
ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวกับครูและบุคลากรทางการศึกษาซึ่งสมัครใจเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ “การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ โดยระบุว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีทิศทางและนโยบายสนับสนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น ตามที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 ระบุไว้ว่า สถานศึกษามีสิทธิจัดการศึกษาได้ทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย หรือเป็นการจัดการศึกษาที่รวมหลายรูปแบบไว้ด้วยกัน เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กเยาวชนมีทางเลือกในการเรียนรู้ได้เหมาะสมเป็นรายบุคคล แก้ปัญหาการหลุดออกจากระบบการศึกษา
รองเลขาธิการ กพฐ. เผยว่า ปัจจุบัน สพฐ. ดูแลเด็กเยาวชนทุกระบบรวมกันราว 6.5 ล้านคนต่อปีผ่านการทำงานของครูราว 5 แสนคน ในโรงเรียน 3.9 หมื่นแห่งทั่วประเทศ การที่กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) เป็นเจ้าภาพเชิญทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาร่วมกันขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาในครั้งนี้ จะช่วยผลักดันให้เด็กเยาวชนวัยเรียนซึ่งมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสิบล้านคน ได้เข้าสู่การศึกษาที่มีคุณภาพและทั่วถึงผ่านการเปิดโอกาสของโรงเรียน
“ในองคาพยพของคนทั่วโลก มีสามโรคที่หมุนวนเป็นวงจรของความด้อยโอกาส คือความเจ็บ ความจน และความไม่รู้ ถ้าเราตั้งคำถามว่าทำไมถึงจน ทำไมถึงเจ็บป่วย หรือทำไมคุณภาพชีวิตของคนยิ่งลดต่ำลงเรื่อย ๆ คนส่วนใหญ่จะบอกว่าเขาไม่มีความรู้เพราะเขายากจน ซึ่งในเรื่องนี้คนในกระทรวงศึกษาฯ จึงกลายเป็นจำเลยสังคม
“ฉะนั้นการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง 1 โรงเรียน 3 รูปแบบในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสที่เราจะมาดูกันว่าตัวแบบของการจัดการศึกษาที่มีทางเลือกและเหมาะสมกับผู้เรียน สามารถทำได้อย่างไร จากการทำงานของสถานศึกษาต้นแบบที่ทำมาก่อน โดยเฉพาะเด็กตกค้างจากระบบการศึกษา ซึ่งสถิติบอกเราว่าช่วงชั้น ม.3 เป็นรอยต่อสำคัญที่มีเด็กหลุดมากที่สุด เนื่องจากเป็นวัยที่เด็กเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งร่างกายจิตใจ ยิ่งเด็กเยาวชนที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีความพร้อม ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น”
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า การทำให้เด็กรู้ว่าสิ่งที่เขาสนใจ แม้จะเป็นเรื่องการแต่งรถมอเตอร์ไซค์หรือเรื่องใดก็ตาม เหล่านี้คือความรู้ คือความชอบความสนใจที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นอาชีพได้ทั้งนั้น การจัดการศึกษา 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่จะรองรับและส่งเด็กกลุ่มนี้ให้ไปต่อได้ดีขึ้น วันนี้่นอกจากการชื่นชมโรงเรียนที่เป็นต้นแบบแล้ว สพฐ. ยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนให้มีการขยายผลไปยังโรงเรียนอื่น ๆ และพื้นที่อื่น ๆ มากขึ้น เนื่องจากโครงการนี้จะช่วยส่งเด็กไปถึงฝั่งให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เขาเติบโตขึ้นเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ ได้ทำงานที่ตรงกับศักยภาพ และนำองค์ความรู้มาทำให้เกิดประโยชน์กับชีวิตของเขาได้มากที่สุด
“วันนี้เราจะมารับฟังและเรียนรู้ทฤษฎี ก่อนที่หลังจากนี้อยากชวนทุกท่านไปลงพื้นที่ดูโรงเรียนต้นแบบในจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี และนครพนม เพื่อถอดประสบการณ์ตรงว่า สถานศึกษาต้นแบบแต่ละแห่งมีรูปแบบวิธีการจัดสรรและหางบประมาณ รวมถึงวัดประเมินผลกันอย่างไร แล้วท่านจะมองเห็นโครงสร้าง เห็นการจัดทำระบบที่เริ่มตั้งแต่การคัดกรองกลุ่มเป้าหมาย จำแนกกลุ่มเสี่ยงมากเสี่ยงน้อย แล้ววางแนวทางดูแลช่วยเหลือส่งต่อที่เหมาะสม รวมถึงการทำงานร่วมกับหน่วยงานเฉพาะทางต่าง ๆ เพื่อจะดูแลเด็กให้ครบทุกด้าน ไม่ให้เจ็บ ไม่ให้จน และไม่ให้ไม่รู้”
รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่มีใจอยากเห็นการศึกษาไทยก้าวพ้นไปจากขีดจำกัดเดิม โดยเฉพาะในการตอบโจทย์หมุดหมายที่ 12 ในแผนพัฒนาหต้องมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต โดยการพัฒนาคนทุกช่วงวัยให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ ให้เป็นกำลังคนสมรรถสูงสอดคล้องกับภาคการผลิต รวมถึงการพยายามที่จะทลายกรอบแนวคิดที่ยังติดอยู่กับ 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งปิดกั้นการศึกษาไทยไว้จากความหลากหลายในการตอบสนองความต้องการของผู้เรียน ท้ายที่สุด สพฐ. พร้อมสนับสนุนทุกท่านที่ตั้งใจมาขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาไปด้วยกันวันนี้ เพื่อที่เด็กไทยจะมีความพร้อม มีศักยภาพ และพาประเทศชาติเจริญสืบต่อไป
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ชี้ว่า “การจัดการศึกษาที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง กล้าคิดนอกกรอบ” คือทัศนคติที่สำคัญของการสร้างห้องเรียนแห่งโอกาสเพื่อทำให้เด็กทุกคนได้เข้าสู่การศึกษา และ กสศ. จะสนับสนุนและร่วมมือกับทุกฝ่าย ทุกหน่วยงาน ทุกสถาบันการศึกษา เพื่อทำให้ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบเกิดขึ้นให้ได้และเกิดการขยายผล
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวถึงข้อมูลตัวเลขเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาที่ กสศ. ร่วมกับ 3 กระทรวงหลักคือ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บูรณาการการทำงานสำรวจเด็กเยาวชนวัย 3-18 ปีที่ไม่มีรายชื่อในระบบการศึกษาซึ่งมีจำนวนทั้งสิ้น 1,250,514 คน โดยมองว่าการสร้างโอกาสการศึกษาที่ยืดหยุ่นจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถพาเด็กกลับเข้าสู่การศึกษาได้
“เราต้องไม่ลืมว่า การพาเด็กกลับมาเรียนไม่ได้สิ้นสุดที่การพบตัวและพากลับไปที่โรงเรียน แต่การตามเด็กกลับมาแล้วจะทำให้เขาไปต่อได้ ต้องมีแนวทางรับมือที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต มีวิธีการที่เอื้อกับการเรียนรู้ของเด็กที่มีภาระหน้าที่ต่าง ๆ อาทิต้องดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว หรือต้องไปประกอบอาชีพหารายได้ ดังนั้นเราต้องมีระบบศูนย์การเรียน มีการฝึกอาชีพ มีห้องเรียนแห่งโอกาส โดยเฉพาะในโรงเรียนขยายโอกาสและโรงเรียนขนาดเล็ก”
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวว่ากุญแจสำคัญของการมาพบกันครั้งนี้ คือ ถ้าทุกโรงเรียนมองร่วมกันว่าจะเอาหลักสูตรเป็นตัวตั้ง แล้วคิดทะลุกรอบออกไป ช่วยกันบูรณาการสาระวิชาต่าง ๆ เข้าไปในกิจวัตรประจำวันหรือภาระงานของผู้เรียน เราจะมีวิธีรับมือกับเด็กทุกกลุ่ม ทุกความเสี่ยง และทุกทางแยกที่เด็กต้องเผชิญในชีวิต
“อย่าลืมว่าเด็กคนหนึ่งเมื่อออกจากโรงเรียน ก็เหมือนถูกผลักไปเป็นปัญหาสังคม แล้วไม่เกินสามเดือนชีวิตจะเข้าสู่วงจรสีเทา อย่างไรก็ตามงานหนึ่งที่ กสศ. ทดลองทำกับเด็กเยาวชนในสถานพินิจฯ ได้พิสูจน์ว่า ถ้าเราออกแบบการศึกษาที่หลากหลายและสอดรับกับความสนใจ การศึกษาจะทำหน้าที่ของมัน เป็นการนำโอกาสเข้าไปช่วยฟื้นฟูเยียวยาเด็ก ๆ ให้เขารู้สึกมีตัวตน ได้รับการยอมรับ แล้วเขาจะพาตัวออกจากวงจรเสี่ยง และกลับมาอยู่บนทิศทางที่เหมาะสมได้อีกครั้ง บทเรียนนี้บอกเราว่า ถ้านำวิธีการนี้ย้อนกลับไปทำที่้ต้นทางคือในโรงเรียน ซึ่งตัวกฎหมายเอื้อให้ทำได้ เราอาจลดปัญหาอาชญากรรมเด็ก จิตเวช ยาเสพติด และปัญหาอื่น ๆ ในสังคมพร้อมลดจำนวนเด็กเยาวชนกลุ่มเสี่ยงได้จำนวนมาก
“อีกประเด็นต้องกล่าวถึงคือในกระบวนการนี้ คือครูจะมีบทบาทสำคัญในการประคองชีวิตเด็กคนหนึ่ง ให้ไปถึงโอกาส ให้เข้าถึงแหล่งทุน รวมถึงเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเห็นความสำคัญของการศึกษา การเตรียมตัวเปิดเทอมใหม่นี้ จึงอยากชวนครูสำรวจครอบครัวศิษย์ เพื่อไปดูข้อเท็จจริงในชีวิตของเขาว่ามีข้อแม้อุปสรรคใด ที่ทำให้เด็กคนหนึ่งขาดเรียนบ่อยหรือมีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยง แล้วถ้ารู้สภาพจริงที่เด็กเผชิญอยู่ ก็จะสามารถนำข้อมูลนั้นกลับมาวางแผนดูแลช่วยเหลือได้ตรงจุด รวมถึงครูยังต้องเป็นผู้สื่อสารให้ข้อมูลกับผู้ปกครอง เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกต่อการศึกษาของบุตรหลาน”
ที่มา ; แนวหน้า วันจันทร์ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2567
เกี่ยวข้องกัน
ศธ. พร้อมหนุนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น เผย สพฐ.กำลังยกร่างคู่มือแนวทางปฏิบัติ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบที่เป็นรูปธรรม เตรียมเปิดตัวระบบธนาคารหน่วยกิตเทียบโอนผลการเรียนรู้ พ.ค. นี้
ดร.สิริพงศ์ กล่าวว่า การจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ สอดรับกับนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ ที่พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มุ่งให้ความสำคัญเรื่องการจัดการศึกษาเพื่อสร้างโอกาสการเรียนรู้ของเด็กเยาวชนทุกคน โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภาระต่าง ๆ ที่ทำให้เด็กเยาวชนบางกลุ่มไม่สามารถมาโรงเรียนได้ทุกวัน จึงมองว่าหากระบบการศึกษายังคงยึดติดอยู่กับรูปแบบเดิม ๆ ย่อมหมายถึงเด็กจำนวนหนึ่งจะหลุดอกกจากระบบการศึกษาไปอย่างไม่มีทางเลือก
“วันนี้รูปแบบการศึกษาเปลี่ยนไปจากอดีต บางสาระวิชาเด็กไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ที่โรงเรียนแล้ว โรงเรียนจึงต้องปรับบทบาทตัวเอง ขณะที่ครูก็เปลี่ยนจากผู้ถ่ายทอดความรู้มาเป็นโค้ช อย่างไรก็ตาม โรงเรียนยังถือว่ามีความสำคัญมากในการบ่มเพาะทักษะ Softskill ต่าง ๆ ที่เด็กไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ เพราะทักษะเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการซึมซับผ่านประสบการณ์ตรง”
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เมื่อครูปรับบทบาทมาเป็นผู้อำนวยความรู้ ความหมายของการวัดประเมินผลที่อิงกับกลุ่มสาระวิชา จึงไม่จำเป็นต้องยึดอยู่กับรูปแบบเดิม โดยเฉพาะเมื่อ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 15 เอื้อให้สถานศึกษาจัดการเรียนรู้ได้แบบยืดหยุ่น
“โดย พ.ร.บ.การศึกษามีระบุไว้ชัดเจน การศึกษามี 3 รูปแบบ หนึ่งคือการศึกษาในระบบ สองการศึกษานอกระบบ และสามฃการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งในการจัดการเรียน การสอนที่ผ่านมาก็จะสามารถจัดรูปแบบใดก็ได้ หรือใช้ร่วมกันทั้งสามรูปแบบ เด็กบางคนเป็นนักเรียนในระบบก็จริงแต่เนื่องจากเศรษฐสภาพสภาพสังคมไม่เอื้ออำนวย การศึกษาจริง ๆ ก็เพื่อสองแนวทางครับ หนึ่งคือเพื่อความเป็นเลิศ สองคือ ความมั่นคงในชีวิต ดังนั้นการศึกษาที่จะสามารถเติมเต็มให้เขาเกิดความมั่นคงในชีวิตได้ จึงถือว่าเป็นวัตุประสงค์ของการศึกษาที่ถูกต้อง ดังนั้น Zero Dropout เด็กต้องไม่หลุดออกจากระบบ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบทำได้ กระทรวงศึกษาธิการยินดีที่จะขับเคลื่อนร่วมกัน ในตอนนี้ทาง สพฐ. กำลังร่างแนวทางปฏิบัติว่าจะสามารถปฏิบัติการได้อย่างไร ทำให้เป็นรูปธรรมเหมือนกันทั่วประเทศ
เรามีรูปแบบการศึกษามากมาย ขึ้นอยู่ว่าจะปรับใช้อย่างไร เรามีห้องเรียน EP (English Program) มีการเรียนผ่านศูนย์การเรียน มีระบบบ้านเรียน (Home School) มีห้องเรียนเฉพาะทางมากมายเกิดขึ้น บางโรงเรียนนำร่องลดกลุ่มสาระวิชาจาก 8 เหลือแค่ 5 กลุ่ม ขณะที่องค์ความรู้เท่าเดิม หรือบางแห่งก็บูรณาการบทเรียนจนพาผู้เรียนไปถึงองค์ความรู้ที่กว้างไกลยิ่งกว่ากรอบตัวชี้วัดเดิม ๆ ได้ ดังนั้นการจัดการเรียนรู้ให้มีคุณภาพจึงขึ้นอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญของชั่วโมงการเรียนรู้ และการปรับตัวชี้วัดให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลง
“กิจกรรมที่ กสศ. จัดขึ้นนี้ จะแสดงให้เห็นว่า ถ้าเรามีตัวอย่างของโรงเรียนที่จัดการศึกษา 3 รูปแบบได้แล้ว ย่อมหมายถึงข้อกฎหมายอนุญาตให้ทุกโรงเรียนสามารถทำได้ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีที่ทุกฝ่ายตั้งใจมาเรียนรู้ร่วมกัน และจะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผล เมื่อผู้เข้าร่วม workshop จะนำบทเรียนต้นแบบกลับไปปรับใช้ในแต่ละสถานศึกษาตามความเหมาะสม”
ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เน้นย้ำว่า แนวคิดของกระทรวงศึกษาธิการ ณ ปัจจุบัน มุ่งเน้นการทำงานที่หลุดไปจากกรอบ และพยายามเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเพื่อปลดล็อกข้อจำกัดไปสู่เป้าหมาย Thailand Zero Dropout โดยในเดือนพฤษภาคม 2567 นี้ จะมีการประกาศการใช้งานระบบ Cradit Bank หรือ ‘ธนาคารหน่วยกิต’ ที่สภาการศึกษา สพฐ. และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา วางโครงสร้างร่วมกัน
“ใจความสำคัญของระบบธนาคารหน่วยกิต จะไม่ใช่แค่เรื่องของการฝึกทักษะอาชีพ แต่จะเปิดโอกาสให้สถานศึกษากำหนดวิชาที่หลากหลาย เพื่อนำมาเสริมการเรียนรู้ในวิชาหลัก รวมทั้งเป็นการบูรณาการบทเรียนที่ผู้เรียนสามารถเก็บเป็นหน่วยกิตเพื่อจบการศึกษา และนำความรู้ประสบการณ์ไปต่อยอดในการเรียนระดับที่สูงขึ้น หรือในการประกอบอาชีพ โดยการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงรวดเร็วของยุคสมัย จะเน้นที่หลักสูตรระยะสั้น มีความยืดหยุ่น พร้อมปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา
“การศึกษาในโลกปัจจุบัน เขาอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาแล้วว่าจะต้องจบอะไร คืออาจจะมุ่งเน้นไปว่า ศึกษาออกมาแล้ว มีทักษะในการอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น ความรู้พื้นฐานเพียงพอ มีทักษะเพื่อประกอบอาชีพ สามารถต่อยอด พัฒนาตัวเองด้วยระบบการศึกษาได้ ผมคิดว่าการศึกษาในโลกปัจจุบันควรเป็นลักษณะนี้
“ระบบธนาคารหน่วยกิตที่กำลังจะนำมาใช้ จะเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันไม่ให้เด็กเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา ด้วยการศึกษาที่พร้อมเปลี่ยนตัวเองให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้เรียน ในนามกระทรวงศึกษาธิการขอขอบคุณ ให้กำลังใจ และแสดงความตั้งใจที่จะสนับสนุนทุกฝ่าย เพื่อเดินหน้าประเทศไทยสร้างการเรียนรู้ที่มีทางเลือก หลากหลาย และตอบโจทย์ชีวิตของทุกคนไปด้วยกัน”
ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “เส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ
ที่มา ; ประชาชาติธุรกิจ
สรุปสาระสำคัญ
ดร.พัฒนะ พัฒนทวีดล รองเลขาธิการ กพฐ. และ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการ “เส้นทางสู่ 1 โรงเรียน 3 รูปแบบ การศึกษาที่ยืดหยุ่น ป้องกันเด็กหลุดจากระบบ” จัดโดย กสศ. ที่กรุงเทพฯ เพื่อขับเคลื่อนแนวคิด “การศึกษายืดหยุ่น” ตามมาตรา 15 แห่ง พ.ร.บ.การศึกษา พ.ศ. 2542 ซึ่งให้สถานศึกษาจัดการเรียนได้ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามศักยภาพและบริบทชีวิตจริง ลดปัญหาเด็กหลุดจากระบบ โดยเฉพาะช่วงชั้น ม.3 ที่มีความเสี่ยงสูง โครงการนี้จะขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ ควบคู่กับการจัดทำ “ระบบธนาคารหน่วยกิต” (Credit Bank) เพื่อเทียบโอนผลการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง เป็นการศึกษาที่เน้นทักษะอาชีพ การบูรณาการสาระในชีวิตประจำวัน และการเปลี่ยนครูจากผู้สอนเป็นโค้ช สพฐ. และ กสศ. เห็นตรงกันว่าการศึกษาที่ตอบโจทย์ชีวิตและความหลากหลายของผู้เรียน คือกุญแจสู่ “Thailand Zero Dropout” เพื่อให้เด็กทุกคนเรียนดี มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่มั่นคง
ข้อสอบ
1.หลักคิดสำคัญของโครงการ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” สอดคล้องกับข้อใดมากที่สุด
ก. การจัดการศึกษาโดยใช้หลักสูตรเดียวทั่วประเทศ
ข. การเปิดโอกาสทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล
ค. การเน้นให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงสุดในทุกวิชา
ง. การสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการและการแข่งขันระดับนานาชาติ
2. แนวคิด “ธนาคารหน่วยกิต” มีเป้าหมายหลักเพื่อ
ก. ลดระยะเวลาเรียนในระดับปริญญา
ข. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมผลการเรียนรู้จากหลายแหล่งเพื่อใช้ต่อยอด
ค. กำหนดมาตรฐานการสอบระดับชาติให้เท่าเทียม
ง. ปรับระบบเงินเดือนครูให้สอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์ผู้เรียน
3. หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องการดำเนินโครงการ “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” อย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มต้นด้วยแนวทางใด
ก. ปรับตารางเรียนให้เท่ากันทุกชั้นปี
ข. สำรวจข้อมูลกลุ่มเสี่ยงและความต้องการของผู้เรียนรายบุคคล
ค. จัดอบรมครูเพื่อเพิ่มคะแนน O-NET ของโรงเรียน
ง. ลดจำนวนครูในรายวิชาที่มีผู้เรียนจำนวนน้อย
4. การเปลี่ยนบทบาทของครูจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” เป็น “โค้ช” สะท้อนแนวคิดสำคัญใดของการศึกษาในศตวรรษที่ 21
ก. การเรียนรู้ตลอดชีวิตและเน้นทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง
ข. การแข่งขันเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ค. การท่องจำและสอบผ่านตามมาตรฐานกลาง
ง. การเรียนรู้แบบบรรยายเพื่อให้เข้าใจบทเรียนรวดเร็ว
5. หากต้องการลดจำนวนเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ผู้บริหารควรมุ่งเน้นแนวทางใด
ก. เพิ่มกฎระเบียบและการลงโทษทางวินัย
ข. สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานภายนอก
ค. จัดการเรียนรู้เข้มข้นเฉพาะวิชาหลักเท่านั้น
ง. ลดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อเพิ่มเวลาเรียนในห้อง
คลิกเฉลย >>>