
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่โรงแรม Pullman Bangkok King Power ซอยรางน้ำ กรุงเทพฯ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการศึกษา (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายหัวข้อ “เดินหน้านโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิต ยกระดับทักษะแรงงานไทยสู่การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน” ในการจัดเวทีนโยบาย “โควิด-19: ความท้าทายใหม่กับการพัฒนาทักษะและความพร้อมให้แก่ประชากรวัยแรงงานของไทย” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับธนาคารโลก ภาคีหน่วยราชการและภาคเอกชน ว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของบริบทโลกในมิติต่างๆ ได้ส่งผลให้เกิดความต้องการกำลังคนรูปแบบใหม่ที่มีทักษะและความรู้ที่หลากหลาย ยืดหยุ่น สามารถปรับตัวรองรับความต้องการของตลาดงานที่สอดคล้องกับสถานการณ์โลก ระบบการศึกษาและการเรียนรู้จึงต้องคำนึงถึงและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว
สถานการณ์ด้านกำลังแรงงานของไทยในปัจจุบัน พบว่า ประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป เกิดปัญหาทางด้านช่องว่างของทักษะแรงงาน (Skill gap) และทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อเทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ สร้างผลกระทบต่อรูปแบบของงาน การพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานให้ได้ทั่วถึง และต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มแรงงานที่มีทักษะต่ำ ที่ขาดโอกาสการเข้าถึงการพัฒนาทักษะแรงงานเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านการเงิน อุปกรณ์ และลักษณะงานที่ทำ ซึ่งไม่ส่งเสริมต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ จะมีเพียงแรงงานคนกลุ่มน้อยที่เป็นกลุ่มอาชีพเฉพาะทาง ผู้จบการศึกษาสูงกว่าขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานในกรุงเทพฯ ที่ได้รับประโยชน์ในรูปของค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาทักษะเท่านั้น
น.ส.ตรีนุชกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน เด็กและเยาวชนที่ถูกสภาพทางสังคมบีบบังคับให้พ้นจากระบบการศึกษา เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาสการเข้ารับการศึกษาและการฝึกอบรม ส่งผลกระทบต่อลักษณะการจ้างงาน และสูญเสียโอกาสในการสร้างรายได้ ดังนั้น การเรียนจากระบบการศึกษาเพียงครั้งเดียวเพื่อใช้งานตลอดชีวิต จึงไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนแปลงจากรูปแบบชีวิตสามช่วง (three-stage life) การศึกษา การทำงาน และการเกษียณ ไปสู่รูปแบบวิถีชีวิตแบบหลายช่วง (multistage life) ส่งผลให้คนต้องทำงานหลายอาชีพ รวมถึงองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จึงจำเป็นต้องมีระบบส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ที่เอื้อให้คนได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 และมีความเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
“โครงการวิจัยสำรวจทักษะกลุ่มประชากรวัยแรงงานเพื่อพัฒนานโยบายด้านการศึกษา และการพัฒนาทักษะในประเทศไทย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กสศ. ธนาคารโลก สำนักงานสถิติแห่งชาติ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริม การดำเนินงานตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ เรื่องการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาระบบฐานข้อมูล เพื่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเชื่อมโยงและบูรณาการตามแนวทางสากลแล้ว ผลของการวิจัยสามารถนำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงลึก เพื่อเป็นเข็มทิศในการกำหนดนโยบายด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สามารถประเมินจุดอ่อน จุดแข็ง และศักยภาพบุคคลของประเทศ นำไปสู่การตัดสินใจระดับนโยบาย และการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ในเชิงปฏิบัติ เพื่อพัฒนาคนไทยอย่างมีทิศทางและสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต สอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับคนไทยทุกช่วงวัย ที่จะต้องได้รับความรู้ที่มีคุณภาพอย่างเหมาะสม ได้รับการโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ การพัฒนาทักษะชีวิต รวมถึงการสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต” รมว.ศธ.กล่าว
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงาน หากต้องการที่จะก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยรายงานของเวิลด์อีโคโนมิคฟอรั่ม (World Economic Forum) ในปี 2019 สะท้อนว่าไทยมีสัดส่วนของแรงงานทักษะสูงเพียงร้อยละ 14 ซึ่งอยู่ในอันดับ 86 จาก 141 ประเทศ ส่วนทักษะของบัณฑิตจบใหม่ อยู่ในอันดับ 79 และคุณภาพของสถาบันอาชีวศึกษา อยู่ในอันดับ 74 โดยในภาพรวมคุณภาพของแรงงานไทยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ถือว่าอยู่ในระดับปานกลางที่อันดับ 64 นอกจากนี้ การสำรวจสถิติแรงงานในประเทศ พบว่าร้อยละ 70 ของประชากรวัยแรงงานมีระดับการศึกษาเพียงชั้นประถมศึกษา จึงเป็นภารกิจของภาครัฐและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่จะต้องเร่งดำเนินการพัฒนายกระดับทักษะและการศึกษาของแรงงานไทย เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดทักษะ ซึ่งจะส่งผลต่อศักยภาพการผลิตของประเทศ และทำให้ประเทศไทยมิอาจก้าวข้ามกับดักประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้ระดับสูง ได้ภายในปี พ.ศ.2580 ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศที่วางไว้
‘ตรีนุช‘ ชูเรียนรู้ตลอดชีวิตยกระดับทักษะแรงงานไทย เล็งใช้วิจัยสำรวจทักษะกลุ่มประชากรวัยแรงงานฯ พัฒนานโยบายการศึกษาชาติ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 31 มีนาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
ศธ.’ ร่วมมือ ‘TMA’ แลกเปลี่ยนข้อมูลการศึกษาหวังยกระดับผลจัดอันดับ IMD
เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่โรงแรมดิ แอทธินีโอเต็ล กรุงเทพมหานคร น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดการประชุม Executive Forum on Competitiveness 2022 “Shaping Future Education” โดยมี คุณหญิงกัลยาโสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. นายอรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ภาคเอกชน และสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) เข้าร่วม ว่า วัตถุประสงค์ของานครั้งนี้ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานะด้านการศึกษาของไทย โดย ศธ.ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับ TMA ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเชื่อมโยงกับ International Institute for Management Development หรือ IMD โดย IMD เป็นหน่วยงานจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ซึ่งรวมถึงการจัดความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาด้วย โดยมอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) มาทำงานเชื่อมโยงกับ TMA เพื่อให้ TMA ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นปัจจุบันมากที่สุด นอกจากนี้จะรวบรวมนำข้อแนะนำต่างๆ ของเอกชนมาปรับปรุง พัฒนาการศึกษาให้ถูกทิศทางมากยิ่งขึ้น ที่ผ่านมา ศธ.มุ่งมั่น ตั้งใจในการพัฒนาการศึกษา นับตั้งแต่ที่ตนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ. มีความตั้งใจที่จะนำการศึกษาให้เป็นกลไกหลักในพัฒนาประเทศ การศึกษาจะต้องเป็นกลไกในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับนานาชาติ
น.ส.ตรีนุช กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ศธ.ขับเคลื่อนงานหลายเรื่อง เช่น จัดทำร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … , พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank และการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ เป็นต้น ในมิติของการแข่งขันด้านการศึกษานั้น ศธ.ให้ความสำคัญและพยายามที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นมาโดยตลอด คือ อันดับความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษาของประเทศไทยใน ระดับนานาชาติ หากพิจารณาผลการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันที่จัดโดย IMD จะพบว่า ในปี 2021 ประเทศไทยมี ความสามารถทางการแข่งขันในภาพรวมอยู่อันดับที่ 28 จาก 64 ประเทศทั่วโลก ดีขึ้น 1 อันดับ จากปี 2020 แต่อันดับความสามารถในการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศไทยอยู่ในอันดับ 56 ลดลง 1 อันดับจากปี2020 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การศึกษาได้ฉุดรั้งความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ศธ.ไม่ได้นิ่งนอนใจกับสถานการณ์ดังกล่าว มอบหมายให้ สกศ.วิเคราะห์ และหาแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะความสามารถ ทางการแข่งขันด้านการศึกษา ควบคู่ไปกับการพัฒนาอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยให้ก้าวขยับขึ้นจากเดิม
คุณหญิงกัลยา กล่าวต่อว่า ถือเป็นครั้งแรก ที่ ศธ. ประสานให้ข้อมูลโดยตรงกับ TMA เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงกัน และร่วมกันพัฒนาตัวชี้วัดด้านการศึกษาให้ตรงกัน เชื่อว่าเมื่อ ศธ.แลกเปลี่ยนข้อมูลกับ TMA โดยตรง จะส่งผลให้การจัดอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยในอนาคตดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ตนมองว่า ภารกิจของ ศธ. คือการเตรียมเด็กมีภูมิคุ้มกันพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการดิสรัปชั่นด้านเทคโนโลยี สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 หรือปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งตนมองว่า การปรับการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับสมัยใหม่ ทำห้องเรียนให้น่าเรียน ให้นักเรียนได้เรียนสิ่งที่สนใจ เพื่อให้นักเรียนได้ปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว ดังนั้นการปูพื้นฐานเรื่องวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี นวัตกรรม และการสอนโค้ดดิ้ง เพื่อให้เด็กเหล่านี้สามารถก้าวข้ามวิกฤตต่างๆในอนาคตได้
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 31 มีนาคม 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความสะท้อนนโยบายการเรียนรู้ตลอดชีวิตของกระทรวงศึกษาธิการในการยกระดับทักษะแรงงานไทย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก เทคโนโลยีดิจิทัล และระบบอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลให้ตลาดแรงงานต้องการกำลังคนที่มีทักษะหลากหลาย ยืดหยุ่น และปรับตัวได้สูง ปัจจุบันประเทศไทยเผชิญปัญหาช่องว่างทักษะแรงงาน (Skill gap) อย่างรุนแรง โดยเฉพาะแรงงานทักษะต่ำ เด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษา และแรงงานนอกเมืองใหญ่ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการพัฒนาทักษะ ส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ
แนวคิดการศึกษาแบบเรียนครั้งเดียวตลอดชีวิตไม่สามารถตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่เปลี่ยนจากชีวิตสามช่วง สู่ชีวิตหลายช่วง จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เพื่อเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือในการวิจัยสำรวจทักษะประชากรวัยแรงงานระหว่าง กสศ. ธนาคารโลก และภาคีต่าง ๆ จะช่วยสร้างฐานข้อมูลเชิงลึกตามมาตรฐานสากล เพื่อกำหนดนโยบายพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างมีทิศทาง
นอกจากนี้ กระทรวงศึกษาธิการยังมุ่งใช้การศึกษาเป็นกลไกยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เชื่อมโยงข้อมูลกับภาคเอกชนและการจัดอันดับสากล เพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน
ข้อสอบ
สาระสำคัญที่สุดของนโยบายที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเน้นย้ำในบทความคือข้อใด
ก. การเพิ่มค่าจ้างแรงงานทักษะสูง
ข. การพัฒนาหลักสูตรอุดมศึกษาเฉพาะทาง
ค. การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อรับมือ Skill gap
ง. การลดจำนวนแรงงานทักษะต่ำในระบบ
ปัญหาใดสะท้อน “ความท้าทายเชิงระบบ” ของการพัฒนาทักษะแรงงานไทยมากที่สุด
ก. แรงงานกระจุกตัวในภาคบริการ
ข. การขาดแคลนครูด้านอาชีวศึกษา
ค. ช่องว่างทักษะที่รุนแรงขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล
ง. การแข่งขันจากแ
รงงานต่างชาติ
เหตุใดแนวคิด “วิถีชีวิตแบบหลายช่วง (multistage life)” จึงมีนัยสำคัญต่อการจัดการศึกษา
ก. ทำให้การศึกษาเน้นเฉพาะวัยแรงงาน
ข. บังคับให้ทุกคนต้องเรียนในระบบ
ค. ส่งเสริมการเรียนรู้ต่อเนื่องและเปลี่ยนทักษะได้ตลอดชีวิต
ง. ลดบทบาทของการศึกษาขั้นพื้นฐาน
หากผู้บริหารสถานศึกษานำแนวคิดจากบทความไปใช้ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. มุ่งเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว
ข. เชื่อมโยงหลักสูตรกับทักษะอาชีพและทักษะแห่งอนาคต
ค. ลดการจัดการศึกษานอกระบบ
ง. เน้นการแข่งขันทางวิชาการระหว่างโรงเรียน
เหตุผลสำคัญที่บทความระบุว่าไทยอาจไม่สามารถหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางได้ คือข้อใด
ก. งบประมาณด้านการศึกษามีจำกัด
ข. แรงงานมีจำนวนมากเกินความต้องการ
ค. คุณภาพและทักษะแรงงานยังอยู่ในระดับปานกลาง
ง. ระบบอุดมศึกษาขยายตัวช้า
คลิกเฉลย >>>