สมาชิกเข้าสู่ระบบ

การเตรียมครูและผู้เรียนพร้อมรับปี 2023 และอนาคต

ปีใหม่ 2023 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นช่วงเวลาที่จะชวนให้ใคร ๆ หันกลับมาทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในปีที่กำลังจะผ่านพ้น และเมื่อพูดถึงวงการการศึกษาเอง คุณครูผู้อ่านก็น่าจะประสบกับเหตุการณ์และประสบการณ์ที่ชวนให้ได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองไม่น้อย ถึงกระนั้นก็ยังมีอีกหลายสิ่งที่คุณครูสามารถปรับได้อีก EDUCA ขอนำเสนอ 3 สิ่งในโรงเรียนที่พร้อมปรับทันที เพื่อให้ลูกศิษย์ได้เติบโตและพัฒนาให้พร้อมรับกับความไม่แน่นอนในอนาคต 

3 สิ่งที่โรงเรียนควรปรับเพื่ออนาคต

1.เนื้อหาแบบไหน ช่วยพัฒนาเด็กไทยให้อยู่รอด
ทุกช่วงปลายเทอม คุณครูหลายคนอาจจะกังวลว่าสอนตามเนื้อหาไม่ทันพร้อม ๆ กับต้องเตรียมให้นักเรียนพร้อมกับการสอบที่จะตามมา ไม่ว่าจะเป็นการสอบเก็บคะแนนที่ค้างอยู่ การสอบปลายภาคเรียน หรือการทดสอบระดับชาติอื่น ๆ ความรู้ที่ใช้ในการสอบเหล่านี้แม้จะเป็นประโยชน์ต่อนักเรียนในระยะสั้น คือ ช่วยให้ได้คะแนนดี ๆ พร้อมสำหรับการศึกษาต่อในอนาคต แล้วมิติอื่น ๆ ของการใช้ชีวิตที่อาจมองข้ามไป คุณครูได้เตรียมพร้อมสำหรับพวกเขาแล้วหรือยัง          

นับแต่ที่มีวิกฤตการณ์โควิดที่ผ่านมา มีเสียงเรียกร้องมากมายให้หันมาสร้างหลักสูตรแบบใหม่ที่มองเห็นความเป็นมนุษย์มากขึ้น และตอบโจทย์การใช้ชีวิตจริง ๆ ของนักเรียน บ้างก็ว่าเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบองค์รวม (holistic learning) ที่ให้ความสำคัญทั้งกับเรื่องวิชาการ ทักษะการใช้ชีวิต (soft skills / learning skills) และสุขภาวะของนักเรียนให้มากขึ้น รวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรฐานต่อยอดปลายทางการเรียนรู้สู่สมรรถนะ(competency-based curriculum) ที่จะขับเน้นให้นักเรียนลงมือปฏิบัติจากความรู้ที่มีได้จริง ปีใหม่นี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่เหล่าคุณครูมาทบทวนสิ่งที่ได้ลองทำมาเพื่อสร้างแนวการสอนใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์กับผู้เรียนยิ่งขึ้น 

2.เทคโนโลยีเรื่องใกล้ตัว…แต่ใช้งานให้เต็มที่แล้วหรือยัง          

แม้ว่าในช่วงโควิดที่ผ่านมาจะมีการสนับสนุนให้การเรียนย้ายขึ้นไปบนโลกออนไลน์ จนครูต้องปรับตัวเป็นนักดิจิทัลกันอย่างฉับพลัน และหวังว่าจะช่วยให้นักเรียนเข้าถึงการศึกษาได้ดีดังเช่นเวลาปกติ แต่เมื่อกลับมาเปิดชั้นเรียนปกติแล้วก็ยังมีครูจำนวนไม่น้อยที่กลับมาใช้มาตรการห้ามให้นักเรียนใช้โทรศัพท์ในห้องเรียนเช่นเดิม เพราะเกรงว่านักเรียนจะไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียน ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก          

สิ่งนี้เกิดจากการมองเทคโนโลยีในฐานะ เป้าหมาย กล่าวคือ เทคโนโลยีถูกใช้ด้วยความตั้งใจของครูเช่นว่า “ในคาบนี้ ฉันตั้งใจจะใช้แอปช่วยสอนที่ฉันเพิ่งรู้จักกับนักเรียน และหวังว่าพวกเขาจะชอบ” หรือบางครั้งก็มองเป็น ทางออกของปัญหา ดังเช่นที่ครูหลายคนหันไปใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อให้นักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่เตรียมไว้ แต่ไม่ได้เกิดจากการตั้งโจทย์หรือพบปัญหาการเรียนรู้จากนักเรียน แล้วจึงนำเทคโนโลยีเหล่านั้นมาเป็น เครื่องมือ (digital tools) ที่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ในหัวข้อนั้น ๆ ได้ ในรูปแบบของการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น Gamification หรือเทคโนโลยีความจริงเสมือน รวมถึงช่วยให้การวัดและประเมินผลมีความหลากหลายขึ้นเช่นกัน 

3.เปลี่ยนการเรียนรู้ ปรับรูปแบบเดิม ลองแนวคิดใหม่          

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าคุณครูหลายคนได้มีโอกาสจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (hybrid) มาบ้างแล้วจากการเปิด-ปิดโรงเรียนจากผลกระทบของโควิด สิ่งเหล่านี้ได้เปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ของนักเรียนและวิธีการทำงานของครูไปไม่มากก็น้อย ดังที่พบว่าเมื่อถึงเวลาที่กลับมาเรียนแบบ onsite นักเรียนรู้สึกไม่สะดวกใจที่ต้องกลับมาเรียนในชั้นเรียนอีกครั้ง แม้ว่าจะได้เจอเพื่อน ๆ ก็ตาม
         

นี่เป็นโอกาสดีอย่างมาก ที่ครูและผู้บริหารจะร่วมกันกลับมาวางแผนการจัดการเรียนรู้ในโรงเรียนให้นักเรียนก็ได้เรียนรู้ และครูก็สามารถทำงานได้อย่างประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น โดยใช้แพลตฟอร์มและเทคโนโลยีที่เคยใช้แล้ว ในที่นี้ผู้เขียนไม่ได้หมายความว่า คุณครูจะต้องใช้เทคนิคห้องเรียนกลับด้าน (flipped classroom) ในการเตรียมสื่อและเอกสารให้นักเรียนเตรียมตัวมาก่อนในทุกหัวข้อและทุกวิชา เพราะจะกลายเป็นการสร้างภาระให้ทั้งครูและนักเรียนไปแทนในการเตรียมตัวก่อนเข้าห้องเรียน แต่เป็นการกล้าลองออกแบบกระบวนการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่ให้ผู้เรียนเลือกหนทางไปสู่การเรียนรู้ได้อย่างอิสระมากขึ้น ไม่ติดกรอบว่าจะต้องอยู่ในห้องเรียนเท่านั้น

ทั้งหมดนี้จะเป็นไปไม่ได้เลย หากขาดผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลที่มีในมือเพื่อพัฒนาโรงเรียนได้อย่างใจหวัง ผ่านการตัดสินใจที่อยู่บนพื้นฐานของข้อมูล (data-driven decision making) ที่ไม่ใช่เพียงอัตราการเข้าเรียนหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้นเป็นรายปีอย่างเดียว แต่เป็นการปรับกระบวนการทำงานในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพอ้างอิง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงนั้นตรงจุด ตอบโจทย์ และเห็นผลลัพธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน         

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งคงไม่สามารถทำได้อย่างปัจจุบันทันด่วนเพียงข้ามปีไปแล้ว แต่คงจะดีไม่น้อยหากได้มีการพิจารณาถึงความเป็นไปได้และเตรียมตัวทดลองทำได้ทันทีเมื่อมีโอกาสในปีใหม่นี้ และจะทำให้เกิดพื้นที่การเรียนรู้ของนักเรียน ครู และผู้บริหาร ที่สามารถเรียนรู้และเติบโตไปด้วยกันตลอดปี 

แหล่งข้อมูล

บทความโดย วรเชษฐ แซ่เจีย เรียบเรียง 

ที่มา ; EDUCA

 
 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความชี้ให้เห็นว่า “ปีใหม่” เป็นโอกาสสำคัญที่ครูและผู้บริหารควรทบทวนและปรับการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับโลกอนาคต โดยเสนอ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ (1) การปรับเนื้อหา จากการเน้นความรู้เพื่อสอบ ไปสู่การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม ครอบคลุมทั้งวิชาการ ทักษะชีวิต และสุขภาวะ พร้อมมุ่งสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง (2) การใช้เทคโนโลยีอย่างมีความหมาย ไม่ใช่ใช้เพียงเพราะเป็นเป้าหมายหรือทางออกสำเร็จรูป แต่ควรใช้เป็น “เครื่องมือ” เพื่อแก้ปัญหาการเรียนรู้ของผู้เรียนและสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น gamification หรือ VR รวมถึงการประเมินผลที่ยืดหยุ่น (3) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ใหม่ ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ไม่ยึดติดกับรูปแบบเดิม เช่น onsite เพียงอย่างเดียว แต่ผสมผสานแนวคิดใหม่โดยไม่เพิ่มภาระเกินจำเป็น

ทั้งนี้ ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ในการตัดสินใจ (data-driven) และพัฒนาโรงเรียนอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่าย แม้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ทันที แต่ควรเริ่มวางแผนและทดลองปรับใช้ เพื่อสร้างระบบการเรียนรู้ที่เติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 จุดมุ่งหมายหลักของการปรับ “เนื้อหา” ตามบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มคะแนนสอบระดับชาติ
ข. เน้นการท่องจำให้แม่นยำ
ค. พัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวม
ง. ลดเวลาเรียนในห้องเรียน
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้น holistic learning ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ

 

ข้อ 2 หลักสูตรฐานสมรรถนะมีลักษณะสำคัญอย่างไร
ก. เน้นการสอบแข่งขัน
ข. เน้นการลงมือปฏิบัติจริง
ค. เน้นการเรียนออนไลน์ทั้งหมด
ง. เน้นเนื้อหาวิชาการเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: competency-based มุ่งให้ผู้เรียนใช้ความรู้ได้จริง

 

ข้อ 3 ปัญหาการใช้เทคโนโลยีของครูตามบทความคืออะไร
ก. ขาดอุปกรณ์
ข. ใช้ไม่เป็น
ค. ใช้โดยไม่เชื่อมกับปัญหาการเรียนรู้
ง. นักเรียนไม่สนใจ
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้เทคโนโลยีเป็นเป้าหมาย ไม่ใช่เครื่องมือแก้ปัญหา

 

ข้อ 4 การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร
ก. ใช้ทุกคาบเรียน
ข. ใช้แทนครูทั้งหมด
ค. ใช้ตามนโยบายเท่านั้น
ง. ใช้เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ตามบริบท
เฉลย: ง
เหตุผล: ต้องตอบโจทย์ผู้เรียนและสถานการณ์จริง

 

ข้อ 5 แนวคิด hybrid learning ส่งผลอย่างไร
ก. ทำให้ครูทำงานน้อยลง
ข. เปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน
ค. ลดความสำคัญของโรงเรียน
ง. ทำให้การเรียนง่ายขึ้นเสมอ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความระบุว่านักเรียนปรับตัวกับรูปแบบใหม่

 

ข้อ 6 การออกแบบการเรียนรู้ใหม่ควรมีลักษณะใด
ก. ตายตัว
ข. ยืดหยุ่นและหลากหลาย
ค. เน้นออนไลน์เท่านั้น
ง. ใช้รูปแบบเดิม
เฉลย: ข
เหตุผล: เน้น flexibility และทางเลือก

 

ข้อ 7 flipped classroom ตามบทความควรใช้แบบใด
ก. ใช้ทุกวิชา
ข. ใช้ทุกบทเรียน
ค. ใช้เฉพาะเมื่อเหมาะสม
ง. ไม่ควรใช้
เฉลย: ค
เหตุผล: หากใช้ทุกครั้งจะเพิ่มภาระ

 

ข้อ 8 ผู้นำทางการศึกษาควรใช้ข้อมูลแบบใด
ก. เฉพาะผลสอบ
ข. เฉพาะข้อมูลเชิงคุณภาพ
ค. ข้อมูลเชิงปริมาณและคุณภาพ
ง. ไม่ต้องใช้ข้อมูล
เฉลย: ค
เหตุผล: data-driven ต้องครอบคลุมหลายมิติ

 

ข้อ 9 เป้าหมายของ data-driven decision making คืออะไร
ก. เพิ่มงบประมาณ
ข. ตัดสินใจตามความรู้สึก
ค. พัฒนาระบบอย่างตรงจุด
ง. ลดภาระครู
เฉลย: ค
เหตุผล: ใช้ข้อมูลเพื่อให้การพัฒนามีประสิทธิภาพ

 

ข้อ 10 แนวทางการเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมคือข้อใด
ก. เปลี่ยนทันทีทั้งหมด
ข. ไม่ต้องเปลี่ยน
ค. วางแผนและทดลองอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ง. รอคำสั่งจากส่วนกลาง
เฉลย: ค
เหตุผล: บทความเน้นการเริ่มต้น ทดลอง และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น