
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม น.ส.ศรศศิรัตน์ ชาวกัณหา เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงาน ป.ป.ช.ประจำจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นายอนุพงค์ พามาตร พนักงานไต่สวนระดับกลาง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1 กรณีมีผู้ปกครองนักเรียน โรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว ร้องเรียนว่าโรงเรียนเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองภาคเรียนละ 300 ต่อนักเรียน 1 คน ซึ่งผู้ปกครองจะต้องจ่ายปีละ 600 บาท เพื่อเป็นค่าจ้างพนักงานทำความสะอาด โดยมี นายสนั่น มณีสิงห์ ผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงเรียน พร้อมคณะครูร่วมชี้แจงข้อมูล ซึ่งมีผู้แทนจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและผู้แทนผู้ปกครองเข้าร่วมรับฟัง
ผอ.โรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว ชี้แจงว่า โรงเรียนเรียกประชุมผู้ปกครองเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม มีการกล่าวชี้แจงหลายเรื่อง รวมทั้งการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพื่อเป็นค่าจ้างพนักงานทำความสะอาด มีการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ปกครองนักเรียนทุกคนที่จ่าย พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนรับเงินดังกล่าว และนำเงินฝากเข้าบัญชีของโรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้วตามสมุดบัญชีธนาคารออมสิน ต่อมา ได้มีการจัดจ้างโดยประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด และสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว ดังนั้น จึงเป็นการจ่ายเงินด้วยความสมัครใจ
ขณะที่ผู้ปกครองนักเรียนกล่าวว่า ปกติโรงเรียนมีภารโรงอยู่แล้ว อีกทั้งนักเรียนก็ทำความสะอาดห้องเรียนและเก็บขยะบริเวณโดยรอบตามเวรอยู่แล้ว ทำไมถึงมาเก็บกับนักเรียน บอกว่าสมัครใจ แต่ก็เหมือนบังคับทางอ้อม โรงเรียนประจำจังหวัดไม่มีงบจ้างเลยหรือ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอหรืออย่างไร ทำไมถึงไม่มีการเสนอไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อของบประมาณ
ป.ป.ช.สระแก้ว ตรวจข้อเท็จจริง หลังผู้ปกครองนักเรียน ร.ร.อนุบาลประจำจังหวัด เรียกเก็บเงิน น.ร.หัวละ 300 บาทต่อเทอม อ้างเป็นค่าจ้างพนักงานงานทำความสะอาด ผอ.แจงผู้ปกครองสมัครใจ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 26 พฤษภาคม 2566
ข่าวเดียวกัน
ป.ป.ช.สระแก้วบุกสอบ ปมโรงเรียนเก็บค่าแม่บ้านจากผู้ปกครอง หัวละ 300 บาทต่อเทอม
สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2566 น.ส.ศรศศิรัตน์ ชาวกัณหา เจ้าพนักงานป้องกันการทุจริตชำนาญการพิเศษ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระแก้ว พร้อมด้วย นายอนุพงค์ พามาตร พนักงานไต่สวนระดับกลาง ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง ร่วมกับผู้แทนจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 1
กรณีโรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว อ.เมือง จ.สระแก้ว เรียกให้ผู้ปกครองชำระเงินค่าจ้างทำความสะอาด อาจไม่โปร่งใส ซึ่งเรียกเก็บภาคการศึกษาละ 300 บาท ต่อนักเรียน 1 คน โดยมี นายสนั่น มณีสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว พร้อมคณะครู ร่วมชี้แจงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง และมีผู้แทนจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งผู้แทนผู้ปกครอง เข้าร่วมรับฟังกรณีดังกล่าวด้วย
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว พบว่าทางโรงเรียนได้มีการประชุมผู้ปกครองนักเรียน ในหลายเรื่อง รวมทั้งการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษา เพื่อเป็นค่าจ้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา โดยทางโรงเรียนอ้างว่า เป็นการดำเนินงานตามความสมัครใจของผู้ปกครอง ภาคการศึกษาละ 300 บาท ต่อนักเรียน 1 คน ตามรายงานการประชุมผู้ปกครองนักเรียน เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2566
ต่อมาเมื่อได้จัดเก็บเงินแล้ว พบว่ามีการออกใบเสร็จรับเงินให้แก่ผู้ปกครองนักเรียน พร้อมทั้งจัดทำทะเบียนรับเงินดังกล่าว และได้นำเงินฝากเข้าบัญชีของโรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว ตามสมุดบัญชีธนาคารออมสิน ต่อมาได้มีการจัดจ้างโดยมีการประกาศรับสมัครคัดเลือกบุคคลเพื่อเป็นลูกจ้างชั่วคราว ตำแหน่งพนักงานทำความสะอาด และสัญญาจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราว
นายสนั่น มณีสิงห์ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลวัดสระแก้ว ชี้แจ้งว่า ได้ดำเนินการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเพื่อเป็นค่าจ้างบุคลากรที่ปฏิบัติงานในสถานศึกษา ตามความสมัครใจของผู้ปกครอง ภาคการศึกษาละ 300 บาท ต่อนักเรียน 1 คน โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และได้ชี้แจงในที่ประชุมผู้ปกครองให้รับทราบแล้ว ซึ่งมีบันทึกรายงานการประชุมผู้ปกครองและใบเสร็จรับเงิน ที่นำเข้าเป็นรายได้สถานศึกษา ซึ่งขณะนี้มีนักเรียนชำระแล้ว จำนวน 788 คน รวมเป็นเงิน 236,400 บาท
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสระแก้ว จะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
อย่างไรก็ตาม มีผู้ปกครองให้ความเห็นต่อกรณีดังกล่าวว่า ปกติโรงเรียนก็มีภารโรงอยู่แล้ว อีกทั้งนักเรียนก็ทำความสะอาดห้องเรียนและเก็บขยะบริเวณโดยรอบตามเวรอยู่แล้ว ทำไมถึงมาเก็บกับนักเรียน บอกว่าสมัครใจ แต่ก็เหมือนบังคับทางอ้อม โรงเรียนประจำจังหวัดไม่มีงบจ้างเลยหรือ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอหรืออย่างไร ทำไม่ถึงไม่มีเสนอไปที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สงสารเด็กและผู้ปกครองที่เขาหาเช้ากินค่ำบ้าง
ป.ป.ช.สระแก้ว ลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริง กรณีโรงเรียนเรียกเก็บค่าเงินจากนักเรียนหัวละ 300 บาทต่อเทอม อ้างเป็นค่าจ้างพนักงานงานทำความสะอาด ด้าน ผอ.แจงผู้ปกครองสมัครใจ
ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันศุกร์ ที่ 26 พฤษภาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
เขตพื้นที่การศึกษา ขู่เอาเรื่องเด็กพิการ ให้ครูยืมเงิน 2 หมื่น แต่เบี้ยวคืน พบครูวีรกรรมเพียบ
กรณีครู ป. ครูสาวอายุ 27 ปี โรงเรียนแห่งหนึ่ง ต.ปะเคียบ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) บุรีรัมย์ เขต 4 ได้ยืมเงินเด็กหญิง เอ อายุ 14 ปี ซึ่งเป็นเด็กพิการทางการเคลื่อนไหว (เดินขาเขย่ง) ชาว อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ไปเป็นจำนวนเงิน 20,000 บาท ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2566 ที่ผ่านมา
จากคำบอกเล่าของเด็ก ก่อนหน้านี้ ครูมาถึงบ้านพักแล้วพยายามมาคาดคั้น ขอยืมเงินจากนางสุภาพร อายุ 48 ปี ผู้เป็นแม่ แต่ไม่มีให้ จึงหันมาขอยืมเงินน้อง เอ (นามสมมุติ) พร้อมกับเสนอจะให้ดอกเบี้ยกับเด็กร้อยละ 20 จนกระทั่งเด็กยอมให้ยืมเงิน และสัญญาจะยืมเงินแค่ 2 เดือน แต่สุดท้ายไม่ยอมคืนเงินให้ ทวงถามหลายครั้งได้กลับมาเพียง 5,000 บาท ที่เหลือบล็อกโทรศัพท์และไลน์ ไม่สามารถติดต่อได้ ก่อนจะมาร้องขอเพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเงินดังกล่าวเด็กจะเอาไปผ่าตัดรักษาตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังตกเป็นข่าว สพป.บุรีรัมย์เขต 4 ได้เรียกเด็กและผู้ปกครอง มารับเงินที่ค้างไว้ 15,000 บาท ต่อหน้าเจ้าหน้าที่ และสัญญาว่าจะยุติการร้องเรียนต่อกัน แต่กระแสยังกลับมาอีก หลังจากชาวบ้านที่ทราบข่าว ว่าสำนักงานเขตฯได้กล่าวหาว่า เด็กคิดอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด แล้วให้หาหลักฐานที่มาของเงิน ว่าเด็กเอาเงินมาจากไหน ชาวบ้านหลายคนในหมู่บ้านต่างไม่พอใจ และออกมาแฉพฤติกรรมของครูซ้ำอีก
อดีตข้าราชการครูคนหนึ่ง ที่สอนอยู่โรงเรียนกับครู ป. เปิดเผยว่า ตนถูกครู ป. ยืมเงินไปเมื่อ 2 ปีก่อน จำนวนเงิน 50,000 บาท บอกว่าจะเอาไปวิ่งให้แม่เดินทางไปต่างประเทศ และจะให้ดอกเบี้ยร้อยละ 3 แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่ได้ทั้งดอกเบี้ยและต้นทุน
อดีตข้าราชการครูคนหนึ่งกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ครู ป. ยังไม่ยอมจ่ายค่าเช่าบ้านที่เช่ากับตนเดือนละ 2,000 บาท นานกว่า 24 เดือน จ่ายมาแค่ 4,000 บาทเท่านั้น รวมถึงครูในโรงเรียนและชาวบ้านต่างถูกครู ป. ยืมเงินคนละ 20,000-80,000 บาท แต่ละคนไม่ได้เงินคืนกันถ้วนหน้า
“ในช่วงที่ตนยังสอนอยู่ ได้มีคนแปลกหน้ามาหาครู ป. เป็นประจำ คาดว่าน่าจะมาสอบถามเรื่องเงิน จริงแล้วครูไม่น่าทำแบบนี้เพราะมีเงินเดือนกิน ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าครู ป. เอาเงินไปทำอะไร ส่วนตัวคิดเองว่าน่าจะเรื่องการเสี่ยงโชคมากกว่า” อดีตข้าราชการครูคนหนึ่งกล่าว
ชาวบ้านฉุน ครูและเขตพื้นที่ฯ 4 จะเล่นงานเด็ก ที่เก็บดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด หลังครูยืมเงินไป 2 หมื่น สุดอึ้ง วีรกรรมเพียบ พบยืมเงินชาวบ้านอีกหลายรายรวมเป็นเงินกว่าแสนบาท เพื่อนครูในโรงเรียนโดนทุกคน ทั้งยืมเงิน และไม่จ่ายเงินค่าเช่าบ้านนาน 2 ปี
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 17 สิงหาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
ชาวบ้านประท้วงไล่ ผอ.ร.ร. อ้าง ไม่มีภาวะผู้นำ ห่วงแต่เลื่อนวิทยฐานะ ไม่สนใจน.ร.
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา นายประจวบ ประธานกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนแห่งหนึ่ง ใน ต.ท่าแยก อ.เมือง จ.สระแก้ว พร้อมชาวบ้านจำนวน 12 คน เพื่อยื่นหนังสือร้องเรียนการปฏิบัติหน้าที่ การปฏิบัติงานและยังกล่าวหา นายประจวบ ว่า มีผลประโยชน์แอบแฝง อยู่ในโรงเรียนอีกด้วยของนายไพโรจน์ ผู้อำนวยการโรงเรียน ต่อผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) สระแก้ว เขต 1 เพื่อให้ย้าย ผู้อำนวยการโรงเรียนออกจากโรงเรียน ภายใน 3 เดือน
นายประจวบ กล่าวว่า นับแต่นายไพโรจน์ เข้ามาเป็น ผู้อำนวยการโรงเรียน ไม่เคยเรียกประชุมคณะกรรมการสถานศึกษาเลย แต่ให้ครูในโรงเรียนนำเอกสารต่างๆ มาให้คณะกรรมการลงนาม เช่น แผนการปฎิบัติงานของโรงเรียน และรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา
นายประจวบ กล่าวว่าอีกว่า นอกจากนั้น ผู้อำนวยการโรงเรียน ยังไม่มีภาวะการเป็นผู้นำ ไม่สามารถบังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาได้แม้แต่กับภารโรงในโรงเรียน รวมทั้งยังไม่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับชาวบ้าน และยังพูดจาไม่สุภาพ ตลอดเวลาจะมุ่งทำแต่งานเอกสารเพื่อเลื่อนวิทยฐานะของตัวเอง โดยไม่สนใจผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
ทางด้าน นายพัฒนศักดิ์ เปลี่ยนรัมย์ รองผู้อำนวยการ สพป.สระแก้ว เขต 1 กล่าวว่า รับเรื่องไว้แล้ว และหลังจากนี้จะประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มาร้องเรียนร้องทุกข์ในครั้งนี้ เพื่อให้ได้รับความเป็นธรรมทั้งกันสองฝ่าย เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน และคาดว่า จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน เพื่อแก้ปัญหาให้ ขอให้พี่น้องชาวบ้านรอสักระยะหนึ่ง
ส่วนกรณีที่ชาวบ้านร้องทุกข์มานั้น ยังไม่เข้าข่ายที่ร้ายแรง ส่วนกรณีที่ว่ามีการใส่ร้ายประธานกรรมการสถานศึกษาว่า เข้ามาโรงเรียนเพื่อมีผลประโยชน์ ก็ยอมรับว่า จะว่ากล่าวและตักเตือนให้ ผู้อำนวยการรับทราบ ส่วนจะให้ย้าย ผอ.ออกไป ขึ้นอยู่กับว่า เจ้าตัวเขาจะขอย้ายไปไหนโรงเรียนไหน เป็นความไม่พอใจของเขา
ล่าสุด นายไพโรจน์ กล่าวว่า ตนได้ชี้แจงกรณีปัญหานี้กับทางผู้อำนวยการ สพป.สระแก้ว เขต 1 แล้ว ซึ่งก็จะเป็นไปตามที่ทางผู้อำนวยการ สพป.สระแก้ว เขต 1 ได้ชี้แจง สำหรับตนเองไม่ได้มีปัญหาอะไร ให้ทางเขตเป็นผู้ดำเนินการ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 16 สิงหาคม 2566
เกี่ยวข้องกัน
จำคุก อดีต ผอ.โรงเรียนอนุบาล ใน จ.สระแก้ว 1 ปี 6 เดือน รอลงอาญา ผิด ม.152 กับ 157
เมื่อวันที่ 22 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.สระแก้ว ว่าสำนักงาน ป.ป.ช.สระแก้วได้เผยแพร่เอกสาร ผลการดำเนินงานด้านปราบปรามการทุจริตในพื้นที่ ระหว่างการแถลงข่าวผลการดำเนินงานของสำนักงาน ป.ป.ช.สระแก้ว ประจำปีงบประมาณ 2566 ซึ่งมีเรื่องร้องเรียนการทุจริตทั้งสิ้น 61 เรื่อง ในจำนวนนี้ศาลพิพากษาตัดสินว่าจำเลยได้กระทำจริงตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูล จำนวน 2 คดี
1 ใน 2 คดีทึ่ศาลตัดสินว่าจำเลยได้กระทำผิดตามฟ้องเป็น ข้าราชการระดับสูงในพื้นที่ และมีตำแหน่งเป็น อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง ในเขตพื้นทึ่การศึกษาประถมศึกษา เขต 1 กระทำความผิดระหว่างการดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ฐานเป็นเจ้าพนักงานมีส่วนได้เสียเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือผู้อื่น และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติต่อหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ตนเอง หรือผู้อื่น ซึ่ง ป.ป.ช.สระแก้วไต่สวนมูลความผิด และยื่นให้ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ฟ้อง รวม 3 คดี
ศาลรับไว้เป็นคดีแดงที่ อท.27/2566 ตัดสินว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 รวม 3 กระทง ให้จำคุกกระทงละ 1 ปึ ปรับกระทงละ 4,000 บาท รวมโทษจำคุก 3 ปี ปรับ 12,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงได้ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง จำคุก 1 ปี 6 เดือน ปรับ 6,000 บาท ทั้งนี้ โทษจำคุกให้รอลงโทษไว้ 2 ปี
ข่าวกล่าวอีกว่า ในเอกสารดังกล่าว ป.ป.ช.ได้กล่าวหาอดีตผู้อำนวยการโรงเรียน 3 ข้อกล่าวหา คือ
ข้อกล่าวหาที่ 1 นำเงินรายได้ของโรงเรียนไปเช่าซื้อรถตู้ของโรงเรียนโดยมิชอบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 152 และ 157 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 85 วรรคสอง
ข้อกล่าวหาที่ 2 เป็นการจ้างเหมาบริการจัดทำอาหารกลางวันของโรงเรียนโดยไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ซึ่งเป็นความผิดอาญา มาตรา 151 และ 157 พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 12 และมีมูลผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ข้อกล่าวหาที่ 3 เป็นการทำสัญญาจ้างลูกจ้างชั่วคราว กำหนดเวลาจ้าง 5 ปี และขึ้นเงินเดือนให้ลูกจ้างชั่วคราวไม่เป็นไปตามระเบียบ อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และ 157 และผิดวินัยอย่างร้ายแรง
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 ตัดสินจำคุก อดีต ผอ.ร.ร.อนุบาล ใน จ.สระแก้ว 3 ปี ปรับ 12,000 บาท ตามการชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช.สระแก้ว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 22 กันยายน 2566