สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ฝึก 4 แนวทางนี้ การทำงาน-ชีวิต ดีขึ้นได้จริง!

เรื่องราวโดย Bangkokbiznews

วัยทำงานหลายคนคงเคยได้ยินชุดคำพูดประมาณว่า “คุณมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากับบียอนเซ่ (นักร้องชื่อดังระดับโลกที่ประสบความสำเร็จในอาชีพ)” รวมถึงนักกีฬาชื่อดัง นักธุรกิจ และผู้ที่มีผลงานโดดเด่นน่าจับตามองในวงการอื่นๆ อีกหลายคน พวกเขาทำงานอย่างไรจึงประสบความสำเร็จในชีวิต

แน่นอนว่าการจะ “ประสบความสำเร็จ” ในชีวิต มันย่อมประกอบด้วยหลายปัจจัย (ไม่ใช่แค่ทำงานหนักอย่างเดียวแล้วจะสำเร็จ) หากไม่นับปัจจัยอื่นๆ แต่โฟกัสดูเฉพาะ “พฤติกรรมและกิจวัตรส่วนตัว” ของบุคคลที่ประสบความสำเร็จสูง ว่า ในแต่ละวันพวกเขาทำงานแตกต่างจากคนทั่วไปหรือไม่? และพวกเขาทำงานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร?

 

เพื่อตอบคำถามนี้ ดร.อมานธา อิมเบอร์ นักจิตวิทยาองค์กรและเป็นผู้ก่อตั้ง Inventium บริษัทที่ปรึกษาด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้เล่าผ่าน Harvard Business Review ว่า เธอได้ทำการสำรวจเชิงสัมภาษณ์บุคคลผู้ประสบความสำเร็จในวงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักเขียน ร็อคสตาร์ นักดนตรี ผู้ให้ความบันเทิง ผู้ประกอบการ และผู้นำทางธุรกิจจำนวนหนึ่ง 

โดยเธอพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวัน แบบแผนชีวิต แนวทางปฏิบัติ และเคล็ดลับในการทำงาน เพื่อทำความเข้าใจว่าพวกเขาทำงานได้สำเร็จและมีประสิทธิผลได้มากกว่าคนทั่วไปอย่างไร โดยได้สรุปออกมาเป็นคำแนะนำ 4 ข้อ ดังนี้ 

 

ไม่ประชุมพร่ำเพรื่อ รวบการประชุมมารวมกันทีเดียวให้จบ!

งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอแสดงให้เห็นว่า เมื่อเรารู้ตัวว่ากำลังจะมีประชุมในอีก 1-2 ชั่วโมงข้างหน้า เราจะทำงานเสร็จน้อยลง 22% เมื่อเทียบกับตอนที่ไม่มีการประชุมเลยในวันนั้นเลย นี่แค่การประชุมแค่ 1 ครั้งต่อวัน ลองคิดดูว่าถ้ามีประชุม 2-4 ครั้งต่อวัน แปลว่าวันนั้นแทบจะไม่สามารถทำงานให้เสร็จตามกำหนดได้เลย

หากพอจะสามารถคุยกับทีมหรือคุยกับหัวหน้าได้ แนะนำให้ปรับกฎเกณฑ์การประชุมในที่ทำงานใหม่ ให้เหลือการประชุมน้อยที่สุดต่อวัน หากคนส่วนใหญ่ตื่นตัวมากที่สุดในตอนเช้า พยายามจัดประชุมที่มีความต้องการมากที่สุดตั้งแต่ช่วงเช้า ประชุมทุกอย่างให้เสร็จ แล้วให้เวลาช่วงบ่ายไปจนถึงเย็นเป็นเวลาสำหรับการทำงานที่เงียบสงบ

 

หลีกเลี่ยงการใช้เมาส์ แต่ควรรู้จักใช้เมนูลัดบนแป้นพิมพ์แทน

การศึกษาจาก Brainscape พบว่า คนส่วนใหญ่สูญเสียงานโดยเฉลี่ย 2 วินาทีในทุกๆ 1 นาที ในการใช้เมาส์แทนเมนูลัดบนแป้นพิมพ์ หากลองเอาเวลาดังกล่าวมาคำนวณเป็นปี พบว่า เราเสียเวลาจากการใช้เมาส์ไปถึง 8 วันต่อปี! ดังนั้น ควรเรียนรู้เมนูลัดบนแป้นพิมพ์เอาไว้ก็จะมีประโยชน์อย่างมากต่อประสิทธิภาพการทำงานของคุณ ยิ่งคุณเรียนรู้มากเท่าไร คุณก็จะยิ่งทำงานเสร็จได้เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น

 

พยายามปรับพฤติกรรมส่วนตัวให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน นำไปสู่นิสัยการทำงานที่ดีขึ้นเช่นกัน

หากคุณกำลังพยายามสร้างนิสัยการทำงานที่ดีขึ้น แมตต์ มัลเลนเวก ผู้ร่วมก่อตั้ง WordPress และ Automattic บอกว่า การแฮ็กพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเอง จะสามารถนำไปสู่ผลตอบแทนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตได้ 

โดยให้เริ่มจากพิจารณาว่าคุณต้องการเปลี่ยนนิสัยอะไร และคิดว่าคุณจะปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัว เพื่อให้เอื้อต่อการเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ได้ง่ายขึ้น เช่น 

- หากต้องการอ่านหนังสือมากขึ้น ให้วางหนังสือไว้ใกล้เตียงนอน ก็จะทำให้เราอยากอ่านหนังสือมากขึ้นในแต่ละวัน 

- หากอยากเลิกนอนดึก ให้ปิดมือถือหรือวางมันไว้ไกลๆ จากที่นอน ก็จะทำให้เข้านอนได้เร็วขึ้นและตื่นนอนเช้าขึ้น

- หากต้องการงดอาหารขยะ ให้ซ่อนขนมหวานเอาไว้ แล้วให้วางจานผลไม้ไว้ใกล้ๆ ตัวแทน เพื่อที่ทุกครั้งที่คุณรู้สึกหิวหรืออยากกินอะไรสักอย่าง คุณจะเห็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพก่อนเสมอ 

 

เขียนแผนงานที่ต้องทำ แล้วอ่านมันออกมาดังๆ 

ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ก็ตามเราทุกคนล้วนเป็นนักเขียน ความสำเร็จของเราในการทำงานในทุกๆ วัน นั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับว่าเราสามารถสื่อสารความคิดของเราอกมาได้ดีเพียงใด เช่น การจะทำงานโปรเจกต์หนึ่งให้สำเร็จได้นั้น มันจะต้องถูกกำหนดโดยวิธีการและแผนการ เพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จตามเป้า บวกกับต้องมีการสื่อสารอย่างชัดเจนและแม่นยำ หากทำได้ทั้งหมดตามนี้ ก็จะมีชัยไปกว่าครึ่งแล้ว

มีเคสตัวอย่างจาก แดน พิงค์ นักเขียนขายดีที่สุดของ New York Times เขาแชร์วิธีวางแผนการทำงานของเขาไว้ว่า เกือบทุกสิ่งที่เป็นเรื่องสำคัญของแผนงาน เขาจะเขียนลงบนกระดาษ และอ่านออกเสียง เพราะเขามองว่ามันเป็นการฟังตัวเองเพื่อรีเช็กอีกครั้งว่าสิ่งนั้นถูกต้องแล้วหรือไม่ แม้ว่าจะใช้เวลานานและลำบาก แต่กระบวนการนี้ช่วยให้เขาสร้างสรรค์งานเขียนได้ดีขึ้น 

อย่างไรก็ตาม ดร.อมานธา สรุปทิ้งท้ายว่า การมีประสิทธิผลไม่ได้เกี่ยวกับการทำงานให้เยอะขึ้นหรือมากขึ้น แต่เกี่ยวกับการทำสิ่งต่างๆ อย่างมีผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิมในขณะที่ทำงานเท่าเดิม วัยทำงานควรเริ่มฝึกตนเองตั้งแต่ตอนนี้ ลองลงทุนเวลากับกลยุทธ์ง่ายๆ ข้างต้น และทำการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากวันทำงานของคุณ

 ที่มา ; msn

 

เกี่ยวข้องกัน

Wins, Losses, Lessons Learned 7 เทคนิค เพิ่มประสิทธิภาพคนทำงาน 

ปัจจุบันหลายองค์กรให้ความสำคัญกับการหา ‘Talents’ แต่เมื่อเราได้คนเข้ามาแล้ว กลับไม่เวิร์กอย่างที่คิด ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มองได้หลายมุมมาก ๆ แต่หนึ่งในปัญหาใหญ่ขององค์กรและคนทำงานที่พบเจอคือ เมื่อได้คนเก่งมาแล้ว กลับไม่สามารถดึงประสิทธิภาพให้กับคนทำงาน และงานที่เขาต้องรับผิดชอบได้ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลถึง ‘Collaborative Work’ ของการทำงานเป็นทีม 

มีงานวิจัยที่น่าสนใจจาก HBR ในเรื่องของ Collaborative Work

งานวิจัยนี้ถูกเล่าเรื่องผ่านบทความจากคุณ Martine Haas และ Mark Mortensen ได้พูดถึงการทำงานแบบทีม โดยคำนวณจากคนทำงานในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะต้องตอบอีเมล, แชตสนทนา หรือการประชุมวิดีโอคอลต่าง ๆ มีอัตราเพิ่มมากขึ้นถึง 50% หรืออาจจะมากกว่านั้นต่อการทำงานในแต่ละวัน แต่กลับกลายเป็นว่า 85% ในแต่ละสัปดาห์การทำงานทั้งหมด ถูกใช้ไปกับความพยายามเพื่อให้ ‘ทำงานเสร็จให้ทัน’ เท่านั้น นั่นหมายความว่าอัตราของการ Productive ก็จะยิ่งลดน้อยลงเพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

ดังนั้นการจะสร้าง Collaborative Work จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของคนทั้งองค์กร 

คุณ Peter Drucker หนึ่งในที่ปรึกษาด้านการจัดการชั้นนำของโลก บอกไว้ว่า การทำงานเสร็จตามงานที่ได้รับมอบหมายไม่ได้ทำให้ทีม ‘มีประสิทธิภาพ’ เสมอไป แต่ต้องอาศัยกระบวนการจัดการ มีการวางแผนกลยุทธ์ในการวัดผลที่ชัดเจน รวมไปถึงการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการสร้างความไว้วางใจ, ความปลอดภัยทางจิตใจ และความร่วมมือกันอย่างแท้จริง 

เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของทีมได้ ดังนั้นในบทความนี้จะขอนำเสนอ 7 เทคนิคที่จะเป็นรากฐานสำคัญในการต่อยอดให้ทีมประสบความสำเร็จในแบบที่ทุกคนเกิดประสิทธิภาพต่อทั้งตัวเอง ต่อทั้งทีม และนำผลลัพธ์เหล่านั้นเพิ่มการเติบโตให้กับองค์กรได้สำเร็จ 

รวม 7 เทคนิค ที่ผู้นำใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้กับคนทำงาน 

1. สร้างขุมกำลังการมีส่วนร่วมให้คนทำงานมี “Ownership” ต่องานที่รับผิดชอบ 

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! การกำหนดทิศทางและแรงจูงใจไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากลำดับขั้นบนลงล่าง แต่มันเกิดจากภาวะผู้นำของคุณที่มีต่อทีม การให้ทีมของคุณมีความเป็นเจ้าของ (Ownership) ต่องานที่ทำ ซึ่งอาจจะกำหนดจาก OKR หรือการทำงานแบบ Agile ก็ได้เช่นกัน จะสร้างความรับผิดชอบและความภาคภูมิใจได้ทันที และยิ่งไปกว่านั้นหากงานเหล่านั้นสามารถพัฒนาทักษะใหม่ ๆ หรือมุมมองที่มีต่องานที่ท้าทายมากขึ้น จะยิ่งเป็นโบนัสให้กับคนทำงานได้ทันที 

เทคนิค Ownership ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

·      ผู้นำมีส่วนสำคัญมาก ๆ คุณต้องเปลี่ยนจากผู้นำ เป็นผู้นำทาง ถ้าเกิดกรณีงานต่าง ๆ เป็นเรื่องของการจัดการ ให้เขาได้มีประสบการณ์คอยแนะนำอย่างห่วง ๆ ให้เขาได้ลองผิดลองถูกได้อย่างเหมาะสม

·      ให้เวลากับคนในทีม การสร้างแรงบันดาลใจเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมเชื่อใจคุณในฐานผู้นำ และจะยิ่งดีไปกว่านั้นถ้าผู้นำรู้ว่างานประเภทไหนเหมาะสม หรือสามารถต่อยอดทักษะของทีมได้

 

 2. Psychological safety มีความสำคัญต่อการทำงานมาก

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! การสำรวจจาก Gallup ระบุว่ามีเพียง 3 ใน 10 ของพนักงานในสหรัฐอเมริการู้สึกว่าความคิดเห็นของพวกเขามีความสำคัญในที่ทำงาน ซึ่งความมั่นใจต่อการทำงานกลับน้อยกว่าที่คิด ดังนั้นประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้หากทีมรู้สึกถึงอิสระที่จะพูด ที่จะลงมือทำ โดยไม่กลัวที่จะถูกดุ, ต่อว่า หรืออายที่จะเสนอไอเดีย

สิ่งนี้เรียกว่าความปลอดภัยทางจิตใจ (Psychological safety) เพราะทีมที่มีประสิทธิภาพจะไม่ปิดกั้นซึ่งกันและกัน แต่จะรับอุดมการณ์ใหม่ ๆ และสนับสนุนเพื่อนร่วมทีมไปพร้อม ๆ กับเป้าหมายที่วางไว้ร่วมกัน เรื่องนี้ไม่ง่ายสำหรับผู้นำ! 

เทคนิค Psychological safety ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

ผู้นำต้องมีทักษะการฟัง และไม่ใช่แค่ฟัง แต่ต้องฟังให้เข้าใจถึงแก่นที่คนตรงข้ามกำลังสื่อสาร อย่าใช้สิ่งที่เรียกว่า ‘ผมเคยทำสิ่งนี้มาแล้วในอดีต’ เพราะมันไม่ได้หมายความว่าสิ่งเหล่านั้นดีที่สุดในวันนี้ คุณต้องเปิดใจรับฟังอย่างเข้าใจ ใช้เวลาไตร่ตรองกับเนื้อหา ไอเดียทุกไอเดียไม่ได้จำเป็นต้องเห็นด้วยทั้งหมด แต่ต้องรับฟังอย่างเข้าใจ เพื่อนำไปสู่ไอเดียใหม่ ๆ

 

3. Respect their time แสดงให้เห็นว่าคุณเคารพเวลาอันมีค่าของลูกทีม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! หนึ่งในปัญหาของทีมในยุคนี้ที่เจอคือ ‘การเข้าประชุมที่มากจนเกินไป’ บางครั้งมันจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า Collaboration overload คือการที่ทีมร่วมมือกันมากจนเกินไป และไม่มีเวลาได้จัดการงานที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งนับเป็นปัญหาสุดคลาสสิกที่เราต้องให้ความสำคัญมากขึ้น 

เทคนิค Respect their time ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

 ระมัดระวังเรื่องการจัดตารางประชุม ในฐานะผู้นำสามารถเช็กตารางงานของลูกทีมได้ หรือจะเน้นไปที่พูดคุยกันอย่างให้เกียรติกัน ว่าลูกทีมติดอะไรอยู่ไหม หรือเรื่องที่เราจะคุยสำคัญมากน้อยขนาดไหน การจัดลำดับความสำคัญ พร้อม ๆ ไปกับการให้เกียรติจะทำให้คุณเป็นผู้นำที่น่ารัก และได้ใจลูกทีมอย่างแน่นอน 

บางบริษัทก็มีการกำหนดเวลาสำหรับการทำงานโดยเฉพาะ เช่น 13:00 - 15:00 น. คือช่วงเวลาทำงาน ถ้าจะนัดประชุมควรนัดในช่วงเวลาอื่น เป็นต้น เพื่อให้ทีมได้มุ่งสมาธิ แทนที่จะมานั่งเช็กอีเมล หรือตอบแชต แต่ทีมสามารถโฟกัสกับการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างเต็มที่ 

 

4. Reward prioritization อย่างมองข้ามเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! บางคนทำงานเพื่อส่งงานให้ทัน เพื่อให้ได้รับคำชม (แต่งานกลับไม่มีประสิทธิภาพ) ซึ่งวัฒนธรรมเหล่านี้ในท้ายที่สุดจะสร้างความไม่ยั่งยืนในการทำงานเป็นทีม แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นคือผู้นำต้องลำดับความสำคัญให้ได้ และต้องส่งต่อเรื่องนี้ให้กับทีมงานได้ตระหนักรู้ถึงความรับผิดชอบ

โดยให้ทีมมองเห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไร งานของเขามีผลต่อคนอื่น ๆ มากน้อยแค่ไหน การแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้แค่จะทำให้งานออกมาดีขึ้น แต่ยังช่วยปรับทัศนคติให้กับคนทำงาน ในการมองเห็นถึงความรับผิดชอบต่อผลงานที่ตัวเองได้รับมอบหมาย 

เทคนิค Reward prioritization ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

 อย่าให้คุณค่ากับงานที่โดดเด่นเพียงอย่างเดียว การที่ทีมงานตอบแชตเร็ว หรือทำงานดึกตลอดเวลา นั่นอาจหมายถึงลูกทีมไม่ได้เห็นถึงความสำคัญสูงสุดของเป้าหมาย

 ผู้นำควรแบ่งปันผลกระทบที่เกิดขึ้น เพื่อฝึกให้ทีมได้เข้าใจปัญหาและนำไปสู่การแก้ไขปัญหา อย่ามองว่าปัญหาเป็นปัญหา แต่ต้องฝึกทัศนคติของทีมให้แก้ปัญหาให้เป็น และรับรู้ถึงความรับผิดชอบในหน้าที่ของตัวเอง

 

 5. แบ่งปันประสบการณ์ 3 Share (Win, Losses, Lessons Learned) ร่วมกันภายในทีม

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! ทีมที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดจะเรียนรู้จากข้อผิดพลาดที่เจอ เพื่อค้นพบแนวทางการปรับปรุงให้ดีขึ้นอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ทีมมีประสิทธิภาพน้อยจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหา หรือบิดเบือนปัญหาเหล่านั้น จงจำไว้ว่ามีเพียงแค่ 40% ของโปรเจกต์ทั้งหมดที่ประสบความสำเร็จ แต่อีก 60% แม้จะไม่สำเร็จแต่มันคือโอกาสในการเรียนรู้ ดังนั้นการแบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสำเร็จสำคัญ แต่ช่วงเวลาที่ล้มเหลวก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะนั่นคือโอกาสที่เราในฐานะผู้นำ และทีมจะได้เรียนรู้ไปพร้อมกัน 

เทคนิค 3 Share (Win, Losses, Lessons Learned) ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

 ในทุกครั้งที่มีการเริ่มโปรเจกต์อะไรก็ตาม ในตอนท้ายควรกำหนดการวิเคราะห์หลังจบโปรเจกต์เสมอ โดยต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นประจำเพื่อหารือเกี่ยวกับบทเรียนที่ได้รับ อะไรที่สำเร็จ อะไรที่พลาดไป แล้วเราทุกคนจะปรับปรุงอย่างไรให้ดีขึ้น หรือมีไอเดียใหม่ ๆ อะไรบ้างเพื่อทำให้ครั้งหน้าไม่เกิดข้อผิดพลาดเดิมอีก

 

 6. แก่นของนวัตกรรมที่ดีเกิดจาก Diversity และ Inclusion

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! โครงสร้างทีมเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพ ทุกทีมในบริษัทจะไม่มีทางเหมือนกันและไม่มีสูตรสำเร็จว่าทีมแบบไหนที่ดีที่สุด แต่สิ่งสำคัญมาก ๆ ของคำว่าทีมเวิร์กคือ ทุกคนในทีมต้องเห็นเป้าหมายร่วมกัน กล้าคิด กล้าทำ กล้าเสี่ยง 

ตามรายงานของ McKinsey ระบุไว้ว่า Diversity และ Inclusion หรือความหลากหลายโดยไม่แบ่งแยกว่าสิ่งนั้นถูก สิ่งนั้นผิด จะนำไปสู่การกระตุ้นนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดแรงจูงใจ และการตัดสินใจที่เฉียบคมขึ้นของทีมงาน รวมไปถึงคุณภาพของงานก็จะสูงตามขึ้นไปด้วยเช่นกัน 

เทคนิค Diversity และ Inclusion ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

ความซื่อสัตย์ของคนในทีมสำคัญมาก อะไรที่ทีมรู้ว่ายังขาด หรือไม่เก่ง ต้องเติมทักษะเหล่านั้นผู้นำต้องมองให้ออก รวมถึงคนในทีมต้องกล้าที่จะเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะไปพร้อม ๆ กัน

การไม่ตัดสิน และรับฟังความคิดเห็นสำคัญมาก ผู้นำต้องสื่อสารกับทีมให้มากพอ รับฟังความคิดเห็น เติมเต็มสิ่งที่ทีมขาดหาย และแนะนำแนวทางให้กับทีมในการต่อยอดไอเดีย หรือนวัตกรรมใหม่ ๆ นั่นเอง

 

 7. Lead by example ผู้นำต้องทำให้เห็น

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ! ประสิทธิภาพของทีมก็เปรียบเสมือนทีมกีฬา การที่คุณเป็นกัปตันไม่สำคัญเลยว่าคุณจะพูดอะไร ถ้าการกระทำของคุณไม่สอดคล้องไปด้วยกัน ดังนั้นกัปตันที่ดีควรเป็นแบบอย่างทั้งการมีส่วนร่วมกับโครงสร้างทีม, ทิศทางของทีม, การสนับสนุนอื่น ๆ ทำให้ลูกทีมเห็นว่าเราเป็นกัปตันที่เขาฝากความหวัง ฝากชีวิตได้ เพื่อให้ทีมสามารถไว้ใจกัปตัน และพัฒนาตัวเองอย่างสม่ำเสมอในทุก ๆ การเปลี่ยนแปลง 

เทคนิค Lead by example ที่ผู้นำ…นำไปใช้กับทีมได้ทันที

ให้ความสำคัญกับ ‘คน’ ก่อน ‘โปรเจกต์ใหม่’ เรียนรู้ที่จะฟังและเปลี่ยนโฟกัสของคุณ จากการทำให้ทันเวลาที่กำหนด มาเป็นการสร้างทีมที่ดีเพื่อให้เกิดงานที่มีประสิทธิภาพที่สุด 

เปิดรับฟังความคิดเห็นใหม่ ๆ อยู่เสมอ และอนุญาตให้ทีมได้ทดลองจัดการกับไอเดียเหล่านั้น โดยมีคุณเป็นผู้ซับพอร์ตคอยแนะนำอยู่ห่าง ๆ อย่างเชื่อใจ 

หวังว่าไอเดียทั้ง 7 ข้อนี้ผู้นำทุกคน หรือลูกทีมเองก็ตาม จะนำไปปรับใช้จริง คงไม่มีอะไรดีกว่าไปกว่า เมื่อได้เรียนรู้ แล้วเริ่มปรับใช้ การลองผิดลองถูกเป็นเรื่องที่ทีมต้องเรียนรู้ร่วมกัน 

ที่มา ; blockdit

เกี่ยวข้องกัน

 

50 สิ่งของที่ต้องทิ้งไป (เชื่อว่าทุกคนมีของเหล่านี้อยู่ในบ้าน) 

ใครที่อยากจัดบ้าน อยากเคลียร์ของ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ มาเช็กลิสต์กันว่ามีอะไรที่ควรโละออกไปบ้าง!

ได้แรงบันดาลใจจาก คุณชิโฮมิ ชิโมมุระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดระเบียบชีวิตจากญี่ปุ่น ที่แนะนำให้จัดบ้านด้วยการทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็น เพื่อบ้านที่เป็นระเบียบและชีวิตที่เบาสบายยิ่งขึ้น โดยแบ่งเป็น 5 หมวดง่ายๆ

 

หมวดที่ 1: ของพัง ของที่ใช้งานไม่ได้แล้ว

1. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่พังแล้วและไม่คิดจะซ่อม

2. เฟอร์นิเจอร์ที่ขวางประตูหรือทางเดิน

3. ปากกาที่เขียนไม่ติด

4. ต่างหูที่เหลือแค่ข้างเดียว

5. ถุงเท้าเปื่อยที่ใส่อีกครั้งก็ขาดแน่

6. รองเท้าที่ใส่แล้วเจ็บเท้าตลอด

7. ไม้หนีบผ้าที่แห้งกรอบจนแตกหักง่าย

8. เสื้อผ้าที่คิดว่าจะเก็บไว้ใส่ “ตอนผอม”

9. ถ้วยจานที่ชำรุดหรือบิ่น

10. ต้นไม้ดอกไม้ที่เหี่ยวเฉาแล้ว

 

หมวดที่ 2: ของที่ไม่เคยใช้เลย

11. เสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่มานานกว่า 1 ปี

12. กระเป๋าที่หนักจนไม่คิดจะใช้

13. หม้อที่หนักจนไม่อยากหยิบ

14. เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสำหรับแขก (ที่บ้านไม่เคยมีแขกมา!)

15. ปากกาที่เขียนยากหรือหมึกเลอะ

16. ผงซักฟอกที่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้

17. แจกันดอกไม้ที่ได้มาเป็นของขวัญ

18. เสื้อผ้าที่เป็นขุยง่าย

19. อุปกรณ์ทำอาหารที่ดูสะดวกแต่ใช้งานไม่ได้จริง

20. หม้อหรือกระทะที่ไหม้ง่าย

 

หมวดที่ 3: ของที่มีปริมาณเกินความจำเป็น

21. ถุงพลาสติกและถุงกระดาษที่เก็บจนล้น

22. ถุงเจลเก็บความเย็นในตู้เย็น

23. ถุงผ้าของแถมที่ไม่เคยใช้

24. เศษผ้าที่เก็บไว้ทำผ้าขี้ริ้ว (แต่ยังไม่ได้ใช้สักที)

25. แปรงสีฟันเก่าที่จะเก็บไว้ขัดโน่นนี่

26. ถุงน่องหรือชุดรัดรูปที่ไม่ใส่แล้ว

27. หนังสือใน “กองดอง” ที่ไม่ได้อ่าน

28. อุปกรณ์เสริมที่มากับเฟอร์นิเจอร์ประกอบเอง

29. สมุดบันทึกหรือกระดาษโน้ตที่ใช้ไม่หมด

30. กล่องหรือกระป๋องที่เก็บเพราะ “มันน่ารัก”

 

หมวดที่ 4: ของหมดอายุ

31. เครื่องปรุงหมดอายุในครัว

32. เสบียงฉุกเฉินที่หมดอายุ

33. อาหารแช่แข็งที่ทำไว้นานจนจำไม่ได้

34. บัตรสะสมแต้มที่หมดอายุ

35. ไกด์บุ๊กท่องเที่ยวที่พิมพ์เกิน 3 ปี

36. ใบรับประกันสินค้าที่หมดอายุ

37. ใบปลิวงานอีเวนต์ที่ผ่านไปแล้ว

38. เครื่องสำอางที่เปิดใช้ไว้นานจนลืม

39. จดหมายโฆษณาเก่าๆ

40. เสื้อผ้าหรือแฟชั่นที่เด็กเกินวัย

 

หมวดที่ 5: ของที่เห็นแล้วรู้สึกแย่

41. อุปกรณ์งานอดิเรกที่ซื้อเพราะตามกระแส

42. หนังสือเตรียมสอบที่เลิกอ่านไปแล้ว

43. อุปกรณ์ออกกำลังกายที่ไม่ได้ใช้งาน

44. ของกินที่ได้รับมาแต่ไม่ชอบ

45. กระเป๋าใบโปรดที่ขึ้นรา

46. อุปกรณ์เสริมสวยราคาแพงที่ใช้ไม่ดี

47. หนังสือคู่มือและใบเสร็จเก่า

48. คอมพิวเตอร์หรือกล้องรุ่นเก่า

49. ภาพถ่ายที่เห็นแล้วไม่มั่นใจในตัวเอง

50. ของขวัญหรือจดหมายที่แฟนเก่าเคยให้ 

 

ถามตัวเองว่า “สิ่งนี้ทำให้ชีวิตฉันดีขึ้นไหม?” ถ้าคำตอบคือไม่ ก็ถึงเวลาปล่อยวางแล้ว! ในลิสต์นี้คุณมีกี่ข้อ? 

แหล่งข้อมูล

ที่มา ; FB Uranus

เกี่ยวข้องกัน

18 ข้อรวยเงียบ (ฉบับคนญี่ปุ่น)

1. เก็บเงินให้เหมือนซามูไรเก็บดาบ ใช้เมื่อจำเป็นแต่พกไว้เสมอ คนญี่ปุ่นมักมีเงินสำรองฉุกเฉิน ไม่ใช้เงินเพราะอยาก แต่ใช้เมื่อจำเป็นจริงๆ

2. ใช้ของเหมือนเป็นของวิเศษ แก้วใบเดียวใช้เป็นปี ผ้าขนหนูผืนเดียวใช้จนขาด เขาให้ค่ากับของที่มี ไม่ซื้อใหม่ง่ายๆ

3. อยู่บ้านเล็ก แต่ใจใหญ่ ไม่ต้องบ้านหลังใหญ่ขอแค่สะอาด น่าอยู่ ก็มีความสุข

4. กินข้าวบ้านยังไงก็อร่อยกว่า คนญี่ปุ่นชอบทำกับข้าวกินเอง เพราะประหยัด สุขภาพดี และอบอุ่นใจ

5. เก็บก่อนใช้ไม่ใช่ใช้ก่อนเก็บ คนรวยเงียบๆ จะวางแผนการเงินเสมอ รู้ว่าเดือนนี้จะเก็บเท่าไร ใช้เท่าไร

6. อยู่แบบเรียบง่ายคือความหรูหราอย่างแท้จริง มินิมอลไม่ใช่แฟชั่น แต่คือวิธีคิดที่ทำให้ชีวิตมีพื้นที่

7. เงียบเพื่อฟังโลกไม่ใช่เพราะไม่รู้จะพูดอะไร เขาฟังมากกว่าพูดเพราะทุกประโยคคือข้อมูลที่ช่วยให้เขาตัดสินใจได้ดีขึ้น

8. ขอบคุณทุกสิ่งแม้เรื่องเล็กน้อย อาริกาโตะไม่ใช่แค่คำพูดแต่คือทัศนคติ รู้คุณค่าของสิ่งที่มีอยู่เสมอ

9. เงินไม่ใช่เป้าหมายแต่คือผลลัพธ์ของความใส่ใจ ไม่มุ่งหาเงิน แต่ใส่ใจในงาน จนผลลัพธ์ตามมาเอง

10. งานคืองานไม่ปนกับชีวิตส่วนตัว ทำงานเต็มที่ พักเต็มที่ มีเวลาให้ครอบครัวและตัวเอง

11. ทุกอย่างต้องมีแผนแม้จะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เขาวางแผนล่วงหน้า เพื่อให้ชีวิตไม่สะดุด

12. สุขจากของเล็กๆไม่ใช่จากของแพง  ชาเขียวร้อนๆ หนังสือดีๆ หรือเสียงฝนตกคือความสุขแบบญี่ปุ่น

13. ลงทุนกับความรู้มากกว่าของเล่น ซื้อหนังสือ เรียนเพิ่ม ลงทุนในตนเองก่อนอื่นใด

14. เดินช้าๆแต่ไปไกล ไม่เร่งรวย แต่ค่อยๆ สะสมความรู้ เงิน และประสบการณ์

15. เคารพผู้อื่นแม้เขาจะต่างจากเรา คนญี่ปุ่นให้เกียรติไม่วิจารณ์ไม่เปรียบเทียบ เพราะเข้าใจว่าทุกคนมีเส้นทางของตัวเอง

16. ไม่โอ้อวดเพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดมักมองไม่เห็น ไม่ต้องโพสต์ ไม่ต้องโชว์ แต่คุณภาพชีวิตดีจริง

17. รักธรรมชาติเพราะธรรมชาติสอนเรื่องจังหวะชีวิต เขารู้จักรอ เหมือนฤดูซากุระที่ผลิบานตามเวลา

18. ยิ้มในความเงียบคือรอยยิ้มที่มั่นคงที่สุด คนญี่ปุ่นไม่ได้ยิ้มเพื่อเข้าสังคมเท่านั้นแต่ยิ้มเพราะเขาพอใจในสิ่งที่เป็นอยู่ 

ที่มา ; Adam