
ปัญหาการศึกษาไทยอยู่คู่สังคมไทยมาทุกยุคทุกสมัย ปัญหายิ่งถูกซ้ำเติมเมื่อโลกผันผวน ซับซ้อน และเผชิญวิกฤตอย่างโรคระบาดที่ถาโถมอย่างไม่ทันตั้งตัว ผนวกกับโครงสร้างสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือเรากำลังเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัย’ ที่จำนวนเด็กเกิดน้อยลงนำมาสู่วัยแรงงานที่ลดลง และจำนวนประชากรผู้สูงวัยเพิ่มขึ้น
ยังมินับอีกว่า เมื่อพูดถึงการศึกษา เราไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเด็ก แต่เรากำลังมองถึงระบบนิเวศของการศึกษาทั้งหมด ทั้งสภาพแวดล้อม โรงเรียน ผู้สอน ไปจนถึงครอบครัวที่อยู่รายล้อมเด็ก ซึ่งหลายครั้งส่งผลกระทบกับตัวเด็กไม่แพ้ระบบโครงสร้างใหญ่
ทั้งหมดนี้ทำให้ปัญหาการศึกษาไทยยิ่งทวีความซับซ้อนและรุนแรงมากยิ่งขึ้น แต่ขณะเดียวกัน นี่เป็นปัญหาที่เราทุกคนต้องเร่งแก้ไข เพราะอย่างที่เราทราบกันดี การศึกษาคือรากฐานสำคัญ คือจุดเริ่มต้นการสร้างทรัพยากรมนุษย์คนหนึ่งให้เติบโตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศให้บรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศรายได้สูงและหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางตามที่มุ่งหมายไว้
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่มีเหตุผลใดที่เราจะล่าช้าและปล่อยให้เด็กแม้แต่เพียงคนเดียวต้องร่วงหล่นจากตาข่ายความคุ้มครองทางการศึกษาไป – คำถามสำคัญคือเราควรทำอย่างไร มีทิศทางไหนบ้างที่จะทำให้การศึกษาไทยหลุดพ้นจากกับดักความเหลื่อมล้ำนี้ได้
101 ชวนสำรวจสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ปี 2567 และทิศทางในปี 2568 และวงเสวนาเชิงนโยบายเพื่อร่วมหาทิศทางก้าวต่อไปของการศึกษาไทยเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การศึกษาเหมาะสม ครอบคลุม และยืดหยุ่น เป็นการศึกษาของทุกคนอย่างแท้จริง
หมายเหตุ: เก็บความบางส่วนจาก Equity Forum 2025 ประเทศไทยกับการแก้ปัญหาเชิงระบบเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งจัดโดยกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2568
การศึกษาคือ ‘การลงทุน’ ที่คุ้มค่าที่สุด – จูสตีน ซาส
“ยูเนสโก (UNESCO) เชื่อว่า การศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์และเป็นปัจจัยในการสร้างความยุติธรรมทางสังคม อีกทั้งยังช่วยลดความยากจนและแก้ไขปัญหาใหญ่ๆ ทั่วโลก” ข้างต้นคือคำกล่าวนำจาก จูสตีน ซาส หัวหน้าฝ่าย Education for Inclusion and Gender Equality องค์การยูเนสโก สำนักงานใหญ่ (กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส) พร้อมทั้งกล่าวถึงคำถามสำคัญของการทำรายงานฉบับพิเศษ: สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาปี 2567 และทิศทางสำคัญในปี 2568 ว่า “หากสิทธิการศึกษาไม่ได้รับการเติมเต็มจะเกิดต้นทุนอะไรกับประเทศบ้าง”
จูสตีนฉายภาพให้เห็นต่อว่า รายงานฯ ทำการศึกษาเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและเด็กที่ไม่มีทักษะขั้นพื้นฐาน โดยศึกษาต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งในระดับบุคคล รัฐบาล ศึกษาความแตกต่างระหว่างเด็กชายและหญิง รวมถึงศึกษาผลกระทบอื่นๆ ที่ไม่ใช่ตัวเงิน อาทิ อาชญากรรม
“ผลการศึกษาในภาพรวมพบว่า มีเด็กจำนวนมากที่ไม่ได้รับการศึกษาในโรงเรียนและยังขาดทักษะพื้นฐานสำคัญ อาทิ การอ่าน ทักษะทางสังคมและอารมณ์” จูสตีนกล่าว พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความท้าทายในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่มุ่งจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และถ้าไม่บรรลุจะทำให้เกิดต้นทุนมหาศาล หรือที่เรียกว่า ‘ต้นทุนจากการเพิกเฉย’ ตามมา
ถ้าเราตั้งเป้าโดยมีการบรรลุ SGDs เป็นหมุดหมายสำคัญ จูสตีนฉายภาพว่า หากเรายังอยู่กันแบบนี้ต่อไป ภายใน ค.ศ. 2030 (ซึ่งเป็นปีที่ตั้งเป้าหมายว่าจะบรรลุ SDGs) เศรษฐกิจทั่วโลกจะสูญเสียเงินหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีการประมาณว่าต้นทุนที่เกิดกับบุคคลจะสูงถึง 9 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่มีทักษะต่ำกว่าพื้นฐาน และ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐสำหรับเด็กที่ออกจากโรงเรียนก่อนกำหนด ต้นทุนภาครัฐจะสูงถึง 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐและมากกว่า 1 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ และต้นทุนทางสังคมในแต่ละปีจะสูงถึง 10 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐและ 6 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐตามลำดับ
“ในภาพรวม ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่จะสูญเสียไปจากการที่เด็กมีทักษะทางอารมณ์และสังคมต่ำจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ”
ไม่ใช่แค่ต้นทุนที่เป็นจำนวนเงินเท่านั้น แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ที่ไม่สามารถประเมินเป็นมูลค่าเงินได้ อาทิ การตั้งครรภ์ในวัยรุ่น การก่ออาชญากรรม หรือกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา การทำงาน หรือการฝึกอบรม ดังนั้น รัฐบาลหรือองค์การระหว่างประเทศที่จะมอบทุนสนับสนุนเพื่อให้เกิดการบรรลุ SDGs จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลที่เกิดจากการเพิกเฉยตรงนี้เอาไว้ด้วย
“เราต้องลงทุนในระบบการศึกษาให้มากขึ้นอย่างเท่าเทียมและมีประสิทธิภาพ เพื่ออนาคตของเด็กและอนาคตของพวกเราทุกคน”
นอกจากข้อมูลเฉพาะตรงส่วนนี้แล้ว ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกหลายประการ อาทิ ประเด็นเรื่องเพศสภาพ กล่าวคือเพศชายมีแนวโน้มจะมีออกจากระบบการศึกษาก่อนกำหนดและขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าเพศหญิง เพราะจำนวนผู้ชายที่อยู่นอกระบบทั่วโลกมีมากกว่า ยกเว้นในภูมิภาคแอฟริกาตอนใต้ของสะฮาราที่มีจำนวนผู้หญิงสูงกว่า
“ถ้าพูดรวมๆ สัดส่วนของผลกระทบต่อ GDP ที่ถูกคาดการณ์ไว้ (forecast) จะสูงในซีกโลกใต้ที่มีสัดส่วนเด็กที่ขาดทักษะขั้นพื้นฐานมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ”
ผลจากรายงานฯ ชี้ชัดว่า กลยุทธ์ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจคือ การลงทุนในการศึกษา เพราะเพียงแค่ลดสัดส่วนเด็กที่ต้องออกจากโรงเรียนก่อนกำหนดและมีทักษะขั้นพื้นฐานต่ำเพียงร้อยละ 10 จะเพิ่ม GDP ได้ถึงร้อยละ 1-2 ต่อปี
ทั้งหมดนำมาซึ่งข้อสรุปของจูสตีนว่า ประเทศต่างๆ ลงควรลงทุนเรื่องการศึกษาและพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ อาทิ การจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษา การสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ รวมไปถึงการลงทุนในการศึกษาระดับปฐมวัยเพื่อวางรากฐานที่มั่นคงในการเรียนรู้ และลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โรงเรียน บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงข้อมูลการวิจัยเพื่อกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนต่อไป
“การศึกษาเป็นหนึ่งในการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด ทั้งต่อบุคคล เศรษฐกิจ และโลกของเรา” จูสตีนเน้นย้ำ
สร้าง ‘โอกาส’ ทางการศึกษาให้เด็ก เพื่อสร้างอนาคตประเทศไทย – ไกรยส ภัทราวาท
“หลายคนคงเคยเห็นข่าวว่า เด็กและเยาวชนในช่วงนี้เกิดแค่ประมาณ 460,000 คน ถามว่าน้อยแค่ไหน ในช่วงประมาณ ค.ศ. 1983 เรามีเด็กไทยเกิดราวหนึ่งล้านคน แต่ตอนนี้เด็กจำนวนมากหายไป และจากการประเมินพบว่า สัดส่วนเด็กเกิดใหม่ในอนาคตจะน้อยลงเรื่อยๆ”
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้จัดการ กสศ. กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า จำนวนเด็กที่เกิดน้อยลงสวนทางกับฐานประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น นำมาซึ่งความท้าทายว่า หากไทยมีเป้าหมายคือการคงไว้ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และมุ่งหลุดออกจากกับดักรายได้ปานกลาง หนทางเดียวที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายเหล่านี้ได้ภายใต้โครงสร้างประชากรในปัจจุบันคือ เด็กและเยาวชนไทยต้องมีผลิตภาพ (productivity) เพิ่มสูงขึ้นในอนาคต และการจะสร้างผลิตภาพได้ต้องมาจากการศึกษาที่มีคุณภาพและเสมอภาค
“เศรษฐกิจไทยเคยเติบโตร้อยละ 7 ต่อปีก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง ขยับลงมาเหลือร้อยละ 5 และปรับฐานลงเรื่อยๆ ตั้งแต่เจอวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์และมาโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ต่อปีเท่านั้น ซึ่งเป็นอาการที่เกิดกับประเทศรายได้ปานกลางทั่วโลก”
หากจะตั้งเป้าหมายก็จำเป็นจะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย – ไกรยสชี้ให้เห็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของไทยซึ่งเป็นประชากรวัยเรียนอายุ 3-24 ปีทั้งในและนอกระบบการศึกษา โดยจากการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เด็กที่อยู่ในระบบการศึกษาและมีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจนมีประมาณ 1.9 ล้านคนที่ได้รับเงินอุดหนุน และหลายหน่วยงานพยายามตรึงวงเด็กไม่ให้หลุดออกจากระบบด้วยวิธีต่างๆ พร้อมทั้งหาทุนเพื่อส่งเด็กเติบโตไปสู่การศึกษาสูงสุดตามศักยภาพ
อีกกลุ่มหนึ่งคือเด็กนอกระบบการศึกษาซึ่งมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ทว่าประเด็นสำคัญที่ไกรยสชี้ให้เห็นคือ การออกนอกระบบการศึกษาไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัจจัยเรื่องครอบครัว เศรษฐกิจ และสังคม หนึ่งในความท้าทายสำคัญจึงเป็นการพาเด็กเหล่านี้กลับเข้าสู่เส้นทางการศึกษาและเติบโตไปทำงานเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป
ทว่าอย่างที่เราทราบกันดี ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเรื้อรัง ท้าทาย และมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กที่ถูกจัดให้เป็นเด็กยากจนพิเศษเพิ่มขึ้นเป็น 1.3 ล้านคน สะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว อีกทั้งยังมีเยาวชนจำนวนหนึ่งที่ต้องการโอกาสคุ้มครองเพื่อไม่ให้เขาหลุดออกจากระบบการศึกษา
นอกจากนี้ การเยี่ยมบ้านเด็กๆ กลุ่มนี้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 42) ที่พ่อแม่หย่าร้าง แยกกันอยู่ สูญเสียพ่อแม่ ไปจนถึงไม่รู้จักหน้าพ่อแม่หรือโดนทอดทิ้งแต่เด็ก หลายครอบครัวเป็นครอบครัวแหว่งกลาง มีสมาชิกหลายคน หรือมีภาวะพึ่งพิง (อยู่กับผู้สูงอายุที่อายุเกิน 60 ปี ผู้พิการ หรือผู้ว่างงาน) โดยไกรยสชี้ว่า สถานการณ์ความเปราะบางของครอบครัวถือเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานเพื่ออนาคตประเทศไทย ดังนั้น นอกจากเรื่องทางเศรษฐกิจแล้ว ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยดูแลครอบครัวเหล่านี้ด้วย
“ในครัวเรือนยากจนพิเศษ สมาชิกส่วนใหญ่จบชั้นประถมศึกษา ถ้ามีใครสักคนเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ได้ เขาจะเป็นคนแรกในหลายเจเนอเรชันที่จบสูงกว่าประถม และน้อยกว่านั้นที่จบปริญญาตรีได้ แต่ถ้าทำได้ก็เป็นหลักฐานว่า ครัวเรือนเหล่านี้จะออกจากความยากจนข้ามรุ่นได้”
เมื่อขยับมาที่อีกหนึ่งปัญหาใหญ่อย่างเด็กออกนอกระบบการศึกษา ไกรยสชี้ว่าในปัจจุบันเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาสังกัดต่างๆ มีมากถึง 9.8 แสนคน แต่ในปีที่ผ่านมามีเด็กราว 3 แสนคนกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาได้ ซึ่งส่วนมากเป็นเด็กก่อนวัยเรียน ทว่าปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการที่เด็กออกจากระบบการศึกษาเกิดจากปัจจัยมากมาย อีกทั้งแม้จะมีเด็กกลับเข้าไปได้ ก็ยังมีเด็กที่หลุดออกจากระบบมาเรื่อยๆ อยู่
“ถามว่าทำไมพวกเขาไม่กลับเข้าระบบการศึกษา” ไกรยสเริ่มตั้งคำถาม ก่อนจะตอบด้วยคำตอบที่เรียบง่ายที่สุดคือ ‘ค่าใช้จ่ายที่สูง’ ทว่าไม่ใช่เพียงแค่นั้น แรงจูงใจก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะหากในครัวเรือนของเด็กไม่เคยมีใครเรียนถึงระดับมหาวิทยาลัยเลย ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นจะต้องมีมาตรการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระตรงนี้ เพื่อผลักดันให้เกิดแรงงานมีทักษะ (skilled labour) รวมถึงผลักดันให้มหาวิทยาลัยหรือหน่วยจัดการเรียนรู้ต่างๆ สร้างรายได้ที่ตลาดแรงงานตอบรับได้ให้ขยับขึ้นมา พูดให้ง่ายกว่านั้นคือ พยายามอุดช่องว่างพร้อมกับดึงรายได้ที่ตลาดแรงงานพร้อมจ่ายให้สูงขึ้น
ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ปัญหาสองข้อของไกรยส ข้อแรก คือการเชื่อมโยงข้อมูล กล่าวคือเมื่อมีการจัดเก็บข้อมูลเลขบัตรประชาชน 13 หลักของเด็กอยู่ก่อนแล้ว ก็ควรมีการเชื่อม API ระหว่างหน่วยงานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เด็กได้รับสวัสดิการต่างๆ ตามที่รัฐจัดสรร อีกทั้งยังเป็นการสร้างหลักประกันทางการศึกษาและไม่จำเป็นต้องสร้างหน่วยงานใหม่ แต่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน
และ ข้อที่สอง คือพาสปอร์ตการเรียนรู้ (learning passport) เพราะเด็กในวันนี้มีแนวคิดทางการศึกษาที่หลากหลายกว่าคนรุ่นก่อน ไกรยสจึงเสนอว่า หากมีระบบที่เด็กคนหนึ่งสามารถเดินทางไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ที่หลากหลายและเลือกเรียนรู้ และสามารถเชื่อมโยงหน่วยกิตเข้าด้วยกันเป็นใบแสดงผลการศึกษาใบเดียว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งเรียนรู้แบบใดหรือการเรียนรู้แบบไหน กำแพงการศึกษาที่สูงหนามหาศาลจะหายไป
“การศึกษาที่เสมอภาคคือการลงทุน ไม่ใช่การสงเคราะห์” ไกรยสทิ้งท้าย “และข้อมูลรายบุคคลที่ดีขึ้นจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพการศึกษาได้”
ยกระดับ ‘คุณภาพ’ การศึกษาระดับปฐมวัยและประถมศึกษา สู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาในภาพรวม – วีระชาติ กิเลนทอง
ไม่ใช่แค่เรื่องการลงทุนหรือโอกาส แต่ ‘คุณภาพ’ คืออีกหนึ่งคีย์เวิร์ดสำคัญที่ไม่ควรหายไปจากระบบการศึกษา โดย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) และคณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นำข้อเสนอแนวทางการยกระดับสมรรถนะผู้เรียนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ผ่านข้อค้นพบจากผลทดสอบ The PISA-Based Test for Schools (PTBS) ที่มีความคล้ายคลึงกับการสอบ PISA ใหญ่ (ซึ่งเป็นการทดสอบขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)) และ OECD ประเมินแล้วว่ามีความเทียบเคียงกันได้
การทดสอบ PTBS เก็บข้อมูลจาก 16 จังหวัด 150 โรงเรียน ในช่วงปลาย ค.ศ. 2023 ถึงต้น ค.ศ. 2024 ทดสอบเด็กที่มีอายุ 15 ปี รวม 5,683 คน รวมถึงสอบถามข้อมูลกับผู้ปกครองและมีเครื่องมือวัดที่มีเกมเป็นฐาน (game-based) ให้เด็กได้เล่นทดสอบการบริหารความสามารถทางสมอง (executive functions: EF)
วีระชาติฉายภาพว่า หากดูคะแนนสอบ PISA ของเด็กไทยจะพบว่าคะแนนลดลงเรื่อยๆ ยกเว้นใน ค.ศ. 2012 ที่มีการเพิ่มกลุ่มตัวอย่างโรงเรียนสาธิตฯ และกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยมากกว่าปกติ ขณะที่การทดสอบ PTBS จะมีคะแนนต่ำกว่า PISA ใหญ่ ซึ่งมองมุมหนึ่งอาจจะไม่ได้น่าประหลาดใจนัก เนื่องจากทั่วโลกมีแนวโน้มลดลงเนื่องยังแก้ปัญหาเรื้อรังที่มาจากโควิด-19 ไม่ได้
“สิ่งหนึ่งที่ PISA ทำได้ดีและน่าสนใจคือการจัดระดับ (level) ของเด็ก โดยระดับ 1 ก็คือพื้นฐานมากๆ ต้องทำได้ทุกคน เข้าใจอะไรง่ายๆ จากนั้นแต่ละระดับจะขยับเกณฑ์ขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ที่น่าสนใจคือ ในระดับที่สูงจะเน้นคีย์เวิร์ดอยู่ 2-3 คำ คือ ‘ซับซ้อน นามธรรม ไม่คุ้นชิน’” วีระชาติกล่าว “ผมว่านั่นคือสิ่งที่เราเรียกว่า ทักษะขั้นสูง คือคนที่มีจะสามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรเพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เห็นอะไรใหม่ๆ ก็สามารถทำได้ รวมถึงสามารถคิดและเข้าใจปัญหาที่เป็นนามธรรมได้”
“สำหรับผม นี่คือหัวใจของ PISA คือเขาสนใจการคิดวิเคราะห์ พูดง่ายๆ คือไม่ได้สนใจแค่การนำไปใช้ แต่สนใจการนำไปใช้ที่มีความซับซ้อน นามธรรม และไม่คุ้นชิน”
หากให้สรุปจากผลการทดสอบ วีระชาติชี้ว่าเด็กที่ยังอยู่ในระดับสีแดง (ระดับ 1 2 และ 3) มีจำนวนเยอะพอสมควร โดยเฉพาะในระดับที่ 1 ซึ่งนำไปสู่ความท้าทายทางนโยบายในการลดเปอร์เซ็นต์เด็กกลุ่มนี้ลง
ประเด็นที่น่าสนใจคือ ทำไมผลการทดสอบ PBTS น้อยกว่าผลการสอบ PISA คำตอบง่ายๆ คือ ไทยมีเด็กยากจนมากกว่า โดยวีระชาติแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม (ยากจน ค่อนข้างจน ค่อนข้างรวย และรวย) จากนั้นจึงสร้างกราฟเพื่อดูว่าเด็กแต่ละคนอยู่ตรงไหนบ้าง ผลพบว่าเด็กที่มีฐานะยากจนจะมีจำนวนเยอะที่สุด
“ตรงนี้บอกเราได้ว่า เศรษฐฐานะและฐานะทางครัวเรือนมีผลมาก ที่น่าสนใจคือเศรษฐฐานะที่มีผลต่อเด็กตอนเขาอายุ 15 ปีอาจไม่ใช่เศรษฐฐานะ ณ ตอนนั้นของเขา แต่ย้อนกลับไปคือตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก โดยผมมีหลักฐานทางอ้อมที่จะแสดงให้เห็นว่า เราควรนำทรัพยากรกลับไปยังเด็กปฐมวัยและประถมศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาสมรรถนะ PISA ของเรา”
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น วีระชาติชี้ว่า การเปรียบเทียบกับความจนกับความรวยของเด็กไม่ใช่แค่ว่า เด็กที่ฐานะร่ำรวยกว่าสองเท่าจะมีคะแนนสูงกว่าเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าสองเท่า แต่อาจจะเพิ่มขึ้น 3-4 เท่าเลยก็เป็นได้ เท่ากับว่า ความเหลื่อมล้ำของเศรษฐฐานะจะถ่างความเหลื่อมล้ำของสมรรถนะออกไปให้มากขึ้น คนที่ได้เปรียบจะเป็นคนรวย ยิ่งรวยยิ่งก้าวกระโดด ซึ่งยิ่งเป็นการตอกย้ำว่า การจะแก้ปัญหาตรงนี้จะต้องลดช่องว่างและทำให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพใกล้เคียงกันได้เพื่อทำให้ฐานะรวยหรือจนมีผลต่อสมรรถนะลดลง
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ การเชื่อมผลคะแนน PISA กับการสอบ O-NET ตอนประถมศึกษาปีที่ 6 โดยเปรียบเทียบเด็กสองคนที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและร่ำรวย แต่มีคะแนน O-NET เท่ากัน เท่ากับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะไม่ได้มาจากคะแนน O-NET และเมื่อดูผลที่เกิดขึ้น วีระชาติตีความว่า ความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการสอบ PISA เกิดขึ้นตั้งแต่การสอบ O-NET แล้ว คือปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ฐานชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และส่งผลมาถึงตอนที่เด็กอายุ 15 ปีและทำการทดสอบ PISA
อย่างไรก็ดี วีระชาติชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจในการสอบ PISA กล่าวคือ PISA จะมีแบบทดสอบที่ถามเด็กเกี่ยวกับสภาพห้องเรียนว่า มีความเรียบร้อยหรือมีความวุ่นวายมากน้อยแค่ไหน ซึ่งวีระชาติมองว่า เป็นตัวแปรที่เป็นประโยชน์มากและอาจพิจารณาเพิ่มเข้าไปในการสอบ O-NET ด้วย
ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอเชิงนโยบาย 4 ข้อ ข้อแรก วีระชาติเสนอว่าการยกระดับสมรรถนะของผู้เรียนในระดับปฐมวัยและประถมศึกษาเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในการพัฒนา ข้อที่สอง คือการให้ความสำคัญกับเด็กที่มีระดับสมรรถนะระดับที่หนึ่ง (ต่ำสุด) ซึ่งมีจำนวนมาก โดยวีระชาติเสนอให้เน้นที่เด็กกลุ่มนี้โดยการพัฒนาและหาทรัพยากรที่จะช่วยให้เขามีสมรรถนะที่สูงขึ้นได้
“ถ้าเราช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้ เราจะยกระดับทั้งประเทศขึ้นไปได้”
ข้อที่สาม ในฐานะนักวิชการ วีระชาติเน้นถึงประเด็นที่กล่าวไปแล้วว่า การสอบ O-NET อาจจะพิจารณาเพิ่มคำถามที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ (เหมือนอย่างการสอบ PISA) เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์การเรียนรู้ด้วย และ ข้อสุดท้าย และเป็นประเด็นเดียวกับไกรยสคือ การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมหาศาลในการทำความเข้าใจการกระทำและระบุปัญหาให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี วีระชาติทิ้งท้ายไว้ว่า แม้จะใช้การสอบ PISA หรือ O-NET มาทดสอบหรือทำการศึกษา ก็ไม่ได้หมายความว่าการสอบทั้งสองอย่างนี้หรืออย่างใดอย่างหนึ่งจะสามารถพยากรณ์ความสำเร็จได้มากกว่ากัน เพราะเป้าหมายของการศึกษาที่แท้จริงไม่ใช่เพียงการยกระดับคะแนน แต่เป็นการทำให้ทุกคนมีทุนมนุษย์ที่ดี ประสบความสำเร็จในการทำงานและดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ
มุมมองนโยบาย การศึกษาไทยควรไปทิศทางไหนในปี 2568
ตั้งเป้าหมายการศึกษาไทย ‘เรียนดีมีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง’– สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ
แม้ที่ผ่านมา เรามักจะเห็นข่าวเด็กไทยคว้ารางวัลหรืออยู่ในลำดับต้นๆ ของการแข่งขันทางวิชาการอยู่เสมอ แต่ในมุมมองของ ดร.สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ปัญหาสำคัญของการศึกษาอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำในคุณภาพการศึกษาที่ไม่เท่ากันในแต่ละพื้นที่ และประเด็นสำคัญที่ผูกโยงอยู่กับเรื่องนี้คือ งบประมาณ
“ผมคิดว่ารัฐควรลงทุนในการศึกษาให้มากกว่านี้” สิริพงศ์กล่าว ก่อนจะยกตัวอย่าง ‘นโยบายเรียนฟรี’ ที่มักถูกตั้งคำถามว่าเรียนฟรีจริงหรือไม่ ในเมื่อผู้ปกครองยังต้องมีภาระค่าใช้จ่ายอยู่ ซึ่งเป็นเรื่องข้อจำกัดของงบประมาณกับอุดหนุน
แม้จะมีข้อจำกัดหลายประการ แต่ที่ผ่านมา หัวเรือใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อตอบสนองนโยบาย ‘เรียนดีมีความสุข’ เนื่องจากความเชื่อที่ว่า สิ่งแวดล้อมและบรรยากาศการเรียนรู้ทีดี่จะอำนวยให้การเรียนดีตามไปด้วย จึงมีความพยายามหลายอย่าง อาทิ การปรับปรุงห้องน้ำตามนโยบายสุขาดีมีความสุข ซึ่งมาจากผลสำรวจของเด็กกว่า 90% ที่อยากให้มีการปรับปรุงห้องน้ำในโรงเรียน
“เราจะเห็นว่า ศธ. ได้รับเงินอุดหนุนสูงเป็นอันดับ 1 มาตลอด แต่เราถูกตัดงบบ้างจนเหลือแค่ร้อยละ 15 เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ส่วนอีกร้อยละ 85 คือบุคลากร แต่ถึงจะมีสัดส่วนสูงขนาดนี้เราก็ต้องยอมรับว่า เรายังดูแลบุคลากรทางการศึกษาได้ไม่ดีเท่าที่ตั้งใจไว้ ส่วนอีกร้อยละ 15 ที่ว่าก็มีไว้เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกด้าน เพราะฉะนั้น งบประมาณมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้”
อย่างไรก็ดี แม้จะมีทรัพยากรจำกัด แต่สิริพงศ์ยืนยันถึงแนวทางการมุ่งมั่นแก้ปัญหาให้ได้ดีที่สุด โดยการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงยังมีการดำเนินนโยบายต่างๆ อาทิ ธนาคารหน่วยกิต หรือโครงการส่งเสริมการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานทุกที่ทุกเวลา (Anywhere Anytime) ที่จะช่วยทำให้การเรียนการสอนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล (personalized) มากขึ้น
อีกหนึ่งก้าวที่ยิ่งใหญ่คือการปรับหลักสูตร หลังจากที่ผ่านมาเป็นการปรับเพียงเล็กน้อย (minor) สิริพงศ์ฉายภาพว่า ในปีนี้ จะมีการปรับหลักสูตรครั้งใหญ่ กล่าวคือชั้นประถมศึกษาอาจจะใช้การเรียนแบบกิจกรรมเป็นฐาน (activity based) โดยมีกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัยมากขึ้นหรือมุ่งสมรรถนะที่จะเกิดขึ้นกับผู้เรียน
“ปกติเราจะเห็นการวัดผลเชิงปริมาณเยอะ เช่น ครูสอนครบชั่วโมงไหม แต่เราไม่ได้วัดว่าผู้เรียนได้รับอะไร อย่างตอนที่ ศธ. ปิดเรียนเพื่อให้เตรียมตัวสอบเข้ามหาลัยในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เราจะเห็นข่าวคุณครูออกมาบอกว่า สอนไม่ทัน เพราะตัวชี้วัดในอดีตจะวัดว่าสอนครบไหม แต่ถ้าเราอยากเปลี่ยนจะต้องไม่มีคำถามเช่นนี้ เพราะเรากำลังจะมุ่งไปที่ผลลัพธ์ของการเรียนรู้มากกว่า”
นอกจากการปรับในห้องเรียนแล้ว ปลายทางอย่างการเข้ามหาวิทยาลัยก็เป็นสิ่งสำคัญ ทำให้เริ่มมีการหารือกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และมหาวิทยาลัยว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัยควรเป็นฐานสมรรถนะที่ทดสอบการนำไปใช้มากกว่าท่องจำหรือไม่ หรือการปรับ O-NET ให้สอดคล้องกับแนวทางการสอบที่เป็นสากลมากขึ้น
อีกปัญหาใหญ่อย่างการหลุดออกนอกระบบการศึกษา (drop out) ก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยในปัจจุบัน มีการสำรวจข้อมูลของเด็กใน 16 จังหวัดได้ครบร้อยละ 100 แล้ว ทว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะต้องมีการแบ่งข้อมูล เช่น สัญชาติ ช่วงชั้น เพื่อหาทางแก้ปัญหาให้เหมาะสมต่อไป
รื้อระบบ ปรับระเบียบ เพื่อให้โรงเรียนอยู่ได้ด้วยตนเอง – เทอดชาติ ชัยพงษ์
“โอกาสกับคุณภาพการศึกษาเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงไปถึงคุณภาพของประเทศในอนาคตด้วย เพราะคุณภาพของเด็กไทยคือคุณภาพของประเทศไทย”
ดร.เทอดชาติ ชัยพงษ์ สส. พรรคเพื่อไทย จ.เชียงราย และรองประธานกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร กล่าวนำ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างมีความล้าหลังและจำเป็นที่จะต้องปรับให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น ผนวกกับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ความหลากหลายในพื้นที่ และสถานการณ์ต่างๆ ที่ไม่ได้ดีขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการศึกษาเพิ่มขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เทอดชาติยกตัวอย่างปัญหาสองข้อ ปัญหาแรก คือเรื่องของเศรษฐฐานะที่มีผลต่อคุณภาพคนและเป็นความเหลื่อมล้ำที่สำคัญที่สุดที่ไทยยังไม่สามารถลดได้ ปัญหาที่สอง และสอดคล้องกับที่สิริพงศ์กล่าวถึงคือเรื่องงบประมาณ กล่าวคือตัวเงินที่จะส่งไปสู่หน่วยปฏิบัติซึ่งก็คือสถานศึกษายังมีน้อยและไม่เพียงพอต่อความต้องการ นำไปสู่แนวคิดการกระจายอำนาจสู่หน่วยปฏิบัติ เพราะการกระจายอำนาจจะช่วยให้ปัญหาเรื่องงบประมาณและการจัดสรรงบประมาณบรรเทาลง และปัญหาข้อสุดท้าย คือโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาที่มีขนาดไม่เท่ากันและได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เท่ากันด้วย
“ผมเสนอให้เราจัดตั้งอนุกรรมาธิการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่าโรงเรียนแบบนี้เกิดน้อยลงทุกปี โรงเรียนที่มีขนาดเล็กก็จะเล็กลงทุกปี และเราไม่เคยแก้ปัญหาให้เขาได้เลย บางทีก็ต้องแก้โดยใช้การทอดผ้าป่า ซึ่งมันก็เป็นการมีส่วนร่วมที่ดีแต่ไม่ใช่หลักการในการพัฒนา”
เทอดชาติกล่าวว่า ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดจะแก้ไขไม่ได้เลย หากไม่ช่วยกันรื้อโครงสร้างขนานใหญ่ อีกทั้งยังมีเรื่องการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพและให้เกิดผลกับผู้เรียนโดยตรง ซึ่งก็ต้องนำไปสู่การทบทวนโครงสร้างการจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนต่อไป
ขณะที่ในเรื่องหลักสูตร เทอดชาติมองว่าหลักสูตรปัจจุบันไม่ตอบสนองต่อการจัดการเรียนรู้และวิธีจัดการเรียนรู้ของเด็กในยุคปัจจุบัน ที่สามารถเรียนรู้และดำเนินการได้เองโดยมีสื่อต่างๆ เป็นสื่อช่วยในการเรียน ดังนั้น หน่วยปฏิบัติแต่ละพื้นที่จะต้องจัดการดำเนินการให้สอดคล้องกับบริบทของตนเองและบริบทของนักเรียนเพื่อให้ตอบโจทย์เชิงคุณภาพ
“เราอาจจะไม่ได้เริ่มต้นแค่ที่หลักสูตรปฐมวัยและเด็กเล็ก แต่ไปเริ่มต้นตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมทำงาน ปูพื้นฐานมาจนถึงปฐมวัยเพื่อเราจะได้ทรัพยากรคนที่มีคุณภาพในระยะยาว” เทอดชาติเสนอ “การจัดการศึกษาก็เช่นกัน ต้องให้มีความเชื่อมโยงต่อเนื่องกันไปว่าจะจัดอย่างไร ให้เกิดผลอย่างไร เพื่อทุกคนจะได้ผลร้อยละ 100 เท่ากัน เป็นระบบที่มีความเชื่อมโยงร้อยรัดซึ่งกันและกัน”
ไม่ใช่แค่เรื่องนักเรียน แต่บุคลากรทางการศึกษาอย่างครูก็สำคัญไม่แพ้กัน เทอดชาติเสนอว่า การคัดเลือกและผลิตครูจะต้องปรับใหม่ โดยเฉพาะเรื่องวิทยฐานะและโอกาสความก้าวหน้าในอาชีพที่มีความไม่เสถียรอยู่ตลอดเวลาจนกลายเป็นการเพิ่มภาระให้ครู ดังนั้น การกระจายอำนาจให้ไปสู่หน่วยปฏิบัติที่ใกล้ชิดครูมากที่สุดจึงเป็นเรื่องจำเป็น รวมถึงหาแรงจูงใจให้ครูที่ยินดีไปสอนในพื้นที่ห่างไกลเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถ
ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่ได้มองไปถึงร่มใหญ่อย่างกระทรวงศึกษาธิการ เทอดชาติมองว่ากระทรวงฯ มีขนาดเทอะทะและมีหน่วยสั่งการมากเกินไป ซึ่งยังเป็นความท้าทายสำคัญในการปรับตัวต่อไป รวมถึงการมีระบบติดตามและประเมินผลเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลให้เห็นภาพทั้งหมด ทั้งด้านโอกาสและคุณภาพ
“สิ่งสำคัญที่สุดคือระบบทั้งหมดต้องถูกปรับรื้อเพื่อให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการและอยู่ได้ด้วยตนเอง รัฐมีหน้าที่เพียงสนับสนุนส่งเสริมให้เขาอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ในตอนท้าย เทอดชาติกล่าวว่า “ในตอนนี้ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับใหม่กำลังเข้าสู่สภาเพื่อเข้าสู่กระบวนการต่อไปแล้ว ซึ่งร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ นี้จะเป็นร่างที่ทุกคนมีส่วนร่วม ปรับรื้อระบบที่เราคิดว่ามีปัญหา ให้คนไทยมีโอกาส มีคุณภาพ และนั่นคือคุณภาพของประเทศด้วยเช่นกัน”
ปัญหา (การศึกษา) เชิงระบบต้องถูกแก้ด้วยระบบ – สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์
สำหรับ ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ปัญหาการศึกษาเป็นปัญหาเชิงระบบ และการจะแก้ปัญหาเชิงระบบได้จะต้องแก้ด้วยระบบจึงจะเกิดผล ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ให้เห็นอุปสรรคในการแก้ปัญหาเชิงระบบสองข้อ
ข้อแรก คือเป้าหมายด้านการศึกษาของประเทศไทยไม่เคยชัดเจน กล่าวคือ ไม่เคยมีการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนว่า ในอีก 5 ปีเด็กไทยจะต้องได้คะแนนสอบ PISA เท่าไร จะลดความเหลื่อมล้ำให้ได้เท่าไหร่ ซึ่งสุชัชวีร์ชี้ว่าจำนวนลดลงอาจไม่ได้ดีขึ้นเสมอไป เพราะส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กเกิดน้อยลงด้วย การจะวัดผลจริงๆ จึงต้องตั้งเป้าหมาย ที่สำคัญคือ ภาคเอกชนต้องเข้ามาร่วมพัฒนา เพราะลำพังเงินจากภาครัฐอย่างไรก็ไม่พอ
ข้อที่สอง คือโลก AI ปัจจุบันกำลังจะเป็นควอนตัม แต่ระบบของไทยยังไม่มีความแม่นยำ ซึ่งจะส่งผลต่อการแก้ปัญหา เพราะถ้ายังพุ่งเป้าไปที่ระดับจังหวัด โรงเรียน ก็จะไม่สามารถแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพในเมื่อโลกไปถึงการแก้ไขปัญหารายบุคคลแล้ว ทว่าสุชัชวีร์ย้ำเตือนว่า หากพูดถึงการกระจายอำนาจ จะต้องระวังไม่ให้ปัญหาจากส่วนกลางกลายเป็นปัญหาเชิงพื้นที่ได้ เพราะพื้นที่ไม่มีสรรพกำลังเท่าส่วนกลาง
ทั้งหมดนี้นำมาซึ่งข้อเสนอในการแก้ไขปัญหา 5 ประการ โดย ประการแรก สุชัชวีร์ย้ำเรื่องการตั้งเป้าหมายเพื่อให้มองภาพชัดเจนและเดินไปถึงเป้าหมายได้ร่วมกัน ประการที่สอง คือการดำเนินการรายบุคคล (personalized) กล่าวคือใช้ AI เจาะเข้าไปรายบุคคลในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นแสนเป็นล้านคนเพื่อทำการจับคู่ว่า พื้นที่ลักษณะนี้มีผู้ปกครองและครูแบบไหน หรือทำโมเดลที่สามารถนำไปสู่การติดตามและแก้ไขปัญหาเด็กรายบุคคลได้ต่อไป
ประการที่สาม และต่อเนื่องจากประเด็นก่อนหน้าคือ หากเราใช้ AI ระบุตัวเด็กรายบุคคลได้ จะทำให้คนไทยทั้งประเทศสามารถช่วยดูแลเด็กทั้งประเทศได้
“เพราะการศึกษาไม่ใช่ภาระของรัฐเท่านั้น แต่เราทุกคนต้องช่วยกัน” สุชัชวีร์กล่าว
ประการที่สี่ สุชัชวีร์กล่าวว่าเงินไม่ใช่เรื่องเดียวที่จะนำไปสู่ความล้มเหลวทางการศึกษา แต่มีปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งครอบครัว ชุมชน หรือแม้กระทั่งสิ่งแวดล้อม การเติมเต็มและพิจารณามิติเหล่านี้จะช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น
“ประการสุดท้าย ข้อมูลที่มีบอกเราว่า เด็กยากจนพิเศษเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 5 ซึ่งเพิ่มขึ้นแต่ยังไม่เท่าเด็กทั่วไปที่เข้าได้ร้อยละ 30 อันนี้ต้องบอกว่า จริงๆ เด็กในมาเลเซียเข้ามหาวิทยาลัยได้ร้อยละ 70 และสิงคโปร์คือร้อยละ 100 แล้วนะครับ
“เพราะฉะนั้น การเพิ่มขึ้นไม่เท่ากับคุณภาพ เราต้องเน้นเรื่องคุณภาพด้วย” สุชัชวีร์ทิ้งท้าย
แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยแนวทางที่ ‘เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น’ – พริษฐ์ วัชรสินธุ
“ผมคิดว่าความท้าทายเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในประเทศมาจากปัญหาเชิงระบบ 4 ประการ” พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวนำ
ประการแรก พริษฐ์เกริ่นว่า ไทยลงทุนในการศึกษาไม่น้อย หรือคิดเป็นประมาณร้อยละ 4.7 ของ GDP ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากประเทศสมาชิก OECD มากนัก ทว่าปัญหาอยู่ที่งบประมาณไปถึงนักเรียนอย่างไม่เพียงพอ เนื่องจากงบส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับด้านบุคลากร จึงจำเป็นต้องทบทวนการแบ่งสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณ โดยเฉพาะงบบุคลากรที่ต้องมองไปถึงโครงสร้างของกระทรวงและหน่วยงานว่ามีความเทอะทะหรือทำงานซ้ำซ้อนกันเกินไปหรือไม่
“อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้งบไปถึงนักเรียนอย่างไม่เสมอภาคคือ การกระจายงบโดยการคำนวณแบบรายหัวให้นักเรียนตามสถานศึกษา เราอาจจะต้องลองคำนึงถึงปัจจัยอื่นเพิ่มขึ้นเพื่อคิดถึงความเสมอภาค ไม่เช่นนั้น โรงเรียนขนาดเล็กจะเสียเปรียบ”
ประการที่สอง หลายครั้งที่คนที่อยู่ใกล้ชิดกับปัญหาจริงๆ กลับไม่มีอำนาจในการตัดสินใจ ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมคือ การที่ส่วนกลางทุ่มงบมาพัฒนาบางอย่างในโรงเรียนก่อน ซึ่งไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่นั่นอาจจะไม่ใช่ความสำคัญลำดับต้นๆ ที่โรงเรียนอยากพัฒนา
“ผมเข้าใจดีว่าเราต้องมีมาตรฐานส่วนกลางในการกำกับดูแล เช่น สุขาที่ถูกสุขอนามัย อาคารเรียนที่ปลอดภัย แต่ถ้าพูดถึงการพัฒนาที่เกินกว่านี้ เราควรกระจายอำนาจให้โรงเรียนสามารถตัดสินใจได้มากกว่านี้ไหม เพราะฉะนั้น การกระจายอำนาจสู่สถานศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ”
ประการที่สาม พริษฐ์ชี้ว่า การลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาต้องไม่ใช่แค่ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา แต่ต้องเป็นการลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสถานศึกษา ‘ที่มีคุณภาพ’ นอกจากนี้ หากสามารถนำเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับเข้าสู่ระบบได้แล้ว เราจะต้องคำนึงถึงต่อว่า หากนำเด็กกลับเข้าสู่ระบบแล้ว การศึกษาที่เด็กได้รับมีคุณภาพเพียงพอหรือไม่ เช่น การมีโครงการพัฒนาศักยภาพของเด็กทว่ายังเชื่อมกับหลักสูตรเดิม ทั้งที่หลักสูตรเป็นหนึ่งในปัญหาที่เกิดขึ้นในการศึกษาไทย
ประการที่สี่ พริษฐ์เน้นย้ำว่า การลดความเหลื่อมล้ำไม่ได้สวนทางกับการโอบรับความหลากหลาย หากพูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นคือ การศึกษาที่ดีของแต่ละคนอาจไม่ได้มีหน้าตาเหมือนกัน ดังนั้น การปลดล็อกการศึกษานอกระบบโรงเรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะการศึกษาแต่ละแบบมีความเหมาะสมกับเด็กแต่ละคนที่เจอสถานการณ์ต่างกัน สิ่งสำคัญที่จะเป็นกลไกที่ช่วยโอบรับความหลากหลายและใช้ทรัพยากรที่ตอบโจทย์พื้นที่ได้คือ บทบาทของท้องถิ่น แต่ปัจจุบัน ท้องถิ่นก็ยังเจอข้อจำกัดและความท้าทายเชิงระเบียบตลอดเวลาหากจะทำโครงการที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนนอกสังกัดท้องถิ่น
นั่นจึงนำมาสู่แนวทางการของพริษฐ์เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา คือการลงทุนที่ “เร็วขึ้น นานขึ้น ใกล้ขึ้น กว้างขึ้น และลึกขึ้น”
“เร็วขึ้น คือถ้าเราจะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา จะต้องรีบลดตั้งแต่ต้น คือลดในระดับปฐมวัยหรือประถมศึกษา ซึ่งจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุนสูงมาก ที่ผ่านมาไทยลงทุนในระดับนี้ค่อนข้างน้อย”
เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น พริษฐ์ชี้ให้เห็นแนวทาง 2 ข้อ ข้อแรกคือการยกระดับคุณภาพและการมีอยู่ของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คือปรับหรือขยายเวลาให้บริการให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของผู้ปกครองมากขึ้น เช่น เปิดให้บริการเย็นขึ้น เปิด 7 วันและไม่มีปิดเทอม และข้อสอง พริษฐ์ชี้ให้เห็นว่า เด็กในช่วงอายุ 3 เดือนถึง2 ปี คือช่วงที่ร่วงหล่นจากการได้รับบริการจากรัฐมากที่สุด เพราะเป็นจุดที่สิทธิลาคลอดของมารดาจบลงจนถึงอายุ 2 ปีที่จะเข้าได้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงจำเป็นต้องมีการลงทุนเพื่อดูแลเด็กในช่วงนี้ ทั้งด้านทรัพยากรและบุคลากร
สำหรับ นานขึ้น พริษฐ์ชี้ว่าคือการให้ความสำคัญกับการเรียนรู้และพัฒนาทักษะตลอดชีวิต เช่น การทำคูปองเพื่อให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยสามารถใช้พัฒนาทักษะได้ เพราะแม้ปัจจุบันจะมีคอร์สยกระดับทักษะหรือการเรียนรู้ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย ทว่าหลายครั้งที่อุปสรรคจริงๆ ไม่ใช่แค่เรื่องค่าใช้จ่าย แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะคนทำงานจะต้องทำงานหารายได้ตลอดเวลาทำให้ไม่อยากเสียสละเวลามาเรียน เพราะการมาเรียนจะทำให้รายได้ลดลง ดังนั้น พริษฐ์จึงยกตัวอย่างโมเดลของอินโดนีเซียที่ไม่ใช่แค่มีคูปองเรียนฟรี แต่มีการให้เงินสดด้วยตอนเรียนจบเพื่อเป็นแรงจูงใจ
การกระจายอำนาจหรือการเพิ่มบทบาทท้องถิ่นคือคำตอบของแนวคิด ไกลขึ้น แต่ต้องมาพร้อมกลไกตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจสอบจากผู้ปกครอง นักเรียน คุณครู ไปจนถึงบุคลากรของสถานศึกษาในพื้นที่ในเรื่องการใช้งบประมาณ ซึ่งพริษฐ์มองว่าการกระจายอำนาจเช่นนี้จะช่วยทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล เพราะท้องถิ่นจะรู้ปัญหาอุปสรรคของเด็กแต่ละคนมากกว่า
“การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำไม่ใช่แค่เรื่องการศึกษา แต่ต้องดูการใช้ชีวิตของเด็กแต่ละคนด้วย” พริษฐ์อธิบายแนวคิด กว้างขึ้น “เพราะฉะนั้น บทบาทของ ศธ. หรือสถานศึกษาจึงไม่ใช่แค่ดูแลเรื่องวิชาการ แต่ต้องดูถึงการจัดสภาพแวดล้อมหรือสุขภาวะของเด็กให้พร้อมต่อการเรียนรู้ด้วย เพราะถ้าเด็กยังต้องอดอาหารหรือเจอสภาวะความเครียดจากครอบครัว ต่อให้ครูสอนดีแค่ไหนก็ไม่อาจอยู่ในจุดที่จะเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพได้”
นอกจากนี้ เพราะนักเรียนยากจนพิเศษจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวแหว่งกลาง คืออยู่กับปู่ ย่า ตา ยาย ดังนั้น พริษฐ์จึงเสนอว่า เราต้องดูแลถึงคนกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการเลี้ยงดูบุตรหลานด้วย
และสุดท้าย ลึกขึ้น พริษฐ์เห็นพ้องกับทุกคนถึงเรื่องการใช้ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเชิงลึกเพื่อการจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนมากขึ้น โดยเฉพาะแนวทางการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างชุดข้อมูลเด็กยากจนพิเศษของ กสศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นการต่อยอดการดำเนินการต่อไป
ที่มา ; กองทุน กสศ.
เกี่ยวข้องกัน
ชำแหละการศึกษาไทย: “การเมือง”ฉุดปฏิรูป ทำอันดับรั้งท้ายโลก
ฏิรูปการศึกษา ล้มเหลวซ้ำซาก ผู้เชี่ยวชาญการศึกษา ระบุ 6 ปัญหาการศึกษาไทยที่ต้องการปฏิรูปการศึกษาแบบเร่งด่วน ที่ผ่านมาทำได้เพียงตั้งคณะกรรมการและกองเอกสาร แต่ไม่มีผลต่อคุณภาพการศึกษา ขณะที่ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ใช้มา 26 ปี ไม่มีการแก้ไข เหตุการเมืองขาดความกล้าหาญตัดสินใจผ่าตัดกระทรวง
ปฎิรูปการศึกษา กลายเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ที่ผลักดันกันมานานเกือบ 30 ปี แต่ไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ชัดเจน คุณภาพการศึกษายังตกต่ำ คะแนน Pisa ยังคงรั้งท้ายจากการจัดอันดับประเทศทั่วโลก ขณะที่การแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ยังคงไร้วี่แววว่าจะผลักดันได้ทัน รัฐบาลแพทองธาร ที่เหลือเวลาทำงานไม่ถึง 2 ปี
“ การศึกษาไทยจำเป็นต้องปฏิรูป มาก มาก มาก” สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) บอกกับ Policy Watch หลังถูกถามว่า “ทำไมต้องปฏิรูปการศึกษา?” โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องปฏิรูปการศึกษา
“ทำไมเราไม่ให้ความสำคัญกับการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ แต่กลับไปเร่งผลักดันกฎหมายกาสิโน แล้วบอกว่าเร่งด่วน”
เหตุผลสำคัญที่ สมพงษ์ อยากให้เร่งการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากตลอดระยะเวลา 20-30 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยไม่สามารถขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา ทำให้มีแนวโน้มการศึกษาตกต่ำลงเรื่อย ๆ โดยปัญหาที่ทำให้การศึกษาไทยเดินไปข้างหน้าไม่ได้มาจาก 6 ปัจจัยใหญ่
6 ปัจจัยที่ต้องเร่งปฏิรูปการศึกษา
ปัญหาแรก คือปัญหาในเชิงโครงสร้างของระบบการศึกษาที่ ใหญ่โต อุ้ยอ้าย รวมศูนย์ ทำให้การผลัดดันคุณภาพการศึกษาเกิดขึ้นได้ยาก แม้ว่าที่ผ่านมามีความปฏิรูปโครงสร้างทางการศึกษาให้เล็กลง แต่ไม่ได้เล็กลงมีแต่ขยายเพิ่มขึ้น โดยการขยายตัวเริ่มตั้งแต่เพิ่มการศึกษาเขตพื้นที่ ซึ่งการเพิ่มหน่วยงานไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น แต่ล่าช้าขัดแย้งกันเอง และทุกอย่างรวมศูนย์ออกมาจากส่วนกลาง
“โครงสร้างการศึกษาในระยะเวลา 20 ปี ที่ผ่านมาไม่ได้เล็กลงเลย มีแต่ขยายเพิ่มขึ้น เริ่มตั้งแต่เพิ่มศึกษาธิการจังหวัด ศึกษาธิการภาค เพิ่มการศึกษาเขตพื้นที่ แต่ไม่ได้ทำให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น มีแต่ล่าช้า ขัดแย้งกันเอง และรวมศูนย์ ทุกอย่างต้องออกมาจากส่วนกลางทั้งหมดเพราะฉะนั้นเรื่องของโครงสร้างระบบการศึกษา คือเรื่องใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งปฏิรูป”
ปัญหาที่สอง คุณภาพการศึกษาที่ประเทศที่คะแนน Pisa รั้งท้าย ต่ำสุดในรอบ 20 ปีโดยเฉพาะคะแนนคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ที่เด็กทำคะแนนไม่ถึง 50% ซึ่งคุณภาพการศึกษาของไทยถือว่าเป็นปัญหามาก
“โอ้โห ! เราจองบ๊วยมาตลอด จองอันดับต่ำๆๆ เราแพ้ประเทศเพื่อนบ้านนะครับ คะแนน Pisa เราต่ำสุดในรอบ 20 ปี คุณภาพการศึกษา มันเลวร้ายสุดสุดแล้ว แต่เราจะรู้สึกร้อน รู้สึกหนาวตอนเป็นข่าว พอหลังจากนั้นเราก็มีความรู้สึกว่าโอเคแล้วก็ไม่ทำอะไร”
ปัญหาที่สาม ซึ่งถือเป็นเรื่องวิกฤตมากที่สุด และถือเป็นปัญหาสำคัญ คือ ปัญหางบประมาณการศึกษาที่พบว่ากว่า 80% เป็นรายจ่ายเรื่องของเงินเดือนค่าตอบแทน บุคลากรทางการศึกษา ค่าวิทยฐานะ แต่งบประมาณในการลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษามีเพียง 10 % เท่านั้น
ปัญหาที่สี่ เป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่ค่อนข้างมีปัญหา โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างโรงเรียนสาธิต โรงเรียน อินเตอร์ กับ โรงเรียนที่ขึ้นต้นด้วยบ้านกับวัด มีคุณภาพการศึกษาห่างกันมากกว่า 3 เท่า
“ความเหลื่อมล้ำการศึกษาของไทยสูงมากติดอันดับ1ของโลก โดยเฉพาะระหว่างโรงเรียนอยู่ห่างไกลในชนบทกับโรงเรียนในเมือง รวมถึงความแตกต่าง เรื่องของเศรษฐฐานะ ของพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ในการสนับสนุนการศึกษาของลูกแตกต่างกันมากถึง 16 เท่าทำให้ความเหลื่อมล้ำรุนแรงติดอันดับหนึ่งของโลก”
ปัญหาที่ห้า คือ เรื่องของหลักสูตรการเรียนการสอนที่ประเทศไทยได้แก้ไขหลักสูตรมานานตั้งแต่ปี2544 แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงมาเป็นลำดับ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการแก้ไขอีกเลยทำให้หลักสูตรไม่ทันสมัย ไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก
“ เราไม่เคยแก้หลักสูตรเลยใช้มานานมาก ผมยืนยันนะว่าการแก้ไขหลักสูตรครั้งล่าสุดคือปี 2544 ไม่ใช่ปี 2551 ทำให้หลักสูตรไทยเป็นยาหมดอายุ ไม่ทันโลก แล้วเนื้อหาที่เด็กต้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องอดีตกว่า 80% เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันไม่ได้ ทำให้เขาไม่สนใจ เบื่อ และหันไปเรียนรู้สิ่งใหม่จากโลกออนไลน์กันหมด เพราะฉะนั้นหลักสูตรเราแย่มากๆแต่เราไม่คิดจะเปลี่ยนแปลง”
ขณะที่ระบบหลักสูตรของเรานักเรียนต้องเรียนวันละ ประมาณ 8-9 ชั่วโมง และเรียน 220 วันต่อปี แต่เนื้อหาสาระไม่ตอบโจทย์เรื่องคุณภาพ เพราะฉะนั้นเราต้องแก้กันที่เรื่องระบบหลักสูตรก่อนเพื่อทำให้เกิดคุณภาพการศึกษา
ปัญหาที่หก เป็นเรื่องของระบบผลิตครู ซึ่งระบบผลิตครูออกมาจำนวนมากปีหลายแสนคน แต่ในปีหนึ่งเรารับครูได้ไม่กี่พันคน เพราะฉะนั้นระบบผลิตครูมีปัญหาทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพ ส่วนการพัฒนาศักยภาพยังคงมีปัญหา แม้ว่าที่ผ่านมาเรามีการยกระดับครู ด้วยการทำวิทยฐานะ แต่ไม่นำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้เลย
“ผมคิดว่าเราผิดพลาดครั้งใหญ่เรื่องวิทยฐานะ มันกลัดกระดุมเม็ดแรกผิด ครูต้องใช้เวลาทำเอกสาร เพื่อให้ได้เงินค่าตอบแทน มีเอกสารวิจัยจำนวนมากแต่ลงไปสู่คุณภาพการศึกษาน้อยมาก ซึ่งผมไม่โทษครู เพราะระบบออกแบบมาให้เขาทำแบบนี้”
ย้อนเส้นทางปฏิรูปการศึกษาที่ล้มเหลว
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยมีการปฏิรูปการศึกษามาแล้วหลายครั้ง โดยเส้นทางการปฏิรูปการศึกษา เริ่มตั้งแต่ในช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงริเริ่มการปฏิรูปการศึกษาเพื่อพัฒนาการศึกษาให้กว้างขวางขึ้น โดยทรงตั้งโรงเรียนและสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเรียนรู้และมีโอกาสพัฒนาตนเองได้
และการปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2540 แต่ไม่ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ ทำเพียงการปฏิรูปการเรียนรู้ แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นได้
ปฏิรูปการศึกษาในปี 2542
กระทั่งในรัฐบาลชวน หลีกภัย ได้เกิดการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยได้จัดทำพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 และได้เปลี่ยนโครงสร้าง กระทรวงศึกษาธิการ จากเดิมที่มีปัญหาด้านการบริหารจัดการไม่คล่องตัวเพราะมีองค์กรมากถึง 14 กรมจึงได้ปรับจากกรมมาเป็น 5 สำนักประกอบด้วย
1. สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
2. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
3. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
4. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
5. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
นอกจากปฏิรูปองค์กรแล้ว ยังได้ปรับเนื้อหา การจัดระบบการศึกษาที่เกี่ยวข้อง 7 ด้านปรระกอบด้วย
§ ระบบสื่อและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
§ โครงสร้างการบริหารและการจัดการ
§ ระบบตรวจสอบประเมินคุณภาพการศึกษา
§ ระบบงบประมาณและทรัพยากรเพื่อการศึกษา
§ การมีส่วนร่วมของสังคมในการจัดการศึกษาจัดการศึกษา
ปฏิรูปการศึกษาปี 2552-2561
การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นต่อเนื่องระหว่างปี 2552-2561 โดยมีกรอบแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 4 ประการ
1. พัฒนาคุณภาพคนไทยยุคใหม่
2. พัฒนาคุณภาพครูยุคใหม่
3. พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่
4. พัฒนาคุณภาพการบริการจัดการใหม่
อย่างไรการปฏิรูปการศึกษาครั้งสำคัญเกิดขึ้นในปี2560 ภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 หมวด 16 (จ) กำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา และมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 ได้ตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ขึ้น โดยมีศาสตราจารย์กิตติคุณ นายแพทย์จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธานกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา มุ่งแก้ปัญหาหลักทางการศึกษาของไทยใน 4 ด้าน
1. ยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา
2. ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
3. มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4. ปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษา และสร้างเสริมธรรมาภิบาล
ผลพ่วงจากตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาในปี 2560 ทำให้สามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นรูปธรรม 3 ฉบับ คือ
1. พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561
2. พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. 2562
3. พ.ร.บ.พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. 2562
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นมีความพยายามจะปฏิรูปการศึกษาอีกครั้งในปี 2564 โดยเสนอแก้ไข พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ปี 2542 แต่ไม่บรรลุเป้าหมาย แม้จะมีการยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 2564 เข้าพิจารณาในสภาผู้แทนราษฏร ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ยุบสภาก่อนที่จะมีการพิจารณาแล้วเสร็จ
กระทั่งปี2567 ได้หยิบยกประเด็นการปฏิรูปการศึกษาขึ้นมาอีกครั้ง โดยกระทรวงศึกษาธิการได้นำ ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาปี2564 มาปัดฝุ่นอีกครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี และคาดว่าการผลักดันกฎหมายการศึกษาแห่งชาติคงจะไม่แล้วเสร็จในรัฐบาลแพทองธาร เนื่องจากเหลือเวลาในการบริหารงานไม่ถึง 2 ปี
“การเมือง”ฉุดปฏิรูป ทำให้การศึกษาไทยรั้งท้าย
อย่างไรก็ตามการปฏิรูปสำหรับ อาจารย์สมพงษ์ บอกว่า เป็นการปฏิรูปทางเอกสาร แต่ไม่ได้ลงมือผ่าตัด ไม่ได้ลงมือทำ แต่เป็นการปฏิรูปเชิงเอกสารและตั้งคณะกรรมการ ซึ่งสาเหตุสำคัญ คือ ขาดความจริงจังทางการเมือง ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเป็นเพียงวาทกรรม เพราะทุกครั้งที่มีการปฏิรูปการศึกษาจะมีคณะกรรมการ และมีแผนการปฏิรูป แต่ไม่มีการดำเนินการ ที่เป็นรูปธรรม เพราะ ฉะนั้นสิ่งที่ได้จากการปฏิรูป เกือบทุกครั้ง คือ กองเอกสาร แต่ไม่มีการปฏิบัติ
“ผมยืนยันการปฏิรูปการศึกษาที่ผ่านมาไม่บรรลุเป้าหมาย ส่วนหนึ่งมาจากความกล้าหาญทางการเมือง ทำให้การปฏิรูปทำได้แค่เพียงเอกสารหลายร้อยเล่ม แต่ในทางปฏิบัติไม่เกิดขึ้นจริง ไม่มีการผ่าตัดจริงๆ ทุกคนรู้ปัญหาการศึกษา แต่ไม่มีใครยอมเสี่ยงเพื่ออนาคตของลูกหลาน เพราะฉะนั้นเราพูดเป็นวาทกรรมเรื่องปฏิรูป เพราะเราตั้งคณะกรรมการ พอเปลี่ยนแปลงทางการเมืองก็ทิ้งแบบระเนระนาด การปฎิรูปการศึกษาเราจึงเป็นเพียงวาทกรรม เอกสาร และคณะกรรมการ ”
สมพงษ์ บอกว่า ในช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเขา มีส่วนร่วมกับการปฏิรูปการศึกษามาไม่น้อยกว่า 5-6 รอบ แต่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำได้เพียงการรวบรวมข้อมูล รวบรวมปัญหาให้ชัดเจนขึ้น ทำให้ทุกคนรู้ปัญหาการศึกษาไทย แต่ไม่มี political view หรือไม่มีคนการเมืองกล้าตัดสินใจ ทำให้การปฏิรูปล้มเหลว
“ผมต้องกล่าวโทษนักการเมือง เพราะ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติถือเป็นแม่บทของการศึกษาไทยแต่การพิจารณาตกแล้วตกอีก เพราะไม่ตระหนักไม่เห็นความสำคัญเรื่องของการศึกษา ไม่ตระหนักเลยนะครับว่าอนาคตลูกหลานจะเป็นอย่างไร ถ้าเรายังเป็นแบบอยู่แบบนี้ การศึกษาไทยก็ดิ่งลงเหวไปเรื่อยๆครับ”
การปฏิรูปการศึกษาต้องอาศัยความกล้าทางการเมืองที่จะผ่าตัดกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเพียงแค่การปฏิรูปไม่เพียงพอต้องปฏิวัติ และต้องแก้ไขโครงสร้างทางการศึกษาทั้งหมด แต่ไม่มีรัฐบาลไหนที่กล้าทำ ขณะที่พ.ร.บ การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ควรจะบังคับใช้ตั้งนานแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาแก้ไข ทำให้ยังคงใช้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติปี 2542 ซึ่งล้าหลังและใช้มานาน 26 ปี แต่ฝ่ายการเมืองไม่สนใจที่จะแก้ไข
“ผมถือว่าทางการเมืองเป็นความเสียหายเพราะตอนหาเสียงทุกพรรคการเมืองสัญญาว่า จะมีการปฏิรูปการศึกษา จะผลักดันเรื่อง พรบ การศึกษาแห่งชาติ แต่ไม่สามารถทำได้ ทำให้เกิดความเสียหายกับเด็กไทย เราประชาชน ต้องตั้งว่า รัฐบาลกำลังทำอะไรกับลูกหลานของเราจะปล่อยให้การศึกษาด้อยคุณภาพ ทำให้ประเทศเราตกต่ำไปมากกว่านี้หรือไม่ เพราะหากไม่มีใครทำอะไรผลกระทบก็จะเกิดขึ้นกับลูกหลานคนไทยทั้งหมด”
การปฏิรูปการศึกษาครั้งใหม่ในยุครัฐบาลแพทองธาร ยังไร้ทิศทาง โดยเฉพาะการแก้ไข พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ที่ขาดเจตนารมย์ทางการเมืองในการผลักดันให้มีผลบังคับใช้จริง ทำให้การศึกษาไทย ยังคงรั้งท้ายประเทศทั่วโลกต่อไป
ที่มา ; POLICY WATCH
เกี่ยวข้องกัน
สกศ. เปิดสภาวะการศึกษาไทยไตรมาสแรกปี 68 “การจัดการศึกษาไทยในโลกที่เปลี่ยนแปลงไป”
วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานการประชุมสัมมนาเพื่อเผยแพร่รายงานสภาวะการศึกษาไทย ไตรมาสที่ 1 ปีงบประมาณ พ.ศ.2568 พร้อมด้วย รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย (RIPED) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำสาขาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวีระพงษ์ อู๋เจริญ ผู้อำนวยการสำนักประเมินผลการจัดการศึกษา รวมถึงผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ ห้องกรุงธนบอลล์รูม ชั้น 3 โรงแรมรอยัล ริเวอร์
รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า สกศ. จัดทำการวิเคราะห์สภาวะการศึกษาไทยรายไตรมาสเพื่อให้ทันต่อสถานการณ์ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยการวิเคราะห์จะใช้องค์ความรู้ การวิจัยจาก 5 มิติตามเป้าหมายของการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 คือ
มิติที่ 1 คุณภาพการศึกษา พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยยังอยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นจากผลการทดสอบทั้ง O – NET และ PISA สะท้อนให้เห็นว่า “คนไทยอ่านได้ แต่ไม่มีคุณภาพ”
มิติที่ 2 ความเสมอภาคทางการศึกษา มีโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสพฐ. ถึงร้อยละ 51 แต่กลับไม่เสมอภาคในเรื่องคุณภาพของการจัดการศึกษาที่ได้รับเมื่อเทียบกับโรงเรียนขนาดใหญ่ สะท้อนว่า “ประเทศไทยเสมอภาคในเชิงโอกาส แต่เหลื่อมล้ำในเชิงคุณภาพ”
มิติที่ 3 การเข้าถึงการศึกษา การเข้าเรียนระดับการศึกษาภาคบังคับของประชากรวัย 6 - 14 ปี มีอัตราสูงถึงร้อยละ 90.30 ถือเป็นจุดแข็งสำคัญของการศึกษาไทย
มิติที่ 4 ประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา มีการลงทุนทางการศึกษาสูง แต่ผลลัพธ์ทางการศึกษากลับไม่สูงตามจำนวนงบประมาณ สะท้อนให้เห็นถึงว่า “ประเทศไทยมีทรัพยากรแต่บริหารไม่ดี ผลลัพธ์จึงออกมาไม่ดี”
มิติที่ 5 การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง ความต้องการแรงงานเน้นกำลังแรงงานสายอาชีวศึกษา แต่นักเรียนส่วนใหญ่ยังเลือกเรียนสายสามัญเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นว่าผู้เรียนจะไม่ปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลกของอาชีพ
ทั้งนี้หน่วยงานจัดการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเฝ้าระวัง ได้แก่
1) ความเสี่ยงจากความขัดแย้งและภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลายประเทศมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
2) ปัญหาสุขภาพอันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศภัยพิบัติและมลพิษต่าง ๆ
3) การเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากรที่จำนวนเด็กเกิดใหม่มีน้อยลงทุกปี รวมทั้งเด็กเจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีรูปแบบและความต้องการทางการศึกษาที่ไม่เหมือนอดีตที่ผ่านมา
4) การปรับเปลี่ยนจุดเน้นในการพัฒนาผู้เรียนจากเดิมเน้นการพัฒนาทักษะมาให้ความสำคัญกับเรื่องทัศนคติ (Mindset) ของผู้เรียนมากขึ้น
รศ.ดร.ประวิต กล่าวต่อไปว่า สกศ. จึงขอเสนอแนวทางการแก้ปัญหาสภาวะการศึกษาไทย 3 วิธี คือ
1. ลดช่องว่างทางการศึกษา (Narrow the Gap) ด้วยการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่ไม่ยึดติดกับจำนวนผู้เรียนแต่เพียงอย่างเดียว สร้างกลไก Early Warning เพื่อติดตามประเมินผลผู้เรียนได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา หรือต่ำกว่า เพื่อให้มีโอกาสในการพัฒนาผู้เรียนตั้งแต่ยังเล็ก และเน้นการประเมินในรูปแบบ Formative Assessment มากขึ้น และส่งเสริมการเรียนรู้ในระบบ Peer Learning ให้ทั้งผู้บริหาร ครู และนักเรียนให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันในสภาวะแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกฝ่าย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น
2. เชื่อมต่อทุกมิติการศึกษา (Connect the Dots) ด้วยการพัฒนาระบบฐานข้อมูลทางการศึกษาให้ครบถ้วน และทันสมัยทันสมัยอยู่ตลอดเวลา กำหนดความรับผิดรับชอบของแต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน (Accountability) และนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ และจัดการศึกษาเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Generative AI ซึ่งจะช่วยให้การทำงานต่าง ๆ มีความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำเพิ่มมากขึ้น
3. ทลายทุกอุปสรรคของการเรียนรู้ (Break the Walls) จัดทำ tracking system นักเรียนรายบุคคล เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนสู่การทำงาน ให้ความสำคัญในการจัดการเรียนรู้ให้กับกลุ่มนอกวัยเรียน และการศึกษานอกระบบ และการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยเพิ่มมากขึ้น เน้นการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้คนในท้องถิ่น สามารถกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษาได้ตามบริบทและความต้องการของชุมชน
จากนั้น รศ.ดร.วีระชาติ กิเลนทอง บรรยายพิเศษ เรื่อง ผลการศึกษาจากโครงการ PISA-based Test for Schools และผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว บรรยายพิเศษ เรื่อง ความท้าทาย บริบทที่ส่งผลกระทบต่อการศึกษาไทย ปี 2568 ปิดท้ายด้วยผู้เข้าร่วมสัมมนาอภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยสกศ. จะนำข้อเสนอแนะที่ได้จากการประชุมในวันนี้ไปเป็นข้อมูลและแนวทางในการพัฒนาการศึกษาให้สอดคล้องและรองรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันด้านการศึกษาของประเทศในอนาคตต่อไป ทุกท่านสามารถติดตามข่าวสารสภาวะการศึกษาไทยรายไตรมาสได้ที่เว็บไซต์ onec.go.th และเพจ facebook, Line official และ TikTok สภาการศึกษา
ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
เกี่ยวข้องกัน
วิเคราะห์ปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศไทย โดยเน้น ๕ ประเด็นเร่งด่วน พร้อมทั้งวิเคราะห์ สาเหตุ และ แนวทางแก้ไข ดังนี้
๑. คุณภาพการเรียนรู้ต่ำกว่ามาตรฐานสากล
สาเหตุ
· เนื้อหาหลักสูตรเน้นความรู้เชิงท่องจำ ไม่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา
· การวัดผลประเมินผลเน้นข้อสอบปรนัยมากกว่าทักษะการใช้จริง
· ขาดการบูรณาการความรู้กับชีวิตจริงและโลกแห่งการทำงาน
แนวทางแก้ไข
· ปรับหลักสูตรให้เน้น Critical Thinking, Creativity, Communication, Collaboration
· ใช้การเรียนรู้เชิงโครงงาน (Project-based Learning) และการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning)
· ปรับระบบการสอบวัดผลให้หลากหลาย เช่น การประเมินแฟ้มสะสมงาน ผลงานจริง การสอบเชิงปฏิบัติ
๒. ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
สาเหตุ
· โรงเรียนขนาดเล็กในชนบทขาดครูผู้สอนครบชั้น ขาดงบประมาณและสื่อการเรียนการสอน
· ครอบครัวยากจนทำให้นักเรียนขาดโอกาสเรียนต่อหรือเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้
· การลงทุนด้านการศึกษาไม่ทั่วถึงระหว่างเมืองกับชนบท
แนวทางแก้ไข
· จัดสรรงบประมาณแบบ ฐานความจำเป็น (Needs-based) มากกว่าการกระจายแบบเท่าเทียม
· สร้างระบบ กองทุนช่วยเหลือนักเรียนยากจน ที่เข้าถึงง่าย
· ส่งเสริมการใช้ DLTV, DLICT, Digital Learning Platform เพื่อลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำ
๓. ภาระงานครูที่ไม่ใช่งานสอน
สาเหตุ
· ครูถูกใช้ในงานธุรการ งานโครงการ งานเอกสารต่าง ๆ มากเกินไป
· ระบบการบริหารจัดการและการรายงานไม่เป็นเอกภาพ ทำให้ครูต้องกรอกข้อมูลซ้ำซ้อน
· ระบบประเมินครูเน้นเอกสารมากกว่าการสอนจริง
แนวทางแก้ไข
· จัดตั้ง ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ธุรการ/ผู้ช่วยครู ให้เพียงพอ
· ปรับระบบการประเมินครูให้เน้นคุณภาพการสอนและผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนมากกว่าเอกสาร
· ใช้ระบบ Digital Platform เดียว สำหรับงานธุรการทั้งหมดของโรงเรียน
๔. ระบบบริหารการศึกษาแบบรวมศูนย์
สาเหตุ
· การตัดสินใจด้านงบประมาณ หลักสูตร บุคลากร ถูกกำหนดจากส่วนกลาง ทำให้ขาดความยืดหยุ่น
· โรงเรียนไม่สามารถปรับรูปแบบการสอนได้ตามบริบทชุมชน
· ผู้บริหารโรงเรียนมีอำนาจจำกัดในการจัดการทรัพยากร
แนวทางแก้ไข
· กระจายอำนาจให้โรงเรียนและเขตพื้นที่การศึกษาในการบริหารจัดการงบประมาณและบุคลากร
· ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของ ชุมชนและท้องถิ่น ในการกำหนดทิศทางการศึกษา
· ปรับโครงสร้าง สพฐ. และเขตพื้นที่ ให้เป็นหน่วยสนับสนุนแทนการควบคุม
๕. การพัฒนาครูและผู้บริหารยังไม่ทันสมัย
สาเหตุ
· การอบรมพัฒนาครูส่วนใหญ่เป็นลักษณะ สั่งการจากบนลงล่าง ไม่ตรงกับความต้องการจริง
· ครูบางส่วนขาดทักษะด้าน ดิจิทัล เทคโนโลยีใหม่ และการจัดการเรียนรู้เชิงนวัตกรรม
· ผู้บริหารขาดทักษะการนำองค์กรเชิงวิสัยทัศน์ และการบริหารเชิงหลักฐาน (Data-driven management)
แนวทางแก้ไข
· พัฒนาครูแบบ On-the-job Training และ Professional Learning Community (PLC)
· ปรับระบบวิทยฐานะครูให้เน้น คุณภาพการสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้ มากกว่าการทำผลงานเอกสาร
· จัดหลักสูตรพัฒนาผู้บริหารให้มีทักษะ ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมและการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ
สรุป ปัญหาการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยเร่งด่วนที่สุดอยู่ที่ คุณภาพการเรียนรู้ต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง ครูทำงานเกินบทบาท ระบบรวมศูนย์ และการพัฒนาครูไม่ทันสมัย หากสามารถแก้ไขได้ จะทำให้การศึกษาไทยก้าวสู่ความเท่าเทียม มีคุณภาพ และตอบสนองต่อโลกอนาคตได้จริง
ที่มา ; chatGPT วิเคราะห์
สรุปสาระสำคัญจากข่าว
ปัญหาการศึกษาไทยทวีความซับซ้อนจากโครงสร้างสังคมสูงวัย เด็กเกิดน้อย ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และคุณภาพการเรียนรู้ที่ไม่เท่ากัน การศึกษาเป็น “การลงทุน” ที่คุ้มค่าที่สุดในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม หากรัฐไม่ลงทุนเพียงพอจะเกิด “ต้นทุนจากการเพิกเฉย” มหาศาล ทั้งในรูปของความยากจน อาชญากรรม และการสูญเสีย GDP ระดับโลก ข้อเสนอสำคัญคือเพิ่มการลงทุนด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียม ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงมัธยม เชื่อมโยงข้อมูลเด็กทุกคนเพื่อให้ได้รับสวัสดิการครบถ้วน และสร้างระบบ “พาสปอร์ตการเรียนรู้” ที่ยืดหยุ่น ครูและโรงเรียนต้องมีอิสระในการบริหารจัดการ พร้อมปรับหลักสูตรให้เน้นสมรรถนะและความสุขของผู้เรียน เป้าหมายสำคัญคือ “เรียนดี มีความสุข และไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” เพื่อยกระดับคุณภาพคนไทยและขับเคลื่อนประเทศให้ยั่งยืน
แนวข้อสอบแบบเลือกตอบ
ข้อที่ 1. ข้อใด ตรงกับแนวคิดหลักของบทความมากที่สุด
ก. การศึกษาคือภาระที่รัฐต้องแบกรับเพียงฝ่ายเดียว
ข. การศึกษาเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการสร้างทุนมนุษย์
ค. การศึกษามีคุณค่าเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ง. การศึกษาไม่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
เฉลย: ข
ข้อที่ 2. จากเนื้อหา ข้อใดคือ แนวทางสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา
ก. ลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กให้เหลือเท่ากันทั่วประเทศ
ข. ให้ความสำคัญกับการเรียนในมหาวิทยาลัยมากขึ้น
ค. เชื่อมโยงข้อมูลเด็กทุกคนและลงทุนตั้งแต่ระดับปฐมวัย
ง. ใช้งบประมาณเฉพาะในการจัดสอบวัดผลเท่านั้น
เฉลย: ค