สมาชิกเข้าสู่ระบบ

M513_สกศ.มุ่งพัฒนาความฉลาดของผู้เรียน “Digital Disruption”

เมื่อวันที่ 12 มี.ค. ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นยุค “BANI World” ส่วนหนึ่งมาจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Disruption) ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมกำลังคนรองรับการเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์แบบ โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้มีความพร้อมและมีความฉลาดทางดิจิทัล ซึ่งเป็นทักษะสำคัญจำเป็นในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 ให้อยู่รอดปลอดภัยจากสภาพแวดล้อมยุคดิจิทัลเช่นนี้  

สอดรับกับที่นายกรัฐมนตรีได้แถลง วิสัยทัศน์การพัฒนาประเทศไทยภายใต้แนวคิด “IGNITE THAILAND จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” มุ่งพัฒนาศักยภาพของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางเมืองแห่งอุตสาหกรรมระดับโลก โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ ให้เป็นพลเมืองไทยที่มีความรู้ความสามารถ มีทักษะ และสมรรถนะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “คนรุ่นใหม่” ที่จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศชาติต่อไปในอนาคต การพัฒนาคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนกลุ่มคนวัยสูงอายุ ซึ่งประเทศไทยกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) อยู่ในขณะนี้ ยิ่งเป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการศึกษา จำเป็นต้องมีนโยบาย แนวทางการบริหารและการจัดการศึกษาที่เท่าทันต่อความเปลี่ยนแปลง มุ่งผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณสมบัติตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงาน 

อีกทั้ง พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายการศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีความสุข” มุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาด้านการศึกษาครอบคลุม ทุกมิติทั้งด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพและสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก ยึดหลักการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนมาขับเคลื่อนการดำเนินงานในลักษณะ “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” ทั้งด้านการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา และลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง ซึ่งจะครอบคลุมประเด็นการพัฒนาระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ เน้นให้ผู้เรียนสามารถ “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime)” โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย สามารถต่อยอดองค์ความรู้สู่การสร้างรายได้และการประกอบอาชีพ ในอนาคต 

เลขาธิการ สกศ. กล่าวต่อไปว่า การขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาในประเด็นดังกล่าว ยังสอดคล้องเชื่อมโยงกับการดำเนินงานตามบทบาทภารกิจของ สกศ. ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนในมิติของ “ความฉลาดทางดิจิทัล” ซึ่งเป็นหนึ่งในทักษะสำคัญจำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ชีวิตในโลกยุคใหม่ได้อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยจาก ความเสี่ยงที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีดิจิทัลในปัจจุบัน ทั้งยังเป็นการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน ตามกรอบมาตรฐานการศึกษาของชาติ พ.ศ. 2561 ด้านผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovative Co-creator) โดย สกศ. ได้ขับเคลื่อนการพัฒนาผู้เรียนในมิติดังกล่าวผ่านการดำเนินโครงการพัฒนาเครือข่าย ความร่วมมือในการส่งเสริมครูอาจารย์เพื่อพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ การพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียนทุกช่วงวัย เพื่อพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาครูในการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ครูได้ร่วมกิจกรรมต้นแบบที่จะเป็นตัวอย่างการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของครู และครูยังสามารถนำองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการออกแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลแก่ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม 

จากการดำเนินโครงการดังกล่าวทำให้ได้แนวทางการพัฒนาเครือข่าย 2 ความร่วมมือในการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัลที่เหมาะสมสำหรับบริบทของ “ประเทศไทย” และข้อค้นพบสำคัญในการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน ตลอดจนเกิดเป็นเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาคการศึกษา ภาคสื่อ และผู้มีประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ (TMF) ผู้แทนจากสถานประกอบการ บริษัทเอกชนที่ร่วมแลกเปลี่ยนในประเด็นการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียน ตลอดจนการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครู และแนวทางการต่อยอดเครือข่ายร่วมพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ได้ร่วมกับ I AM KRU. สังคม สร้างสรรค์ของคนสอน กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จัดกิจกรรมต้นแบบ การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียนทุกช่วงวัย หัวข้อ “ครูSMART ฉลาดใช้DIGITAL” มุ่งเปิดโอกาสให้ผู้บริหาร ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาในทุกระดับและประเภทการศึกษา ได้เข้ามาร่วมพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนครูด้วยกัน ก่อให้เกิดเป็นเครือข่าย ความร่วมมือในภาคการศึกษาต่อไป 

ทั้งนี้แนวคิดหลักในการจัดกิจกรรม คือ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) และ “การเรียนรู้ด้วยประสบการณ์” สอดคล้องตามกรอบความฉลาดทางดิจิทัล (DQ Digital Intelligence Framework) 3 ระดับ 8 ด้านหลัก ครอบคลุมการพัฒนาทักษะความฉลาดทางดิจิทัล (DQ) ควบคู่ไปกับความฉลาดทางปัญญา (IQ) และความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ที่จะช่วยส่งเสริมให้ครูเกิดทักษะ ความฉลาดทางดิจิทัล มีความเข้าใจ มีภูมิคุ้มกันในการใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยทั้งต่อตนเองและผู้อื่น สามารถจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลแก่ผู้เรียนได้อย่างเหมาะสม 

เลขาธิการ สกศ. กล่าวอีกว่า สิ่งสำคัญที่จะก่อให้เกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง คือ “การพัฒนา ทักษะความฉลาดทางดิจิทัลให้เกิดขึ้นในตัวบุคคล” ที่มีคุณสมบัติพร้อมทั้งด้านความฉลาดทางดิจิทัล ความรู้ ความสามารถ และความฉลาดทางอารมณ์ ในขณะเดียวกันทุกภาคส่วนต้องตระหนักและเห็นความสำคัญของการพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลโดยบูรณาการประสานความร่วมมือเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายเดียวกันคือ “การพัฒนาประชากรในประเทศให้มีความฉลาดทางดิจิทัล” สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งนอกจากจะเป็นการพัฒนาที่ตัวบุคคลแล้ว ยังก่อให้เกิดเครือข่ายการพัฒนาที่กว้างและครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้นด้วย หากทุกภาคส่วนสามารถบูรณาการความร่วมมือได้อย่างแท้จริงทั้งด้านความรู้ ความสามารถ แนวความคิด กระบวนการทำงาน ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ก็ย่อมส่งผลให้เกิดการสนับสนุน และส่งเสริมการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลในมิติต่าง ๆ แก่ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้อย่างยั่งยืน รวมไปถึงกลุ่ม “ผู้บริหาร ครูคณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการศึกษาและกำหนดแนวทางการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดิจิทัลที่สามารถใช้ดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน เกิดประโยชน์สูงสุด และสามารถพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ได้ในอนาคต ตลอดจนเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง ขยายผล ต่อยอดการพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางด้านดิจิทัลในมิติอื่นต่อไป 

สกศ. มุ่งพัฒนาความฉลาดของผู้เรียนยุคใหม่ "Digital Disruption" สามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม 

ที่มา ; เดลินิวส์ 12 มีนาคม 2567

เกี่ยวข้องกัน

สกศ.เผยข้อมูลเด็กไทย ทักษะชีวิตต่ำกว่าเกณฑ์ แนะปรับการเรียนการสอนก่อนกระทบเศรษฐกิจ 

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั่วโลกได้หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนให้มีทักษะรองรับโลกยุคใหม่ โดยเมื่อเร็วๆ นี้สภาการศึกษาได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วมประชุมสุดยอดทักษะ (OECD Skills Summit 2024) ณ กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่งมีประเทศสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development : OECD) กว่า 30 ประเทศเข้าร่วมประชุม ล้วนแล้วแต่อภิปรายถึงความสำคัญจำเป็นของการพัฒนาคนโดยเน้นทักษะเป็นฐานทั้งสิ้น 

นอกจากนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ Harvard Business Review ระบุว่า บริษัทใหญ่ๆ เช่น Google, Delta Airlines และ Accenture กำลังมีนโยบายรองรับโลกยุคใหม่ด้วยการลบข้อกำหนดด้านปริญญาออกจากประกาศรับสมัครงาน เปลี่ยนมาเน้นการจ้างงานตามทักษะ โดยเชื่อว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้องค์กรสามารถเข้าถึงกลุ่ม Talent และได้คนที่มีความสามารถพิเศษเข้ามาร่วมงานอย่างไม่จำกัด เปิดโอกาสให้คนทุกระดับที่มีความสามารถแต่ไม่ได้ผ่านการบ่มเพาะจากมหาวิทยาลัยเข้าทำงานในองค์กรชั้นนำได้ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของฝั่งผู้สมัครงาน โดยผลสำรวจของ Gartner พบว่า 75% ของผู้สมัครงานต้องการทำงานแบบ Remote Work ที่ไม่ต้องเข้ามานั่งทำงานที่ออฟฟิศ หรือการทำงานแบบไฮบริดที่เข้ามาประชุมทีมงานได้ในบางวัน 

ในขณะที่สถานการณ์ของประเทศไทยจากรายงานการสำรวจทักษะและความพร้อมเยาวชนและประชากรวัยแรงงาน (ASAT) ในประเทศไทย พ.ศ.2565 โดยธนาคารโลกร่วมกับกองทุนเพื่อความเสมอภาคและหลายหน่วยงาน พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตด้านทักษะ โดยมีทักษะพื้นฐานชีวิตที่ “ตํ่ากว่าเกณฑ์” ไม่มีความสามารถในการอ่านหนังสือขั้นพื้นฐาน (ไม่ใช่เพียงแค่การอ่านออกเขียนได้ แต่ต้องทำความเข้าใจ ประเมิน วิเคราะห์ได้) การคำนวณอย่างง่าย รวมถึงการมีส่วนร่วมกับผู้อื่น หรือเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ ทำให้ไม่สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ได้ และส่งผลถึงทักษะในการทำงานและเป็นห่วงโซ่กระทบถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศต่อไป 

เลขาธิการ สกศ.กล่าวต่อว่า การประชุมสภาการศึกษา ครั้งที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ) ได้มีมติเห็นชอบชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กและเยาวชนไทยใน 2 กลุ่มชุดทักษะ ได้แก่

·      ชุดทักษะขั้นพื้นฐาน (Basics Skills) และ

·      ชุดทักษะขั้นสูง (Advanced Skills Set) 

จึงเป็นนโยบายสำคัญที่จะช่วยแก้วิกฤตนี้อีกทางหนึ่ง แต่อย่างไรก็ดี การมีนโยบายไม่สามารถประกันผลลัพธ์ จำเป็นต้องเร่งปรับการเรียนการสอนที่เน้นทักษะเป็นฐาน และหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัดต้องเร่งทำความเข้าใจและเตรียมผู้สอนเพื่อขับเคลื่อนชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) สำหรับเด็กและเยาวชนไทยโดยเร็วก่อนที่จะฉุดรั้งเศรษฐกิจไทยต่อไป 

มติชนออนไลน์ วันที่ 1 เมษายน 2567

เกี่ยวข้องกัน

สกศ. พร้อมนำร่องใช้ ESSENTIAL SKILLS SET 

วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 ดร.ภูมิพัทธ เรืองแหล่ ผู้ช่วยเลขาธิการสภาการศึกษา ร่วมประชุมคณะอนุกรรมการสภาการศึกษาด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา ครั้งที่ 1/2567 โดยมี ศาสตราจารย์ เกียรติคุณ นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา เป็นประธานฯ พร้อมด้วย นางสาวรุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา คณะอนุกรรมการฯ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ข้าราชการและบุคลากร สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมประชุม ณ ห้องประชุมสิปปนนท์ เกตุทัต อาคาร 2 ชั้น 2 สกศ. ควบคู่กับการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ Cisco WebEx Meeting   

ที่ประชุมร่วมพิจารณาเตรียมการนำร่องชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) ไปใช้สำหรับเด็กและเยาวชนไทย โดยระยะนำร่องขอบเขตของทักษะที่จะดำเนินการมุ่งเน้นที่ทักษะพื้นฐาน (Basic Skills) 7 ทักษะ ได้แก่

          1) ความฉลาดรู้ (Literacy)

2) การคำนวณ (Numeracy)

3) ความฉลาดรู้ทางการเรียนรู้ (Learning Literacy)

4) ความฉลาดรู้ทางสังคม-วัฒนธรรม (Socio-Cultural Literacy)

5) ความฉลาดรู้ด้านจริยธรรม (Ethical Literacy)

6) ความฉลาดรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และ

7) ความฉลาดรู้ด้านการเงิน (Financial Literacy) 

โดยวางแผนนำร่องในกลุ่มนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ครอบคลุม โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 41 แห่ง สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จำนวน 10 แห่ง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จำนวน 10 แห่ง และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จำนวน 12 แห่ง ทั้งนี้ เป็นไปตามความพร้อมและความสมัครใจของต้นสังกัดและโรงเรียน 

ที่ประชุมร่วมหารือแนวทางการนำร่องชุดทักษะที่จำเป็น (Essential Skills Set) ซึ่งกำหนดเป็น 2 ส่วนควบคู่กัน ได้แก่

1) การนำร่องการเรียนการสอนโดยใช้ Active Learning รูปแบบต่างๆ โดยหน่วยงานต้นสังกัดรับผิดชอบดำเนินการ และ สกศ. สนับสนุนด้านวิชาการ และ

2) การจัดกิจกรรมแฮกกาธอน (Hackathon) เป็นการแข่งขันเพื่อระดมความคิดสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ระหว่างกลุ่ม ด้วยการออกแบบและกำหนดโจทย์ที่สอดคล้องกับการประเมินทักษะของกลุ่มที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยเล็งรับสมัครจากโรงเรียนนำร่องและโรงเรียนทั่วประเทศ 

ทั้งนี้ สกศ. จะวางแผนหาข้อมูลและหารือกับผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีประสบการณ์ในการจัดกิจกรรมแฮกกาธอนมาแล้วเพื่อออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมต่อไป 

สกศ. พร้อมนำร่องใช้ ESSENTIAL SKILLS SET วางแผนจัดกิจกรรม HACKATHON พัฒนาทักษะเยาวชนไทย 

ที่มา ; สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 

สรุปสาระสำคัญ 

ดร.อรรถพล สังขวาสี เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาคนไทยสู่ยุค “BANI World” ที่เต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงจาก Digital Disruption โดยเน้นให้คนไทยทุกช่วงวัย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ มี “ความฉลาดทางดิจิทัล (Digital Intelligence: DQ)” เพื่ออยู่รอดอย่างรู้เท่าทันและปลอดภัยในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล “IGNITE THAILAND” และนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของ รมว.ศึกษาธิการ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ที่มุ่งสร้างพลเมืองดิจิทัล มีทักษะชีวิตและอาชีพครบถ้วน สกศ. ดำเนินโครงการ “ครู SMART ฉลาดใช้ Digital” พัฒนาเครือข่ายครูและภาคี เช่น กสศ. และ TMF เพื่อส่งเสริม Lifelong Learning และ Active Learning สอดคล้องกรอบ DQ 3 ระดับ 8 ด้าน พร้อมเตรียมนำร่อง “Essential Skills Set” 7 ทักษะพื้นฐาน เช่น Literacy, Ethical, Health และ Financial Literacy ผ่านกิจกรรม Hackathon และการเรียนรู้เชิงรุก เพื่อยกระดับสมรรถนะผู้เรียนให้พร้อมต่อโลกอนาคต และเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศอย่างยั่งยืน 

ข้อสอบ 

1. จุดเน้นหลักของนโยบาย สกศ. ในยุค BANI World คือข้อใด
ก. การส่งเสริมการเรียนรู้แบบแข่งขันระหว่างโรงเรียน
ข. การพัฒนาความฉลาดทางดิจิทัลของผู้เรียนทุกช่วงวัย
ค. การเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยการทดสอบมาตรฐาน
ง. การขยายจำนวนสถานศึกษาให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

2. การพัฒนา “ครู SMART ฉลาดใช้ DIGITAL” มีเป้าหมายสำคัญที่สุดคือข้อใด

ก. เพื่อให้ครูมีความสามารถผลิตสื่อออนไลน์ได้เอง
ข. เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาผู้เรียนยุคดิจิทัล
ค. เพื่อฝึกครูสู่การเป็นผู้นำทางการบริหารในยุคใหม่
ง. เพื่อเพิ่มจำนวนครูด้านเทคโนโลยีในแต่ละเขตพื้นที่

3. “Essential Skills Set” ที่ สกศ. นำร่องมีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาอย่างไร

ก. เป็นกรอบพัฒนาเด็กไทยให้มีทักษะชีวิตและอาชีพสอดคล้องโลกอนาคต
ข. เป็นเกณฑ์ประเมินคุณภาพครูผู้สอนในทุกระดับ
ค. เป็นระบบการเทียบโอนผลการเรียนรู้ระหว่างประเทศ
ง. เป็นแนวทางจัดสรรงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีการศึกษา

4. การจัดกิจกรรม “Hackathon” ภายใต้การดำเนินงานของ สกศ. มีเป้าหมายตรงกับข้อใด

ก. พัฒนาความร่วมมือระหว่างโรงเรียนเอกชนและรัฐ
ข. ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงรุกและนวัตกรรมของเยาวชน
ค. ประเมินผลทักษะครูในด้านเทคโนโลยี
ง. สร้างระบบฐานข้อมูลผู้เรียนเชิงสมรรถนะ

5. หากคุณเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จะใช้แนวทางใดสอดคล้องที่สุดกับนโยบายของ สกศ.

ก. จัดการเรียนการสอนแบบเน้นท่องจำเพื่อให้คะแนนสูง
ข. พัฒนาครูให้มีทักษะ DQ และสร้างห้องเรียนดิจิทัล
ค. ลดชั่วโมงเรียนเพื่อลดภาระนักเรียน
ง. มุ่งจัดกิจกรรมแข่งขันมากขึ้นเพื่อสร้างแรงจูงใจ

6.สถานการณ์:
โรงเรียนแห่งหนึ่งพบว่า นักเรียนชั้นมัธยมต้นใช้สื่อออนไลน์อย่างไม่ระมัดระวัง มีการแชร์ข่าวเท็จและกลั่นแกล้งกันทางโซเชียล ผู้บริหารจึงต้องการบูรณาการแนวคิด “DQ” เข้ากับการเรียนรู้รายวิชาต่าง ๆ

คำถาม:
จากแนวคิดของ สกศ. วิธีดำเนินการของผู้บริหารที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
ก. จัดอบรมออนไลน์เรื่องความปลอดภัยดิจิทัลเพียงครั้งเดียวให้ทุกระดับชั้น
ข. สั่งครูบังคับให้นักเรียนส่งรายงานเรื่อง “โทษของสื่อออนไลน์”
ค. สร้างแผนบูรณาการ DQ กับกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น การสื่อสารอย่างรับผิดชอบในวิชาภาษาไทย
ง. ให้ฝ่ายปกครองออกกฎระเบียบลงโทษผู้โพสต์ข้อมูลไม่เหมาะสมอย่างเข้มงวด

7.สถานการณ์:
ครูในโรงเรียนส่วนใหญ่ยังขาดทักษะการใช้เทคโนโลยีในการสอน และมีทัศนคติว่าการเรียนรู้ดิจิทัลเป็นภาระเพิ่มเติม ผู้บริหารต้องการดำเนินโครงการ “ครู SMART ฉลาดใช้ Digital” ในสถานศึกษา

คำถาม:
แนวทางใดเหมาะสมที่สุดในการขับเคลื่อนโครงการนี้ให้เกิดผลจริง
ก. จัดอบรมระยะสั้นให้ครูทุกคนเรียนรู้เครื่องมือออนไลน์ทันที
ข. ตั้งครูต้นแบบด้านเทคโนโลยีและสร้างชุมชนการเรียนรู้ PLC เพื่อแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติ
ค. ซื้ออุปกรณ์เทคโนโลยีเพิ่มและแจกให้ทุกห้องเรียน
ง. ขอให้ครูแต่ละคนจัดทำสื่อดิจิทัลและส่งประกวดระดับเขตพื้นที่

8.สถานการณ์:
นักเรียนชั้น ม.3 กลุ่มหนึ่งเตรียมโครงงาน “ชีวิตฉลาดการเงิน” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Essential Skills Set ที่สกศ. ส่งเสริม แต่ครูประจำชั้นมองว่าหัวข้อนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาหลักสูตรโดยตรง

คำถาม:
หากคุณเป็นผู้บริหารโรงเรียน ควรดำเนินการอย่างไรจึงจะสอดคล้องกับนโยบาย “Lifelong Learning” ของสกศ.
ก. อนุญาตเฉพาะโครงงานที่อยู่ในรายวิชาหลักเท่านั้น
ข. สนับสนุนให้โครงงานดำเนินต่อ และบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้เชิงอาชีพ
ค. เปลี่ยนหัวข้อโครงงานให้เป็นเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศแทน
ง. ยกเลิกโครงงาน เพราะไม่อยู่ในสาระหลักของหลักสูตร
 

คลิกเฉลย >>>