สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เงินบำนาญชราภาพ รับ 7,500 บาท ตลอดชีวิต ใครได้บ้าง

ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในระบบประกันสังคม จะได้รับการดูแลด้านสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากสำนักงานประกันสังคม และสิทธิประโยชน์กรณีชราภาพ มีเงื่อนไขการเกิดสิทธิ เมื่อผู้ประกันตนอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และได้ลาออกจากงาน สิ้นสุดความเป็นผู้ประกันตนหรือเสียชีวิต ส่วนจะได้รับเงินบำเหน็จหรือบำนาญกรณีชราภาพนั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบของผู้ประกันตน

 

เงื่อนไขเงินบำนาญชราภาพ

เงินบำนาญชราภาพ (จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต) สำหรับผู้ที่จ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 180 เดือน (จะจ่ายติดต่อกันหรือไม่ก็ได้) มีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง จะได้รับเงินเป็นรายเดือน ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้าง แต่หากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน ได้รับเพิ่มอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบทุก 12 เดือน นับจากระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน

 

วิธีคำนวณเงิน

สิทธิประโยชน์กรณีชราภาพของผู้ประกันตนมาตรา 33 สปส.จะจ่ายเงินบำนาญชราภาพให้ผู้ประกันตนเป็นรายเดือนตลอดชีวิต โดยมีเงื่อนไข ดังนี้ 

ผู้ประกันตนต้องส่งเงินสมทบตั้งแต่ 180 เดือน (15 ปี) ขึ้นไป จะได้รับเป็นเงินบำนาญชราภาพ (จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต) ในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง หากจ่ายเงินสมทบเกิน 180 เดือน จะได้รับเพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน 

ตัวอย่างการคำนวณ หากผู้ประกันตนทำงานได้รับเงินค่าจ้างเดือนละ 15,000 บาทมาตลอด และส่งเงินสมทบมาแล้ว 20 ปี เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ สามารถขอรับเงินบำนาญชราภาพได้ โดยมีวิธีคำนวณเงินบำนาญชราภาพ เป็น 2 ส่วน คือ

ส่วนที่ 1 ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบครบ 180 เดือน (15 ปี) จะได้อัตราเงินบำนาญ ร้อยละ 20 

ส่วนที่ 2 และในปีที่ 16-ปีที่ 20 (5 ปี) จะได้รับอัตราเงินบำนาญ เพิ่มอีกร้อยละ 1.5 ต่อปี 

รวมอัตราเงินบำนาญ 20 ปี จะได้ 20%+7.5% = 27.5% 

ดังนั้น ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำนาญรายเดือน = 27.5% ของ 15,000 บาท คือ 4,125 บาทต่อเดือนตลอดชีวิต และในกรณีผู้ประกันตนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพเสียชีวิตภายใน 5 ปี นับแต่เดือนที่ได้รับเงินบำนาญชราภาพ ทายาทผู้มีสิทธิจะได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามจำนวนเดือนที่เหลือ หลังจากผู้รับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายจนครบ 60 เดือน

 

จำนวนเงินบำนาญชราภาพ

ระยะเวลาส่งเงินสมทบ 15-20 ปี : ได้รับ 3,000-4,125 บาท/เดือน

ระยะเวลาส่งเงินสมทบ 21-25 ปี : ได้รับ 4,350-5,250 บาท/เดือน

ระยะเวลาส่งเงินสมทบ 26-30 ปี : ได้รับ 5,475-6,375 บาท/เดือน

ระยะเวลาส่งเงินสมทบ 31-35 ปี : ได้รับ 6,600-7,500 บาท/เดือน

ประโยชน์ทดแทนกรณีบำนาญชราภาพมี

ประโยชน์ทดแทนกรณีบำนาญชราภาพ (จ่ายเป็นรายเดือนตลอดชีวิต) มีดังนี้ 

-ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือน และมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ จะได้รับบำนาญชราภาพในอัตราร้อยละ 20 ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบก่อนความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุดลง 

-ผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน ให้ปรับเพิ่มอัตราเงินบำนาญชราภาพขึ้นอีกในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อระยะเวลาการจ่ายเงินสมทบครบทุก 12 เดือน 

-ผู้ประกันตนที่รับบำนาญชราภาพถึงแก่ความตายภายใน 60 เดือน นับจากเดือนที่มีสิทธิได้รับบำนาญ ให้จ่ายบำเหน็จแก่ทายาท เป็นจำนวนเท่ากับเงินบำนาญชราภาพที่ได้รับเดือนสุดท้ายก่อนถึงแก่ความตาย คูณด้วยจำนวนเดือนที่เหลือหลังจากผู้รับบำนาญถึงแก่ความตายจนครบ 60 เดือน 

วิธียื่นเรื่องขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ

-กรอกแบบคำขอรับประโยชน์ทดแทน (สปส.2-01) พร้อมลงลายมือชื่อ 

-สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากธนาคารประเภทออมทรัพย์หน้าแรก ที่มีชื่อและเลขที่บัญชีของผู้ยื่นคำขอ 

-หรือดำเนินการลงทะเบียนพร้อมเพย์ด้วยเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับธนาคารที่ผู้ประกันตนเปิดบัญชีไว้ ซึ่งเป็นช่องการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีชราแบบใหม่ โดยผู้ประกันตนไม่ต้องยื่นสำเนาหน้าบัญชีเงินฝากธนาคาร 

-ยื่นเอกสารที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/สำนักงานประกันสังคมจังหวัดและสาขา (ยกเว้นสำนักงานใหญ่ในบริเวณกระทรวงสาธารณสุข) หรือยื่นขอรับทางไปรษณีย์โดยมีหลักฐานครบถ้วน 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 12 มิถุนายน 2568

 

เกี่ยวข้องกัน

ลาออก-เลิกจ้าง ได้รับเงินชดเชยแตกต่างกันอย่างไร ?

ประกันสังคมชี้แจง ลาออก-เลิกจ้าง ได้รับเงินชดเชยแตกต่างกันอย่างไร ? 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผู้ประกันที่ว่างงานแล้ว เนื่องจากออกจากงานหรือถูกเลิกจ้างสำนักงานประกันสังคมดูแลให้ไม่ขาดรายได้ โดยจะแตกต่างกันไปในแต่ละกรณี ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการว่างงาน 

ค่าจ้าง หมายถึง ค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานโดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท

 

กรณีลาออก

ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 90 วัน

ในอัตราร้อยละ 30 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท 

เช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเงินทดแทนเดือนละ 3,000 บาท

 

กรณีถูกเลิกจ้าง

ได้รับเงินทดแทนระหว่างการว่างงานปีละไม่เกิน 180 วัน 

ในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย โดยคำนวณจากฐานเงินสมทบขั้นต่ำเดือนละ 1,650 บาท และฐานเงินสมทบสูงสุดไม่เกิน 15,000 บาท 

เช่น ผู้ประกันตนมีเงินเดือนเฉลี่ย 10,000 บาท จะได้รับเงินทดแทนเดือนละ 5,000 บาท 

หากผู้ประกันตนมีเหตุที่ทำให้ว่างงานเกิน 1 ครั้ง ภายใน 1 ปีปฏิทิน จะมีสิทธิในการรับเงินทดแทนที่ต่างกันดังนี้ 

-หากว่างงานเพราะ ‘ลาออก’ จะมีสิทธิรับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 90 วัน 

-หากว่างงานเพราะ ‘ถูกเลิกจ้าง’ จะมีสิทธิรับเงินทดแทนทุกครั้ง รวมกันไม่เกิน 180 วัน

 

เงื่อนไข

ต้องเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่บริษัทหรือผู้จ้างจ่ายเงินสมทบมาแล้ว 6 เดือน ภายในระยะเวลา 15 เดือนก่อนว่างงาน และว่างงานตั้งแต่ 8 วันขึ้นไป (โดยไม่ทำผิดกฎหมาย) 

ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ว่างงานภายใน 2 ปี ตั้งแต่วันที่ว่างงานและยังไม่ได้มีการกลับเข้าทำงานกับนายจ้างใหม่ โดยสามารถลงทะเบียนว่างงานออนไลน์ได้ที่ e-service.doe.go.th หรือติดต่อสำนักงานประกันสังคม 

ต้องรายงานตัว ไม่น้อยกว่าเดือนละหนึ่งครั้งภายในเดือนที่นัดรายงาน (รายงานตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันสิ้นเดือนของเดือนที่กำหนดรายงานตัว) โดยสามารถรายงานตัวออนไลน์ได้ที่ e-service.doe.go.th 

สอบถามข้อมูลประกันสังคมได้ที่ www.sso.go.th หรือโทร.สายด่วน 1506 ให้บริการทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง

 

 

ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 5 มิถุนายน 2568