
ผู้เขียนตั้งคำถาม “จะยุบโรงเรียนขนาดเล็กอีกกี่แห่ง?” ตามชื่อบทความกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านตรีนุช เทียนทอง เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2565 นี้ ในที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย
ผู้เขียนตั้งคำถามพร้อมเสนอข้อมูลและความเห็นข้างล่าง แต่เนื่องจากระยะเวลามีจำกัด จึงไม่ได้เสนอข้อมูลละเอียดเท่าที่ควร จึงขอบันทึกข้อมูลและความเห็นเพิ่มเติม ต่อไปนี้ ครับ
ข้อมูลประกอบคำถาม
1.สภาพปัจจุบันมีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งสิ้น จำนวน 29,583 โรงเรียน ประกอบด้วย โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 0-120 คน จำนวน 14,958 แห่ง และมีจำนวนโรงเรียนที่มีนักเรียนต่างขนาดกัน จำนวน 14,625 แห่ง ประกอบด้วย (1)นักเรียน 121-200 คน จำนวน 7,000 แห่ง (2)นักเรียน 201-300 คน จำนวน 3,300 แห่ง (3)นักเรียน 301-499 คน จำนวน 1,961 แห่ง (4) นักเรียน 500-1,499 คน จำนวน 1,673 แห่ง (5) นักเรียน 1,500 -2,499 คน จำนวน 408 แห่ง (6)นักเรียน 2,500 คนขึ้นไป จำนวน 283 แห่ง. (สมคิด หอมเนตร;24 พฤษภาคม 2565)
2.จากข้อมูลข้างต้น สรุปได้ว่า ประเทศไทย มีโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 14,958 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 50.563 (เกินกว่าครึ่งหนึ่ง) และมีโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากกว่า 120 คน จำนวน 6 ขนาด รวมจำนวน 14,625 แห่ง คิดเป็น ร้อยละ 49.437 (น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง) และ นับวันโรงเรียน 6 ขนาด ที่ใหญ่กว่าขนาดเล็กข้างต้น จะมีจำนวนนักเรียนลดลงตามลำดับ เนื่องจากประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ตามสถิติจำนวนประชากรดังนี้
3.การลดลงของประชากรไทย ระหว่าง ปี 2553 - 2583 (ดังแผนภาพ 1)
.jpg)
(1)พ.ศ.2553 มีประชากรกลุ่มอายุ 0-14 ปี จำนวน 12.6 ล้าน ร้อยละ 19.8 (เฉลี่ย 14 รุ่นอายุ มีประชากรเกิด ปีละ 12.6 หารด้วย 14 ได้รุ่นอายุละ 900,000 คน)
(2)พ.ศ.2563 มีประชากรกลุ่มอายุ 0-14 ปี จำนวน 11.2 ล้าน ร้อยละ 16.9 (เฉลี่ย 14 รุ่นอายุ มีประชากรเกิด ปีละ 11.2 หารด้วย 14 ได้ประชากรเกิดรุ่นอายุละ 800,000 คน)
(3)พ.ศ.2573 มีประชากรกลุ่มอายุ 0-14 ปี จำนวน 9.9 ล้าน ร้อยละ 14.8 (เฉลี่ย14 รุ่นอายุ มีประชากรเกิด ปีละ 9.9 หารด้วย 14 ได้รุ่นอายุละ 707,142 คน)
(4)พ.ศ.2583 มีประชากรกลุ่มอายุ 0-14 ปี จำนวน 7.4 ล้าน ร้อยละ 12.4 (เฉลี่ย14 รุ่นอายุ มีประชากรเกิด ปีละ 7.4 หารด้วย 14 ได้รุ่นอายุละ 528,571 คน)
4.จะเห็นได้ว่าประชากรแรกเกิดและวัยเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานลดลงตามลำดับอย่างต่อเนื่อง ทุก 10 ปี ดังนี้
(1)ปี 2553-2563 (12.6-11.2)= 10 ปี ลดลง 1.4 ล้านคน เฉลี่ยลดลง ปีละ 900,000-800,000 = 100,000 คน
(2)ปี 2563-2573 (11.2-9.9) = 10 ปี ลดลง 1.3 ล้านคน เฉลี่ยลดลง ปีละ 800,000-707,142 = 92,858 คน
(3)ปี 2573-2583 (9.9-7.4) =10 ปี ลดลง 2.5 ล้านคน เฉลี่ยลดลง707,142-528,571 = 178,571 คน
.jpg)
สรุป ปี 2553-2583 ระยะเวลา 30 ปี จะมีประชากรวัยเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลดลง จาก 12.6 -7.4 = 5.2 ล้านคน
5.จากการคาดประมาณการประชากรตามข้อ 3(2)ในปี 2564 จะมีประชากรไทยเกิดปีละ 800,000 คน แต่โดยข้อเท็จจริง ในปี 2564 มีเด็กไทยเกิดใหม่ลดลงเหลือเพียง 5400,000 คน (ศ.เกียรติคุณ ดร.ปราโมทย์ ประสาทกุล; สำนักข่าวอิศรา,4 กุมภาพันธ์ 2565) (ดังแผนภาพ 2) ลดลงจากคาดประมาณการ จำนวน 260,000 คน และลดลงเร็วกว่าการคาดประมาณการเกือบ 20 ปี
6.หากนำตัวเลขจำนวนประชากร ตาม3 (1) ในกลุ่มปี พ.ศ.2553 จำนวน 900,000 คน มาวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยกับจำนวนโรงเรียนในปัจจุบัน จำนวน 29,583 แห่ง จะพบว่า โรงเรียน 1 แห่ง จะมีนักเรียนเข้าเรียนเฉลี่ย 30 คน และหากนำไปวิเคราะห์เปรียบเทียบหาจำนวนนักเรียนอีก 6 ปีข้างหน้าที่เด็กเกิดปี พ.ศ.2564 จำนวน 540,000 คน ซึ่งจะครบอายุ 6 ปี เข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับ ใน ปี พ.ศ. 2570 (หากยังคงมีโรงเรียนจำนวน 29,583 แห่ง เท่าเดิม) จะพบว่าโรงเรียน 1 แห่ง จะมีนักเรียนเข้าเรียน เฉลี่ยเท่าๆกันโรงเรียนละ 18 คน
7.แต่โดยข้อเท็จจริงนักเรียนจะเข้าเรียนในโรงเรียนแต่ละแห่งไม่เท่ากันโดยเฉพาะโรงเรียนในจังหวัดและโรงเรียนในอำเภอ จะเป็นโรงเรียนยอดนิยมที่จะมีนักเรียนเข้าเรียนจำนวนมากกว่าค่าเฉลี่ย 18 คน ดังนั้น ยิ่งโรงเรียนยอดนิยมรับนักเรียนจำนวนห้องมากเท่าไหร่ และจำนวนนักเรียนแต่ละห้องมากเท่าไหร่ โรงเรียนระดับตำบลในแต่ละหมู่บ้าน(ถ้ามี) จำนวนจะลดลงจากค่าเฉลี่ย ต่ำกว่า 18 คนถึงไม่มีนักเรียนเข้าเรียนเลยอีกจำนวนมาก
และหากใช้เกณฑ์ในปัจจุบัน จะต้องมีโรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกยุบจำนวนมาก
ดังนั้น หากใช้เกณฑ์ในปัจจุบัน จะต้องมีโรงเรียนขนาดเล็กต้องถูกยุบจำนวนมาก ถ้ากำหนดให้ 1 โรงเรียน มีเด็กเข้าเรียนเฉลี่ย 30 คน เช่นปัจจุบัน ในปี พ.ศ.2570 จะต้องยุบโรงเรียนอีก 17,749 แห่ง และจะเหลือโรงเรียนในประเทศไทย เพียง 11,834 แห่ง เท่านั้น
ข้อมูลข้างต้น ผู้เขียนจึงขอเสนอกระทรวงศึกษาธิการ ว่าควรมีการดำเนินการเตรียมรองรับการเปลี่ยนแปลงด้านประชากรที่เกิดขึ้น อย่างน้อย 3 ประการ ดังต่อไปนี้
1.ควรกำหนดเกณฑ์โดยใช้เกณฑ์พื้นที่เป็นที่ตั้งโรงเรียนในตำบล/หมู่บ้าน โดยควรมีโรงเรียน 1 แห่งต่อ พื้นที่และจำนวนประชากรวัยเรียนไม่เกิน 3 หมู่บ้าน (1 โรงเรียน: 3 หมู่บ้าน) ไม่ว่าจำนวนประชากรวัยเรียนในตำบล/หมู่บ้านนั้นจะลดลงมากน้อยเพียงใด
2.ควรกำหนดนโยบายการบริหารโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ร่วมกับองค์กรปกคองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใน 3 รูปแบบ คือ
รูปแบบที่ 1 กำหนดนโยบายการโอนโรงเรียน สพฐ.ให้เป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพื่อให้ สพฐ. และ อปท.ร่วมกันรับผิดชอบการจัดการศึกษาในท้องถิ่น
รูปแบบที่ 2 กำหนดหลักเกณฑ์การบริหารโรงเรียนร่วมกันระหว่าง สพฐ.กับ อปท.
รูปแบบที่ 3 กำหนดหลักการในการที่ อปท.จะตั้งงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนในท้องถิ่น
3. ควรดำเนินการ ดังนี้
(1)ลดเกณฑ์การกำหนดขนาดโรงเรียนโรงเรียนจาก 6 ขนาด เหลือ 3 ขนาดคือ เล็ก กลาง ใหญ่ โดยกำหนดจำนวนนักเรียนที่เหมาะสมกับแต่ละขนาดโรงเรียน และโรงเรียนขนาดใหญ่ต้องไม่มีนักเรียนมากเกินไปจนกระทั่งไม่เกิดการกระจายนักเรียนไปยังโรงเรียนอีกสองขนาด
(2)พัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนและรูปแบบการเรียนการสอนกับวิธีการจัดการเรียนการสอน โดยใช้บทเรียนและวิธีการในช่วงโควิดเป็นแนวทางในการวิจัย
(3)แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ UNICEFได้สรุปประเด็นปัญหาการศึกษาของประเทศไทย ในช่วงปี 2565(แผนภาพ 3)
4. แก้ไขกฎหมายการใช้พื้นที่ดิน อาคารสถานที่ ทรัพย์สินอื่นๆ ของโรงเรียน ที่ถูกยุบรวมหรือยุบเลิก โดยควรมีการจัดสรรและบริหารจัดการอาคารสถานที่และพื้นที่ ดินในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทสถานการณ์และของพื้นที่ เนื่องจากปัจจุบันโรงเรียนที่ถูกยุบมีอาคารที่ผุพัง เนื่องจากไม่ได้ถูกใช้ประโยชน์ และพื้นที่โรงเรียนรกร้างว่างเปล่าจำนวนมาก
วิกฤติตามบทความนี้ จะลามไปเป็นวิกฤติระดับอาชีวะศึกษา และวิกฤตระดับอุดมศึกษาด้วย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.jpg)
ก่อนที่จะถึงวันนั้น ผู้เขียนคงต้องตั้งคำถามล่วงหน้า ว่าจะต้องยุบสถาบันอาชีวะศึกษากี่แห่ง?
และจะต้องยุบมหาวิทยาลัยอีกกี่แห่ง ด้วย?
13 มิถุนายน 2565
ที่มา ; FB สมบัติ นพรัก
บทความตั้งคำถามถึงนโยบายการ “ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” ท่ามกลางวิกฤติประชากรไทยที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลระบุว่าโรงเรียนในสังกัด สพฐ.มี 29,583 แห่ง เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก (นักเรียน 0–120 คน) ถึง 14,958 แห่ง หรือมากกว่าครึ่งของทั้งหมด ขณะที่แนวโน้มประชากรวัยเรียนลดลงจาก 12.6 ล้านคนในปี 2553 เหลือคาดการณ์เพียง 7.4 ล้านคนในปี 2583 และอัตราการเกิดจริงปี 2564 ต่ำกว่าคาดมาก ส่งผลให้จำนวนเด็กเข้าเรียนเฉลี่ยต่อโรงเรียนลดลงอย่างชัดเจน
การวิเคราะห์ชี้ว่า หากยังคงจำนวนโรงเรียนเท่าเดิม อาจมีนักเรียนเฉลี่ยเพียง 18–30 คนต่อโรงเรียนในอนาคต ทำให้โรงเรียนจำนวนมากไม่มีผู้เรียนเพียงพอ โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กในชนบท จึงอาจต้องยุบรวมถึง 17,749 แห่งหากใช้เกณฑ์เดิม
ผู้เขียนเสนอแนวทางเชิงนโยบาย ได้แก่ การกำหนดโรงเรียนตามพื้นที่ (1 โรงเรียนต่อ 3 หมู่บ้าน) การร่วมบริหารระหว่าง สพฐ.และ อปท. การลดขนาดโรงเรียนเหลือ 3 ระดับ การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ใหม่หลังโควิด และการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ รวมถึงการบริหารทรัพย์สินโรงเรียนที่ถูกยุบอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเตือนว่าวิกฤตนี้อาจลุกลามสู่อาชีวศึกษาและอุดมศึกษาด้วย
สาเหตุสำคัญที่สุดที่ทำให้ต้องทบทวนการจัดตั้งโรงเรียนขนาดเล็กคือข้อใด
ก. งบประมาณการศึกษาลดลง
ข. จำนวนครูลดลง
ค. อัตราการเกิดและประชากรวัยเรียนลดลง
ง. นโยบายกระจายอำนาจการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการลดลงของเด็กเกิดใหม่และประชากรวัยเรียนเป็นปัจจัยหลัก
โรงเรียนขนาดเล็กในบทความหมายถึงข้อใด
ก. นักเรียนไม่เกิน 80 คน
ข. นักเรียน 0–120 คน
ค. นักเรียนไม่เกิน 200 คน
ง. นักเรียนต่ำกว่า 300 คน
เฉลย: ข
เหตุผล: นิยามชัดเจนในข้อมูล 0–120 คน
สัดส่วนโรงเรียนขนาดเล็กคิดเป็นประมาณเท่าใดของประเทศ
ก. ร้อยละ 30
ข. ร้อยละ 40
ค. ร้อยละ 50
ง. ร้อยละ 70
เฉลย: ค
เหตุผล: 14,958 จาก 29,583 ประมาณ 50.56%
ข้อใดสะท้อนแนวโน้มสำคัญของประชากรไทย
ก. เพิ่มขึ้นทุกช่วงเวลา
ข. คงที่
ค. ลดลงต่อเนื่อง
ง. เพิ่มแล้วลดสลับกัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ข้อมูลทุกช่วงเวลาชี้ว่าลดลงต่อเนื่อง
หากไม่มีการปรับโครงสร้างโรงเรียน จะเกิดผลอย่างไร
ก. โรงเรียนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น
ข. โรงเรียนชนบทอาจไม่มีนักเรียน
ค. จำนวนครูเพิ่มขึ้น
ง. งบประมาณเพิ่มขึ้น
เฉลย: ข
เหตุผล: นักเรียนกระจุกในเมือง ทำให้ชนบทเหลือน้อยหรือไม่มีนักเรียน
ข้อเสนอ “1 โรงเรียน : 3 หมู่บ้าน” มีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดจำนวนครู
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. จัดสรรทรัพยากรตามพื้นที่จริง
ง. เพิ่มจำนวนโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการจัดการตามบริบทประชากรและพื้นที่
แนวทางร่วมบริหารโรงเรียนที่ถูกเสนอคือข้อใด
ก. เอกชนร่วมบริหาร
ข. สพฐ.ร่วมกับ อปท.
ค. กระทรวงมหาดไทยรับผิดชอบ
ง. โรงเรียนบริหารเองทั้งหมด
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้นความร่วมมือ สพฐ. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
การลดขนาดโรงเรียนจาก 6 เหลือ 3 ขนาดมีเป้าหมายเพื่ออะไร
ก. ลดครู
ข. ลดงบประมาณ
ค. ปรับระบบให้เหมาะกับจำนวนเด็กจริง
ง. เพิ่มการแข่งขันระหว่างโรงเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: ให้สอดคล้องกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยน
ข้อใดเป็นความเสี่ยงระยะยาวที่บทความเตือน
ก. ระบบสอบแข่งขันลดลง
ข. การขาดแคลนผู้บริหาร
ค. วิกฤตลามสู่อาชีวะและอุดมศึกษา
ง. การเพิ่มของโรงเรียนเอกชน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่าวิกฤตอาจขยายสู่ระดับสูงขึ้น
แนวทางใดช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามบทความ
ก. เพิ่มการสอบแข่งขัน
ข. รวมศูนย์โรงเรียนทั้งหมด
ค. พัฒนารูปแบบการเรียนรู้หลังโควิด
ง. ลดจำนวนครูในชนบท
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้บทเรียนจากช่วงโควิดเพื่อพัฒนาระบบการเรียนรู้ใหม่