สมาชิกเข้าสู่ระบบ

เราจะลดคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้อย่างไร

เดือนที่ผ่านมา เมืองไทยมีข่าวร้อนแรงหลายข่าวที่ดูแล้วน่าจะเกี่ยวพันกับการคอร์รัปชั่น ซึ่งผมจะไม่ขอเอ่ยชื่อเพราะไม่ใช่ประเด็นสำคัญของบทความนี้ 

สิ่งที่ผมอยากจะชวนคุย คือเราจะลดปัญหาคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้อย่างไร

เป็นที่ยอมรับโดยทั่วกันว่าคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานาน แต่เพราะปัญหามันใหญ่และฝังรากลึกมาก เราจึงไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ตรงไหน ไม่รู้ว่าจะเริ่มแก้ยังไง เห็นมีคนพยายามจะแก้กี่ครั้งก็เหมือนจะไม่เคยสำเร็จเสียที ประเทศไทยจึงเหมือนติดอยู่ในคุกที่แน่นหนาและไร้ทางออก 

ออกตัวก่อนเลยว่าผมไม่มีความรู้ในหัวข้อนี้ ไม่เคยศึกษาเรื่องคอร์รัปชั่นแบบลงลึกมาก่อน ผมก็เหมือนคนไทยทั่วไปที่เบื่อการทุจริตและทำได้แค่บ่นและทำใจ 

แต่ก็คิดได้ว่า เราคงไม่ต้องมุ่งหวังที่แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากเมืองไทย แค่เพียงเราทำให้มันดีขึ้นสัก 5%-10% ก็น่าจะช่วยให้ชีวิตของคนไทยดีขึ้นได้บ้าง ผมจึงเลือกตั้งชื่อบทความว่า เราจะ”ลด”คอร์รัปชั่นได้อย่างไร มากกว่าใช้คำว่า “แก้” หรือ “ขจัด” ปัญหาคอร์รัปชั่น 

และเอาเข้าจริง ถ้าเรามองไปยังประเทศอื่นที่ไม่ได้ดีหรือด้อยไปกว่าเมืองไทย เขาก็สามารถลดปัญหาคอร์รัปชั่นได้เหมือนกัน ถ้าของเขายังดีขึ้นได้ แล้วทำไมเราจะดีขึ้นไม่ได้ 

พอมองแบบนี้ การที่ผมไม่รู้อะไรเลยอาจจะเป็นข้อดี เพราะผมจะได้เขียนในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญที่รู้ดีว่าอะไรทำได้-อะไรทำไม่ได้

"สารตั้งต้น" ของบทความนี้มาจากหนังสือชื่อ Corruptible: Who Gets Power and How It Changes Us (2021) ที่เขียนโดย Brian Klaas ผู้เขียนคนเดียวกับ Fluke ที่ผมยกให้เป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตแห่งปี 2024

หลังจากอ่าน Corruptible และหาข้อมูลเพิ่มเติมกับเอไอแล้ว ก็เหมือนผมได้ลงไปใน "รูกระต่าย" (rabbit hole) ที่ลึกและซับซ้อน 

ก็เลยตัดสินใจเขียนบทความนี้เป็นแบบซีรี่ส์ โดยยังไม่รู้ว่าจะมีกี่ตอนนะครับ

 

คอร์รัปชั่นในรูปแบบสูตรคณิตศาสตร์

ในปี 1988 Robert Klitgaard นักวิชาการชาวอเมริกัน ได้เขียนหนังสือชื่อ Controlling Corruption ซึ่งศึกษาว่าเราจะลดคอร์รัปชั่นในประเทศที่กำลังพัฒนาได้อย่างไร 

คลิตการ์ด เขียนการทุจริตออกมาเป็นสูตรแบบนี้ครับ

C = M + D – A

·      C = Corruption: ระดับการทุจริตที่มีอยู่ในระบบ

·      M = Monopoly: ระดับของอำนาจผูกขาดที่เจ้าหน้าที่มี

·      D = Discretion: ปริมาณอำนาจตามดุลยพินิจที่เจ้าหน้าที่มี

·      A = Accountability: ระดับของกลไกความรับผิดชอบ

 

Monopoly - อำนาจผูกขาด (M)

เมื่อเจ้าหน้าที่มีอำนาจผูกขาดในการควบคุมหรือตัดสินใจ และประชาชนไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ เจ้าหน้าที่ย่อมเรียกรับสินบนได้เพราะประชาชนไม่มีที่อื่นให้ไป 

ยกตัวอย่างเช่น หากการออกใบอนุญาตธุรกิจทำได้แค่เพียงที่เดียว หรือมีเพียงหน่วยงานเดียวที่ควบคุมใบอนุญาตนำเข้า นั่นย่อมเป็น monopoly ทางอำนาจ ยิ่งมี monopoly มาก ก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะเกิดการทุจริต

 

Discretion - อำนาจตามดุลยพินิจ (D)

หมายถึงเสรีภาพที่เจ้าหน้าที่มีในการตัดสินใจตามดุลยพินิจของตนเอง โดยไม่มีกฎเกณฑ์หรือการกำกับดูแลที่ชัดเจน เช่นระเบียบที่คลุมเครือซึ่งต้องการการตีความ หรืออำนาจในการกำหนดบทลงโทษ ข้อยกเว้น หรือข้อยกเว้นพิเศษ 

ยกตัวอย่างเช่นเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ตัดสินใจว่าใครได้รับวีซ่า เจ้าหน้าที่จัดซื้อจัดจ้างที่พิจารณาว่าข้อเสนอใด "ดีที่สุด" หรือผู้ตรวจสอบที่ตัดสินใจว่าอะไรถือเป็นการปฏิบัติตาม 

ถ้าเจ้าหน้าที่สามารถใช้ "ดุลยพินิจ" ได้ตามอำเภอใจ ก็มีโอกาสที่จะเกิดการทุจริตได้โดยง่าย

 

Accountability - ความรับผิดชอบ (A)

กลไกที่ตรวจสอบและจำกัดพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ เช่น ข้อกำหนดด้านความโปร่งใส การมีหน่วยงานกำกับดูแลที่ทบทวนการตัดสินใจ การมี hotline ให้แจ้งเบาะแสการกระทำผิด และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

ถ้าความรับผิดชอบสูงขึ้น โอกาสจะเกิดคอร์รัปชั่นย่อมน้อยลง

 

C = M + D – A

พอเราเขียนคอร์รัปชั่นออกมาเป็นสูตร เราก็จะมองเห็นปัญหาได้เคลียร์ขึ้นได้ว่าเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง

พอเรารู้เหตุปัจจัย ถ้าอยากให้ผลมันดับ เราก็แค่ดับเหตุปัจจัยเหล่านี้ได้โดย

·      ทำลายการผูกขาด: สร้างการแข่งขันหรือเพิ่มทางเลือกให้ประชาชน

·      ลดดุลยพินิจ: กำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการตัดสินใจ

·      เพิ่มความรับผิดชอบ: สร้างการกำกับดูแลและความโปร่งใส 

แน่นอนว่าคำถามที่เกิดตามมาก็คือ สูตรที่ดูดีในหนังสือ มันสามารถเอามาใช้ให้เกิดผลลัพธ์ในทางปฏิบัติได้จริงๆ หรือไม่ โดยเฉพาะประเทศที่ยังไม่ได้เป็นโลกที่ 1

 

มาดูตัวอย่างกันครับ

1. ฟิลิปปินส์

ปัญหา: ในช่วงทศวรรษ 1970–1980 มีการคอร์รัปชันอย่างแพร่หลายในหมู่เจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี โดยเจ้าหน้าที่มักรับสินบนเพื่อประเมินภาษีให้น้อยลง ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก 

แนวทางแก้ไข:

·      Discretion (D): กำหนดเกณฑ์ชัดเจนสำหรับการจัดเก็บภาษีตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาค

·      Accountability (A): เปิดเผยยอดการจัดเก็บภาษีของเจ้าหน้าที่ทุกคนให้ประชาชนรับทราบ

·      Accountability (A): จัดให้มีการหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ไปประจำในพื้นที่อื่นๆ

 

ผลลัพธ์: สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีได้อย่างมาก และลดการคอร์รัปชันลงได้อย่างเห็นผล โดยไม่ต้องปรับโครงสร้างระบบหรือเปลี่ยนบุคลากรทั้งหมด

แหล่งที่มา: Klitgaard, R. (1988). Controlling Corruption. University of California Press.

 

2. อินโดนีเซีย

ปัญหา: การคอร์รัปชันแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐ และแทบไม่มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ระดับสูง

 

แนวทางแก้ไข:

·      Monopoly (M): จัดตั้ง KPK (Corruption Eradication Commission) ให้เป็นหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจร่วมกับตำรวจและอัยการ

·      Discretion (D): กำหนดแนวทางการดำเนินคดีคอร์รัปชันให้ชัดเจน

·      Accountability (A): รายงานผลการทำงานสู่สาธารณะอย่างสม่ำเสมอ และรับการตรวจสอบจากภายนอก

 

ผลลัพธ์: สามารถดำเนินคดีกับบุคคลที่เคย “แตะต้องไม่ได้” เช่น รัฐมนตรี ผู้ว่าราชการ และสมาชิกรัฐสภา

แหล่งที่มา: Bolongaita, E. (2010). An Exception to the Rule? Why Indonesia's Anti-Corruption Commission Succeeds Where Others Don't.

 

3. ยูกันดา

ปัญหา: ในช่วงทศวรรษ 1990 มีเพียง 20% ของงบประมาณเพื่อการศึกษาเท่านั้นที่ถึงมือโรงเรียน ส่วนที่เหลือถูกยักยอกผ่านการคอร์รัปชัน

 

แนวทางแก้ไข:

Accountability (A): รัฐบาลเริ่มเผยแพร่ข้อมูลการโอนเงินสนับสนุนโรงเรียนในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และกำหนดให้โรงเรียนต้องติดประกาศยอดเงินที่ได้รับไว้บนบอร์ดประชาสัมพันธ์

ผลลัพธ์: ภายในไม่กี่ปี โรงเรียนได้รับงบประมาณมากกว่า 90% ของที่จัดสรร

แหล่งที่มา: Reinikka, R., & Svensson, J. (2005). Fighting Corruption to Improve Schooling: Evidence from a Newspaper Campaign in Uganda.

 

4. แทนซาเนีย

ปัญหา: การคอร์รัปชันอย่างรุนแรงในระบบศุลกากรและการจัดเก็บภาษี ทำให้รายได้รัฐลดลงอย่างมาก

 

แนวทางแก้ไข:

·      Monopoly (M): จ้างบริษัทเอกชน (SGS) ตรวจสอบสินค้าและประเมินราคาก่อนการส่งออก

·      Discretion (D): ใช้ระบบอัตโนมัติในการตรวจปล่อยสินค้า ลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่

·      Accountability (A): กำหนดเป้าหมายผลการปฏิบัติงานและติดตามผลของเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี

 

ผลลัพธ์: รายได้จากภาษีเพิ่มจาก 10% ของ GDP ในช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็น 17% ภายในปี 2007

แหล่งที่มา: Fjeldstad, O. H. (2003). Fighting Fiscal Corruption: Lessons from the Tanzania Revenue Authority.

 

5. ประเทศไทย

ปัญหา: ในอดีต การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทยประสบปัญหาการทุจริตอย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะในรูปแบบการต่อรองราคาโดยตรง หรือการตกลงกันใต้โต๊ะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้รับเหมา

 

แนวทางการแก้ไข: พัฒนาระบบ e-Government Procurement (e-GP) และ e-Bidding ภายใต้การดูแลของกรมบัญชีกลางและกระทรวงการคลัง เพื่อให้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

 

ผลลัพธ์:

- ลดโอกาสในการใช้ อำนาจผูกขาด (M) และ การใช้ดุลยพินิจส่วนบุคคล (D) ของเจ้าหน้าที่

- เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (A) ด้วยการเปิดเผยข้อมูลการประมูลแบบเรียลไทม์ให้สาธารณชนเข้าถึง

- ธนาคารโลก (World Bank) และ OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา) ได้ชื่นชมระบบนี้ว่าเป็นก้าวสำคัญในการปรับปรุงความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของไทย

 

แหล่งอ้างอิง:

World Bank: Thailand Economic Monitor, April 2007

แน่นอนว่า การแก้ไขปัญหาที่กล่าวมาคงไม่ได้สมบูรณ์แบบและขจัดการทุจริตได้อย่างหมดจด แต่อย่างน้อยมันเป็นการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น 

เมื่อได้อ่านตัวอย่างเหล่านี้แล้ว หวังว่าคุณผู้อ่านจะรู้สึกเหมือนผมว่าเริ่มมีกำลังใจมากขึ้นนิดหน่อย 

คำถามยังมีอีกมากมาย เช่นตกลงคอร์รัปชั่นมันเกิดจากระบบหรือเกิดจากคนไม่ดี ทำไมระบบถึงชอบดึงดูดคนไม่ดีให้ขึ้นมามีอำนาจ เราจะทำยังไงให้คนดีเข้าไปอยู่ในระบบมากขึ้น หรือประชาชนคนธรรมดาอย่างเราจะมีส่วนช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง

 

ที่มา ; blockdit

 

เกี่ยวข้องกัน

คอร์รัปชันรุนแรงต่อเนื่อง 15 ปี พอหรือยัง

อาทิตย์ที่แล้วมีข่าวเล็กๆ เกี่ยวกับคอร์รัปชัน จากปาฐกถาของประธานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. 

ปาฐกถาดังกล่าวระบุว่า แม้ในสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน ในภาวะที่คนทั้งประเทศมีความทุกข์ยาก แต่การทุจริตคอร์รัปชันก็เกิดขึ้นต่อเนื่อง โดยคำกล่าวหาการทุจริตมีจำนวนถึง 15,582 กรณี ชี้ว่า การทุจริตคอร์รัปชันไม่ได้ลดราวาศอกให้กับสถานการณ์โควิด-19 หรือถ้าพูดแบบชาวบ้านในภาษาของผมก็คือ คอร์รัปชันเป็นธุรกิจเปิดปกติไม่มีวันหยุด 

ข้อเท็จจริงคือคอร์รัปชันได้ทำลายประเทศไทยต่อเนื่องไม่มีวันหยุดมาแล้วอย่างน้อย 15 ปี คือตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ที่สถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศมีแนวโน้มแย่ลงโดยตลอด วัดจากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ ที่อันดับของประเทศไทยตกต่ำต่อเนื่องจาก อันดับที่ 59 ในปี 2548 เป็น 85 ในปี 2561 อันดับที่ 101 ในปี 2562

(นายนิวัติไชย  เกษมมงคล เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2567 เวลา 13.01 น. ตามเวลาในประเทศไทย องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ได้เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2566 โดยจากจำนวนประเทศ 180 ประเทศทั่วโลกนั้น ประเทศที่ได้คะแนนสูงที่สุดคือ 90 คะแนน จัดเป็นอันดับ 1 ของโลกคือ ประเทศเดนมาร์ก, อันดับ 2 ของโลกได้ 87 คะแนน คือ ประเทศฟินแลนด์ อันดับ 3 ของโลกได้ 85 คะแนน คือ ประเทศนิวซีแลนด์ ในขณะที่ประเทศไทย ได้ 35 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 108 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 4 ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดคือประเทศสิงคโปร์ ได้ 83 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 5 ของโลก 

ล่าสุดปีนี้ จากรายงานขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศเผยแพร่เมื่อต้นปี 2564 อันดับคอร์รัปชันประเทศไทยวัดจากดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันเพิ่มเป็น 104 ในปี 2563 คือแย่ลงอีกสามอันดับจากปี 2562 ได้ 36 คะแนนจากคะแนนเต็ม 100 เท่ากับคะแนนปี 2562 อันดับที่ 104 ทำให้สถานการณ์คอร์รัปชันประเทศไทยในสายตานักลงทุนแย่กว่าอินโดนีเซียที่ได้อันดับ 101 ในปี 2563 และเท่ากับเวียดนามที่อันดับปรับดีขึ้นจากปี 2562 

ข้อมูลจึงย้ำว่าสถานการณ์คอร์รัปชันในประเทศไทยรุนแรงต่อเนื่องและไม่มีแนวโน้มดีขึ้น และในปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มมีการระบาดของโควิด สถานการณ์คอร์รัปชันก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่กลับแย่ลงเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ ตรงกับข้อมูลของ ป.ป.ช ที่ว่าสถานการณ์คอร์รัปชันไม่ได้ลดราวาศอกลงแม้ประเทศจะเกิดวิกฤติ

องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศได้ออกบทความ “ทำไมเราต้องต่อสู้กับคอร์รัปชันในช่วงโควิด-19” ชี้ว่าสถานการณ์สองวิกฤติที่ซ้อนกัน คือ วิกฤติสาธารณสุขที่เกิดจากการระบาดของโควิด-19 และวิกฤติเศรษฐกิจที่เป็นผลจากการระบาด สร้างพลวัตให้ความเสี่ยงที่จะเกิดการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชันมาก อย่างประเทศไทย ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น โดยเป็นผลจากสามปัจจัย

·    หนึ่ง เม็ดเงินที่ต้องใช้กระตุ้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาโดยภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้นจากสถานการณ์โควิดจะล่อแหลมต่อการทุจริตคอร์รัปชัน

·    สอง ระบบการตรวจสอบปกติถูกกระทบจากผลของการระบาด คือ เจ้าหน้าที่รัฐทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้การตรวจสอบมีช่องว่างและเอื้อให้การทุจริตคอร์รัปชันทำได้ง่ายขึ้น 

·    สาม การใช้อำนาจโดยนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ คือ ข้าราชการประจำ แทรกแซงกระบวนการแก้ไขปัญหาเพื่อหาประโยชน์ทั้งจากการทุจริตคอร์รัปชันและในการจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น เช่น ยา วัคซีน อาหารบริจาค เพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้อง

สิ่งเหล่านี้จะส่งผลให้วิกฤติเศรษฐกิจและวิกฤติสาธารณสุขที่ประเทศประสบจะยิ่งรุนแรง เพราะการแทรกแซงกระบวนการแก้ไขปัญหาและการทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้ เงินที่ควรส่งไปช่วยเหลือประชาชนทั้งในการรักษา การฉีดวัคซีนและการเยียวยา ทำได้น้อยกว่าที่ควร ทำให้มาตรการแก้ปัญหาอ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ และเมื่อมาตรการแก้ไขไม่เพียงพอ ไม่มีประสิทธิภาพ การระบาดก็จะยังมีอยู่ ส่งผลให้วิกฤติเศรษฐกิจยิ่งรุนแรงมากขึ้น เป็นวงจรอุบาทว์ที่การทุจริตคอร์รัปชันทำให้วิกฤติสาธารณสุขและวิกฤติเศรษฐกิจรุนแรงและลึกกว่าที่ควรจะเป็น 

ในกรณีของประเทศเรา สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ปฏิเสธหรือประมาทไม่ได้ ที่การทุจริตคอร์รัปชันจะรุนแรงขึ้นในช่วงที่ประเทศเกิดวิกฤติ ทำให้มาตรการแก้ไขปัญหาไม่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้วิกฤติยิ่งรุนแรงและยืดเยื้อ เพราะวงเงินกู้ 1.5 ล้านล้านบาทที่รัฐบาลกู้มาเพื่อแก้ไขปัญหาอาจล่อแหลมต่อการทุจริตได้ในหลายรูปแบบ ทั้งในเรื่องเยียวยาว่าคนที่ได้รับเงินเยียวยาเป็นผู้ที่ควรได้หรือไม่ มีตัวตนจริงหรือไม่ ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ หรือการจัดซื้อจัดจ้างอุปกรณ์การแพทย์ ยา หน้ากากอนามัยและวัคซีน ว่าเป็นไปตามกระบวนการที่โปร่งใส ทำตามเหตุผลและหลักวิชาหรือไม่ หรือมีการแทรกแซงเพื่อหาประโยชน์อย่างไม่สุจริต 

เรื่องการตรวจสอบก็ชัดเจนว่า ระบบการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายของเราอ่อนแอลงมากในช่วงโควิด ตรงกับข้อสังเกตขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ จากที่เรามีความอ่อนแอในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ที่ทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 กลับมาเป็นรอบๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมายของแรงงานต่างด้าว การข้ามเข้าออกพรมแดนติดประเทศเพื่อนบ้านโดยคนไทยที่ไม่ทำตามกลไกปกติเพราะไปทำงานที่ผิดกฎหมาย หรือไปบ่อนการพนันตามชายแดน และการระบาดของไวรัสในสถานเริงรมย์ในกรุงเทพฯ ที่อาจเปิดกิจการอย่างไม่ถูกต้อง การกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้คือ การทุจริตคอร์รัปชันในการปฏิบัติหน้าที่ที่มีผู้ได้ประโยชน์ที่อาจทำอย่างตั้งใจเพื่อหาประโยชน์โดยไม่สนใจว่าประเทศอยู่ในสถานการณ์วิกฤติและการป้องกันการระบาดเป็นนโยบายที่มีความสำคัญสูงสุด 

เหตุการณ์โควิด-19 จึงเป็นเครื่องยืนยันว่าคอร์รัปชันในบ้านเราเป็นธุรกิจที่ไม่มีวันหยุดจริงๆ เหมือนเป็นอาชีพที่คนต้องทำงานไม่งั้นไม่มีรายได้ ทำให้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศจึงรุนแรงตลอด 15 ปีที่ผ่านมาและไม่มีแนวโน้มดีขึ้น และที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะผู้มีอำนาจที่จะแก้ไขปัญหาได้ ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการประจำ และบริษัทธุรกิจที่มีส่วนในพฤติกรรมคอร์รัปชัน ล้วนไม่แก้ปัญหาหรือไม่ต้องการแก้ปัญหา ปัญหาจึงบานปลายรุนแรงจนกลายเป็นระบบที่น่ากลัวและดูเหมือนว่าไม่มีใครควบคุมได้ ผลลัพธ์คือประเทศถูกทำลาย เพราะไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะเติบโตและพัฒนาได้ถ้าประเทศมีปัญหาคอร์รัปชันรุนแรง 

ด้วยเหตุนี้คนส่วนมากจึงไม่หวังอะไรมากกับคนรุ่นปัจจุบันที่อยู่ในอำนาจและอาจอยู่ในสมการคอร์รัปชันตลอด 15 ปีที่ผ่านมาที่จะแก้ปัญหา ความหวังอยู่ที่คนรุ่นใหม่ที่ประเทศนี้อีก 15 ปีข้างหน้า คือ อนาคตของพวกเขา คนรุ่นใหม่คือพลังและความหวังเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงให้ประเทศดีขึ้น โปร่งใสขึ้นโดยใช้ความรู้และวิทยาการสมัยใหม่เข้าแก้ไขปัญหา ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือ งาน ACTkathon ขององค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่นแห่งประเทศไทย ที่เพิ่งจบไปที่เปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ร่วมเสนอไอเดียและสร้างเครื่องมือภาคประชาสังคม ที่ใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีและความรู้สมัยใหม่แก้ปัญหาคอร์รัปชัน ปรากฏว่ามีคนรุ่นใหม่กว่า 500 คนเข้าร่วมเสนอความเห็นและเครื่องมือต่างๆ เพื่อช่วยประเทศสร้างความโปร่งใสและแก้คอร์รัปชัน คัดแล้วเหลือ 20 ทีมหรือ 100 คน และเข้ารอบสุดท้าย 5 ทีม 

ผมได้เข้าฟังการนำเสนอของทั้ง 5 ทีมในรอบสุดท้ายและประทับใจมาก ทุกทีมเน้นความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูลในการแก้ไขปัญหาโดยใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ไม่ว่าจะเป็น การรายงานสิ่งที่ไม่ถูกต้องทั้งในระดับองค์กร ระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ โดยระบบรายงานที่สร้างความปลอดภัยให้กับผู้รายงาน หรือการใช้ปัญญาประดิษฐ์หาการเชื่อมต่อระหว่างผู้เล่นในภาครัฐ ภาคธุรกิจและภาคการเมืองที่เข้าร่วมประมูลโครงการรัฐ หรือระบบที่ตรวจสอบการรุกล้ำป่า เป็นต้น 

นี่คือพลังและความหวังที่จะเป็นสายน้ำไหลกลับให้สถานการณ์คอร์รัปชันของประเทศเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ลองนึกภาพถ้าโครงการที่นำเสนอโดยทั้ง 20 ทีมถูกนำไปใช้จริงจัง ผมเชื่อว่าภายในเวลา 5 ปีประเทศไทยไม่ใช่เฉพาะปัญหาคอร์รัปชันจะเปลี่ยนไปอย่างไม่เคยมีมาก่อน จากความโปร่งใสที่จะมีมากขึ้น และดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชันจะปรับดีขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อนเช่นกัน 

นี่คือพลังที่ประเทศมี ที่เราต้องรับฟังให้โอกาสและใช้ประโยชน์ เพราะประเทศคือ อนาคตของพวกเขา.

บทความโดย ดร.บัณฑิต นิจถาวร | คอลัมน์ เศรษฐศาสตร์บัณฑิต

ที่มา ; blockdit

 

เกี่ยวข้องกัน

ดัชนีรับรู้ทุจริตปี 67 ไทยได้ 34 คะแนน ต่ำสุดรอบ 12 ปี

ผลการสำรวจดัชนีรับรู้การทุจริต วัดความโปร่งใสของภาครัฐทั่วโลก ประจำปี 2567 ไทยได้ 34 คะแนน รั้งอันดับ 5 ของอาเซียน และอันดับ 107 ของโลก ถือเป็นคะแนนต่ำสุดในรอบ 12 ปี 

สำนักงานคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) รายงานผลการสำรวจดัชนีรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index หรือ CPI) ประจำปี 2567 ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) จากจำนวนประเทศ 180 ประเทศทั่วโลก โดย

อันดับ 1 ได้แก่ ประเทศเดนมาร์ก ได้คะแนนสูงที่สุด 90 คะแนน เต็ม 100 คะแนน อันดับ 2 ประเทศฟินแลนด์ ได้ 88 คะแนน อันดับ 3 ประเทศสิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน ในขณะที่ประเทศไทย ได้ 34 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 107 ของโลก และอยู่ในอันดับที่ 5 ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในกลุ่มอาเซียน คือ ประเทศสิงคโปร์ ได้ 84 คะแนน จัดอยู่ในอันดับที่ 3 ของโลก

ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยในปี 2567 เป็นการประเมินจากแหล่งข้อมูล 9 แหล่ง โดยประเทศไทย

คะแนนที่ได้เพิ่มขึ้น 5 แหล่ง คือ

·      BF(TI) เพิ่มขึ้นจาก 33 คะแนนในปี 2566 เป็น 34 คะแนน : การติดสินบนและการทุจริตมีอยู่หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

·      PRS เพิ่มขึ้นจาก 32 คะแนนในปี 2566 เป็น 33 คะแนน : มีอำนาจ หรือตำแหน่งทางการเมือง มีการทุจริตโดยใช้ระบบอุปถัมภ์ และระบบเครือญาติ และภาคการเมืองกับภาคธุรกิจ มีความสัมพันธ์กันมากน้อยเพียงได้

·      V-DEM เพิ่มขึ้นจาก 26 คะแนนในปี 2566 เป็น 29 คะแนน : การทุจริตในภาครัฐ ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และตุลาการเกี่ยวกับสินบน การขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลกับส่วนรวม มากน้อยเพียงใด

·      PERC เพิ่มขึ้นจาก 37 คะแนนในปี 2566 เป็น 41 คะแนน : ระดับการรับรู้ว่าการทุจริตเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสถาบันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง มากน้อยเพียงใด

·      WJP เพิ่มขึ้นจาก 33 คะแนนในปี 2566 เป็น 34 คะแนน : เจ้าหน้าที่รัฐมีพฤติกรรมการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางมิชอบมากน้อยเพียงใด

 

คะแนนที่ได้ลดลง 4 แหล่ง คือ

·      IMD ลดลงจาก 43 คะแนนในปี 2566 เป็น 36 คะแนน : การติดสินบนและการทุจริตมีอยู่หรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

·      WEF ลดลงจาก 36 คะแนนในปี 2566 เป็น 34 คะแนน : ภาคธุรกิจต้องจ่ายเงินสินบนในกระบวนการต่าง ๆ มากน้อยเพียงใด

·      EIU ลดลงจาก 37 คะแนนในปี 2566 เป็น 35 คะแนน : ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ

 

ทั้งนี้ดัชนีรับรู้การทุจริตในปี 2567 ไทยถือว่าได้คะแนนต่ำสุดรอบหลายปี หากย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2555 จะพบว่าคะแนนลดลงต่อเนื่อง และอันดับโลกก็เริ่มขยับมากขึ้น

§  2555 ได้คะแนน 37 อันดับ 88 ของโลก

§  2556 ได้คะแนน 35 อันดับ 102 ของโลก

§  2557 ได้คะแนน 38 อันดับ 85 ของโลก

§  2558 ได้คะแนน 38 อันดับ 76 ของโลก

§  2559 ได้คะแนน 35 อันดับ 101 ของโลก

§  2560 ได้คะแนน 37 อันดับ 96 ของโลก

§  2561 ได้คะแนน 36 อันดับ 99 ของโลก

§  2562 ได้คะแนน 36 อันดับ 101 ของโลก

§  2563 ได้คะแนน 36 อันดับ 104ของโลก

§  2564 ได้คะแนน 35 อันดับ 110 ของโลก

§  2565 ได้คะแนน 36 อันดับ 101 ของโลก

§  2566 ได้คะแนน 35 อันดับ 108 ของโลก

§  2567 ได้คะแนน 34 อันดับ 107 ของโลก 

สำหรับดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) เป็นดัชนีที่สะท้อนภาพลักษณ์การทุจริตของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ที่มีความสำคัญต่อนักลงทุนหรือนักธุรกิจในการประเมินความเสี่ยงหรือใช้ประกอบการตัดสินใจในการเข้ามาลงทุนในแต่ละประเทศ ซึ่งดัชนีดังกล่าวสำรวจโดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ที่มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงเบอร์ลิน สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2536 มีสถานะเป็นองค์กรภาคประชาสังคมระหว่างประเทศที่มีวัตถุประสงค์ในการดำเนินงานด้านการต่อต้านการทุจริต

 

ที่มา ; thaipbs

 

เกี่ยวข้องกัน

แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องยาก 

ปัญหาทุจริตเป็นปัญหาที่สำคัญอย่างยิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไข เนื่องจากการทุจริตจะส่งโดยตรงต่อการพัฒนาทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลระยะยาวต่อแนวทางการใช้นโยบายเพื่อลดระดับความเหลื่อมลํ้าของการกระจายรายได้ 

โดยปัจจุบันประเทศไทยได้คะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ความโปร่งใสที่ลดลงและต้องมีการปฏิรูปอย่างถูกต้องโดยดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี ที่เผยแพร่โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International : TI) โดยประเทศไทยได้คะแนนดัชนีรับรู้การทุจริตอยู่ในอันดับ 110 ของโลกจาก 180 ชาติ และอยู่ในอันดับที่ 6 ของกลุ่มประเทศอาเซียน 

ปัญหาดังกล่าว หน่วยงานรัฐจะต้องหาแนวทางในการแก้ไข หรือ หาต้นแบบในการปรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment: ITA) เพื่อนำมาใช้กับการเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต CPI

o   หน่วยงานภาครัฐประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำแผนในการสร้างระบบ Big data เชิงบูรณาการ โดยเริ่มจากการทำ Platform กลาง ให้ประชาชนเข้ามาให้ความเห็นตลอดเวลา ที่เกี่ยวกับกระบวนการของนโยบายต่างๆ โดยแบ่งเป็นแต่ละกรม

o   มีช่องทางร้องเรียนทุจริตในระบบของ Platform กลางภายใต้  Open Government Data ซึ่งต้องผ่านช่องทาง YouTube ของผู้บริหารแต่ละท่านในการแถลงนโยบาย หรือประเด็นนโยบายต่างๆ

o   การรวบรวมข้อมูลและ ประเมินการ vote และข้อคิดเห็นต่างๆของภาคประชาชนและ เพื่อนำมาพัฒนานโยบาย เป็นต้น ซึ่งหน่วยงานภาครัฐจะต้องมีการประชุมร่วมกันเพื่อจัดทำแผนในการสร้างระบบ Big data โดยเริ่มจากการเน้นนโยบายที่กระทบต่อรายได้ของประชาชนเป็นหลักก่อน โดยอาจนำคำถามจาก ITA มาใช้ใน Plat form กลางนี้ โดยเชื่อมโยงกับ Digital Democracy และรวบรวมข้อมูล เพื่อนำระบบมาประยุกต์กับการประเมิน ITA มาตอบโจทย์ปัญหา และวิเคราะห์ในการยกระดับ CPI แต่จะต้องเป็นการร้องเรียนภายใต้นโยบายต่างๆ

นอกจากนั้น นำข้อถกเถียงจากกระบวนการ Digital Democracy มาวางกรอบในการสร้าง E-government โดยรัฐบาลมอบหมายสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์กรมหาขน) เป็นเจ้าภาพหลักในการจัดระบบ E-government ภายใต้ระบบ Blockchain โดยจะต้องคำนึงถึงการนำเครื่องมือมาใช้ตามกลุ่มของภารกิจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงานภายใต้การจัดรูปแบบ Clusters หรือ หน้าที่คล้ายกัน เช่น กรมที่ออกใบอนุญาต

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐจำเป็น ต้องตั้งคณะกรรมการภายใต้สำนักงานในการติดตามการทำงาน โดยมีคำนึงถึงการตอบโจทย์เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในระยะต้น ระยะกลาง และระยะยาว และให้ตัวแทนในแต่ละหน่วยงานในฐานะกรรมการสามารถตั้งงบประมาณในการดำเนินการได้ โดยจะต้องคำนึงถึงความสำเร็จ และเกิดความคุ้มค่าในการบริหารจัดการงบประมาณ โดยสร้างดัชนีชี้วัดในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์และนำมาเชื่อมกับระบบของ Big data ในการสื่อสารร่วมกัน 

โดยผมเชื่อมั่นว่าถ้าภาครัฐสามารถดำเนินการดังกล่าวการทุจริตก็จะลดลงและจะส่งโดยตรงต่อการพัฒนาทางการเมืองและนำไปสู่การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะสั้นและระยะยาวและยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับต่างประเทศในการเพิ่มการลงทุนในประเทศไทยโดยเฉพาะ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และท้ายสุดยังส่งผลระยะยาวต่อแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายเพื่อลดระดับความเหลื่อมลํ้าของการ กระจายรายได้อีกด้วย อย่าลืมว่าไม่มีประเทศไหนที่มีคอร์รัปชันสูงแต่มีการพัฒนาเศรษฐกิจที่สูงตามในโลกใบนี้ 

แก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องยาก : คอลัมน์แก้เกมเศรษฐกิจการเมือง โดย ศ.ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,800 หน้า 5 วันที่ 14 - 16 กรกฎาคม 2565

ที่มา blockdit

เกี่ยวข้องกัน

'9 สถาบันต่างชาติ’สะท้อนปัญหาทุจริตไทย คุม'การเมือง'เอื้อพวก-ต้องจ่าย'ค่าอํานวยความสะดวก' 

“…การทุจริตในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ ที่ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ยังมีอิทธิพลที่สามารถควบคุมระบบการเมืองของประเทศ ให้สามารถเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน เพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจบางประการ เช่น การได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษ การได้รับยกเว้นการดำเนินการทางด้านกฎหมาย…” 

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา ที่ประชุม ครม. รับทราบ ‘รายงานผลการวิเคราะห์ดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปี พ.ศ.2567’ และ ‘รายงานผลการขับเคลื่อนการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567’ ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เสนอ 

ทั้งนี้ ภายใต้ ‘รายงานผลการขับเคลื่อนการยกระดับค่าคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567’ สำนักงาน ป.ป.ท. ได้ทำการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับการ ‘ทุจริต’ ในประเทศไทย เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน และแนวโน้มของปัญหาการทุจริตในประเทศ 

โดยอาศัยข้อมูลจากแหล่งที่ใช้ในการคํานวณดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (TI) จำนวน 9 แหล่ง เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลการประเมินคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2566 (CPI 2023) 

สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) จึงขอนำเสนอมุมมองของ ‘สถาบันต่างประเทศ’ 9 แห่ง ต่อสถานการณ์ทุจริตในประเทศไทย ระหว่างปี 2563-2566 ผ่านผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการประเมินคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทยฯ ของสำนักงาน ป.ป.ท. มีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังนี้

 

@ชี้ผลพวงรัฐประหารปี 57 ทำกลไกตรวจสอบ‘ทุจริต’อ่อนแอ

ผลการวิเคราะห์ผลการประเมินคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ.2566 

1.Bertelsmann Stiftung Transformation Index 2024 (BF (TI))

Bertelsmann Stiftung Transformation Index 2024 (BF (TI)) จัดทำขึ้นโดยมูลนิธิเบอร์เทลแมนน์ เป็นการประเมินการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อประโยชน์มิชอบ และประสิทธิภาพของรัฐบาลในการควบคุมปัญหาการทุจริต โดยวิเคราะห์จากสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศนั้น ว่า การปราบปรามการทุจริต และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด 

ค่าคะแนน BF (TI) ของประเทศไทยในปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ในปี พ.ศ.2563 ถึง พ.ศ.2565 ค่าคะแนนมีความคงที่ 37 คะแนน แต่ในปี พ.ศ.2566 คะแนนลดลง ถึง 4 คะแนน โดยมีค่าคะแนน 33 คะแนน 

Bertelsmann StiftungTransformation Index 2024 (BF (TI)) กล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายประการที่เกี่ยวข้องกับธรรมาภิบาล และการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถานการณ์การทุจริตในประเทศ ที่ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างทางการเมืองและการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในระบบราชการและการเมือง 

ประการแรก เสรีภาพในการแสดงออก การมีส่วนร่วมทางการเมือง และเสรีภาพในการรวมกลุ่ม จากการจํากัดเสรีภาพในการแสดงออกและการรวมกลุ่ม อาจทำให้ประชาชนและภาคประชาสังคม ไม่สามารถตรวจสอบและเปิดโปงการกระทำที่ทุจริตได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังอาจนําไปสู่การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเกิดการทุจริต เนื่องจากขาดการตรวจสอบจากสาธารณะและสื่อมวลชน 

ประการที่สอง การตรวจสอบและถ่วงดุลยังมีความอ่อนแอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับดูแลของฝ่ายบริหารที่มีอำนาจเหนือกว่าฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ อาจเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อให้เกิดการทุจริตได้ง่ายขึ้น เนื่องจากเจ้าหน้าที่รัฐและผู้มีอำนาจทางการเมือง อาจไม่ต้องเผชิญกับการตรวจสอบที่เข้มงวด หรือการลงโทษที่รุนแรงเมื่อมีการกระทำที่ทุจริต 

ประการที่สาม อิทธิพลของทหารในการเมือง ทหารยังคงมีบทบาทและอิทธิพลอย่างมากในการเมืองไทย ปรากฏการณ์นี้สร้างความกังวลในหลายด้าน โดยเฉพาะในแง่ของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น และการขาดความโปร่งใสในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง

นอกจากนี้ อิทธิพลของทหารในการเมือง ยังอาจส่งผลกระทบต่อความพยายามในการปฏิรูประบบราชการและการสร้างความโปร่งใสในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการต่อต้านการทุจริต 

ประการที่สี่ การที่รัฐบาลทหารเข้ามาบริหารประเทศตั้งแต่การรัฐประหารในปี พ.ศ.2557 ส่งผลกระทบต่อสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยอย่างมีนัยสําคัญ แม้จะมีการจัดการเลือกตั้งในปี พ.ศ.2562 แต่โครงสร้างอำนาจยังคงอยู่ภายใต้อิทธิพลของทหาร และนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง ยังคงเป็นคนเดียวกับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังรัฐประหาร ส่งผลให้กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลทางการเมืองอ่อนแอลง 

ประการที่ห้า ความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาทุจริตในประเทศไทยยังมีจํากัด บ่งชี้ว่ากลไกการต่อต้านการทุจริตที่มีอยู่อาจยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ หรือไม่ได้รับการนําไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ การที่ความพยายามในการต่อต้านการทุจริตไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร อาจส่งผลให้ปัญหาการทุจริตฝังรากลึกในระบบการเมืองและสังคมไทย ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

 

@EIU ชี้‘ผู้มีอิทธิพลการเมือง-คนร่ำรวย’ได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ

2.Economist Intelligence Unit Country Risk Service 2023 (EIU)

Economist Intelligence Unit Country Risk Service 2023 (EIU) เป็นบริษัทย่อยของหนังสือพิมพ์ Economist Newspaper ที่ให้ความช่วยเหลือข้อมูลด้านธุรกิจ การเงิน และรัฐบาลในการรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ในการสร้างโอกาสและความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งเป็นการตรวจสอบการใช้งบประมาณ การใช้อำนาจแต่งตั้งเจ้าหน้าที่รัฐ และความเป็นอิสระขององค์กรตรวจสอบ

EIU วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศต้องเผชิญ ได้แก่ ความโปร่งใสในการจัดสรร และการใช้จ่ายงบประมาณ การใช้ทรัพยากรของราชการ/ส่วนรวม การแต่งตั้งข้าราชการจากรัฐบาลโดยตรง 

มีหน่วยงานอิสระในการตรวจสอบการจัดการงบประมาณของหน่วยงานนั้นๆ มีหน่วยงานอิสระด้านยุติธรรม ตรวจสอบผู้บริหาร/ผู้ใช้อำนาจ มีธรรมเนียมการให้สินบน เพื่อให้ได้สัญญาสัมปทานจากหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ EIU มีการสํารวจเก็บข้อมูลประมาณเดือนกันยายนของทุกปี 

ค่าคะแนน EIU ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ค่าคะแนนมีความคงที่ 37 คะแนน ซึ่งอาจเนื่องมาจากการที่ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคง ด้านเสถียรภาพทางการเมือง ด้านประสิทธิผลของรัฐบาล และด้านกฎหมายและข้อบังคับ ซึ่งมีผลมาจากความขัดแย้งของกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกลกับกลุ่มทหาร และฝ่ายอนุรักษ์นิยม 

รวมถึงการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองที่มากเกินไปของกลุ่มทหาร และผลการดำเนินงานด้านการกำกับดูแลกิจการของรัฐ และการดำเนินการต่อต้านการทุจริตของรัฐบาลปัจจุบันในอดีตที่ถูกมองว่าขาดประสิทธิภาพ 

Economist Intelligence Unit Country Risk Service 2023 (EIU) ได้วิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยงที่ระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยต้องเผชิญ โดยประเด็นที่มีความเสี่ยงในระดับสูงที่ EIU 2023 กล่าวถึงประเทศไทย มีรายละเอียด ดังนี้ 

ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศ ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศอยู่ในระดับสูงจากการยุบพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน รวมถึงการที่ทหารเข้ามามีบทบาทแทรกแซงทางการเมือง อีกทั้งปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัญหาความขัดแย้งของชนกลุ่มน้อยในประเทศเมียนมาร์ ตามแนวชายแดนติดต่อกับประเทศไทย 

ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมืองเพิ่มขึ้น จากสาเหตุความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกมองว่าเป็นฝ่ายต่อต้านสถาบัน ที่พยายามผลักดันให้เกิดการลดอิทธิพลทางการเมืองของฝ่ายอนุรักษ์นิยมลง กับกลุ่มทหารที่ได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายอนุรักษ์นิยม โดยความขัดแย้งของทั้งสองฝ่าย ส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง 

ความเสี่ยงด้านประสิทธิผลของรัฐบาล ประเทศไทยยังคงมีความเสี่ยงด้านประสิทธิผลของรัฐบาลสูง เนื่องจากการดําเนินงานของพรรคเพื่อไทยในช่วงปี พ.ศ.2544-2549 ปี พ.ศ.2551 และ ปี พ.ศ.2554-2557 เกี่ยวกับการกำกับดูแลการดำเนินของรัฐและการดำเนินการด้านการต่อต้านการทุจริต ทำได้ไม่ดีนัก 

จากสาเหตุของการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มการเมืองภายในพรรค และการขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐ ส่งผลให้การตัดสินใจและการดำเนินนโยบายเกิดความล่าช้า อย่างไรก็ตาม รัฐบาลปัจจุบันกําลังพยายามดำเนินการปรับกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อให้เกิดความสะดวกในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น 

ความเสี่ยงด้านกฎหมายและข้อบังคับ ระบบกฎหมายของประเทศไทยถูกมองว่า มีความล่าช้า แม้จะมีความเที่ยงธรรม โดยเฉพาะกฎหมายทางการค้า และยังคงพบว่า กลุ่มผู้มีอิทธิพลทางการเมืองหรือ กลุ่มคนร่ำรวยจะได้รับการปฏิบัติเป็นพิเศษ

 

@GI เผยทำธุรกิจในไทย ต้องใช้‘สัมพันธ์ส่วนตัว-เครือข่ายธุรกิจ’

3.Global Insight Country Risk Ratings 2022 (GI)

Global Insight Country Risk Ratings 2022 (GI) เป็นการจัดอันดับความเสี่ยงด้านทางธุรกิจ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ และการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจบางธุรกิจ ในแหล่งข้อมูล GI มีประเด็นที่ องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นํามาคํานวณเป็นคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต คือ

ความเสี่ยงของการที่บุคคลหรือบริษัทจะต้องเผชิญกับการติดสินบนหรือการทุจริตในรูปแบบอื่น เพื่อที่จะทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น เช่น เพื่อให้ได้รับสัญญาเพื่อการส่งออก นําเข้า หรือเพื่อความสะดวกสบายเกี่ยวกับงานด้านเอกสารต่างๆ มีมากน้อยเพียงใด” ซึ่งถูกประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญแต่ละประเทศ ซึ่งได้รับข้อมูลจากกลุ่มลูกค้า ผู้ทําสัญญากับภาครัฐ นักลงทุน นักธุรกิจ ผู้รับงานอิสระ เครือข่ายนักข่าว 

โดยค่าคะแนน GI ของประเทศไทย ใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ค่าคะแนนมีความคงที่ 35 คะแนน เนื่องมาจากการทุจริตในประเทศไทยมีความแพร่หลายในหลายภาคส่วนของเศรษฐกิจ 

Global Insight Country Risk Ratings 2022 (GI) จัดอันดับความเสี่ยงทางธุรกิจ การติดสินบนเจ้าหน้าที่ และการออกนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจบางธุรกิจ

โดย GI กล่าวถึงความเสี่ยงทางธุรกิจของประเทศไทยถึงความท้าทายที่บริษัทต่างชาติต้องเผชิญในการได้รับสัญญาและใบอนุญาตในประเทศไทย โดยระบุว่า กระบวนการ มักขาดความโปร่งใส และอาจมีการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทท้องถิ่น หรือบริษัทที่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ 

GI ชี้ให้เห็นว่าการใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวและเครือข่ายทางธุรกิจ ยังคงมีบทบาทสำคัญในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งอาจทำให้บริษัทต่างชาติที่ไม่มีเครือข่ายดังกล่าวเสียเปรียบในการแข่งขัน นอกจากนี้ GI ยังได้ย้ำถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมท้องถิ่นและแนวปฏิบัติทางธุรกิจของไทย เพื่อให้สามารถนําทางความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

@IMD ระบุทำธุรกิจในไทย ต้อง‘จ่าย’ค่าอํานวยความสะดวก

4. IMD World Competitiveness Center World Competitiveness Yearbook Executive Opinion Survey 2023 (IMD)

IMD World Competitiveness Center World Competitiveness Yearbook Executive Opinion Survey 2023 (IMD) เป็นการนําข้อมูลสถิติทุติยภูมิและผลการสํารวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูง ไปประมวลผลจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และพิจารณาจาก 4 องค์ประกอบ คือ 1) สมรรถนะทางเศรษฐกิจ 2) ประสิทธิภาพของภาครัฐ 3) ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ 4) โครงสร้างพื้นฐาน

ทั้งนี้ IMD สํารวจข้อมูลประมาณ เดือนมกราคม-เมษายน ของทุกปี ในแหล่งข้อมูล IMD World Competitiveness Yearbook (IMD) โดยมีประเด็นที่องค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ นํามาคํานวณ เป็นคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริตจากแบบสํารวจความคิดเห็นผู้บริหารระดับสูงในประเทศไทย คือ “มีการติดสินบนและการทุจริตหรือไม่” 

ค่าคะแนน IMD ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ในปี พ.ศ.2563 มีค่า คะแนน 41 คะแนน และปีพ.ศ.2564 มีค่าคะแนนลดลง 2 คะแนน เป็น 39 คะแนน และปี พ.ศ. 2565 ค่าคะแนนสูงขึ้น 4 คะแนน คือ จาก 39 คะแนน เป็น 43 คะแนน 

และมีความคงที่ในปี พ.ศ.2566 อาจมาจากปัจจัยการพัฒนาโครงสร้างด้านเทคโนโลยี (Technological Infrastructure) ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนระหว่างประเทศ (International Investment) และการค้าระหว่างประเทศ (International Trade) ที่ปรับตัวดีขึ้นมากภายหลังจากการเปิดประเทศหลังวิกฤตโรคโควิด-19 

IMD ให้ข้อมูลและการวิเคราะห์เกี่ยวกับผลกระทบของการทุจริตต่อความสามารถในการแข่งขัน ว่า การทุจริตเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ 

โดย IMD กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มักต้องจัดสรรทรัพยากรส่วนหนึ่งไว้ สำหรับการจัดการกับการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นการจ่ายเงิน เพื่ออํานวยความสะดวก หรือการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ ซึ่งทำให้เกิดต้นทุนที่ไม่จำเป็นและลดทอนความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในระยะยาว 

อีกทั้งการทุจริตในระบบการศึกษาและการวิจัย ส่งผลเสียต่อคุณภาพของการศึกษา และการพัฒนาทักษะของแรงงาน ซึ่งการทุจริตอาจทำให้เกิดการสมองไหล (Brain Drain) โดยนักวิชาการและผู้มีความสามารถอาจเลือกย้ายไปทำงานในประเทศ ที่มีระบบที่โปร่งใสและเป็นธรรมมากกว่า ซึ่งส่งผลเสียต่อการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

@PERC ชี้‘ผู้มีอำนาจ’คุมระบบการเมือง เอื้อประโยชน์พวกพ้อง

5.Political and Economic Risk Consultancy Asian Intelligence 2023 (PERC)

Political and Economic Risk Consultancy Asian Intelligence 2023 (PERC) สํารวจข้อมูลจากนักธุรกิจในท้องถิ่นและนักธุรกิจชาวต่างชาติที่เข้าไปทำธุรกิจในประเทศนั้นๆ ได้แก่ นักธุรกิจจากสมาคมธุรกิจ ผู้แทนที่เข้าร่วมการประชุมต่างๆ ในเอเชีย ผู้แทนหอการค้าประเทศต่างๆ เป็นต้น ซึ่งข้อมูลที่นำมาใช้จัดทำ CPI 2023 เป็นข้อมูลที่เก็บรวบรวมข้อมูลประมาณเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม 2566

ทั้งนี้ PERC มีหลักเกณฑ์ในการสํารวจ โดยการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นการถามคําถามที่แสดงให้เห็นถึง ระดับการรับรู้ในเรื่องการทุจริต โดยมีคําถามที่ใช้ในการสํารวจที่สำคัญ คือ ท่านจะให้คะแนนปัญหาการทุจริตในประเทศที่ท่านทำงานหรือประกอบธุรกิจเท่าใด 

ค่าคะแนน PERC ของประเทศไทยในปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ในปี พ.ศ.2563 มีค่า คะแนน 38 คะแนน ในปี พ.ศ.2564 และปี พ.ศ. 2565 มีค่าคะแนนลดลงต่อเนื่อง เป็น 36 คะแนน และ 35 คะแนน ตามลำดับ และกลับมามีค่าเพิ่มขึ้นในปี พ.ศ.2566 จำนวน 2 คะแนน เป็นจำนวน 37 คะแนน 

PERC มองว่าการทุจริตในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ ที่ถึงแม้จะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ยังมีอิทธิพลที่สามารถควบคุมระบบการเมืองของประเทศ ให้สามารถเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน เพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจบางประการ เช่น การได้รับการปฏิบัติแบบพิเศษ การได้รับยกเว้นการดำเนินการทางด้านกฎหมาย เป็นต้น 

Political and Economic Risk Consultancy Asian Intelligence 2023 (PERC) สํารวจข้อมูลโดยการสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นการถามคําถามที่แสดงให้เห็นถึงระดับการรับรู้ในเรื่องการทุจริต PERC กล่าวถึงการทุจริตของประเทศไทยไว้ ว่า 

การทุจริตในประเทศไทยเกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศ แม้กลุ่มผู้มีอำนาจในประเทศจะมีจำนวนไม่มากนัก แต่ยังมีอิทธิพลที่สามารถควบคุมระบบการเมืองของประเทศ ให้สามารถเอื้อผลประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตน เพื่อให้เกิดข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจบางประการ 

การรับรู้ว่ายังมีระดับการทุจริตในหน่วยงานภาครัฐ โดยหน่วยงานภาครัฐบางแห่ง ยังสร้างให้เกิดการรับรู้ว่า ยังมีการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต การจัดเก็บภาษี และการบังคับใช้กฎหมาย อีกทั้งการดำเนินคดีในศาลที่ใช้ระยะเวลานานเกินไป รวมถึงอัตราการตัดสินรับโทษที่ต่ำเกินไป ส่งผลให้บุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำการทุจริตไม่เกรงกลัวในการรับโทษใดๆ 

การต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางธุรกิจ บริษัทต่างชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย มักต้องคำนึงถึงต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในการวางแผนธุรกิจ ซึ่งรวมถึงค่าใช้จ่ายในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ การจ่ายเงินอํานวยความสะดวก และค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่อาจมีความซับซ้อนหรือไม่ชัดเจน 

การตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจ ปัญหาการทุจริตของประเทศไทยเลวร้ายลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากการตรวจสอบและการถ่วงดุลอำนาจที่ไม่สามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินคดีทุจริตกับบุคคลที่มีความใกล้ชิดกับทหารมักไม่มีการดำเนินคดีหรือการสอบสวนอย่างจริงจัง 

แต่สำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร กลับถูกดำเนินคดีอย่างเข้มงวด หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือ การดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตเป็นการดําเนินงานแบบเลือกปฏิบัติ โดยผู้มีอำนาจ

 

@‘ทุจริต’เป็นความเสี่ยงทางการเมือง-กระทบ‘เสถียรภาพรัฐบาล’

6.The PRS Group International Country Risk Guide 2023 (PRS)

Political Risk Services International Country Risk Guide (ICRG) เป็นการจัดอันดับความเสี่ยงของประเทศต่างๆ ทั้งความเสี่ยงด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและด้านการเงิน วิเคราะห์ข้อมูลโดยผู้เชี่ยวชาญ และมีการรายงานผลทุกเดือน ครอบคลุม 140 ประเทศทั่วโลก 

การทุจริต” เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ใช้ประเมินความเสี่ยงด้านการเมือง PRS จึงมุ่งประเมินการทุจริตในระบบการเมือง โดยรูปแบบการทุจริตที่พบมากที่สุด คือ การเรียกรับสินบน หรือการเรียกรับเงินเพื่ออํานวยความสะดวกในการนําเข้า/ส่งออก การประเมินภาษี รวมถึงระบบอุปถัมภ์ ระบบพวกพ้อง การให้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองแบบลับๆ และความสัมพันธ์ใกล้ชิดของนักการเมืองกับนักธุรกิจ 

ค่าคะแนน PRS ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ค่าคะแนนมีความคงที่ 32 คะแนน อย่างไรก็ตาม PRS รายงานว่าการทุจริตยังคงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของความเสี่ยงทางการเมืองในประเทศไทย โดยส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบาย และความเชื่อมั่นของนักลงทุน 

PRS ชี้ให้เห็นว่าการทุจริตในระดับสูงมักเกี่ยวข้องกับการเมืองและนโยบายสาธารณะ ซึ่งอาจนําไปสู่ความไม่มั่นคงทางการเมืองและการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะเมื่อมีการเปิดเผยหรือกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตขนาดใหญ่ 

Political Risk Services International Country Risk Guide (ICRG) จัดอันดับความเสี่ยงของประเทศ ทั้งความเสี่ยงด้านการเมือง ด้านเศรษฐกิจและด้านการเงิน โดยข้อมูลที่ได้รับจาก PRS เกี่ยวกับประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตในประเทศไทยสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ ได้ดังนี้ 

เสถียรภาพของรัฐบาล (Government Stability) ค่าดัชนีเสถียรภาพของรัฐบาลมีแนวโน้มที่ดีขึ้นตลอดปี ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ การเพิ่มขึ้นของเสถียรภาพทางการเมืองนี้อาจเป็นโอกาสสำคัญในการผลักดันนโยบายต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

กฎหมายและความสงบเรียบร้อย (Law & Order) ค่าดัชนีกฎหมายและความสงบเรียบร้อยมีความคงที่ ซึ่งเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายและการรักษาความสงบเรียบร้อยในประเทศ 

ดัชนีความเสี่ยงทางการเมือง (Political Risk Rating) ดัชนีความเสี่ยงทางการเมืองมีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งอาจเอื้อต่อการดำเนินนโยบายต่อต้านการทุจริตในระยะยาว

 

@WEF เผย‘ผู้นําทางธุรกิจ’มีความไว้วางใจ‘นักการเมืองไทย’ต่ำ

7.World Economic Forum Executive Opinion Survey 2023 (WEF)

World Economic Forum Executive Opinion Survey 2023 (WEF) เป็นการประเมินการจ่ายเงินสินบนเกี่ยวกับการนําเข้าส่งออก การเข้าถึงสาธารณูปโภคการประเมินภาษีประจำปี การได้รับสัมปทาน การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และการนําเงินงบประมาณภาครัฐไปให้กับบริษัทบุคคลกหรือกลุ่มบุคคลใดๆ เพื่อการทุจริต

โดยสํารวจมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสูงสุดในการทำธุรกิจ 5 ด้าน คือ 1) การทุจริต 2) ความไม่มั่นคงของรัฐบาล/ปฏิวัติ 3) ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย 4) ระบบราชการที่ไม่มีประสิทธิภาพ 5) โครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่ไม่เพียงพอ 

ค่าคะแนน WEF ของประเทศไทยในปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ในปี พ.ศ.2563 มีค่า คะแนน 43 คะแนน และในปี พ.ศ.2564 มีค่าคะแนนลดลง 1 คะแนน เป็น 42 คะแนน และ ปี พ.ศ. 2565 ค่าคะแนนเพิ่มขึ้น 3 คะแนน จาก 42 คะแนน เป็น 45 คะแนน แต่ในปี พ.ศ.2566 คะแนนลดลงถึง 9 คะแนน โดยมีค่าคะแนน 36 คะแนน และแม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จะมีความพยายามในการแก้ไขปัญหาการทุจริต แต่ความสำเร็จยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก 

World Economic Forum Executive Opinion Survey 2023 (WEF) สํารวจมุมมองของนักธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเกี่ยวกับปัจจัยที่เป็นอุปสรรคสูงสุดในการทำธุรกิจ การวิเคราะห์สถานการณ์ทุจริตในประเทศไทยจากมุมมองของภาคธุรกิจ โดยอ้างอิงจากผลสํารวจความคิดเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion Survey: EOS) ซึ่งจัดทำโดย The World Economic Forum 2023 

แม้ว่าผลสํารวจจะไม่ได้ระบุว่า การทุจริตที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจของประเทศไทยคืออะไร แต่ผลสํารวจชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพของความพยายามในการต่อต้านการทุจริตในประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า 

ผู้นําทางธุรกิจมองว่ามาตรการต่อต้านการทุจริตที่มีอยู่ในปัจจุบันยังไม่มีประสิทธิภาพ เพียงพอในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงผู้นําทางธุรกิจมีความไว้วางใจในนักการเมืองไทยต่ำ ซึ่งความไม่ไว้วางใจนี้ อาจเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีตที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตที่เกิดขึ้นจำนวนมาก การใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือการเอื้อประโยชน์ให้กับพวกพ้อง ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบเห็นได้บ่อยในวงการการเมืองไทย

ผลสํารวจยังชี้ให้เห็นถึงระดับความเป็นอิสระของระบบตุลาการที่อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งความเป็นอิสระของระบบตุลาการเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นว่า การกระทำที่ทุจริตจะได้รับการลงโทษอย่างเหมาะสม และเป็นกลไกสำคัญในการยับยั้งการทุจริต ซึ่งจากผลสํารวจ อาจบ่งชี้ถึงความจําเป็นในการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมในการต่อสู้กับการทุจริต

 

@WJP ชี้‘หน่วยงานตำรวจ’ยังมีปัญหารับสินบน-เรียกรับผลปย.

8.World Justice Project Rule of Law Index Expert Survey 2023 (WJP)

World Justice Project Rule of Law Index Expert Survey 2023 (WJP) เป็นรายงานประจำปีที่ถูกจัดทำขึ้น เพื่อวัดหลักนิติธรรมในแต่ละประเทศ ผ่านการสํารวจครัวเรือนมากกว่า 149,000 ครัวเรือน และนักกฎหมายหรือผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมาย 3,400 คน

โดยในปี 2023 มีประเทศที่ถูกจัดลำดับ 142 ประเทศ โดยการประเมินการใช้อำนาจรัฐเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของข้าราชการ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการ ฝ่ายทหาร และตำรวจ โดยประเมินค่าความโปร่งใสโดยใช้หลักนิติรัฐ มีหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ

1) รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและถูกตรวจสอบได้

2) กฎหมายต้องเปิดเผย ชัดเจน มั่นคง ปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน

3) กระบวนการทางกฎหมายมีความเป็นธรรม มีประสิทธิภาพ

4) การตัดสินคดีต้องมีความเป็นธรรม มีจริยธรรม มีความเป็นกลาง 

ค่าคะแนน WJP ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ค่าคะแนนลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยในปี พ.ศ. 2563 มีคะแนน 38 คะแนน ปี พ.ศ.2564 มีคะแนน 35 คะแนน ปี พ.ศ.2565 มีคะแนน 34 คะแนน และในปี พ.ศ.2566 มีคะแนน 33 คะแนน 

โดย WJP ได้ให้ข้อมูลและการวิเคราะห์ที่สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทย ผ่านดัชนีนิติธรรม (Rule of Law Index) ว่า การทุจริตยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญในระบบยุติธรรมของประเทศไทย

โดยมีการระบุถึงปัญหาความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายที่อ่อนแอลง เกิดการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และความล่าช้าในการพิจารณาคดีที่อาจเกิดจากการทุจริต โดยฝ่ายบริหารมีอำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายตุลาการ ที่ระบบยุติธรรมไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ 

WJP ชี้ให้เห็นว่าปัญหาเหล่านี้ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบยุติธรรมและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียม ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของหลักนิติธรรมและการพัฒนาประชาธิปไตย 

นอกจากนี้ WJP ยังได้วิเคราะห์การทุจริตในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน่วยงานตำรวจ WJP รายงานว่า ยังคงมีปัญหาการรับสินบนในการจับกุมผู้กระทำผิด การเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ และการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ 

ปัญหาเหล่านี้ไม่เพียงแต่บั่นทอน ประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อ เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

 

@‘เลือกตั้งไทย’มีการซื้อสิทธิขายเสียง-ใช้อิทธิพลแทรกแซงฯ

9.Varieties of Democracy 2023 (V-Dem) Varieties of Democracy 2023 (V-Dem)

เป็นสถาบันที่เกิดจากการรวมตัวของภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยกูเตนเบิร์ก ประเทศสวีเดน และสถาบันเคลลอกก์ มหาวิทยาลัยนอร์ทเธอร์ดาม ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการจัดเก็บข้อมูลด้านรัฐศาสตร์

V-Dem วัดเกี่ยวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งในปี 2016 มีการวัดในอาเซียน เพียง 4 ประเทศ แต่ต่อมาในปี 2017 จนถึงปัจจุบัน มีการวัดในประเทศกลุ่มอาเซียน 10 ประเทศ

ค่าคะแนน V-Dem ของประเทศไทยใน ปี พ.ศ.2563-2566 พบว่า ในปี พ.ศ.2563 มีค่าคะแนน 20 คะแนน และเพิ่มขึ้น 6 คะแนน ในปี พ.ศ. 2564 มีความคงที่ถึง พ.ศ.2566 ที่คะแนน 26 คะแนน 

Varieties of Democracy 2023 (V-Dem) ประเมินเกี่ยวกับความหลากหลายของประชาธิปไตย การถ่วงดุลของฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ตลอดจนการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ 

โดย V-Dem กล่าวถึงสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยและการปกครองว่า แม้ระบบประชาธิปไตยของประเทศไทยดีขึ้น จากการที่พรรคฝ่ายค้านได้รับสิทธิ์เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและระดับประเทศมากขึ้น แต่การทุจริตยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญในกระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทย 

V-Dem กล่าวถึงการทุจริตในกระบวนการเลือกตั้งของไทยว่า ยังคงมีการซื้อสิทธิขายเสียง การใช้อิทธิพลในการแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง 

อีกทั้งกระบวนการเลือกตั้ง ยังถูกมองว่าเป็นความก้าวหน้าด้านประชาธิปไตยเพียงชั่วคราว เนื่องจากรัฐธรรมนูญที่ใช้ในปัจจุบัน และการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาอยู่ภายใต้การดําเนินงานของรัฐบาลทหาร รวมถึงยังมีการใช้ทรัพยากรของรัฐ เพื่อประโยชน์ทางการเมือง และการแทรกแซงการทำงานขององค์กรอิสระที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการเลือกตั้ง 

V-Dem ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกระบวนการประชาธิปไตย และความชอบธรรมของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง 

เหล่านี้เป็นมุมมองและผลสำรวจของ ‘สถาบันต่างประเทศ’ 9 แห่ง เกี่ยวกับสถานการณ์การทุจริตในประเทศไทยในมิติต่างๆ ในช่วงระหว่างปี 2563-2566 ภายใต้การบริหารประเทศของ ‘รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์’ ถึงช่วงต้น ‘รัฐบาลเศรษฐา’ และจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณหรือแนวโน้มว่า ปัญหาการทุจริตในประเทศไทยจะเบาบางลงแต่อย่างใด? 

ที่มา ; สำนักข่าวอิสรา วันอาทิตย์ ที่ 15 มิถุนายน 2568