สมาชิกเข้าสู่ระบบ

วิกฤตการศึกษาไทย ผลิตคนไม่ตรงตลาด

สนค. เปิดมุมมองการศึกษาไทย ยังไม่ตอบโจทย์การค้าและการลงทุน ผลิตคนไม่ตรงตลาด ขาดแรงงานทักษะใหม่ ชี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงมุมมองการศึกษาไทย กับการตอบโจทย์การค้าและการลงทุน ว่า เมื่อวิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย จะพบปัญหาการผลิตบุคลากรที่ไม่ตรง หรือไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ซึ่งเกิดขึ้นจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการเข้าศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ

ดังนั้นจึงส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานในสายอาชีวะจำนวนมาก ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทย รวมถึงมีความเสี่ยงที่อาจขาดแคลนแรงงานบางสาขาในอนาคต ตลอดจนขาดการยกระดับบุคลากรการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีในการสอนให้เพิ่มสูงขึ้น

โดยผลการศึกษาของสมาคมนานาชาติที่ทำหน้าที่ประเมินผลด้านการศึกษา ซึ่งเป็นโครงการศึกษาภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ หรือ ICILS พบว่า สัดส่วนของครูที่มีการใช้อุปกรณ์ ICT ในห้องเรียนของไทย อยู่ที่ 51% ของจำนวนครูทั้งประเทศ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวของไทยอยู่ต่ำกว่าเกาหลีใต้ 76% ฮ่องกง 79% และออสเตรเลีย 90%

สำหรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาในระบบการศึกษาไทย ส่งผลต่อการค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้น มีดังนี้

1. ขาดแรงงานทักษะใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2565 พบว่า ไทยมีผู้ทำงานจริงเพียง 39.6 ล้านคน จากประชากร 66.1 ล้านคน ขณะที่ผลสำรวจด้านแรงงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในปี 2565 พบว่า ไทยยังขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรมในทุกระดับการศึกษา 

โดยผลสำรวจด้านแรงงานจากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน พบว่า มีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม จำนวนทั้งสิ้น 168,992 คน แบ่งออกเป็นความต้องการแรงงานในระดับต่าง ๆ คือ

ระดับปริญญาตรีขึ้นไป 29,037 คน

ระดับ ปวช.-ปวส. 38,079 คน

ระดับ ป.6-ม.6 96,786 คน

อื่น ๆ อีก 5,090 คน

สะท้อนว่าระบบการศึกษาของไทยยังพัฒนาแรงงานได้น้อยกว่าความต้องการของตลาดอยู่มากพอสมควร

2. ผู้ประกอบการต่างชาติเผชิญระดับค่าแรงสูงในสายงานที่ขาดแคลน มีการแย่งตัวแรงงานด้วยการแข่งขันด้านค่าแรง ทำให้ต้นทุนการประกอบการสูงขึ้น และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีจำนวนแรงงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า

3. แรงงานที่มีลักษณะการทำงานซ้ำ ๆ อาจถูกแทนที่ด้วยระบบการทำงานอัตโนมัติ และอาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานรวมของประเทศลดลง

4. การศึกษาที่ขาดคุณภาพส่งผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะมีผลิตภาพต่ำ และมีทักษะที่ไม่หลากหลาย ทางเลือกในการประกอบอาชีพจึงมีน้อย เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า การศึกษานับเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว ทั้งยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาพอสมควร ไม่สามารถสร้างหรือปรับเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น ควรต้องเร่งพัฒนาการศึกษาตั้งแต่วันนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านแนวทางในการพัฒนาดังต่อไปนี้

1. สำรวจความต้องการของอุตสาหกรรม ว่ามีความต้องการในแต่ละสาขามากน้อยแตกต่างกันอย่างไร อุตสาหกรรมใดที่จะเป็นอนาคต และคำนวณระดับความต้องการเพื่อนำไปออกแบบหลักสูตรส่งเสริมผู้เรียนต่อไป

2. เพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้และปฏิบัติการนอกห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของการทำงาน และเลือกเรียนทักษะให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างถูกต้อง

3. พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้พร้อมถ่ายทอดทักษะใหม่ โดยผู้ถ่ายทอดต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง และต้องเข้าใจการประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ จึงจะพัฒนาผู้เรียนได้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์

4. เพิ่มระดับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนา เพื่อให้นโยบายและการปฏิบัติสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

5. สถาบันการศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะ  ต้องมีหลักสูตรการสอนเพื่อสร้างทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หรือ Smart Labor จึงจะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเข้ากับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลิตภาพและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้โดยไม่สูญเสียคุณค่าความสำคัญ

5. สถาบันการศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะ  ต้องมีหลักสูตรการสอนเพื่อสร้างทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หรือ Smart Labor จึงจะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเข้ากับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลิตภาพและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้โดยไม่สูญเสียคุณค่าความสำคัญ

แต่มุมมองที่มีต่อสถาบันอาชีวศึกษา กลับพบว่าสังคมยังมีทัศนคติในเชิงลบ ส่งผลให้ผู้ปกครองหรือผู้เรียนไม่ให้ความสนใจเข้าศึกษาในสายอาชีพ ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างทัศนคติและคุณภาพที่ดีในการศึกษาสายอาชีวะ เพิ่มจำนวนผู้เรียนเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมในอนาคต  

ที่มา ; Blockdit

เกี่ยวข้องกัน

ปรับระบบการศึกษาไทยให้เข้ากับนโยบายการค้าการลงทุนของประเทศ

เมื่อวันเด็ก 13 ม.ค. 2567 ที่ผ่านมา มีการเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของ Rocket Media Lab ร่วมกับมูลนิธิแพธทูเฮลท์ โดยจัดทำแบบสอบถามนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-มัธยมศึกษาปีที่ 6 ทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 9-11 ม.ค. 2567 เพื่อสำรวจความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกฎเกณฑ์ในโรงเรียน การเรียนการสอน ครู

โดยผลการสำรวจมีความน่าสนใจในหลายประเด็นด้วยกัน หนึ่งในคำถามที่น่าสนใจคือ วิชาใดที่นักเรียนอยากให้มีมากที่สุด พบว่าอันดับ 1 คือ การเงิน การลงทุน โดยมีนักเรียนที่เลือกตอบข้อนี้ คิดเป็น 39.7% รองลงมาคือ วิชาว่าด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย 20.96% อันดับสามก็คือ วิชาอีสปอร์ต 19.95% และ 5.89% คือ วิชาอื่นๆ เช่น ปฐมพยาบาลเบื้องต้น วิชาการป้องกันตัว แต่งหน้าทำผม ทำอาหาร 

ผลสำรวจดังกล่าว สะท้อนถึงมุมมองของเด็กยุคนี้ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่และพร้อมจะปรับตัวให้ก้าวทันต่อความเปลี่ยนแปลงนั้น สอดคล้องกับเสียงสะท้อนของสังคมที่เรียกร้องให้มีการปรับปรุงระบบการศึกษา หนึ่งในนั้นคือการปรับระบบการเรียนการสอนให้เข้ากับวิถีการค้าและการลงทุนยุคใหม่ เพื่อให้ประเทศสามารถผลิตแรงงานที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการแต่ละภาคส่วนได้อย่างเต็มที่ ขณะที่บางส่วนมองว่าแรงงานของไทยยังมีจำนวนที่ไม่เพียงพอในบางอุตสาหกรรม

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า การค้าและการลงทุนในปัจจุบันที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา รวมไปถึงการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้แรงงานจำเป็นต้องอาศัยทักษะและกระบวนการคิดที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงานในปัจจุบัน ผลสำรวจความต้องการแรงงานในโครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ปี 2565 พบว่า มีภาวะขาดแคลนแรงงานฝีมือโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเครื่องจักรและยานยนต์ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมกันมากถึง 12,000 ตำแหน่ง แม้ว่าในรายงานการจัดอันดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยของ IMD  ปี 2566 จะแสดงให้เห็นถึงคะแนนในด้านอัตราการเติบโตของกำลังแรงงานในระยะยาวที่ดีขึ้น แต่มีการระบุความเสี่ยงว่าไทยอาจประสบปัญหาแรงงานทักษะที่ไม่เพียงพอในภาคบริการ ในขณะที่คู่แข่งด้านการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ต่างเร่งการพัฒนาด้านแรงงานทั้งในแง่ของจำนวนและคุณภาพ ซึ่งในอนาคตอาจทำให้การดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศของไทยทำได้ยากขึ้น และเป็นความท้าทายที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

เมื่อย้อนดูคุณภาพการศึกษาของไทยซึ่งเป็นต้นทางการผลิตแรงงาน จากผลการประเมินสมรรถนะของนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) ในแต่ละประเทศซึ่งจัดทำโดย OECD ประจำปี 2565 พบว่า คะแนนของเด็กไทยต่ำลงในทุกหมวด ทั้งคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน หากเทียบเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน ระดับคะแนนของไทยยังต่ำกว่าสิงคโปร์ เวียดนาม และมาเลเซีย ทั้งยังมีทิศทางที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวิเคราะห์ปัญหาของระบบการศึกษาไทย จะพบคุณลักษณะสำคัญ คือ การผลิตบุคลากรที่ไม่ตรงหรือไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด เกิดขึ้นจากค่านิยมที่ให้ความสำคัญกับการเข้าศึกษาในสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ ประกอบกับภาพลักษณ์ในเชิงลบที่มีต่อผู้เรียนในสายอาชีวะ ทำให้ความต้องการศึกษาในสายอาชีวะลดลง ส่งผลให้ไทยขาดแคลนแรงงานในสายอาชีวะจำนวนมาก ไม่สามารถรองรับการขยายตัวของนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามายังประเทศไทย รวมถึงมีความเสี่ยงที่อาจขาดแคลนแรงงานบางสาขาในอนาคต ตลอดจนขาดการยกระดับบุคลากรการศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีในการสอนให้เพิ่มสูงขึ้น 

ขณะที่ผลการศึกษาของสมาคมนานาชาติซึ่งทำหน้าที่ประเมินผลด้านการศึกษา เป็นโครงการศึกษาภายใต้การดำเนินงานของสหประชาชาติ หรือ ICILS พบว่า สัดส่วนของครูที่มีการใช้อุปกรณ์ ICT ในห้องเรียนของไทย อยู่ที่ร้อยละ 51 ของจำนวนครูทั้งประเทศ ซึ่งสัดส่วนดังกล่าวของไทยอยู่ต่ำกว่าเกาหลีใต้ (ร้อยละ 76) ฮ่องกง (ร้อยละ 79) และออสเตรเลีย (ร้อยละ 90)

ผอ.สนค.ยังมองผลกระทบที่เกิดขึ้นจากปัญหาในระบบการศึกษาไทย ต่อการค้าและการลงทุนที่เกิดขึ้นในหลายประเด็นคือ

(1) ขาดแรงงานทักษะใหม่ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2565 พบว่า ไทยมีผู้ทำงานจริงเพียง 39.6 ล้านคน จากประชากร 66.1 ล้านคน ขณะที่ผลสำรวจด้านแรงงานของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนในปี 2565 พบว่า ไทยยังขาดแคลนแรงงานภาคอุตสาหกรรมในทุกระดับการศึกษา โดยผลสำรวจด้านแรงงานจากผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุน พบว่า มีความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรม จำนวนทั้งสิ้น 168,992 คน แบ่งออกเป็นความต้องการแรงงานในระดับปริญญาตรีขึ้นไป 29,037 คน ระดับ ปวช.-ปวส. 38,079 คน ระดับ ป.6-ม.6 96,786 คน และอื่น ๆ อีก 5,090 คน สะท้อนว่าระบบการศึกษาของไทยยังพัฒนาแรงงานได้น้อยกว่าความต้องการของตลาดอยู่มากพอสมควร 

(2) ผู้ประกอบการต่างชาติเผชิญระดับค่าแรงสูงในสายงานที่ขาดแคลน มีการแย่งตัวแรงงานด้วยการแข่งขันด้านค่าแรง ทำให้ต้นทุนประกอบการสูงขึ้น และอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนเลือกลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านที่มีจำนวนแรงงานในสายงานที่เกี่ยวข้องมากกว่า

(3) แรงงานที่มีลักษณะการทำงานซ้ำ ๆ อาจถูกแทนที่ด้วยระบบการทำงานอัตโนมัติ และอาจส่งผลให้ตัวเลขการจ้างงานรวมของประเทศลดลง

(4) การศึกษาที่ขาดคุณภาพส่งผลต่อปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะมีผลิตภาพต่ำ และมีทักษะที่ไม่หลากหลาย ทางเลือกในการประกอบอาชีพจึงมีน้อย เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

ขณะที่การศึกษานับเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะเป็นการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว ทั้งยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาพอสมควร ไม่สามารถสร้างหรือปรับเปลี่ยนได้ในเวลาอันสั้น สนค.จึงเห็นว่า ควรต้องเร่งพัฒนาการศึกษาตั้งแต่วันนี้เพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรมในประเทศ ผ่านแนวทางในการพัฒนาดังต่อไปนี้ 

(1) สำรวจความต้องการของอุตสาหกรรมว่ามีความต้องการในแต่ละสาขามากน้อยแตกต่างกันอย่างไร อุตสาหกรรมใดที่จะเป็นอนาคต และคำนวณระดับความต้องการเพื่อนำไปออกแบบหลักสูตรส่งเสริมผู้เรียนต่อไป

(2) เพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้และปฏิบัติการนอกห้องเรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนเข้าใจภาพรวมของการทำงาน และเลือกเรียนทักษะให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการพัฒนาตนเองต่อไปได้อย่างถูกต้อง

(3) พัฒนาบุคลากรทางการศึกษาให้พร้อมถ่ายทอดทักษะใหม่ โดยผู้ถ่ายทอดต้องมีความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง และต้องเข้าใจการประยุกต์ใช้ในเชิงธุรกิจ จึงจะพัฒนาผู้เรียนได้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในเชิงพาณิชย์

(4) เพิ่มระดับการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการพัฒนา เพื่อให้นโยบายและการปฏิบัติสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

(5) สถาบันการศึกษาทั้งระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวะ ต้องมีหลักสูตรการสอนเพื่อสร้างทักษะให้สอดคล้องกับความต้องการในเศรษฐกิจยุคดิจิทัล หรือ Smart Labor จึงจะสามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันเข้ากับการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างผลิตภาพและทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้โดยไม่สูญเสียคุณค่าความสำคัญ

(6) ปรับทัศนคติและคุณภาพของการศึกษาในสายอาชีพ แม้ที่ผ่านมาไทยจะสามารถยกระดับของอาชีวศึกษาจนประสบความสำเร็จแล้ว ผ่านความสำเร็จในโครงการ EEC Type A Model ซึ่งส่งเสริมให้แรงงานสายอาชีวะจากสถาบันการศึกษา สามารถพัฒนาตนเองจนกลายเป็นแรงงานคุณภาพที่มีระดับรายได้สูง แต่มุมมองที่มีต่อสถาบันอาชีวศึกษา กลับพบว่าสังคมยังมีทัศนคติในเชิงลบ ส่งผลให้ผู้ปกครองหรือผู้เรียนไม่ให้ความสนใจเข้าศึกษาในสายอาชีพ ซึ่งจำเป็นต้องปรับปรุงภาพลักษณ์อย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างทัศนคติและคุณภาพที่ดีในการศึกษาสายอาชีวะ เพิ่มจำนวนผู้เรียนเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมในอนาคต 

ที่มา ; SALIKA

 

 

 

สรุปสาระสำคัญ 

บทความสะท้อนปัญหาระบบการศึกษาไทยที่ยังไม่สอดคล้องกับความต้องการของภาคการค้าและการลงทุน โดยเฉพาะการผลิตกำลังคนที่ไม่ตรงกับตลาดแรงงาน อันเกิดจากค่านิยมที่เน้นสายสามัญมากกว่าสายอาชีวะ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนแรงงานทักษะ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ขณะเดียวกันครูไทยยังมีการใช้เทคโนโลยี (ICT) ในการเรียนการสอนต่ำเมื่อเทียบกับนานาชาติ

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบหลายด้าน ได้แก่ การขาดแรงงานทักษะใหม่ ต้นทุนแรงงานสูงจากการแข่งขันแย่งแรงงาน ความเสี่ยงจากระบบอัตโนมัติแทนแรงงาน และความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจจากคุณภาพการศึกษาที่ต่ำ

แนวทางแก้ไขเน้นการพัฒนาระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม เช่น การสำรวจความต้องการแรงงาน การเรียนรู้จากประสบการณ์จริง การพัฒนาครูให้มีทักษะใหม่ การบูรณาการหน่วยงาน และการออกแบบหลักสูตรเพื่อรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล (Smart Labor)

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งปรับทัศนคติต่อสายอาชีวศึกษา เพื่อเพิ่มจำนวนแรงงานคุณภาพ รองรับการลงทุนในอนาคต และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 สาเหตุหลักที่ทำให้การผลิตกำลังคนไม่ตรงกับตลาดคือข้อใด
ก. งบประมาณการศึกษาน้อย
ข. ค่านิยมเน้นสายสามัญ
ค. ขาดครูต่างชาติ
ง. นักเรียนเรียนอ่อนลง
เฉลย: ข
เหตุผล: ค่านิยมเป็นรากปัญหาทำให้คนไม่เลือกสายอาชีพ

 

ข้อ 2 หากไม่แก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน จะกระทบต่อข้อใดมากที่สุด
ก. คุณภาพชีวิตครู
ข. การลงทุนจากต่างชาติ
ค. จำนวนโรงเรียน
ง. หลักสูตรแกนกลาง
เฉลย: ข
เหตุผล: นักลงทุนอาจย้ายฐานไปประเทศที่มีแรงงานพร้อมกว่า

 

ข้อ 3 การใช้ ICT ของครูไทยต่ำกว่านานาชาติสะท้อนปัญหาใด
ก. ขาดงบประมาณ
ข. ขาดทักษะครู
ค. นักเรียนไม่สนใจ
ง. อินเทอร์เน็ตไม่พอ
เฉลย: ข
เหตุผล: บทความชี้ชัดเรื่องการพัฒนาครู

 

ข้อ 4 ข้อใดเป็นผลกระทบจากแรงงานขาดแคลน
ก. ค่าแรงลดลง
ข. ต้นทุนลดลง
ค. ค่าแรงสูงขึ้น
ง. การจ้างงานเพิ่ม
เฉลย: ค
เหตุผล: มีการแข่งขันแย่งแรงงาน

 

ข้อ 5 การเรียนรู้นอกห้องเรียนมีเป้าหมายหลักคืออะไร
ก. ลดเวลาเรียน
ข. เพิ่มประสบการณ์จริง
ค. ลดต้นทุนโรงเรียน
ง. เพิ่มคะแนนสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เพื่อให้เข้าใจการทำงานจริง

 

ข้อ 6 แนวคิด Smart Labor หมายถึงอะไร
ก. ใช้แรงงานราคาถูก
ข. ใช้แรงงานจำนวนมาก
ค. ใช้แรงงานที่ทำงานร่วมเทคโนโลยี
ง. ใช้แรงงานต่างชาติ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นทักษะดิจิทัลและเทคโนโลยี

 

ข้อ 7 หากผู้บริหารสถานศึกษาต้องแก้ปัญหานี้ ควรทำสิ่งใดก่อน
ก. เพิ่มจำนวนวิชา
ข. สำรวจความต้องการตลาด
ค. ลดเวลาเรียน
ง. เพิ่มการสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นฐานในการออกแบบหลักสูตร

 

ข้อ 8 ปัญหาการศึกษาส่งผลต่อความเหลื่อมล้ำอย่างไร
ก. ทำให้รายได้เท่ากัน
ข. ทำให้มีอาชีพหลากหลาย
ค. ทำให้โอกาสลดลง
ง. ทำให้เศรษฐกิจเติบโต
เฉลย: ค
เหตุผล: ทักษะต่ำ ทางเลือกอาชีพน้อย

 

ข้อ 9 การบูรณาการหน่วยงานมีเป้าหมายสำคัญคือ
ก. ลดงบประมาณ
ข. เพิ่มการแข่งขัน
ค. ทำงานสอดคล้องกัน
ง. เพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ค
เหตุผล: เพื่อให้นโยบายเป็นทิศทางเดียวกัน

 

ข้อ 10 วิธีแก้ปัญหาระยะยาวที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
ก. เพิ่มเงินเดือน
ข. ปรับภาพลักษณ์อาชีวะ
ค. ลดจำนวนผู้เรียน
ง. เพิ่มข้อสอบ
เฉลย: ข
เหตุผล: เป็นการแก้ที่ต้นเหตุด้านค่านิยมและกำลังคน
 

 

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น