
เมื่อช่วงหลังงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา มีประเด็นหนึ่งที่คนพูดถึงกันอย่างมากที่ว่าคนไทยรุ่นใหม่ Gen Z ชอบอ่านหนังสือเป็นเล่ม ส่วนคนสูงวัยชอบอ่านหนังสือผ่าน e-Reader (E-book) เพราะมันย่อขยายตัวหนังสือได้
แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่ที่ไทยเท่านั้น ดูเหมือนว่า Gen Z ในหลาย ๆ ประเทศก็เริ่มหันกลับมารักการอ่านมากขึ้น และเลือกหยิบจับแบบเป็นเล่มมากกว่าด้วย เพราะอะไรกัน?
ทั้ง ๆ ที่ Gen Z (คนที่เกิดระหว่างปี 1997-2015) เป็นกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ที่ชีวิตเติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยี เห็นโทรศัพท์สมาร์ตโฟนในชีวิตประจำวัน หลายคนใช้ชีวิตติดกับหน้าจอ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน หรือแม้แต่เพื่อความบันเทิง แต่พอเป็นเรื่องการอ่านหนังสือ กลับเลือกหยิบหนังสือเล่มมากกว่าหนังสือดิจิทัล (E-book)
จากรายงานของ McKinsey บริษัทให้คำปรึกษาด้านการจัดการที่มีชื่อเสียงในอเมริกา พบว่ายอดขายหนังสือในปี 2021 เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 843 ล้านเล่ม แม้ปี 2022-2023 ตัวเลขจะลดลงมาเล็กน้อยที่ 789 ล้านเล่ม และ 767 ล้านเล่ม แต่ก็ถือว่าสูงกว่ายอดขายในช่วง 2010-2020 อยู่ดี
โดย McKinsey อธิบายว่าสิ่งที่ทำให้ยอดขายมันเพิ่มขึ้นแบบนี้ เพราะหนังสือเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ ตามโซเชียลมีเดียมีการแชร์เรื่องหนังสือกันเยอะขึ้น รวมถึงยังมีกระแสหนังสือดัง ๆ ที่มีคนเอามาพูดถึงบน TikTok และติดแฮชแท็ก ‘BookTok’ อีกด้วย
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ Gen Z จะเป็นเจเนอเรชันที่ชอบใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์และใช้หน้าจอเป็นส่วนใหญ่ในช่วงเวลาว่าง แต่พวกเขากลับเลือกอ่านหนังสือแบบเล่มมากกว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดหนังสือ Nielsen BookData ในสหราชอาณาจักร ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2021 ถึงพฤศจิกายน 2022 พบว่ากลุ่มผู้ซื้อหนังสือวัย 13-24 ปี ถึง 80% เลือกซื้อหนังสือแบบเล่ม ขณะที่หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีเพียง 14% เท่านั้น
“ไม่มีอะไรมีเสน่ห์เหมือนการเปิดหนังสือเล่มบนโซฟาหรือชายหาด” เมดาลิน บอยด์ (Madalyn Boyd) วัย 23 ปี จากรัฐมิชิแกนให้สัมภาษณ์กับสื่อ Business Insider เธอบอกว่า แม้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์จะราคาถูกและสะดวกในการพกพา แต่ก็ยังชอบอ่านหนังสือแบบเล่มมากกว่า “กลิ่นของหนังสือเล่มทำให้รู้สึกมีความเป็นส่วนตัว” บอยด์กล่าวเสริมพร้อมทั้งบอกว่าเธอรักการไปห้องสมุดและร้านหนังสือ
หวัง ซัม ลัก (Wang Sum Luk) นักศึกษาวัย 21 ปี จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ดก็มีความคิดเห็นคล้ายกัน เขาเคยอ่านหนังสือแบบ E-book มาก่อน แต่ก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสะดวก และชอบหนังสือแบบเล่มมากกว่า เพราะอ่านแล้วไม่เมื่อยตา แถมยังสามารถจดจ่อกับการอ่านได้ดีกว่าเมื่อปิดคอมพิวเตอร์
“ผมชอบใช้ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยเพื่อหาหนังสือในแต่ละสัปดาห์สำหรับการเรียน” ลักกล่าว พร้อมยืนยันว่าในฐานะนักศึกษาที่ต้องอ่านหนังสือประมาณครึ่งโหลต่อสัปดาห์ การอ่านหนังสือแบบเป็นเล่มนั้นมีประโยชน์มากกว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สำหรับเขาอย่างชัดเจน
การสำรวจของสถาบันวิจัย Pew Research จากคนอายุ 18-29 ปีในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ 2021 ก็พบว่ากว่า 70% อ่านหนังสือเล่ม ขณะที่เพียง 42% อ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดยรวมแล้วมากกว่า 80% ของกลุ่มวัยนี้อ่านหนังสือไม่ว่าจะเป็นแบบใด ซึ่งถือเป็นสัดส่วนสูงสุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอายุอื่น ๆ
ลิลี่ ดิวแรนซ์ (Lili Dewrance) วัย 23 ปีในลอนดอน บอกกับ Business Insider ว่าการอ่านหนังสือเป็นเล่มเหมือนเป็น ‘Digital Detox’ สำหรับตัวเอง เป็นช่วงจังหวะได้ห่างจอและได้พักสายตา
นอกจากนั้นแล้ว ดิวแรนซ์ยังบอกอีกว่าการไปซื้อหนังสือที่ร้านยังให้ความรู้สึกเหมือนได้สนับสนุนร้านหนังสือในพื้นที่ ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการโหลดหนังสือแบบดิจิทัล
ในทางกลับกัน ความนิยมของ E-book กลับเติบโตขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุอย่างเห็นได้ชัด เว็บไซต์ Amazon ผู้ผลิตเครื่องอ่าน E-book อย่าง Kindle บอกว่าตอนนี้ประมาณ 1/3 ของผู้ใช้ Kindle นั้นอายุ 55 ปีหรือสูงกว่านั้น (Baby Boomer)
สื่อ The Wall Street Journal รายงานว่าผู้ใช้งานกลุ่มที่สูงอายุนั้นรู้สึกว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานได้สะดวก ไม่ต้องกังวลเวลามีน้ำมากระเด็นใส่ หรือบางครั้งตื่นขึ้นมากลางดึก ก็สามารถหยิบมาเปิดอ่านได้เพราะหน้าจอมีไฟสว่าง ไม่ต้องเปิดไฟหัวเตียงและรบกวนคนรักของตัวเองที่นอนหลับอยู่
แน่นอนว่าขนาดของตัวหนังสือเองที่ปรับได้ตามความต้องการก็เป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้การอ่านนั้นเพลิดเพลินมากยิ่งขึ้นด้วย
อเล็กซานดรา แลงจ์ (Alexandra Lange) นักวิจารณ์และนักเขียนด้านสถาปัตยกรรมและการออกแบบชาวอเมริกัน ได้เขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในเว็บไซต์ Bloomberg บอกว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่ ๆ (รวม Gen Z และ Millennials) ชอบไปร้านหนังสือ เพราะคิดถึงช่วงเวลาดี ๆ สมัยที่ตัวเองโตขึ้นมา (Nostalgia)
เป็นพื้นที่ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าเราจะเป็นใคร สถานะทางสังคม สีผิว หรืออายุเท่าไหร่ก็ตาม ยิ่งในยุคที่เต็มไปด้วยความไม่มั่นคงทางสภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง ความแตกแยก และโลกออนไลน์ที่เร่งรีบกดดัน
สำหรับหลาย ๆ คน โดยเฉพาะคนหนุ่มสาวหรือคนที่ไม่มีตาข่ายการเงินที่มั่นคงในชีวิต ต้องเจอความเครียดด้านการเงิน สังคมมากมาย การได้ย้อนกลับไปสู่ความรู้สึกตอนเป็นเด็กที่ปลอดภัย อบอุ่น และชื่นชอบในอดีต ถือเป็นหลุมหลบภัยที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง
ที่มา: msn
เกี่ยวข้องกัน
เทรนด์ใหม่ของ Gen Z จีน คือ “การออมล้างแค้น”
เมื่อ Gen Z ชาวจีนรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย เลิกซื้อของแบรนด์ ออมเงินแบบฉ่ำ แม้ Gen Z ที่อื่นเลือกใช้เงินและก่อหนี้กันไม่หยุด
หลังจากที่เศรษฐกิจทั่วโลกเริ่มฟื้นตัวจากผลกระทบของโควิด-19 คนจำนวนมากก็หันมาใช้จ่ายอย่างเมามันเพื่อตอบสนองความต้องการที่เหมือนถูกกดทับและกักเก็บมานาน จนกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า 'Revenge Spending' หรือ ‘การใช้จ่ายล้างแค้น’ (ซึ่งเทรนด์นี้ยังคงดำเนินอยู่ในหลายๆ ประเทศ)
แต่ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังสนุกกับการชอปปิง ที่ประเทศจีนกลับเกิดกระแสตรงกันข้ามที่เรียกว่า 'Revenge Saving' หรือ ‘การออมล้างแค้น’ โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ต้องเผชิญความยากลำบากท่ามกลางเศรษฐกิจที่ซบเซาในเวลานี้
บนโลกออนไลน์ของจีน แฮชแท็ก ‘Revenge Saving’ ได้รับความนิยมอย่างมาก
มีคนรุ่นใหม่จำนวนมากมาแชร์เป้าหมายการออมสุดเข้มข้นของตัวเองให้คนอื่นๆ ดูด้วย อย่างเช่น สาวน้อยวัย 26 ปีที่ใช้ชื่อว่า 'Little Zhai Zhai' ที่ท้าทายตัวเองให้ใช้เงินแค่เดือนละ 300 หยวน (ประมาณ 1,400 บาท) โดยพยายามลดค่าอาหารต่อวันเหลือเพียง 10 หยวน (ประมาณ 46 บาท)
หลายคนที่มีเป้าหมายในการออมเงินอย่างเข้มข้นแบบนี้ยังหาคู่หูออมเงิน (Saving Partner) บนโลกออนไลน์ด้วย คอยให้กำลังใจและกระตุ้นกันและกัน ให้มีความรับผิดชอบกับการใช้จ่ายเงิน หรือบางคนเลือกไปกินข้าวที่โรงอาหารชุมชนราคาถูก เพื่อประหยัดค่าครองชีพก็มี
'Shaun Rein' ผู้บริหารของ China Market Research Group ให้ความเห็นว่า "คนหนุ่มสาวจีนมีทัศนคติแบบออมเงินล้างแค้น ต่างจากวัยรุ่นในยุค 2010 ที่มักใช้เงินเกินตัวและกู้หนี้ยืมสินมาซื้อของแบรนด์เนม แต่ตอนนี้พวกเขาหันมาเน้นการออมมากขึ้น"
นอกจากนี้ ยังมีคำพูดใหม่ ๆ ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมประหยัดของคนรุ่นใหม่ในจีน เช่น "การบริโภคย้อนศร" (reverse consumption) ที่หมายถึงความพยายามอย่างจริงจังในการลดค่าใช้จ่าย และ "เศรษฐกิจขี้เหนียว" (stingy economy) ที่หมายถึงการเสาะหาส่วนลดและข้อเสนอพิเศษในการจับจ่ายซื้อของ
ตรงนี้อาจจะเป็นภาพที่ตรงข้ามกับพฤติกรรมของ Gen Z (คนที่เกิดระหว่างปี 1997-2012) ในประเทศอื่นๆ ที่มักใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย กู้เงินมาท่องเที่ยวและใช้จ่ายเพื่อซื้อความสุขระยะสั้น อย่างในสหรัฐอเมริกา รายงานจาก Intuit (บริษัทซอฟต์แวร์ธุรกิจข้ามชาติสัญชาติอเมริกันที่เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ทางการเงิน) พบว่า Gen Z สหรัฐอเมริกา กว่า 73% บอกว่าพวกเขาเลือกที่จะมีคุณภาพชีวิตดีๆ มากกว่าการมีเงินเก็บในธนาคาร
แล้วอะไรกันที่ทำให้วัยรุ่นจีนต้องรัดเข็มขัดขนาดนี้? 'Christopher Beddor' นักวิเคราะห์จาก Gavekal Dragonomics ชี้ว่า น่าจะเป็นเพราะพวกเขาตระหนักถึงภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก ถึงแม้จีนจะฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาดในช่วงต้นปี แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มเติบโตช้าลง ล่าสุด IMF ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวของ GDP จีนในปี 2025 เหลือเพียง 4.5% เท่านั้น
อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ความเปราะบางของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะในกลุ่มคนหนุ่มสาว 'Jia Miao' อาจารย์ผู้ช่วยจาก NYU Shanghai อธิบายว่า "การที่คนไม่กล้าใช้เงินกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ที่นี่ สำหรับคนรุ่นใหม่จำนวนมาก มันเป็นเพราะว่าพวกเขาหางานลำบากหรือหาเงินได้ยากขึ้น พวกเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวัง"
จากตัวเลขในเดือนพฤษภาคมของประเทศจีนพบว่า คนว่างงานในกลุ่มอายุ 16-24 ปี อยู่ที่ระดับ 14.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วประเทศซึ่งอยู่ที่ 5% อย่างมาก
งานวิจัยระบุว่าในปี 2023 รายได้เฉลี่ยของบัณฑิตจบใหม่อยู่ที่ราว 6,050 หยวนต่อเดือน (ประมาณ 28,000 บาท) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าเพียง 1% เท่านั้น
ลองหันมาดูทางบ้านเรากันบ้าง
ในขณะที่คนรุ่นใหม่ในจีนกำลังหันมาออมอย่างขะมักเขม้นเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์ของ Gen Z ไทยดูเหมือนจะไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่
ในภาพรวมแล้วตามข้อมูลจากสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าตอนนี้
· ประชากรไทยกว่า 37% เป็นหนี้ (ประมาณ 1/3) และสัดส่วนคนที่มีหนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
· 57% ของคนไทยที่มีหนี้ มีหนี้เกิน 100,000 บาท
· คนไทยที่มีหนี้ มีหนี้โดยเฉลี่ย 3 บัญชีต่อคนและ 32% มีหนี้ 4 บัญชีขึ้นไป
· สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ของบ้านเราสูงกว่าประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging market economies) อื่น ๆ เช่น อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
· สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยก็สูงพอ ๆ กับประเทศพัฒนาแล้ว (advanced economies) เช่น สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา
· สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ของไทยยังขยายตัวเร็วกว่าหลายประเทศอย่างชัดเจน โดยเพิ่มขึ้นถึง 55% ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา
· 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือนทั้งหมดของไทยอาจเป็นสินเชื่อที่ไม่สร้างรายได้ (ประกอบด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล 39% และ บัตรเครดิต 29%)
· คนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มทำงานมีหนี้เร็วขึ้น และเป็นกลุ่มที่มีสัดส่วนคนมีหนี้เสียสูงที่สุด คนไทยมีปัญหาหนี้ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยกลุ่มวัยเริ่มทำงานมีสัดส่วนการใช้สินเชื่อที่อาจไม่สร้างรายได้สูงที่สุด และมีสัดส่วนผู้กู้ที่มีหนี้เสียสูงที่สุดด้วยถึง 1 ใน 4 (ประมาณ 24%)
· เมื่อเปรียบเทียบกลุ่มต่าง ๆ พบว่า เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย เป็นสองกลุ่มผู้กู้ที่มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้สูง โดยเฉลี่ย 12 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนหนี้ต่อรายได้ของเกษตรกรและกลุ่มผู้มีรายได้น้อยอยู่ที่ 34% และ 41% ตามลำดับ (หมายความว่า หากมีรายได้ 100 บาท ต้องจ่ายหนี้ 34 บาท และ 41 บาท ทำให้เหลือเงินเก็บและใช้จ่ายน้อยลง) ซึ่งแสดงว่าหนี้ที่มีอาจเกินกำลังจะจ่ายไหว ทำให้เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยเป็นสองกลุ่มสำคัญที่ปัญหาหนี้อยู่ในระดับที่น่ากังวล
· หนี้ส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อที่อาจไม่สร้างรายได้ และไปอยู่กับกลุ่มผู้กู้ที่มีปัญหาด้านความสามารถในการจ่ายคืนหนี้ เช่น เกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ที่มีจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีหนี้เร็วและมีปัญหาตั้งแต่อายุยังน้อย จะทำให้การเข้าถึงสินเชื่อและเงินทุนในอนาคตทำได้ยากขึ้น ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการลงทุนที่มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อเศรษฐกิจภาพรวมในระยะยาว
ข้อมูลจาก เครดิตบูโร พบว่าก้อนหนี้ของกลุ่ม Gen Z ในปี 2020 อยู่ที่ราวๆ 25,000 ล้านบาท แต่พอมาถึงปี 2023 ก้อนหนี้ตรงนี้โตขึ้นเป็น 230,000 ล้านบาท หรือโตขึ้นกว่า 820%!!! และส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่ไม่ได้ก่อรายได้นั่นแหละคือปัญหาใหญ่
[ แน่นอนว่ากลุ่มอื่นๆ ก็เพิ่ม แต่ก็เพิ่มในสัดส่วนที่ต่ำกว่ามาก เช่น Boomer เพิ่มขึ้น 8%, Gen X เพิ่มขึ้น 11% และ Gen Y เพิ่มขึ้น 45% ]
หากเทียบกับคนหนุ่มสาวจีนที่พากันเน้นออมเป็นชีวิตจิตใจเพื่อให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว วัยรุ่นไทยจำนวนไม่น้อยกลับกำลังติดอยู่ใน "วังวนหนี้" และต้องพึ่งพาการกู้ยืมเพื่อให้ชีวิตดำเนินต่อไปได้
นี่เป็นความท้าทายครั้งสำคัญที่ทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา ครอบครัว และคนรุ่นใหม่ๆ เอง จะต้องร่วมแรงร่วมใจกันแก้ไข เพื่อบรรเทาปัญหาหนี้สินที่กำลังคุกคามอนาคตของคนรุ่นใหม่ พร้อมสร้างวินัยการเงินที่ดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
หากคุณเป็น Gen Z ที่กำลังก้าวเข้าสู่วัยทำงาน สิ่งสำคัญคือต้องระวังหลุมพรางที่อาจนำไปสู่การเป็นหนี้บริโภคโดยไม่รู้ตัว ไม่ว่าจะเป็นการซื้อของเพราะมีโปรโมชันลดราคาแรงๆ การอยากได้ของเพราะเพื่อนๆ มี การอยากตามเทรนด์แฟชั่น หรือการตัดสินใจซื้อเพราะมีโปรผ่อน 0% โดยไม่ได้คำนวณให้ดีว่ารวมกับยอดผ่อนที่มีอยู่แล้วจะเกินกำลังจ่ายหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นดาบสองคมที่อาจทำให้คุณใช้เงินเกินตัวจนเดือดร้อนได้
วิธีป้องกันตัวเองจากความเสี่ยงหากยังไม่ชำนาญเรื่องการบริหารเงินให้ลองทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายอย่างละเอียด โดยแยกแยะระหว่างรายได้ประจำกับรายได้เสริมให้ชัดเจน และในด้านรายจ่าย ให้จดบันทึกทุกครั้งที่มีการจ่ายเงิน จัดหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายให้ดี
ทำไปสักสองสามเดือนจะเริ่มเห็นว่ามีรายการไหนที่ซื้อมากเกินความจำเป็นหรือไม่ แล้วก็ค่อยๆ ปรับลดให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม
[ถ้าเป็นหนี้อยู่ตอนนี้ลองเข้าไปดูเทคนิคการจัดการหนี้แบบหิมะถล่มกับก้อนหิมะกลิ้งลงเขาได้ในลิงก์อ้างอิงครับ น่าจะพอช่วยได้ หรือลงปรึกษาคลีนิกแก้หนี้ก็ได้เช่นกัน]
ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว วัยรุ่นจีนเลือกที่จะรัดเข็มขัด ใช้ชีวิตแบบไม่ฟู่ฟ่าและออมเงินให้มากที่สุด ในทางตรงกันข้าม วัยรุ่นไทยจำนวนมากยังพึ่งพาการกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำเงินมาจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นหนี้แบบไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ กลายเป็นความเปราะบางทางการเงินตั้งแต่อายุยังน้อย สะท้อนให้เห็นความท้าทายร่วมของสังคมในการสร้างความเข้มแข็งและภูมิคุ้มกันทางการเงินให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
บทความโดย; โสภณ ศุภมั่งมี (บรรณาธิการ #aomMONEY)
อ้างอิง :
· https://www.xiaohongshu.com/explore/667ea6f3000000001d019d61
· https://www.cnbc.com/.../revenge-spending-isnt-dead-even...
· https://www.cnbc.com/.../chinas-young-are-revenge-saving...
· https://www.intuit.com/.../Intuit-Prosperity-Index-Report...
· https://www.cnbc.com/.../funflation-why-consumers-are...
· https://www.imf.org/.../pr24184-china-imf-staff-completes...
· https://www.set.or.th/.../104-tsi-beware-of-debt-trap-for...
· https://projects.pier.or.th/household-debt/
ที่มา ; blockdit
บทความกล่าวถึงแนวโน้มพฤติกรรมการอ่านหนังสือของคนรุ่น Gen Z ซึ่งแม้จะเติบโตมากับเทคโนโลยีและสื่อดิจิทัล แต่กลับนิยมอ่านหนังสือแบบเล่มมากกว่า e-book ทั้งในไทยและต่างประเทศ สะท้อนจากข้อมูลยอดขายหนังสือที่เพิ่มสูงขึ้น และพฤติกรรมการแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น “BookTok” ที่กระตุ้นความนิยมอ่านหนังสือเพิ่มขึ้น
งานวิจัยพบว่า กลุ่มวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวส่วนใหญ่ยังเลือกหนังสือเล่มเพราะให้ประสบการณ์ที่จับต้องได้ ลดการใช้หน้าจอ ลดความเมื่อยล้าทางสายตา และช่วยเพิ่มสมาธิในการอ่าน อีกทั้งยังมีความรู้สึกเชิงอารมณ์ เช่น กลิ่นหนังสือ ความผูกพัน และความเป็นส่วนตัว รวมถึงความรู้สึก nostalgia จากการไปร้านหนังสือ
ในทางตรงข้าม กลุ่มผู้สูงอายุนิยมใช้ e-book มากขึ้น เนื่องจากสะดวก ปรับขนาดตัวอักษรได้ และใช้งานง่ายในชีวิตประจำวัน
บทความยังเปรียบเทียบกับพฤติกรรม Gen Z ในจีนที่เน้น “การออมล้างแค้น” (Revenge Saving) จากภาวะเศรษฐกิจไม่มั่นคง ขณะที่ Gen Z ไทยกลับเผชิญปัญหาหนี้สินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ สะท้อนความท้าทายด้านวินัยทางการเงินของคนรุ่นใหม่ และความจำเป็นในการสร้างความรู้ทางการเงินอย่างยั่งยืนในอนาคต
เหตุผลสำคัญที่ทำให้ Gen Z นิยมอ่านหนังสือเล่มมากกว่า e-book คือข้อใด
ก. ราคาถูกกว่าเสมอ
ข. ไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้งาน
ค. ลดการใช้หน้าจอและเพิ่มสมาธิ
ง. ไม่ต้องใช้ไฟฟ้า
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่าอ่านเล่มช่วยลดการใช้หน้าจอและเพิ่มสมาธิ
วิเคราะห์: วัดความเข้าใจเชิงเหตุผล
ปรากฏการณ์ “BookTok” ส่งผลต่ออะไรโดยตรง
ก. ลดจำนวนร้านหนังสือ
ข. เพิ่มการพูดถึงและยอดขายหนังสือ
ค. ทำให้คนเลิกอ่านหนังสือ
ง. ลดความนิยมหนังสือเล่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: โซเชียลมีเดียช่วยกระตุ้นยอดขายหนังสือ
วิเคราะห์: ความเข้าใจสื่อและผลกระทบ
ข้อมูลใดสะท้อนพฤติกรรม Gen Z ได้ถูกต้อง
ก. อ่าน e-book มากกว่าหนังสือเล่ม
ข. ไม่อ่านหนังสือ
ค. อ่านหนังสือเล่มมากกว่า e-book
ง. อ่านเฉพาะข่าวออนไลน์
เฉลย: ค
เหตุผล: งานวิจัยชี้ว่ากลุ่มวัยรุ่นเลือกหนังสือเล่มถึง 80%
วิเคราะห์: ตีความข้อมูลสถิติ
ข้อใดเป็นเหตุผลที่ผู้สูงอายุเลือกใช้ e-book
ก. ต้องการสะสมหนังสือ
ข. ต้องการลดค่าใช้จ่าย
ค. ปรับขนาดตัวอักษรและใช้งานสะดวก
ง. ต้องการอ่านแบบไม่มีสมาธิ
เฉลย: ค
เหตุผล: e-book มีฟังก์ชันปรับตัวอักษรและความสะดวก
วิเคราะห์: การประยุกต์ใช้ข้อมูล
คำว่า “Digital Detox” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. การซื้ออุปกรณ์ดิจิทัลใหม่
ข. การพักจากหน้าจอ
ค. การเรียนออนไลน์
ง. การเล่นเกม
เฉลย: ข
เหตุผล: คือการลดการใช้หน้าจอเพื่อพักสายตา
วิเคราะห์: ความเข้าใจศัพท์
พฤติกรรม “Revenge Saving” ของ Gen Z จีนเกิดจากสาเหตุใด
ก. รายได้สูงขึ้น
ข. เศรษฐกิจไม่แน่นอนและตลาดแรงงานเปราะบาง
ค. ราคาสินค้าถูกลง
ง. ไม่มีเทคโนโลยี
เฉลย: ข
เหตุผล: เกิดจากเศรษฐกิจชะลอตัวและหางานยาก
วิเคราะห์: วิเคราะห์เหตุ–ผล
ปัญหาสำคัญของ Gen Z ไทยตามบทความคืออะไร
ก. ไม่ใช้โซเชียลมีเดีย
ข. มีรายได้สูงเกินไป
ค. หนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ง. ไม่เรียนหนังสือ
เฉลย: ค
เหตุผล: หนี้ Gen Z ไทยเพิ่มขึ้นมาก โดยเฉพาะหนี้ไม่สร้างรายได้
วิเคราะห์: การตีความปัญหาเชิงระบบ
ข้อใดเป็นผลกระทบของการอ่านหนังสือเล่มตามบทความ
ก. เพิ่มความเมื่อยล้าทางสายตา
ข. ลดสมาธิ
ค. เพิ่มสมาธิและลดความเครียดจากหน้าจอ
ง. ทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นเสมอ
เฉลย: ค
เหตุผล: หนังสือเล่มช่วยโฟกัสและลดการใช้หน้าจอ
วิเคราะห์: ผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม
แนวคิด “Nostalgia” ในบทความหมายถึงอะไร
ก. ความกลัวอนาคต
ข. ความคิดถึงอดีตที่ดี
ค. การลงทุน
ง. ความเครียดทางการเงิน
เฉลย: ข
เหตุผล: คือความรู้สึกคิดถึงช่วงเวลาในอดีต
วิเคราะห์: ความเข้าใจเชิงนามธรรม
แนวทางแก้ปัญหาหนี้ของคนรุ่นใหม่ที่บทความเสนอคือข้อใด
ก. ใช้บัตรเครดิตเพิ่ม
ข. ทำบัญชีรายรับ–รายจ่าย
ค. หลีกเลี่ยงการออม
ง. เพิ่มการกู้ยืม
เฉลย: ข
เหตุผล: การทำบัญชีช่วยควบคุมการเงินและลดหนี้
วิเคราะห์: การนำไปใช้เชิงปฏิบัติ