สมาชิกเข้าสู่ระบบ

กระจายอำนาจ : ทางเลือกและทางรอดประเทศไทย

บทความโดย ดร.สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 1)
          "วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19" ที่ีเกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อต้นปี พ.ศ.2563 ลากยาวมาจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลานานเกือบครบ 2 ปีแล้ว และยังไม่รู้ว่าสถานการณ์เช่นนี้จะดำเนินต่อเนื่องไปอีกนานเท่าใด วิกฤตการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมของประเทศ และการบริหารงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนอย่างรุนแรง เนื่องจาก "วิกฤต" ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้ขยายตัวเป็นวงกว้างไปทั่วประเทศ นับว่าเป็นวิกฤตการณ์ที่ีรุนแรงมากกว่าเมื่อครั้งที่เกิด "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เมื่อปี พ.ศ.2540 เสียอีก เนื่องจากวิกฤตต้มยำกุ้งในครั้งนั้นมีผู้ได้รับผลกระทบเฉพาะบางกลุ่ม ได้แก่ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ภาคการเงินธนาคาร และภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ "วิกฤตโควิด-19" เกิดผลกระทบรวมไปถึงภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชนขนาดเล็กและขนาดกลาง ภาคการเกษตรและภาคบริการต่างๆ โดยเฉพาะภาคบริการด้านการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
          ด้านเศรษฐกิจ วิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้คนไทยทุกภาคส่วนของประเทศ ไม่ว่าจะอยู่ในภาคส่วนใด ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การบริการ และภาคการเกษตร ต่างก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงด้วยกันทั้งสิ้น ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของประเทศในภาพรวมตกต่ำลง เฉพาะในปี พ.ศ.2563 เศรษฐกิจไทยขยายตัวติดลบถึงร้อยละ 6.1 เป็นการหดตัวอย่างรุนแรงที่สุดในรอบ 22 ปี นับตั้งแต่เกิด "วิกฤตต้มยำกุ้ง" เมื่อปี พ.ศ.2540 ซึ่งวิกฤตการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวถึงร้อยละ 7.6 ในปี พ.ศ.2541
          วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้เครื่องจักรที่ีใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศทั้ง 4 เครื่องยนต์ ซึ่งประกอบด้วย C+I+G+(X-M) หรือก็คือ (1) การบริโภคภาคประชาชน (2) การลงทุนภาคเอกชน (3) การใช้จ่ายภาครัฐ (4) การส่งออกและการนำเข้าสินค้า เครื่องจักรกล 3 ใน 4 เครื่องยนต์ดังกล่าวหยุดทำงานไปชั่วคราว ถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคร้ายตัวนี้ยังไม่ดีขึ้นจนถึงวันสิ้นสุดไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ อาจจะทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดตามมา ยิ่งจะทำให้เกิดความยากลำบากในการแก้ไขมากขึ้นไปอีก ทีนี้เรามาดูว่า เครื่องจักรกลทั้ง 4 เครื่องดังกล่าวเป็นอย่างไรในสถานการณ์ปัจจุบัน
          1.การบริโภคภาคประชาชน (C : Consumption) เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น รัฐบาลได้ประกาศปิดประเทศ งดการเดินทางออกนอกบ้าน งดการจัดประชุมสัมมนาและการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งขอให้ข้าราชการและประชาชนทำงานที่บ้าน (Work from home) รวมทั้งประกาศปิดศูนย์การค้า ปิดร้านอาหารและสถานบริการต่างๆ ทำให้้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นจากการเดินทาง และการออกนอกบ้านเพื่อไปทำงานหรือไปทำธุรกิจต่างๆ รวมทั้งการออกเดินทางไปท่องเที่ยวหรือออกไปบริโภคสินค้าและบริการต่างๆ เกือบจะหยุดชะงักลงทันที ทำให้โรงงานอุตสาหกรรม สถานบริการ ศูนย์การค้า ร้านค้า โรงแรม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ ต้องรีบปรับตัวด้วยการลดจำนวนพนักงานและลดชั่วโมงการทำงานลง รวมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการไปเป็นการให้บริการแบบออนไลน์แทน จนเกิดการว่างงานและการตกงานตามมา ทำให้กำลังซื้อสินค้าและบริการของประชาชนตกลงตามไปด้วย เนื่องจากประชาชนมีรายได้ลดลง ที่เห็นได้ชัดเจนคือ การบริโภคสินค้าและบริการที่ีมาจากธุรกิจการท่องเที่ยว โดยนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศปีละประมาณ 40 ล้านคน ทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในประเทศปีละประมาณ 2 ล้านล้านบาทหายไปทันที
          2.การลงทุนภาคเอกชน (I : Investment) นับตั้งแต่เกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นต้นมา แทบจะไม่ได้เห็นการลงทุนโดยตรง(FDI) ทั้งจากนักลงทุนไทยและนักลงทุนต่างประเทศเกิดขึ้นเท่าใดนัก ทำให้สถิติการลงทุนภาคเอกชนในประเทศในปี พ.ศ.2563 ติดลบสูงมากถึงร้อยละ 8.4 ซึ่งการลงทุนโดยตรงของภาคเอกชนนั้น ถือเป็นตัวจักรกลสำคัญที่ีจะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีในระยะยาว เนื่องจากการลงทุนโดยตรงนั้นจะทำให้เกิดการผลิตสินค้าและบริการขึ้นในประเทศ รวมทั้งเกิดการจ้างงานใหม่ๆเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อการลงทุนภาคเอกชนหดตัวลง สิ่งที่ตามมาคือทำให้มีคนตกงานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบัณฑิตที่ีจบการศึกษาใหม่จำนวนมาก รวมทั้งนักเรียนนักศึกษาสายอาชีพก็ยังได้รับผลกระทบด้วย
          3.การใช้จ่ายภาครัฐ (G : Government Spending) หมายถึงการใช้จ่ายเงินรายจ่ายของภาครัฐ ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะตั้งวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้สูงเกินกว่าปีละ 3 ล้านล้านบาทก็ตาม แต่เงินงบประมาณส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 80 เป็นเงิน "รายจ่ายประจำ" เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง เงินบำนาญ ค่าตอบแทนใช้สอย ค่าวัสดุ ครุภัณฑ์และอื่นๆ ซึ่งงบประมาณรายจ่ายประจำดังกล่าวไม่ได้ช่วยทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ หรือช่วยให้เกิดการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศเท่าใดนัก ในขณะที่เงินงบประมาณรายจ่าย "เพื่อการลงทุน" ที่จะใช้ในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ และทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ดี มีเพียงปีละประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น และเงินส่วนนี้ก็ไม่ได้มาจากการจัดเก็บภาษีรายได้แต่อย่างใด แต่เป็น "เงินกู้" ที่รัฐบาลกู้มาเพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงทำให้ภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในช่วง 2 ปีนี้รัฐบาลยังต้อง "กู้เงิน" มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปกว่านี้ รวมทั้งใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอีกประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทด้วย (รวมเงินที่รัฐบาลต้องกู้ในปี พ.ศ.2563 จำนวนกว่า 2.1 ล้านล้านบาท) จึงทำให้รัฐบาลมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้น เนื่องจาก "หนี้สาธารณะ" เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง
          4.การส่งออกและการนำเข้าสินค้า (X-M : Export - Import) เครื่องจักรกลที่ยังทำให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้าอยู่ได้ในขณะนี้คือ "การส่งออก" แม้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดจะมีความรุนแรงต่อเนื่อง แต่การส่งออกสินค้าของประเทศไทยก็ยังขยายตัวได้ดีในช่วง 2 ปีนี้ จึงดูเหมือนว่า "การส่งออก" จะเป็นเครื่องจักรกลเพียงเครื่องยนต์เดียวที่ียังคงทำงานอยู่ได้ในเวลานี้ จึงมีความเชื่อกันว่าเศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ.2564 จะยังขยายตัวได้บ้างไม่ถึงกับติดลบ
          แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการใช้เงินกู้ในวงเงิน 1.5 ล้านล้านบาทในช่วง 2 ปีนี้ ไปในการจัดทำโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจและและโครงการเยียวยาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เช่น โครงการเราเที่ยวด้วยกัน, โครงการคนละครึ่ง, โครงการเราชนะ, โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้, และโครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวเพียงแต่ทำให้เศรษฐกิจของประเทศขยายตัวได้ในระยะสั้นเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้อย่างยั่งยืนแต่อย่างใด

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             1 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 2)
          วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลา 2 ปีนี้ นอกจากจะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ(GDP) หดตัวลงอย่างรุนแรงแล้ว ยังทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับฐานะทางการเงินและการคลังของประเทศ และเกิดปัญหาสังคมอื่นๆตามมาหลายด้าน ดังนี้
          1.ปัญหา "หนี้สาธารณะ" ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค รวมทั้งใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบในช่วง 2 ปีนี้ เป็นจำนวนเงินถึง 1.5 ล้านล้านบาท จึงทำให้สถานการณ์ "หนี้สาธารณะ" ของไทย ณ วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ.2564 ปรากฏว่า "ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะเป็นเงินรวม 8.59 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 54.91 ต่อ GDP (ข่าว TNN ONLINE วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2564) ยอดรวมหนี้สาธารณะจำนวนดังกล่าวขยับเข้าไปใกล้ชนเพดานหนี้สาธารณะของประเทศไทย ที่ีเดิมกำหนดไว้ไม่เกินร้อยละ 60 ต่อ GDP ทำให้เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2564 คณะกรรมการนโยบายการเงินและการคลังของรัฐต้องมีมติให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นใหม่ โดยกำหนดว่า "สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ต้องไม่เกินร้อยละ 70" นี่แปลว่า เมื่อมีการขยายสัดส่วนเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นแล้ว จะทำให้รัฐบาลสามารถกู้เงินมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นได้ในอนาคต เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์ที่ีไม่แน่นอน
          2. ปัญหา "หนี้ครัวเรือน" ของคนไทยเพิ่มสูงขึ้นมาก โดยธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า "ล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 1/2564 สัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ร้อยละ 90.5 ต่อ GDP หรือคิดเป็นมูลค่า 14.1 ล้านล้านบาท โดยปัจจัยสำคัญมาจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้รายได้หดตัวลง ทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้รายย่อยลดลงและจำนวนหนี้เพิ่มสูงขึ้น" (ข่าว TNN ONLINE วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2564) ซึ่งถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคนี้ยังลากยาวต่อไป ยิ่งจะซ้ำเติมให้คนยากจนมีภาระหนี้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก นั่นแปลว่าปัญหาสังคม เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ ปัญหาความยากจน ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการว่างงาน ปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่ีจะต้องหลุดออกจากระบบโรงเรียน ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้นตามมา จนยากที่รัฐบาลจะเยียวยาและแก้ไข เพราะปัญหาต่างๆดังกล่าวแล้วจะขยายตัวเป็นวงกว้าง จนเป็นภาระกับงบประมาณรายจ่ายภาครัฐมากขึ้น ในขณะที่รัฐบาลมีขีดจำกัดเรื่องความสามารถในการจัดหารายได้และการกู้ยืมเงิน เพื่อที่จะนำมาใช้จ่ายในโครงการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาความยากจน รวมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาขยายตัวได้ดีเหมือนเดิม
          3.ปัญหาการจัดเก็บรายได้ภาครัฐลดลง น.ส.กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า "ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 10 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2564 (ต.ค.63-ก.ค.64) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1.91 ล้านล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 216,876 ล้านบาท หรือต่ำกว่า 10.2% ...สาเหตุที่ทำให้การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจน้อยลงจนมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล" ...นอกจากนี้กระทรวงการคลังยังประเมินว่า "การจัดเก็บรายได้ตลอดปีงบประมาณนี้ คาดว่าจะทำได้ต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 10% หรือมีรายได้ลดลงกว่า 2 แสนล้านบาท" (ข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2564)
          เมื่อรัฐบาลคาดหมายว่าจะจัดเก็บรายได้ประจำปี พ.ศ.2564 ได้ลดลงถึงร้อยละ 10 ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องลดวงเงิน "งบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2565" ลงตามไปด้วย โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ที่ีรัฐบาลได้นำเสนอต่อรัฐสภาและผ่านการพิจารณาไปเรียบร้อยแล้ว มีวงเงินงบประมาณรายจ่ายเพียง 3.1 ล้านล้านบาทเท่านั้น ลดลงจากปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ที่กำหนดวงเงินรายจ่ายไว้จำนวน 3.28 ล้านล้านบาท เป็นจำนวน 185,962.5 ล้านบาท หรือลดลงร้อยละ 5.66 นับเป็นปีแรกในรอบหลายทศวรรษที่วงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีของรัฐบาลลดลง เมื่อวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณปีหน้าลดลง ย่อมกระทบต่อรายจ่ายภาครัฐทั้งรายจ่ายประจำและงบลงทุนอย่างแน่นอน
          4.ปัญหาการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น คนทั่วไปมักจะมองว่า การปรับ "ลดพนักงาน" (รวมทั้งลดชั่วโมงการทำงาน) ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะในภาคบริการการท่องเที่ยว (ธุรกิจท่องเที่ยว(ทัวร์) โรงแรม ร้านค้าสินค้าทางการท่องเที่ยว ร้านอาหารและเครื่องดื่ม ฯลฯ) และภาคอุตสาหกรรมการบิน รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและกลาง(SME)ที่ีมีสายป่านสั้นเท่านั้น แต่จากข้อมูลล่าสุดที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยรายงานวิจัยเกี่ยวกับแรงงานของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) พบว่า "ปี 2563 ที่ผ่านมา บริษัทขนาดใหญ่ที่ีอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีการปรับลดพนักงานไปจำนวนมากเช่นกัน กว่า 1 แสนคน...โดยเซ็กเตอร์ที่ีมีการลดการจ้างงานมากที่สุดคือ กลุ่มการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร (56 บริษัท) จ้างงานลดลง 50,625 คน หรือ 19.5% รองลงมาคือ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง (110 บริษัท) จ้างงานลดลง 31,000 คน หรือ 15%" (ข่าวประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2564)
          นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ยังได้เปิดเผยถึงผลกระทบจากโควิด-19 ว่า "จะทำให้เกิด 'หลุมดำรายได้' คาดว่ารายได้จากการจ้างงานจะหายไปถึง 2.6 ล้านล้านบาท...ข้อมูล ณ ไตรมาสที่ 2/2564 พบว่า มีผู้ว่างงาน/เสมือนว่างงาน (ทำงานไม่ถึง 4 ขม.ต่อวัน) รวมสูงถึง 3 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านคนในสิ้นปีนี้"
          เห็นได้ชัดว่า วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ีเกิดขึ้นในประเทศไทยในรอบ 2 ปีนี้ ส่งผลกระทบต่อปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และฐานะทางการเงินและการคลังของประเทศอย่างรุนแรง เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเร่งปรับตัวครั้งใหญ่ เพื่อให้ประเทศอยู่รอดและก้าวเดินหน้าต่อไปได้

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             2 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 3)
          ปัญหา "การว่างงาน" นั้น เป็นปัญหาที่มีจุดเริ่มต้นมาตั้งแต่ "Technology" ได้เข้ามาทดแทน และ/หรือเข้ามาปรับเปลี่ยน "วิธีการบริหารจัดการองค์กรและวิธีการทำงานของมนุษย์" ให้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ซึ่งเกิดขึ้นทั้งในภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนทั่วไป ที่ีเรียกกันว่า "Technology Disruption" การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นสัญญาณว่าในอนาคต "อาชีพ" หลายอย่างจะสูญหายไป เพราะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ในขณะที่ "วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19" ก็เข้ามาเป็น "ตัวเร่ง" ทำให้ทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจเอกชนก้าวเข้าสู่วิถีการทำงานและวิธีการดำรงชีวิตแบบ "New Normal" อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าภาคธุรกิจเอกชนไทยจะก้าวหน้าไปกว่าภาครัฐอย่างมาก เพราะภาคธุรกิจเอกชนปรับตัวได้เร็วกว่า ในขณะที่ภาครัฐกลับปรับตัวได้ช้า เพราะการมี "องค์กรขนาดใหญ่" และมีการ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ีราชการส่วนกลางเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เป็นองค์กรที่ีอุ้ยอ้าย เทอะทะ ไม่สามารถปรับตัวได้ทันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ภาครัฐไทยเลยกลายเป็นอุปสรรคของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
          การปรับตัวของภาคธุรกิจเอกชนนั้น นอกจากการปรับเปลี่ยน "วิธีการบริหารจัดการองค์กรและวิธีการทำงาน" แล้ว ภาคธุรกิจเอกชนยังถือโอกาสปรับ"ลดขนาดองค์กร" และปรับ "ลดพนักงาน" ไปพร้อมกันด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ ภาคการเงินธนาคาร มีรายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ว่า "ช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 นับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2562 จนถึงกันยายน 2564 จำนวนสาขาและจุดให้บริการในประเทศของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ ปรับลดลงจำนวน 664 สาขา จากรวม 6,809 สาขา เหลือ 6,145 สาขา" โดยธนาคารที่มีการปรับลดสาขามากที่สุดอันดับ 1 คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ รองลงมาคือ ธนาคารกรุงไทย (ข่าว ประชาชาติธุรกิจออนไลน์ วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ.2564) การปรับลดขนาดองค์กรของภาคธุรกิจเอกชนดังกล่าว ก็เพื่อที่จะ "เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน" ให้ได้สูงขึ้น
          ในขณะที่ภาครัฐ เมื่อรัฐบาลสั่งล๊อคดาวน์และสั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน (Work from home) จากการติดตามข่าวพบว่า มีข้าราชการไปทำงาน ณ ที่สำนักงานเพียงประมาณร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ีเหลือทำงานที่บ้าน ซึ่งผมไม่รู้ว่า "ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ" ของการปฏิบัติราชการที่บ้านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลและพัฒนาระบบราชการ ทั้งสำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ(ก.พ.ร.) ได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เพื่อที่จะเก็บข้อมูลนำไปสู่ "การปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ" ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติต่อไป เพราะถ้ามีข้อมูลจากผลการศึกษาวิจัยที่ีชัดเจน ก็สามารถนำไปสู่การ "ปรับลดขนาดองค์กรภาครัฐ" ได้อย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น ในขณะเดียวกันก็จะทำให้ข้ออ้างในการต่อต้านการปรับ "ลดขนาดองค์กรภาครัฐ" เบาบางลง
          อีกปัญหาหนึ่งเป็นซึ่งปัญหาสังคมที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาที่ีน่าเป็นห่วงมาก เพราะเป็นปัญหาที่มีสาเหตุมาจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลา 2 ปีนี้ คือ
          5.ปัญหาเรื่องความเสี่ยงที่เด็กกลุ่มหนึ่งอาจต้องหลุดออกนอกระบบโรงเรียนกลางคัน อันเนื่องมาจากเด็กกลุ่มนี้ขาดความพร้อมในการเรียนในระบบออนไลน์ ข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (iSEE) กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ระบุว่า มีเด็กและเยาวชนที่มีปัญหาขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสทั่วประเทศกว่า 4 ล้านคน ในจำนวนนี้มี "นักเรียนยากจนพิเศษ" ประมาณ 1.17 ล้านคน หรือ 18% ของนักเรียนทั้งหมด ข่าวกรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ.2564 รายงานว่า ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิภาคประชาสังคม กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) กล่าวว่า "คาดการณ์ว่าสิ้นปีการศึกษา 2564 จะมีเด็กหลุดออกจากระบบ 65,000 คน ถ้าหลุดออกจากระบบประถมศึกษาอาจจะไม่มาก เพราะเป็นการศึกษาภาคบังคับราว 4% มัธยมศึกษาตอนต้นอยู่ที่ 19-20% มัธยมปลายอยู่ที่ 48% และในจำนวนนี้มีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้เพียง 8-10%"
          ในขณะที่นางอัญชลี วานิช เทพบุตร นายกสมาคมสร้างสรรค์สังคมไทย จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า "เหตุการณ์จากโรคระบาดครั้งนี้หนักหนาสาหัสกว่า 'สึนามิ' มาก ผลกระทบต่อเนื่องมาถึงครอบครัวและเด็กยากจน ภูเก็ตเคยเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับต้นของโลก ปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤตทำรายได้กว่า 440,000 ล้านบาท รายได้เฉลี่ยประชากรต่อหัวต่อคนต่อเดือนอยู่ที่ 33,000 บาท แต่เมื่อเกิดวิกฤตโควิด 19 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เก็บข้อมูลตัวเลขชี้ว่า รายได้ต่อคนต่อเดือนของประชากรภูเก็ตเหลือเพียง 1,961 บาท ต่ำกว่าเกณฑ์คนจนทั่วประเทศของจปฐ.ซึ่งอยู่ที่ 3,000 บาท สิ่งที่เกิดขึ้นหนักหนาสาหัสเรียกว่า 'จนเฉียบพลัน' "
          มีคำถามว่า "รัฐจะทำอย่างไร" กับเด็กยากจนกลุ่มนี้ จะปล่อยให้เป็นปัญหาสังคมในวันข้างหน้าหรือ? เพราะในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 งบประมาณรายจ่ายภาครัฐจะลดลงไปประมาณ 2 แสนล้านบาท ในขณะที่ "หนี้สาธารณะ" ของประเทศเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีประกาศให้ขยายเพดานหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 70 แล้วก็ตาม แต่ถ้าการแพร่ระบาดของโรคร้ายตัวนี้ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ภาระรายจ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุขก็ต้องมีมากขึ้น การที่จะเพิ่มเงินงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
             3 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทรงเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 4)
          วิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีนี้ นอกจากจะทำให้เกิดปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งปัญหาด้านเศรษฐกิจ สังคม และฐานะทางการเงินการคลังของประเทศอย่างรุนแรงแล้ว ยังส่งผลให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนทั่วไปต้องรีบปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งในเรื่องของการทำงาน การใช้ชีวิตประจำวันและการทำธุรกรรมต่างๆ ทั้งนี้เพราะสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องแสวงหา "ทางเลือก-ทางรอด" ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า โรคติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะเกิดการกลายพันธุ์ และจะยังคงอยู่คู่กับสังคมโลกต่อไปอีกนานพอสมควร การปรับตัวของภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และประชาชนทั่วไปในระยะที่ผ่านมา ได้แก่
          1.ภาครัฐ เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ขึ้น รัฐบาลต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการปฏิบัติราชการ จากการปฏิบัติงาน ณ ที่สำนักงาน (Office) ไปทำที่บ้าน (Work from home) ทั้งการทำงานประจำทั่วไป การติดต่อสื่อสาร การจัดการประชุม และการให้บริการประชาชน ในด้านการจัดการศึกษาก็ต้องเปลี่ยนไปใช้เทคโนโลยีการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ แทนการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน การเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานดังกล่าว น่าจะทำให้ภาครัฐตระหนักและเห็นความสำคัญของการใช้ "เทคโนโลยีดิจิทัล" ในการบริหารจัดการภาครัฐมากขึ้น ทั้งการบริหารงานทั่วไป การจัดประชุมทางไกลและการให้บริการประชาชน รัฐบาลจึงควรใช้โอกาสนี้เร่งรัดให้หน่วยราชการภาครัฐ ปรับเปลี่ยนรูปแบบและวิธีการทำงานไปใช้ "เทคโนโลยีดิจิทัล" ในการบริหารจัดการและการบริการประชาชนให้ครอบคลุมทุกหน่วยงาน ทั้งนี้ เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงการบริหารจััดการของภาครัฐให้ไปเป็น "รัฐบาลดิจิทัล" ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติให้ได้โดยเร็ว
          นอกจากจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานแล้ว ภาครัฐยังจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลง "แนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน" ด้วย เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคไวรัสติดเชื้อโควิด-19 ที่เกิดขึ้นในแต่ละ "จังหวัด" นั้น มีความแตกต่างกันในด้าน "ความรุนแรง" ของการแพร่ระบาดของเชื้อโรค ดังนั้น การใช้ "หน่วยงานราชการส่วนกลาง" สั่งการแก้ไขปัญหาในลักษณะต่างหน่วยงานต่างทำ ซึ่งเป็นการบริหารราชการในสถานการณ์ปกติ (ซึ่งเป็นรูปแบบและวิธีการทำงานแบบเดิม) ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังจะทำให้เกิดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมตามมาด้วย วิธีการที่รัฐบาลนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าว คือ การมอบอำนาจให้ "จังหวัด" ในฐานะหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการ ทั้งการกำหนดแนวทางการทำงาน การดำเนินการกับผู้ติดเชื้อ วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมทั้งการพิจารณาอนุมัติอนุญาตในเรื่องต่างๆด้วย ซึ่งวิธีการบริหารจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว เป็นวิธีการบริหารจัดการในรูปแบบที่ใช้ "เขตพื้นที่ีจังหวัด (Area approach)" เป็นฐานในการทำงานและการแก้ไขปัญหา ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสภาพแวดล้อมทั้งทางด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความต้องการของประชาชนที่ีแตกต่างกัน
          การเปลี่ยนแปลง "วิธีการบริหารจัดการ" กับปัญหาในสถานการณ์ฉุกเฉินดังกล่าว ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า "ระบบการบริหารราชการไทย" ซึ่งเป็นระบบราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ "ราชการส่วนกลาง" เช่นที่ีใช้อยู่ในปัจจุบัน เมื่อเกิดปัญหาการทำงานขึ้นในพื้นที่ต่างๆ "หัวหน้าหน่วยราชการส่วนกลาง" ก็จะต้องลงไปประสานงานเพื่อแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ โดยที่หัวหน้าหน่วยงานส่วนกลางเองก็ไม่มีความรู้ ความเข้าใจในบริบทของแต่ละพื้นที่อย่างแท้จริง จึงต้องไปอาศัยผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นผู้ให้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การบริหารจัดการเช่นนี้ จึงเป็นการบริหารจัดการที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน ทำให้เกิดการสูญเปล่าในด้านการใช้จ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำภาครัฐในแต่ละปีไปเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นว่า การบริหารจัดการภาครัฐแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ราชการส่วนกลางของไทยในระยะที่ผ่านมา เป็นรูปแบบการบริหารราชการที่ล้าสมัย ไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่ได้ตามที่คนในพื้นที่นั้นๆต้องการ
          2.ภาคเอกชน เป็นภาคที่ปรับตัวได้เร็วกว่าภาครัฐมาก เนื่องจากภาคเอกชนมีการปรับตัวล่วงหน้ามาอย่างต่อเนื่อง ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกก่อนหน้านี้ ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เราได้เห็นภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจการค้า ภาคการเงินธนาคาร และภาคบริการของไทย นำ "เทคโนโลยีออนไลน์" มาใช้ในการบริหารจัดการองค์กรและให้บริการลูกค้าล่วงหน้าไปก่อนแล้ว จนทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กร ทั้งในด้านการบริหารจัดการและการให้บริการ ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางไปติดต่อขอรับบริการที่สำนักงานของผู้ให้บริการ แต่การให้บริการในรูปแบบดังกล่าวในช่วงเวลาที่ผ่านมา ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้างพอสมควร เนื่องจากลูกค้าส่วนหนึ่งยังไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับบริการออนไลน์ได้ แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของโรคไวรัสร้ายตัวดังกล่าวขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ต้องอยู่แต่ในบ้าน จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวไปใช้เทคโนโลยีออนไลน์มากขึ้น โดยเฉพาะการค้าออนไลน์ เพราะปรากฏข้อมูลว่า "วิกฤตโควิดทำให้ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตถึง 81% มีมูลค่าตลาดสูงถึง 294,000 ล้านบาท" (ข่าว TNN ONLINE วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2564) นับว่าวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม การค้าและการบริการในประเทศไทย
          3.ภาคประชาชนทั่วไป เมื่อสถานการณ์บีบบังคับให้ประชาชนต้องอยู่ที่บ้าน ไม่สามารถออกไปทำงาน หรือไปติดต่อขอรับบริการหรือทำธุรกรรมใดๆ รวมทั้งไม่สามารถเดินทางไปทำธุระส่วนตัวหรือไปท่องเที่ยวได้ จึงทำให้ "พฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตประจำวัน" ของประชาชนเปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ประชาชนส่วนใหญ่จึงจำเป็นที่จะต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ โดยการเปลี่ยนรูปแบบวิธีการทำงาน วิธีการใช้ชีวิตประจำวัน และการบริโภคสินค้าและบริการ ไปใช้บริการในรูปแบบออนไลน์มากขึ้น ซึ่งทำให้เกิดผลดีคือ ทำให้เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการบริโภคลงได้บ้าง แต่วิกฤตครั้งนี้ก็ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง คือ ทำให้รายได้ลดลงและ "กำลังซื้อ" ก็ลดลงตามไปด้วย
          นอกจากนี้ การแพร่ระบาดอย่างรุนแรงและรวดเร็วของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลาที่ผ่านมายังทำให้ "พฤติกรรมการดูแลสุขภาพ" ของประชาชนเปลี่ยนไปด้วย กล่าวคือ ประชาชนส่วนหนึ่งหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกาย และเริ่มให้ความสนใจกับการบริโภคพืชสมุนไพรไทย ที่มีสรรพคุณสามารถป้องกันโรคร้ายดังกล่าว เช่น ฟ้าทะลายโจร ขิง กระเทียม มะขามป้อม ขมิ้นชัน และกระชาย เป็นต้น จึงน่าเชื่อว่าพืชสมุนไพรดังกล่าว คงจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจ "ตัวใหม่" ที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นในอนาคต ซึ่งรัฐบาลควรเข้าไปส่งเสริมทั้งด้านการผลิต การวิจัยและพัฒนา(R&D) และการแปรรูป เพื่อทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
            4 ธันวาคม 2564

 

"กระจายอำนาจ" : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย (ตอนที่ 5)
          "การบริหารจัดการ" ของภาครัฐไทยในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในช่วง 2 ปีมานี้ รัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงและกว้างขวาง ทั้งจากสื่อมวลชน นักการเมือง นักวิชาการ นักการแพทย์ ผู้บริหารภาคธุรกิจเอกชน ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนทั่วไปว่า การบริหารจัดการโดยรวมเป็นไปด้วยความล่าช้า เพราะการที่ีรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข "หวงอำนาจ" ส่วนใหญ่ ทั้งในเรื่องการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาด การดูแลรักษาพยาบาลผู้ติดเชื้อ การจัดหาและการกระจายวัคซีนป้องกันโรค รวมทั้งเรื่องการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะเรื่องการจัดหาและการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโรค ที่ีทำได้ล่าช้ากว่าหลายประเทศมาก ทั้งที่มีภาคธุรกิจเอกชนเสนอตัวเข้ามาช่วยเหลือและออกเงินค่าใช้จ่ายให้ด้วย แต่รัฐบาลก็ยังยืนยันที่จะทำอยู่ฝ่ายเดียว ซึ่งถ้ารัฐบาลไม่ "หวงอำนาจ" ดังกล่าว อาจจะทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปกว่านี้ก็เป็นได้ ในขณะเดียวกันเศรษฐกิจไทยก็คงจะไม่เลวร้ายเช่นที่ีเป็นอยู่ในขณะนี้
          แม้ว่าการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จะแพร่กระจายไปเป็นวงกว้างทั่วประเทศ แต่สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพทางภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในจังหวัดนั้นๆ บางพื้นที่ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชาชนอยู่อาศัยหนาแน่น เช่น กรุงเทพมหานครและจังหวัดในเขตปริมณฑล หรือจังหวัดที่เป็นแหล่งที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรม หรือแหล่งประกอบอาชีพการประมง เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ชลบุรี ระยอง และสมุทรสาคร เป็นต้น รวมทั้งจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ ฯลฯ ในพื้นที่ดังกล่าวมักจะเป็นพื้นที่มีอัตราการแพร่ระบาดรุนแรงกว่าจังหวัดอื่นๆ เพราะสภาพความแออัดของชุมชนทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายได้ง่ายและรวดเร็ว สถานการณ์การแพร่ระบาดที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ดังกล่าว การบริหารจัดการกับปัญหาที่ีเกิดขึ้นจึงควรมีแนวทางที่แตกต่างกัน
          การบริหารจัดการของภาครัฐ ในระยะเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคนี้ เมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ.2563 กระทรวงสาธารณสุขยืนยันว่าพบผู้ติดเชื้อโควิดรายแรกในประเทศ ต่อมาวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2563 รัฐบาลจึงได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินในทุกเขตพื้นที่ทั่วราชอาณาจักร พ.ศ.2548 ครั้นถึงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2563 รัฐบาลได้ออกประกาศเคอร์ฟิวห้ามประชาชนทั่วประเทศออกนอกบ้าน ระหว่างเวลา 22.00-04.00 น.(ประกาศฉบับนี้ถูกยกเลิกเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ.2563) การที่รัฐบาลใช้การประกาศเคอร์ฟิวพร้อมกันทั่วประเทศในครั้งนั้น แม้ว่าจะทำให้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสดังกล่าวหยุดชงักลงไปได้ระยะหนึ่ง แต่ก็ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมตามมามากมาย เพราะทำให้้ธุรกิจการค้าและการบริการทั่วประเทศ โดยเฉพาะบริการทางการท่องเที่ยว เช่น ธุรกิจการบิน โรงแรม ร้านอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งธุรกิจอื่นๆ เช่น ศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และธุรกิจบริการทุกประเภท ฯลฯ ในพื้นที่หลายจังหวัดที่ยังไม่พบการแพร่ระบาดของโรคร้ายดังกล่าว ต้องพลอยหยุดกิจการไปพร้อมๆกันด้วย ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่นั้นๆได้รับผลกระทบตามไปด้วย คนที่อยู่ในภาคธุรกิจดังกล่าวทั้งเจ้าของกิจการและลูกจ้างได้รับความเดือดร้อน ทำให้รัฐบาลต้องเสียเงินค่าใช้จ่ายเป็นเงินชดเชยช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบมากพอสมควร
          นี่แสดงว่า การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลในระยะเริ่มต้นการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นการบริหารจัดการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ไว้ที่ "ราชการส่วนกลาง" โดยรัฐบาลใช้วิธีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน(เคอร์ฟิว)ในแบบ "เหวี่ยงแห" ครอบคลุมทั้งประเทศ ทั้งที่บางพื้นที่ยังไม่จำเป็นต้องใช้การประกาศดังกล่าวแต่อย่างใด การบริหารราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" ของรัฐบาล ด้วยวิํีธีการออกประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศในปี พ.ศ.2563 ดังกล่าวแล้ว น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี พ.ศ.2563 ขยายตัวติดลบถึงร้อยละ 6.1
          ต่อมาเมื่อเกิดการแพร่ระบาดในรอบที่ 2 เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2564 รัฐบาลได้เปลี่ยนไปใช้การประกาศควบคุมเฉพาะพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรง โดยประกาศให้พื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี เชียงใหม่ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ เป็น "พื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด" หรือพื้นที่สีแดงเข้ม แสดงว่ารัฐบาลเปลี่ยนไปให้ความสำคัญกับ "การบริหารจัดการเชิงพื้นที่ (Area approach)" มากขึ้น โดยการมอบอำนาจ (หรือก็คือการกระจายอำนาจการบริหารจัดการ)ไปให้กับ "จังหวัด" ในฐานะ "หน่วยราชการส่วนภูมิภาค" ซึ่งถือเป็น "เครื่องมือ" ของรัฐบาลในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ื เป็นผู้รับผิดชอบในพื้นที่ตัวเอง จึงทำให้บางจังหวัดหรือบางพื้นที่ที่ไม่มีการแพร่ระบาดรุนแรงได้รับการผ่อนปรน ทำให้ประชาชนสามารถทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมต่อไปได้ ไม่ถึงกับทำให้เศรษฐกิจของประเทศหยุดชะงักไปพร้อมๆกันทั้งประเทศ เหมือนกับการประกาศเคอร์ฟิวในรอบแรก ทำให้ภาคธุรกิจเอกชนและประชาชนทั่วไปในพื้นที่นั้นๆไม่ได้รับผลกระทบมากนัก นี่เองน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ว่าทำไมเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีนี้จึงขยายตัวได้บ้าง ไม่ถึงกับหดตัวมากเหมือนเมื่อปี พ.ศ.2563
          นี่แสดงว่าการบริหารราชการในยุคปัจจุบัน ไม่สามารถมอบหมายให้ "ราชการส่วนกลาง" เป็นผู้ดำเนินการแต่เพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป ควรจะเปลี่ยนไปเป็น "การบริหารจัดการเชิงพื้นที่" โดยการมอบให้ผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่เป็นผู้มีอำนาจ "ตัดสินใจ" แก้ไขปัญหาที่ีเกิดขึ้น ตามสถานการณ์ทั้งสถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อมที่ีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รัฐบาลไม่สามารถยึดรูปแบบการบริหารจัดการในแบบเดิม คือ การบริหารราชการแบบ "รวมศูนย์อำนาจ" โดยราชการส่วนกลางเป็นผู้สั่งการทุกอย่างได้อีกต่อไปแล้ว หรือแม้แต่ในสถานการณ์ปกติก็เช่นกัน เพราะสังคมโลกปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ทั้งการเปลี่ยนแปลงด้านประชากร ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก จนไม่อาจคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้
          ในช่วงเวลาที่ผ่านมาภาครัฐไทยปรับตัวได้ช้ามาก เพราะเกิดการ "หวงอำนาจ" โดยราชการส่วนกลาง ด้วยเกรงว่าอำนาจ บารมีและผลประโยชน์ที่เคยมีเคยได้จะหลุดลอยไป ในขณะที่ภาคการเมืองที่สับเปลี่ยนกันเข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศในหลายทศวรรษที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีรัฐบาลไหนเห็นความสำคัญของ "การปฏิรูประบบราชการ" อย่างจริงจัง ทั้งที่สถานการณ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือเหตุผลว่าทำไมประเทศไทยจึงติดกับดัก "ประเทศกำลังพัฒนา" มานานมากกว่า 60 ปี นับตั้งแต่เริ่มต้นแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเมื่อปี พ.ศ.2504

          สมพงษ์ อนุยุทธพงศ์
              5 ธันวาคม 2564

สรุปสาระสำคัญ

บทความ “กระจายอำนาจ : ทางเลือก-ทางรอดประเทศไทย” ชี้ให้เห็นผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวต่อเนื่อง ส่งผลต่อทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยว การลงทุน และการจ้างงาน ระบบเศรษฐกิจหลัก 4 ด้าน (การบริโภค การลงทุน การใช้จ่ายภาครัฐ และการส่งออก-นำเข้า) ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะการบริโภคและการลงทุนที่ลดลงอย่างมาก ขณะที่การส่งออกยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ

ภาครัฐต้องเผชิญปัญหาหนี้สาธารณะและข้อจำกัดงบประมาณ ขณะที่หนี้ครัวเรือนและการว่างงานเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ปัญหาสังคม เช่น ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และเด็กหลุดจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนปรับตัวได้เร็วผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ แต่ภาครัฐยังคงมีโครงสร้างรวมศูนย์ ทำให้การบริหารจัดการล่าช้าและไม่สอดคล้องกับปัญหาเชิงพื้นที่

บทความเสนอว่า “การรวมศูนย์อำนาจ” เป็นข้อจำกัดสำคัญของรัฐไทย และควรเปลี่ยนไปสู่ “การกระจายอำนาจและการบริหารเชิงพื้นที่ (Area-based approach)” ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความสูญเปล่า และสร้างความยืดหยุ่นในการแก้ปัญหา เพื่อให้ประเทศไทยสามารถฟื้นตัวและพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต

ข้อสอบ

ข้อ 1

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรงในช่วงโควิด-19 คือข้อใด
ก. การส่งออกเพิ่มขึ้น
ข. การลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น
ค. เครื่องยนต์เศรษฐกิจหลายด้านหยุดชะงัก
ง. ภาษีลดลง

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความระบุว่า 3 ใน 4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจหยุดทำงาน ส่งผลให้ GDP หดตัว

ข้อ 2

องค์ประกอบ “4 เครื่องยนต์เศรษฐกิจ” คือข้อใด
ก. C + I + G + (X-M)
ข. C + S + I + T
ค. G + R + E + D
ง. X + Y + Z + C

เฉลย: ก
เหตุผล: ใช้กรอบเศรษฐศาสตร์มหภาคมาตรฐาน

ข้อ 3

เครื่องยนต์เศรษฐกิจใดที่ยังคงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีที่สุดในช่วงวิกฤต
ก. การบริโภค
ข. การลงทุน
ค. การใช้จ่ายรัฐ
ง. การส่งออก

เฉลย: ง
เหตุผล: บทความระบุว่าการส่งออกยังคงเติบโต

ข้อ 4

ผลกระทบสำคัญของ “การรวมศูนย์อำนาจ” ในภาครัฐคือข้อใด
ก. ตัดสินใจรวดเร็วขึ้น
ข. เพิ่มความยืดหยุ่นพื้นที่
ค. การแก้ปัญหาล่าช้าและไม่ตรงพื้นที่
ง. ลดงบประมาณได้มาก

เฉลย: ค
เหตุผล: ส่วนกลางไม่เข้าใจบริบทพื้นที่ ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงจุด

ข้อ 5

สาเหตุสำคัญของการเพิ่มขึ้นของ “หนี้สาธารณะ” คือข้อใด
ก. การลดภาษี
ข. การกู้เงินแก้โควิดและกระตุ้นเศรษฐกิจ
ค. การส่งออกลดลง
ง. การลงทุนเอกชนเพิ่มขึ้น

เฉลย: ข
เหตุผล: รัฐต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ข้อ 6

ปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มสูงมีสาเหตุหลักจากข้อใด
ก. รายได้ประชาชนเพิ่ม
ข. เศรษฐกิจขยายตัว
ค. รายได้ลดลงจากโควิด
ง. การส่งออกเพิ่มขึ้น

เฉลย: ค
เหตุผล: รายได้ลดลงทำให้ความสามารถชำระหนี้ลดลง

ข้อ 7

เหตุใดภาคเอกชนจึงปรับตัวได้เร็วกว่า
ก. มีงบประมาณมากกว่า
ข. ใช้ระบบรวมศูนย์
ค. มีความยืดหยุ่นและใช้เทคโนโลยี
ง. ไม่ได้รับผลกระทบ

เฉลย: ค
เหตุผล: เอกชนใช้ดิจิทัลและปรับโครงสร้างได้เร็ว

ข้อ 8

แนวทางบริหารที่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันคือข้อใด
ก. รวมศูนย์อำนาจมากขึ้น
ข. ลดบทบาทท้องถิ่น
ค. การบริหารเชิงพื้นที่
ง. ยกเลิกระบบราชการ

เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเสนอ Area-based approach

ข้อ 9

ผลกระทบสำคัญต่อการศึกษาในช่วงโควิดคือข้อใด
ก. นักเรียนเพิ่มขึ้น
ข. การเรียนออนไลน์มีประสิทธิภาพสูงสุด
ค. เด็กเสี่ยงหลุดจากระบบการศึกษา
ง. งบการศึกษาเพิ่มขึ้นมาก

เฉลย: ค
เหตุผล: มีเด็กด้อยโอกาสและเสี่ยงหลุดจากระบบจำนวนมาก

ข้อ 10

ข้อเสนอหลักของบทความนี้คือข้อใด
ก. เพิ่มการรวมศูนย์
ข. ลดการใช้เทคโนโลยี
ค. กระจายอำนาจและใช้ดิจิทัล
ง. ลดการลงทุนภาครัฐทั้งหมด

เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นปฏิรูประบบราชการสู่การกระจายอำนาจและดิจิทัล

ความเห็นของผู้ชม