สมาชิกเข้าสู่ระบบ

สนับสนุนการศึกษา แก้เหลื่อมล้ำอย่างยั่งยืน

ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาหรือการกระจายทรัพยากรและโอกาสทางการศึกษาไปยังเด็กและเยาวชนกลุ่มต่างๆ อย่างไม่เท่าเทียมกัน นับว่าเป็นปัญหาเรื้อรังและอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน 

ความเหลื่อมล้ำดังกล่าวอาจหมายถึงนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนของผู้ที่มีรายได้น้อย รวมไปถึงโอกาสการเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานของกลุ่มนักเรียนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจอันสืบเนื่องมาจากการระบาดของโควิด-19 อัตราเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และปัญหาด้านราคาพลังงาน ยิ่งทวีความรุนแรงและทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการศึกษาไทยยิ่งซับซ้อนและแก้ไขได้ยากยิ่งกว่าเดิม 

เมื่อไม่นานมานี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้รายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งชี้ให้เห็นประเด็นเร่งด่วนที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหา นั่นคือ ต้นทุนค่าใช้จ่ายจริงในการใช้ชีวิตของครัวเรือนผู้ปกครองและนักเรียนเพิ่มสูงขึ้น สาเหตุหลักมาจากดัชนีราคาอาหารและการเดินทางมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แม้ดัชนีค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาอาจมีแนวโน้มลดลง แต่ค่าใช้จ่ายประจำวันที่เพิ่มขึ้นทำให้ครัวเรือนต่างๆ ขาดกำลังสนับสนุนการศึกษาแก่บุตรหลานของตน โดยกลุ่มประชากรที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มที่ขาดโอกาสการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 

นอกจากนี้ รายได้จากผู้ปกครองของกลุ่มเด็กนักเรียนที่ยากจนพิเศษกว่าครึ่งมาจากรัฐสวัสดิการ ซึ่งแหล่งที่มาและจำนวนรายได้นั้นสวนทางกับภาระค่าครองชีพ และมีนักเรียนกว่า 20,018 คนที่สามารถเข้าเรียนต่อที่สถาบันอุดมศึกษาในปีการศึกษา 2565 ได้ แต่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่อยู่ใต้เส้นความยากจน

ดังนั้นนักเรียนกลุ่มนี้จึงเสี่ยงต่อการหลุดจากระบบการศึกษา ที่น่าสนใจคือ เมื่อใช้เครื่องมือช่วยคำนวณผลตอบแทนทางเศรษฐกิจแล้ว หากนักเรียนจำนวนดังกล่าวสามารถเรียนต่อจนสำเร็จปริญญาตรี จะช่วยสร้างรายได้ให้ระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 66,000 ล้านบาทตลอดช่วงชีวิต หรือคิดเป็น 3.3 ล้านบาทต่อคน สอดคล้องกับข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ซึ่งพบว่า นักเรียนที่จบวุฒิปริญญาตรีจะมีรายได้เฉลี่ย 27,132 บาทต่อเดือน 

ด้วยเหตุนี้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษากับการพัฒนาประเทศเพื่อให้หลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลางจึงนับว่าเป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการควบคู่กันไป จากตัวเลขดังกล่าว เราสามารถตีความได้ว่า หากประเทศไทยสามารถสนับสนุนเด็กและเยาวชน โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางให้ไปถึงการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น รายได้ของประเทศก็จะยิ่งสูงตามไปด้วย 

แม้อาจจะไม่ใช่การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนอย่างรวดเร็ว แต่การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์นับว่าเป็นการลงทุนที่จะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างคุ้มค่าในท้ายที่สุด เพราะประชากรที่มีการศึกษาคือทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและมีเสถียรภาพ ยิ่งไปกว่านั้น นักธุรกิจและนักลงทุนต่างๆ มักมองว่าประเทศที่มีแรงงานที่ได้รับการศึกษาในระดับสูงนั้นน่าดึงดูดใจมากกว่า อันจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนและการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น 

ดังนั้น ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยขจัดความไม่เท่าเทียมทางการศึกษาและขจัดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะรัฐบาลสามารถใช้เม็ดเงินลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อช่วยให้เยาวชนในกลุ่มเปราะบางเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพผ่านกลไกเงินทุนอุดหนุนที่ต่อเนื่องจนนักเรียนกลุ่มนี้สำเร็จการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งการลงทุนดังกล่าวไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาบุคลากรในประเทศเพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคตอีกด้วย 

นอกจากนี้ การสนับสนุนดังกล่าวควรที่จะต้องขยายให้ครอบคลุมโครงการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดหาทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับนักเรียนที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่ยากจน ซึ่งอาจรวมถึงการให้คำปรึกษาและสนับสนุนให้นักเรียนกลุ่มนี้เข้าถึงระบบการฝึกวิชาชีพ อันเป็นการเชื่อมโยงระหว่างความรู้ที่ได้จากห้องเรียนกับความรู้ที่ได้มาจากโลกของการทำงานจริง สอดคล้องไปกับการฝึกอบรมครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถพัฒนาวิชาชีพของตนให้ดียิ่งขึ้น ทั้งด้านการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากรที่ทันสมัย ซึ่งสามารถช่วยทั้งนักเรียนที่อยู่ภายใต้เส้นความยากจนและนักเรียนในระบบทั่วไปได้รับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น 

หากสามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้ตรงจุด จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับทรัพยากรมนุษย์อันเป็นกลไกขับเคลื่อนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น การส่งเสริมการศึกษาของเด็กและเยาวชนให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรและสามารถเรียนจนจบอย่างน้อยในระดับปริญญาตรี ผ่านการสนับสนุนเงินทุน การจัดหาปัจจัยอื่นๆ ที่จำเป็นให้กับทั้งนักเรียนและให้กับบุคลากรทางการศึกษาควบคู่กันไป จะช่วยสนับสนุนประเทศให้ก้าวหน้าบนเส้นทางของความยั่งยืนได้อย่างมั่นคง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากทั้งภาวะเศรษฐกิจปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งต่างๆ ที่ไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงในเวลาอันใกล้ครับ 

บทความโดย พูนสิทธิ์  ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน บมจ.ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  

ที่มา ; กรุงเทพธุรกิจ 15 มี.ค. 2566

สรุปสาระสำคัญ 

บทความนี้กล่าวถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาของประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการกระจายทรัพยากรและโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ส่งผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในครอบครัวยากจนและพื้นที่ห่างไกล ปัญหาดังกล่าวยิ่งรุนแรงขึ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ภาวะเงินเฟ้อ หนี้ครัวเรือน และราคาพลังงานที่เพิ่มสูง ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น ครอบครัวจำนวนมากจึงขาดศักยภาพในการสนับสนุนการศึกษาของบุตรหลาน เด็กกลุ่มเปราะบางจึงมีความเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา

ข้อมูลจากกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ระบุว่ามีนักเรียนจำนวนมากอยู่ใต้เส้นความยากจน แม้บางส่วนจะสามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ หากสามารถสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จะสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจมหาศาล ทั้งในระดับบุคคลและประเทศ โดยเฉลี่ยสร้างรายได้เพิ่มขึ้นตลอดชีวิตและช่วยเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจโดยรวม

ดังนั้น การลงทุนทางการศึกษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์จึงเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาประเทศ รัฐควรสนับสนุนเงินทุนอย่างต่อเนื่อง พัฒนาทักษะอาชีพ เทคโนโลยี และคุณภาพครู เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม ซึ่งจะนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและลดความเหลื่อมล้ำในระยะยาว

 

ข้อสอบ

ข้อ 1

สาเหตุสำคัญของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาตามบทความคือข้อใด
ก. การขาดแคลนครูในโรงเรียนเมือง
ข. การกระจายทรัพยากรและโอกาสไม่เท่าเทียม
ค. การใช้เทคโนโลยีมากเกินไป
ง. การสอบที่ยากเกินไป
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ว่าปัญหาหลักคือการกระจายทรัพยากรและโอกาสไม่เท่าเทียม

 

ข้อ 2

ปัจจัยใดทำให้ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษารุนแรงขึ้น
ก. การเพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. การลดจำนวนเด็กเกิดใหม่
ค. วิกฤตเศรษฐกิจ เช่น โควิด-19 และเงินเฟ้อ
ง. การพัฒนาหลักสูตรใหม่
เฉลย: ค
เหตุผล: วิกฤตเศรษฐกิจทำให้ค่าครองชีพสูงและกระทบการศึกษา

 

ข้อ 3

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือใคร
ก. ครูผู้สอน
ข. นักเรียนต่างประเทศ
ค. ครอบครัวรายได้น้อยและพื้นที่ห่างไกล
ง. นักเรียนทุน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุชัดว่ากลุ่มเปราะบางคือครอบครัวรายได้น้อยและพื้นที่ห่างไกล

 

ข้อ 4

ผลกระทบสำคัญของค่าครองชีพที่สูงขึ้นคืออะไร
ก. นักเรียนเรียนเก่งขึ้น
ข. ครอบครัวสนับสนุนการศึกษาได้ลดลง
ค. โรงเรียนมีคุณภาพดีขึ้น
ง. ครูมีรายได้เพิ่ม
เฉลย: ข
เหตุผล: รายจ่ายเพิ่มทำให้ครอบครัวไม่มีศักยภาพสนับสนุนการศึกษา

 

ข้อ 5

หากนักเรียนเรียนจบปริญญาตรี จะเกิดผลอย่างไร
ก. รายได้ลดลง
ข. ไม่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ
ค. เพิ่มรายได้และเศรษฐกิจของประเทศ
ง. ทำให้ตกงานมากขึ้น
เฉลย: ค
เหตุผล: การศึกษาระดับสูงเพิ่มรายได้และเศรษฐกิจโดยรวม

 

ข้อ 6

ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของผู้เรียนจบปริญญาตรีต่อคนประมาณเท่าใด
ก. 1 ล้านบาท
ข. 3.3 ล้านบาท
ค. 5 ล้านบาท
ง. 10 ล้านบาท
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุ 3.3 ล้านบาทต่อคน

 

ข้อ 7

แนวคิดสำคัญของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำคืออะไร
ก. ลดจำนวนโรงเรียน
ข. ลงทุนในทรัพยากรมนุษย์
ค. เพิ่มการสอบ
ง. ลดจำนวนครู
เฉลย: ข
เหตุผล: การลงทุนในมนุษย์เป็นหัวใจของการพัฒนา

 

ข้อ 8

บทบาทของภาครัฐที่สำคัญคือข้อใด
ก. ลดงบการศึกษา
ข. เพิ่มภาษีการศึกษา
ค. สนับสนุนเงินทุนและโอกาสอย่างต่อเนื่อง
ง. ยกเลิกทุนการศึกษา
เฉลย: ค
เหตุผล: รัฐควรสนับสนุนทุนเพื่อให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม

 

ข้อ 9

แนวทางใดช่วยพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน
ก. ลดการใช้เทคโนโลยี
ข. เพิ่มการลงโทษนักเรียน
ค. พัฒนาครูและเทคโนโลยีการเรียนรู้
ง. ลดเวลาเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: การพัฒนาครูและเทคโนโลยีช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษา

 

ข้อ 10

ผลระยะยาวของการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาคืออะไร
ก. เศรษฐกิจถดถอย
ข. ประเทศขาดแรงงาน
ค. เศรษฐกิจยั่งยืนและแข่งขันได้
ง. การศึกษาลดลง
เฉลย: ค
เหตุผล: การศึกษาเท่าเทียมช่วยสร้างเศรษฐกิจมั่นคงและยั่งยืน

 
 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น