
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร นายตวง อันทะไชย ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนาเรื่อง “ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ธรรมนูญการศึกษาของประเทศไทย” ว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถือเป็นวาระสำคัญของประเทศ เพราะเราจะปฏิรูปประเทศไม่ได้ถ้าไม่ปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากการศึกษาเป็นเครื่องมือสร้างคนในประเทศ โดยร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว จะเป็นกฎหมายว่าด้วยการกระจายอำนาจ และปฏิรูปการศึกษา ซึ่ง กมธ.วิสามัญฯ จะเร่งพิจารณาให้เสร็จภายในเดือนพฤษภาคม เพราะกลัวว่าจะมีการยุบสภา แล้วท้ายสุดกฎหมายนี้จะตกไป ทั้งนี้ยืนยันว่า กมธ.วิสามัญฯ จะเร่งเดินหน้าและทำทุกวินาทีให้ดีที่สุด อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เขียนในช่วงก่อนที่จะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 และการดิสรัปชั่นด้านต่างๆ
“โควิด-19 ได้เข้ามาเปลี่ยนโลกจากหน้ามือเป็นหลังมือ การศึกษารูปแบบเดิม ๆ ชุดความรู้แบบเดิม ๆ ไม่รองรับกับสถานการณ์ปัจจุบันอีกต่อไป ดังนั้นการศึกษา ต้องเปลี่ยน 4 ด้าน คือ
1.ระบบการบริหารจัดการ ต้องกระจายอำนาจ เพราะชุดความรู้เก่าๆ วิธีการเดิม มาใช้แก้ไขปัญหาใหม่ๆ ที่สลับซับซ้อนหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่ได้
2.ระบบหลักสูตร การจัดการเรียนการสอบ การวัดผลและประเมินผลต้องเปลี่ยนไม่ยึดห้องเรียนเป็นฐานการจัดการเรียนการสอนเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนเปลี่ยนไปมากเด็กสามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา
3. ระบบการผลิตและพัฒนาครู ต้องเปลี่ยนเช่นกัน ครูต้องเป็นครีเอทีฟ เป็นผู้สนับสนุนนักเรียน และ
4. เป้าหมายการศึกษา จากเดิมเน้นเรียนเพื่อจบปริญญา ไปสู่การมีอาชีพ มีรายได้มีงานทำ แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนเน้นคุณภาพและสุขภาพของผู้เรียน โดยเน้นพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะวิชาชีพของผู้เรียนด้วย ดังนั้น กมธ.วิสามัญฯ จำเป็นต้องปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงกฎหมายฉบับนี้ให้มีความทันสมัยมากขึ้น” นายตวงกล่าว
ด้านนายอำนาจ วิชยานุวัติ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวว่า กมธ.วิสามัญฯ เห็นตรงกันว่า การปฏิรูปการศึกษาจะต้องกระจายอำนาจให้พื้นที่มีกำลังให้การบริหารตนเอง ต้องไม่ตัดเสื้อโหล ให้พื้นที่จัดการศึกษาให้ตรงกับบริบทของตน และหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ประชากรในประเทศลดลงอย่างมาก เช่น วัยเด็ก แรกเกิด-14 ปี พบว่าในปี 2564 มีอัตราการเกิด จำนวน 544,570 คน ซึ่งถือเป็นอัตราต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย ต่ำสุดเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากประเทศสิงคโปร์และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนประชากรในวัยเด็กอาจจะเหลือเพียง 13.7 ล้านคน ในปี 2573 ขณะที่ วันแรงงาน อายุ 15-59 ปี มีแนวโน้มลดลงจาก 43.26 ล้านคน หรือ 65% ในปี 2563 จะเหลือ 36.5 ล้านคน หรือ 56% ในปี 2583 ดังนั้น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ต้องเป็นเครื่องมือการจัดการศึกษาพัฒนาคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกให้ได้
ด้านไกรยศ ภัทราวาส ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการทำงานด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จำเป็นต้องมีธรรมนูญการศึกษาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่จะเห็นว่าเมื่อร่างหรือแก้ไข พ.ร.บ.แต่ละฉบับใช้เวลานานมาก เช่น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ใช้เวลากว่า 5 ปี ในการร่างและผลักดัน แต่จะเห็นว่า 5 ปีที่ผ่านมานี้โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเขียนกฎหมายต้องสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว และต้องกระจายอำนาจอย่างแท้จริง และเมื่อ พ.ร.บ.ฉบับการศึกษาแห่งชาติใหม่ ประกาศใช้มองว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูปการศึกษา จะสามารถแก้ไขความเหลื่อมล้ำของเด็กได้เป็นรายบุคคล
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มีนาคม 2565
ข่าวเกี่ยวกัน
‘คุณหญิงกัลยา’ เปิดเสวนาให้ความรู้ พ.ร.บ.การศึกษาชาติฯ ชงสภาฯ เคาะวาระสาม พ.ค.นี้
เมื่อวันที่ 28 มีนาคม ที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน กรุงเทพมหานคร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานการเสวนา ร่าง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. กับการกระจายอำนาจทางการศึกษา พร้อมกับบรรยายพิเศษ เรื่อง”กฎหมายการศึกษาเพื่อการพัฒนาประเทศไทย” ว่า
สังคมให้ความสนใจร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … อย่างมาก เนื่องจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 กำหนดให้รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นทุกหน่วยงานรวมทั้งประชาชน ต้องร่วมกันผลักดันเรื่องให้พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ เสร็จเร็วที่สุด เพื่อประโยชน์ของประชาชน ถือเป็นงานที่มีความสำคัญ เพราะเราจะปฏิรูปการศึกษาอย่างไรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ต้องสร้างให้เด็กมีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 พร้อมกับจะทำอย่างไรจะสร้างให้เด็กมีความพร้อม มีความมั่นใจ และมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบ
” การปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและการจัดการศึกษา โดยมุ่งเน้นให้สถานศึกษามีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการ กระจายอำนาจให้หน่วยงาน และสถานศึกษาได้มีบทบาทและอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบของตน และในฐานะที่ตน ที่กำกับดูแลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้เป็นส่วนหนึ่งในผลักดันให้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. ของรัฐสภาแล้ว คาดว่าจะผ่านการพิจารณาในชั้น กมธ.วิสามัญฯ และเสนอให้ประชุมรัฐสภาพิจารณาในวาระสามภายในเดือนพฤษภาคมนี้” คุณหญิงกัลยา กล่าว
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 28 มีนาคม 2565
สรุปสาระสำคัญ
บทความกล่าวถึงความสำคัญของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. … ซึ่งถูกมองว่าเป็น “ธรรมนูญการศึกษา” และเป็นกลไกหลักในการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาคน นายตวง อันทะไชย ระบุว่าร่างกฎหมายฉบับนี้มุ่งเน้นการกระจายอำนาจและการปฏิรูปการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกยุคหลังโควิด-19 ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านเทคโนโลยี สังคม และโครงสร้างประชากร
โควิด-19 ทำให้ระบบการศึกษาเดิมไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง 4 ด้าน ได้แก่ ระบบบริหารจัดการที่ต้องกระจายอำนาจ ระบบหลักสูตรและการวัดผลที่ไม่ยึดห้องเรียนเป็นศูนย์กลาง ระบบการผลิตและพัฒนาครูที่ต้องเน้นบทบาทการสนับสนุนผู้เรียน และเป้าหมายการศึกษาที่มุ่งคุณภาพชีวิต สุขภาพ และทักษะชีวิตมากกว่าการจบปริญญาเพียงอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ข้อมูลด้านโครงสร้างประชากรสะท้อนว่าจำนวนเด็กและแรงงานลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้กฎหมายการศึกษาฉบับใหม่ต้องเป็นเครื่องมือพัฒนาคนให้มีคุณภาพและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อีกทั้งต้องช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยกระจายอำนาจให้พื้นที่จัดการศึกษาได้ตามบริบทอย่างแท้จริง
แนวข้อสอบ
เหตุผลหลักที่ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ถูกมองว่าเป็นวาระสำคัญของประเทศคือข้อใด
ก. เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณด้านการศึกษา
ข. เป็นกฎหมายที่มุ่งเพิ่มจำนวนสถานศึกษา
ค. เป็นกฎหมายที่ใช้เป็นเครื่องมือปฏิรูปประเทศผ่านการพัฒนาคน
ง. เป็นกฎหมายที่ปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ
การเปลี่ยนแปลง 4 ด้านของการศึกษาที่กล่าวถึงในบทความ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อสิ่งใด
ก. ลดภาระงานของครู
ข. รองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกหลังโควิด-19
ค. เพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับชาติ
ง. ยกระดับการแข่งขันด้านการศึกษาระหว่างประเทศ
แนวคิด “ไม่ตัดเสื้อโหลทางการศึกษา” ในบทความ สื่อถึงหลักการใดมากที่สุด
ก. การจัดการศึกษาแบบรวมศูนย์
ข. การใช้หลักสูตรเดียวกันทั่วประเทศ
ค. การให้อิสระสถานศึกษาบริหารจัดการตามบริบทพื้นที่
ง. การลดบทบาทของหน่วยงานส่วนกลาง
ข้อมูลโครงสร้างประชากรที่ลดลงถูกนำมาใช้สนับสนุนประเด็นใดในบทความ
ก. ความจำเป็นในการลดจำนวนโรงเรียน
ข. ความจำเป็นในการเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ค. ความจำเป็นในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพมากกว่าปริมาณ
ง. ความจำเป็นในการยกเลิกการศึกษาภาคบังคับ
หากผู้บริหารสถานศึกษานำแนวคิดจากร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติไปใช้ ข้อใดเหมาะสมที่สุด
ก. มุ่งเน้นการสอนเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ข. พัฒนาหลักสูตรที่เชื่อมโยงทักษะชีวิต สุขภาพ และอาชีพของผู้เรียน
ค. เพิ่มชั่วโมงเรียนในห้องเรียน
ง. ใช้หลักสูตรส่วนกลางโดยไม่ปรับตามบริบท
คลิกเฉลย >>>