
มติชนมติครู : ประเมินผู้เรียนเชิงรุก ในยุค Active Learning
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดนโยบาย และจุดเน้นประจำปีงบประมาณ 2566 ไว้หลายนโนบาย เพื่อให้สถานศึกษาได้นำไปเป็นแนวทางในการจัดการศึกษา โดยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับของครูผู้สอนโดยตรงนั้น ได้แก่ จุดเน้นที่ 6 ที่กล่าวไว้ว่า
“ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และมีปฏิสัมพันธ์กับกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ (Active Learning) มีการวัด และประเมินผลเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน (Assessment for Learning) เพื่อให้เกิดสมรรถนะกับผู้เรียนทุกระดับ”
จากนโยบาย และจุดเน้นดังกล่าว ส่งผลให้ทิศทางการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทยในขณะนี้ เป็นการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
ในส่วนของการออกแบบ และการจัดการเรียนรู้ให้เป็นการเรียนรู้เชิงรุกนั้น สพฐ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตลอดจนสถานศึกษาเอง ต่างพากันจัดอบรมให้ความรู้เรื่องการจัดการเรียนรู้เชิงรุกในรูปแบบต่างๆ ทั้ง online และ on-site ส่งผลให้ครูทั้งประเทศมีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก
แต่ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นครูคนหนึ่งในระบบการศึกษาไทย ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า ส่วนใหญ่การจัดอบรมจะเน้นให้ความรู้ในเรื่องของการออกแบบกระบวนการจัดการเรียนรู้ และนำเสนอตัวอย่างกิจกรรมเท่านั้น ไม่ได้ลงลึกในเรื่องของแนวทางการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิด Active Learning
ดังนั้น ผู้เขียนจึงได้ย้อนไปทบทวนความรู้เดิม ตลอดจนสืบค้นความรู้ใหม่ๆ แนวทางใหม่ๆ เกี่ยวกับการวัดและประเมินผล ซึ่งผู้เขียนพบว่า ที่จริงแล้วการวัดและประเมินผลนั้น มีหลากหลายวิธี เช่น การทดสอบ การสังเกต การสัมภาษณ์ การเขียนสะท้อนผลการเรียนรู้ การประเมินตนเอง ฯลฯ ซึ่งวิธีการเหล่านี้ ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน และเพื่อพัฒนาผู้เรียน
จากการวิเคราะห์พบว่า วิธีการวัดและประเมินผลที่ครูนิยมใช้ เช่น การทดสอบ การสังเกตพฤติกรรม ล้วนแล้วแต่เป็นการรอให้ครูผู้สอนประเมินผู้เรียน นับว่าเป็นการประเมินเชิงรับ (Passive assessment) ซึ่งการประเมินเชิงรับก็เป็นวิธีการที่ดี แต่ในยุคที่อะไรๆ ก็เชิงรุก อะไรๆ ก็ Active Learning ครูผู้สอนก็ควรที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการวัดและประเมินให้เข้ากับยุคสมัยแห่งการเรียนรู้เชิงรุก การให้ผู้เรียนประเมินตนเอง (Self-assessment) เป็นวิธีการประเมินที่ให้ผู้เรียนได้ประเมินตนเองผ่านการเขียน ซึ่งสามารถประเมินตนเองได้ทันทีหลังจากเรียน ซึ่งวิธีการนี้จัดว่าเป็นการประเมินเชิงรุก (Passive assessment) จัดได้ว่าวิธีการนี้เหมาะสมกับยุคสมัยเป็นอย่างยิ่ง
การประเมินตนเองเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Self-assessment for improvement) เป็นการประเมินตนเองของผู้เรียน โดยการเขียนพรรณนาตอบคำถามในแบบประเมินตนเอง ซึ่งไม่ใช่การประเมินเพื่อตัดสิน แต่เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียนประเมินตนเอง โดยมีชุดคำถามเป็นตัวช่วยในการสะท้อนคิดเพื่อประเมินตนเอง
ตัวอย่างคำถามที่ผู้สอนใช้กระตุ้นให้ผู้เรียนสะท้อนคิด ประเมิน และตรวจสอบการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1.นักเรียนได้เรียนรู้อะไรจากการทำกิจกรรมนี้/การเรียนวิชานี้
2.นักเรียนมีวิธีการเรียนรู้ในเรื่องนี้อย่างไร
3.สิ่งที่นักเรียนทำได้ดีในการเรียนคาบนี้/วิชานี้คืออะไร
4.สิ่งที่นักเรียนควรพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นคืออะไร
5.นักเรียนรู้สึกอย่างไรกับคาบเรียน/วิชานี้ ฯลฯ
ในส่วนของการนำวิธีการประเมินตนเองไปใช้นั้น ผู้เขียนนำไปใช้เมื่อจัดการเรียนรู้ ผ่านไปได้สักระยะหนึ่ง กล่าวคือก่อนสอบกลางภาค ผู้เขียนได้ให้นักเรียนตอบคำถามเพื่อการประเมินตนเองลงในสมุดประจำวิชา โดยก่อนที่จะให้ผู้เรียนประเมินตนเอง ผู้เขียนได้อธิบายความหมาย และความสำคัญของการประเมินตนเองให้ผู้เรียนได้รู้จักก่อน เนื่องจากผู้เรียนอาจจะยังไม่คุ้นเคยกับวิธีการประเมินในรูปแบบนี้ รวมทั้ง อธิบายคำถามเพื่อการประเมินตนเองในภาษาที่ง่ายต่อการเข้าใจ เพื่อให้ผู้เรียนตอบคำถามได้ตรงประเด็น
ตัวอย่างคำตอบของผู้เรียนจากคำถามที่ว่า สิ่งที่ได้เรียนรู้จากการเรียนวิชาหลักภาษาไทย “คำศัพท์ที่เคยเขียนไม่ถูกก็เขียนถูก คำที่ไม่รู้ความหมายก็รู้ความหมาย”, “ได้แนวทางการทำข้อสอบเข้ามหาวิทยาลัย”, “รู้ความหมายของคำศัพท์มากขึ้น เขียนคำศัพท์ภาษาไทยได้ถูกต้อง ใช้คำคล้ายความหมายต่างได้ถูกต้อง”, “ได้เรียนรู้คำแปลกๆ หลายคำ คำจากภาษาอื่นที่เราเข้าใจอยู่แล้ว แต่พอเปลี่ยนเป็นคำในภาษาไทย บางคำไม่คุ้นหูเลย แปลกไปเลย ซึ่งเป็นอะไรที่เปิดโลกภาษาไทยมาก”
สำหรับประโยชน์ที่ได้รับจากการให้ผู้เรียนประเมินตนเองนั้น ประการที่ 1 คือครูผู้สอนได้เรียนรู้ความคิดของผู้เรียน ได้รับรู้มุมมองของผู้เรียน ได้รู้ว่าผู้เรียนเข้าใจ ไม่เข้าใจเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งครูผู้สอนสามารถนำข้อมูลจากการประเมินตนเองของผู้เรียนนี้ ไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตัวครูผู้สอนเอง ทั้งนี้ คำตอบของผู้เรียนนั้น อาจจะไม่ได้สะท้อนความรู้ความเข้าใจของผู้เรียนที่มีต่อเนื้อหาสาระที่เรียนโดยตรง แต่มักสะท้อนการเรียนรู้ของผู้เรียนมากกว่า ประการที่ 2 คือผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีการประเมินตนเอง ได้ฝึกทักษะการสะท้อนคิด ได้สะท้อนผลการเรียนรู้ และทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ อีกทั้ง ยังได้พัฒนาทักษะการเขียนสื่อสารอีกด้วย
ล่าสุด สพฐ.มีหนังสือด่วนที่สุด ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2566 เรื่องซักซ้อมทำความเข้าใจเกี่ยวกับตัวชี้วัดระหว่างทาง และตัวชี้วัดปลายทางฯ ซึ่งมีเนื้อหาความตอนหนึ่งที่น่าสนใจว่า “…ตัวชี้วัดที่ใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และเน้นการประเมินในระหว่างการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ที่เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก (Formative Assessment) ผ่านมโนทัศน์ของการประเมินเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ (Assessment for learning) และการประเมินขณะเรียนรู้ (Assessment as learning) ด้วยวิธีการประเมินที่หลากหลาย โดยเน้นการวัดและประเมินผลแบบไม่เป็นทางการ (Informal Assessment) เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสอบปากเปล่า การพูดคุย การใช้คำถาม การเขียนสะท้อนการเรียนรู้ การประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน เป็นต้น…”
จากข้อความดังกล่าวข้างต้น เป็นการเน้นย้ำให้เห็นกันชัดๆ ว่า การประเมินตนเองเป็นหนึ่งในวิธีการประเมินผู้เรียนที่ สพฐ.แนะนำ มีความน่าสนใจ และเหมาะสมกับยุคสมัยที่อะไรๆ ก็ Active Learning
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 กันยายน 2566
เกี่ยวกัน
อาจารย์ มช. เขียนถึงเศรษฐา ช่วย ‘หยก’ อยู่ในระบบการศึกษา แนะมอบหมาย ‘ภูมิธรรม’
จากกรณีที่ ศ.ดร.นงเยาว์ เนาวรัตน์ อาจารย์สถาบันพหุวัฒนธรรมและนโยบายการศึกษา
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เสนอแนะทางออกกรณี น.ส.ธนลภย์ ผลัญชัย หรือหยก เยาวชน พ้นสภาพการเป็นนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ โดยเสนอให้รัฐบาลสามารถเข้ามามีบทบาทช่วยให้เยาวชนไม่หลุดจากระบบการศึกษา โดย ศ.ดร.นงเยาว์โพสต์ข้อความระบุว่า
“กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ และพรรคเพื่อไทยโปรดช่วยหาช่องทางติดตามผู้ปกครองหยกโดยด่วน ให้หยกได้อยู่ในระบบการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ถ้าทำไม่สำเร็จคงต้องดูว่าใครที่เหมาะสมและหยกเองก็ไว้วางใจ ใจจริงอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีมอบหมายภารกิจนี้ให้คุณภูมิธรรม รองเลขาฯพรรคกาวใจของเพื่อไทยช่วยคลี่คลาย อย่าให้หยกต้องเดินอยู่ตามลำพังเลย”
ล่าสุด ศ.ดร.นงเยาว์แชร์โพสต์ดังกล่าวอีกครั้ง พร้อมเขียนข้อความระบุว่า ประกาศจุดยืนอย่างสิ้นคิดตรงนี้ จะติดต่อคุณแม่ของหยกและหยกได้อย่างไร
ขอบคุณคุณภัควดี วีระภาสพงษ์ อาจารย์ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี และคุณแขก คำผกา ที่ช่วยอธิบายสิ่งที่ดิฉันเรียกร้องรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจนคาดว่าได้สร้างความเข้าใจวงกว้างต่อสิทธิอันพึงมีพึงได้ของคุณหยกเรื่องการศึกษาและความเป็นพลเมืองและดิฉันเองในฐานะผู้สอนหนังสือที่ศรัทธาการสร้างความรู้และจินตนาการถึงความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของชีวิตและสังคม แน่นอนว่า ความปกติใหม่ย่อมสร้างความว้าวุ่นต่อระเบียบและผู้รักษาระเบียบ ยังไม่นับถึงต้นทุนชีวิตที่อาจถูกพรากไปของหยกและเยาวชนคนอื่นๆ นับร้อยนับพันชีวิต
คิดว่าจะถือโอกาสนี้เขียนอะไรยาวๆ เกี่ยวกับการศึกษาในแง่มุมความคิดของ John Dewey เรื่องการศึกษากับประชาธิปไตย ที่ค้างไว้ “การศึกษาเพื่อจรรโลงระบบย่อมสร้างการเรียนรู้ในแบบที่แตกต่างจากการศึกษาเพื่อหวังการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความหวังใหม่ๆ” สำหรับหยกและเยาวชนคนอื่นๆ นั้นถ้าเขาเลือกที่จะสู้กับระบบโครงสร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กน้อยกว่านี้ ปัญหาเขาคงคลี่คลายได้โดยคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่ต้องขอความใส่ใจจากรัฐบาลและเจ้ากระทรวงต่างๆ สังคมไทยเราเห็นเด็กไร้บ้านคนไทยบริจาคจนต้องขอปิดสมุดบัญชี แต่มิใช่กรณีเด็กที่ทวงถามถึงระเบียบสังคมใหม่ แปลกใจไหมล่ะ
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 10 กันยายน 2566
เกี่ยวกัน
"คำถามถึงรัฐมนตรีศึกษา" จันโททัย
คนไทยทั้งประเทศคิดว่ามีความคิดเหมือนกัน คือ เป็นห่วงเรื่องการศึกษาของเรา ซึ่งถดถอยมาหลายปีเต็มทีด้วยหลายสาเหตุ
มีผู้รู้หลายท่าน ได้พยายามให้ข้อเสนอแนะไปยังกระทรวงศึกษา บางคนก็พูดจนปากจะฉีกถึงตูดการศึกษาก็ยังไม่มีอะไรดีขึ้น
สิ่งต่อไปนี้ก็เป็นคำถามถึงกระทรวงศึกษาอีกนั่นแหละว่า
"เรียนรู้สู่โลกกว้าง ให้สิ่งรอบข้างเป็นครู"
ทำไม ไม่มีการอบรมครู ให้รู้เรื่องทฤษฎีการศึกษาดี ๆ สำหรับเด็ก ๆ หรือสำหรับผู้ใหญ่ก็ตาม ควรมีคำถามต่อไปว่า อบรมไปแล้วมีการนำไปปฏิบัติต่อกี่คนกี่แห่ง ได้ผลอะไรบ้าง ความชัดเจนของนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และ เงื่อนไของค์ประกอบอื่น ๆ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวิธีการจัดกระบวนการเรียนรู้มีหรือไม่
เพราะอบรมไปอย่างเดียว ก็คงไม่สามารถเปลี่ยนครูที่สอนแบบเดิม ๆ มาหลายสิบปีได้ ไม่ว่าจะใช้เงินไปกี่พันล้านอย่างที่กระทรวงศึกษาทำอยู่
ทำไม ต้องมีแต่โรงเรียนที่ปรับปรุงสวยงามเหมือนรีสอร์ท มีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นแต่ผลการเรียน เน้นแต่คะแนนสูงๆ โดยไม่สนใจว่าผู้อำนวยการโรงเรียน ครูผู้สอนไปกู้เงินมาทำโรงเรียนเป็นหนี้กี่ล้าน ไม่สนใจปัญหาความทุกข์ยากหนี้สินการทำมาหากินของพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน จึงมีแต่ปัญหาสิ่งแวดล้อมบ้าง ปัญหาชุมชนบ้าง ปัญหาเกี่ยวกับการทะเลาะเบาะแว้งของวัยรุ่น
คงจะไม่มีประโยชน์ ถ้าเป็นโรงเรียนยอดเยี่ยม แต่ไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับปัญหาของชุมชน อาจเป็นได้แค่โรงเรียนตัวอย่างของกระทรวงศึกษาธิการ
ทำไม ไม่สร้างโรงเรียนที่เป็นต้นแบบของโรงเรียนที่มีคุณภาพยอดเยี่ยม หรือเป็นโรงเรียนที่เด็กไปเรียนแล้วมีความสุขมีความสนุกสนาน เรียนจบแล้วสามารถพึ่งพาตัวเองได้ เป็นฉที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ไม่แปลกแยกออกไป ไม่แย่งนักเรียนจากโรงเรียนต่างตำบลต่างอำเภอเพื่อมาเรียนโรงเรียนในระดับจังหวัดเพียงไม่กี่โรงเท่านั้น
น่าคิดนะครับท่านผู้เป็นใหญ่ทั้งหลายครับ จะทำอย่างไรกันดีครับที่จะทำให้การศึกษาของเราเชิดเฉลารุ่งเรืองมากกว่านี้ครับ
ที่มา ; EDUNEWSSIAM
บทความกล่าวถึงนโยบายของ สพฐ. ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ควบคู่กับการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน (Assessment for Learning) โดยมุ่งให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเกิดสมรรถนะ อย่างไรก็ตาม แม้ครูส่วนใหญ่ได้รับการอบรมด้านการออกแบบกิจกรรมเชิงรุกแล้ว แต่ยังขาดความเข้าใจเชิงลึกเรื่องการวัดและประเมินผลที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว
การประเมินแบบเดิม เช่น การทดสอบหรือการสังเกต มักเป็น “การประเมินเชิงรับ” (Passive Assessment) ที่ครูเป็นผู้ตัดสินเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งไม่สอดคล้องกับการเรียนรู้ยุคใหม่ บทความจึงเสนอ “การประเมินตนเอง” (Self-assessment) เป็นแนวทางสำคัญของ “การประเมินเชิงรุก” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะท้อนคิด วิเคราะห์จุดแข็ง จุดพัฒนา และกระบวนการเรียนรู้ของตน
การใช้คำถามกระตุ้น เช่น สิ่งที่ได้เรียนรู้ วิธีเรียนรู้ สิ่งที่ทำได้ดี และสิ่งที่ต้องพัฒนา ช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดและการสื่อสาร ขณะเดียวกันครูสามารถนำข้อมูลไปปรับปรุงการสอนได้ นอกจากนี้ แนวทางของ สพฐ. ยังเน้นการประเมินระหว่างเรียน (Formative Assessment) และการประเมินแบบไม่เป็นทางการ เช่น การสังเกต การพูดคุย และการประเมินเพื่อน
โดยสรุป การประเมินตนเองเป็นเครื่องมือสำคัญที่สอดคล้องกับ Active Learning ช่วยพัฒนาทั้งผู้เรียนและครูให้เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง
ข้อ 1 จุดเน้นสำคัญของ Active Learning ตามบทความคือข้อใด
ก. การสอนเนื้อหาให้ครบตามหลักสูตร
ข. การให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ
ค. การเน้นคะแนนสอบปลายภาค
ง. การใช้สื่อเทคโนโลยีขั้นสูง
เฉลย: ข
เหตุผล: Active Learning เน้นการมีส่วนร่วมและการปฏิบัติจริงของผู้เรียน
ข้อ 2 ข้อใดสะท้อน “การประเมินเชิงรับ” ได้ชัดเจนที่สุด
ก. การประเมินตนเอง
ข. การประเมินเพื่อน
ค. การทดสอบโดยครูเป็นผู้ตัดสิน
ง. การเขียนสะท้อนคิด
เฉลย: ค
เหตุผล: ครูเป็นผู้ประเมินฝ่ายเดียว ผู้เรียนไม่มีส่วนร่วม
ข้อ 3 เป้าหมายหลักของ Self-assessment คือข้อใด
ก. จัดอันดับนักเรียน
ข. ตัดสินผลการเรียน
ค. พัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน
ง. ลดภาระครู
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นพัฒนา ไม่ใช่ตัดสิน
ข้อ 4 หากครูต้องการสอดคล้องกับ Active Learning มากที่สุด ควรเลือกวิธีใด
ก. สอบข้อเขียนอย่างเดียว
ข. บรรยายและให้จด
ค. ให้ผู้เรียนสะท้อนคิดตนเอง
ง. ใช้ข้อสอบปรนัยเท่านั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นการประเมินเชิงรุก
ข้อ 5 ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของ Formative Assessment
ก. ประเมินระหว่างเรียน
ข. ใช้พัฒนา
ค. ตัดสินผลปลายภาค
ง. ใช้วิธีหลากหลาย
เฉลย: ค
เหตุผล: เป็นลักษณะของ Summative Assessment
ข้อ 6 ข้อใดเป็นประโยชน์ต่อครูจากการใช้ Self-assessment
ก. ลดเวลาเรียน
ข. ได้คะแนนเฉลี่ยสูงขึ้น
ค. เข้าใจมุมมองผู้เรียน
ง. ไม่ต้องเตรียมสอน
เฉลย: ค
เหตุผล: ช่วยให้ครูรู้ความเข้าใจของผู้เรียน
ข้อ 7 หากนักเรียนตอบคำถามว่า “ยังไม่เข้าใจบางเรื่อง” ครูควรทำอย่างไร
ก. ให้คะแนนต่ำ
ข. เพิกเฉย
ค. ปรับการสอนให้เหมาะสม
ง. ลงโทษ
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ข้อมูลเพื่อพัฒนา
ข้อ 8 ข้อใดเป็นตัวอย่างคำถามเพื่อการสะท้อนคิด
ก. คะแนนเท่าไร
ข. ใครเก่งที่สุด
ค. ได้เรียนรู้อะไร
ง. สอบผ่านหรือไม่
เฉลย: ค
เหตุผล: กระตุ้นการคิดวิเคราะห์ตนเอง
ข้อ 9 การประเมินแบบไม่เป็นทางการ (Informal Assessment) คือข้อใด
ก. สอบกลางภาค
ข. การสังเกตพฤติกรรม
ค. ข้อสอบมาตรฐาน
ง. การสอบแข่งขัน
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการประเมินระหว่างเรียน
ข้อ 10 แนวทางที่เหมาะสมที่สุดในยุค Active Learning คือข้อใด
ก. ครูเป็นศูนย์กลาง
ข. ใช้ข้อสอบเป็นหลัก
ค. ผสมผสานการประเมินหลากหลาย
ง. ลดกิจกรรมในชั้นเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุกและการพัฒนาผู้เรียน