาดำรงตำแหน่งประมาณ 6 เดือน – 1 ปี ซึ่งจะเห็นนโยบายการศึกษาของประเทศเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นไม้หลักปักขี้เลน ไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นวัฒนธรรมทางการเมืองที่ไม่น่าปลื้ม

2.ผู้มาเป็นรัฐมนตรีด้านการศึกษา นโยบานส่วนใหญ่ เป็นการหานโยบายรายวัน และแก้ปัญหาตามกระแส เช่น หนี้สินครู แก้ปัญหาเด็กถูกทิ้ง เด็กถูกกล้อนผม เป็นต้น 

3.ข้าราชการประจำ โดยเฉพาะข้าราชการระดับสูง ในส่วนกลาง จะทำตามนโยบายการเมืองที่ชั่วครั้ง ชั่วคราว วูบวาบ อีกทั้งยังทำตามกรอบ ติดระเบียบ ติดกฎเกณฑ์ กฎกระทรวง แม้สังคมภายนอกจะเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างไร ข้าราชการก็ยึดระเบียบ กฎกระทรวง และรัฐมนตรีเป็นสำคัญ 

4.พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ , หลักสูตรใหม่ เกิดการล้มเลิกซ้ำซาก ในปัจจุบัน ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ ยังไม่ได้รับการพูดถึง ซึ่งจะมีกลุ่ม องค์กร ที่คำนึงแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์จะออกมาต่อต้าน ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งคณะกรรมการบอร์ดชุดใหญ่ๆ ก็จะมีแต่ข้าราชการเกษียณจึงไม่เห็นความถึงสำคัญ เพราะมองว่ากฎหมายฉบับเดิม หลักสูตรเดิมดีอยู่แล้ว เป็นต้น 

5.พบว่าตลอด 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยด้านการศึกษาที่สามารถเป็นตัวขับเคลื่อน สามารถเป็นตัวเปลี่ยนแปลงการศึกษา ไม่มีปรากฏเลย โดยงบวิจัยด้านการศึกษาระดับประเทศ ได้รับงบต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับงบเศรษฐกิจการเมือง และงบความมั่นคง เราจะไม่มีงานวิจัยที่วิเคราะห์ และแสดงให้เห็นถึงผลเลวร้ายที่สุดของประเทศเท่าที่ควร ส่วนใหญ่วิจัยต่างๆ จะมาจากต่างประเทศ เช่น OECD ,ยูเนสโก และยูนิเซฟ เป็นต้น 

6.งบประมาณ ทรัพยากรเหลื่อมล้ำ ไม่มีการปฏิรูปเปลี่ยนแปลง ซึ่งระบบงบประมาณจะไปสัมพันธ์ สอดคล้องกับระบบข้าราชการประจำ ที่จะเห็นเรื่องความเหลื่อมล้ำ การกระจายทรัพยากรแตกต่างกัน โรงเรียนนานาชาติก็เติบโต เปิดเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่โรงเรียนเอกชน และโรงเรียนขนาดเล็กก็ทยอยปิด 

“6 ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันเราเห็นปัญหาเหล่านี้ กลายเป็นปัญหาที่เราหมดหวัง เพราะเราพูดมายาวนาน และเห็นปัญหากันทุกคน แต่ไม่มีใคร หรือพรรคการเมืองใด ที่กล้าเสนอปฏิรูปเปลี่ยนแปลง นำเสนอนโยบายดีๆ หรือเสนอผู้จะมาเป็นรัฐมนตรีที่กล้ารับผิดชอบ และกล้าเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่จะมาโควต้าเอาใครก็ได้ที่มาเป็นรัฐมนตรี ท้ายสุดก็จะเห็นนโยบาย การทำงานที่วูบวาบ ไปตามกระแส ทำงานหมดไปเป็นวันๆ มองว่าพรรคการเมืองใหญ่ที่จะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ต้องกล้านำเสนอ เรื่องต่างๆ เช่น หลักสูตรฐานสมรรถนะ , พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ฉบับใหม่ , ระบบผลิตครูระบบปิด , การใช้ทรัพยากร และตอนนี้ต้องกล้าประกาศแล้วว่า เลือกตั้งครั้งหน้าจะเสนอใครเป็นรัฐมนตรีศธ. และรัฐมนตรี อว.“ นายสมพงษ์ กล่าว 

ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 27 พฤศจิกายน 2568

สรุปสาระสำคัญ 

บทความ “จดหมายเปิดผนึกถึงว่าที่รัฐมนตรีด้านการศึกษา” สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการศึกษาไทยที่ขาดความต่อเนื่องจากการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อย ทำให้นโยบายไม่มั่นคงและไม่เกิดผลลัพธ์ระยะยาว ผู้เขียนเสนอ 3 แนวคิดหลัก ได้แก่ (1) “การศึกษา = เศรษฐกิจ” ต้องพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีทักษะสูง สอดคล้องเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะ STEM และภาษา พร้อมบูรณาการรัฐ–เอกชน (2) “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” รองรับสังคมสูงวัย โดยปรับบทบาทสถานศึกษาให้รองรับคนทุกช่วงวัย และเพิ่มทักษะแรงงาน (reskill/upskill) เพื่อเพิ่มผลิตภาพและลดภาระรัฐ และ (3) “ครูคือศูนย์กลาง” ต้องลดภาระงานที่ไม่จำเป็น เน้นประเมินสมรรถนะ และสนับสนุนครูให้พัฒนาตนเอง

นอกจากนี้ นักวิชาการชี้ 6 ปัญหาหลัก ได้แก่ การเมืองแทรกแซง นโยบายระยะสั้น ระบบราชการยึดติดระเบียบ กฎหมาย/หลักสูตรไม่ต่อเนื่อง ขาดงานวิจัยคุณภาพ และความเหลื่อมล้ำด้านงบประมาณ ส่งผลให้การศึกษาไทยล้าหลังและไม่ตอบโจทย์การพัฒนา จำเป็นต้องปฏิรูปเชิงระบบอย่างจริงจัง โดยมีผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ กล้าตัดสินใจ และสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบายเพื่ออนาคตประเทศ

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิด “การศึกษา = เศรษฐกิจ” สะท้อนนัยสำคัญใดมากที่สุด
ก. การลดงบประมาณการศึกษา
ข. การเน้นสวัสดิการพื้นฐาน
ค. การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน
ง. การเพิ่มจำนวนโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การศึกษาถูกมองเป็นเครื่องมือสร้างเศรษฐกิจผ่านทักษะมนุษย์

 

ข้อ 2 ปัญหาการเปลี่ยนรัฐมนตรีบ่อยส่งผลหลักคืออะไร
ก. งบประมาณเพิ่มขึ้น
ข. นโยบายขาดความต่อเนื่อง
ค. ครูมีเวลาว่างมากขึ้น
ง. หลักสูตรทันสมัยขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: การเปลี่ยนบ่อยทำให้นโยบายไม่ต่อเนื่อง

 

ข้อ 3 หากผู้บริหารต้องแก้ปัญหาทักษะเด็กไทย ควรดำเนินการใด
ก. ลดเวลาเรียน
ข. เพิ่มกิจกรรมบันเทิง
ค. ปรับหลักสูตรเน้น STEM และภาษา
ง. ลดวิชาหลัก
เฉลย: ค
เหตุผล: ตรงกับข้อเสนอพัฒนาทักษะสำคัญ

 

ข้อ 4 แนวคิด “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” เหมาะกับสถานการณ์ใด
ก. เด็กเกิดมาก
ข. สังคมสูงวัย
ค. งบประมาณเพิ่ม
ง. ครูเกษียณ
เฉลย: ข
เหตุผล: รองรับการขาดแคลนแรงงานวัยทำงาน

 

ข้อ 5 บทบาทใหม่ของสถานศึกษาควรเป็นอย่างไร
ก. เน้นเด็กเท่านั้น
ข. เปิดโอกาสทุกช่วงวัยเรียนรู้
ค. ลดหลักสูตร
ง. ปิดรับผู้ใหญ่
เฉลย: ข
เหตุผล: สนับสนุน lifelong learning

 

ข้อ 6 ปัจจัยใดเป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูปการศึกษา
ก. ครูมีคุณภาพสูง
ข. ระบบราชการยืดหยุ่น
ค. การยึดติดกฎระเบียบ
ง. ความร่วมมือเอกชน
เฉลย: ค
เหตุผล: ระบบราชการแข็งตัวทำให้เปลี่ยนแปลงยาก

 

ข้อ 7 หากต้องลดภาระครู ควรดำเนินการอย่างไร
ก. เพิ่มเอกสาร
ข. เพิ่มโครงการ
ค. ลดงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน
ง. เพิ่มการประเมินเชิงปริมาณ
เฉลย: ค
เหตุผล: คืนเวลาให้ครูสอนและพัฒนาตน

 

ข้อ 8 การขาดงานวิจัยด้านการศึกษาส่งผลอย่างไร
ก. งบเพิ่ม
ข. ขาดข้อมูลเชิงนโยบาย
ค. ครูเก่งขึ้น
ง. นักเรียนเพิ่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: ไม่มีข้อมูลรองรับการตัดสินใจ

 

ข้อ 9 แนวทางแก้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เหมาะสมคือ
ก. เพิ่มโรงเรียนนานาชาติ
ข. กระจายงบประมาณอย่างเป็นธรรม
ค. ลดโรงเรียนขนาดเล็ก
ง. เพิ่มค่าเทอม
เฉลย: ข
เหตุผล: ลดช่องว่างทรัพยากร

 

ข้อ 10 ผู้นำการศึกษาที่มีประสิทธิภาพควรมีคุณลักษณะใด
ก. เปลี่ยนนโยบายบ่อย
ข. ทำงานระยะสั้น
ค. กล้าตัดสินใจและสร้างความต่อเนื่อง
ง. เน้นภาพลักษณ์
เฉลย: ค
เหตุผล: การปฏิรูปต้องอาศัยความต่อเนื่องและวิสัยทัศน์