สมาชิกเข้าสู่ระบบ

“3 ปรับ” เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่เหมาะสมสำหรับคนยุคใหม่

ในงานเสวนา TDRI Annual Public Virtual Conference 2022 “ทำอย่างไรให้ประเทศไทยหนุ่มสาวขึ้น?” ที่จัดขึ้นไปเมื่อปลายปี 2565 ที่ผ่านมา ได้หยิบเอาประเด็นน่าสนใจเรื่องความท้าทายในการสร้าง พื้นที่การเรียนรู้ ที่เหมาะสมสำหรับคนยุคใหม่ ใน พ.ศ. นี้ มาขบคิดกัน ซึ่งในเบื้องต้นมีการเน้นย้ำถึงความสำคัญที่ต้องมีการระดมสมองในหัวข้อนี้ในวันนั้นว่าเพราะปัญหาพื้นที่การเรียนรู้ของไทย ที่ยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะเพื่อการปรับตัวต่อความท้าทายรอบด้านที่คนยุคใหม่ต้องเผชิญ 

เนื่องจาก พื้นที่การเรียนรู้ ในทุกวันนี้ยังมีข้อจำกัดในแง่การเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ พื้นที่ไม่ทันสมัย ความรู้ในและนอกห้องเรียนไม่เชื่อมกัน และพื้นที่การเรียนรู้อาจเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยสำหรับการเรียนรู้ การตั้งคำถาม โดยในโอกาสนี้มีการเสนอแนวทางแก้ไข ในรูปแบบของการปรับเป้าหมายการเรียนรู้ ปรับบรรทัดฐานและปรับการลงทุนของสังคมเพื่อร่วมสร้าง พื้นที่การเรียนรู้ ใหม่ที่ตอบโจทย์มากยิ่งขึ้น 

ชี้ 3 ความท้าทาย กระทบชีวิตและการเรียนรู้ของคนรุ่นใหม่

ดร.ชาริกา ชาญนันทพิพัฒน์ นักวิชาการนโยบายการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน และ พงศ์ทัศ วนิชานันท์ นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ชี้ให้เห็นความสำคัญของการสร้าง พื้นที่การเรียนรู้ ให้พร้อมต่อการปรับตัวของคนยุคใหม่ โดยระบุว่า 

มี 3 ความท้าทายที่กระทบวิถีชีวิตของคนยุคใหม่อย่างวิกฤตโรคระบาด COVID-19 การพัฒนาของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ” 

·      โดยความท้าทายแรก คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ที่สะท้อนให้เห็นว่าแม้โรคอุบัติใหม่มีโอกาสเกิดขึ้นไม่บ่อย แต่ทุกคนทั้งวัยเรียนและวัยทำงานต้องพร้อมปรับตัวรับมือหากเกิดขึ้นอีกในอนาคต” 

·      ความปั่นป่วนของเทคโนโลยี เป็นอีกความท้าทายหนึ่งจากการพัฒนาของเทคโนโลยีที่เป็นไปอย่างก้าวกระโดด ถึงแม้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก แต่ก็กระทบอาชีพของคนยุคใหม่เช่นกัน ทั้งอาชีพที่ใช้ทักษะทั่วไป เช่น การขับรถ และอาชีพที่ใช้ทักษะเฉพาะ อย่างการประเมินความเสี่ยงในการอนุมัติสินเชื่อ ไปจนถึงอาชีพที่เป็นวิชาชีพขั้นสูง เช่น นักกฎหมาย”

·      การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่กระตุ้นให้คนยุคใหม่ต้องมีทักษะการปรับตัวทั้งในปัจจุบันและอนาคตในแง่การดำเนินชีวิต และการทำงาน รวมถึงการศึกษาความรู้ และทักษะที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ” 

นอกจากนั้น คุณพงศ์ทัศ ได้นำเสนอผลวิเคราะห์ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของไทยปี 2020 และแบบสำรวจ PISA 2018 ถึงความพร้อมในการปรับตัวของเด็กไทยอายุ 15 ปี พบว่า คนไทยยังไม่พร้อมรับมือกับ 3 ความท้าทายข้างต้น  

โดยเฉพาะในด้านทุนมนุษย์ของไทยบ่งชี้ว่า เด็กแรกเกิดในวันนี้เมื่อกลายเป็นแรงงานอีก 18 ปีข้างหน้า จะสามารถทำงานได้เพียงร้อยละ 61 ของระดับเต็มศักยภาพ รวมทั้งความพร้อมในการปรับตัวของเด็กไทยอายุ 15 ปีอยู่รั้งท้ายในระดับโลก และยังมีประเด็นเรื่องความเหลื้อมล้ำที่เด็กจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนมีความพร้อมในการปรับตัวน้อยกว่าเด็กจากครอบครัวที่มีฐานะดีกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

 

ชวนมอง 4 องค์ประกอบของ พื้นที่การเรียนรู้ ที่คู่ควรกับคนยุคใหม่

บนเวทีเสวนา ยังได้มีการนำเสนอเทคนิคในการเพิ่มทักษะการปรับตัว คือ ประเทศไทยจำเป็นต้องอาศัยพื้นที่การเรียนรู้ที่ออกแบบมาเพื่อให้คนไทยเปิดใจ กล้าลอง และพร้อมเติบโต แต่พื้นที่การเรียนรู้ของไทยในปัจจุบันกลับไม่ตอบโจทย์ความท้าทายในอนาคต 

โดย ดร.ชาริกา และ คุณพงศ์ทัศนำผลการลงพื้นที่ และผลการศึกษาของทีมวิจัย TDRI มาแสดงภาพ พื้นที่การเรียนรู้ของไทยในปัจจุบัน” และชวนมอง 4 องค์ประกอบของพื้นที่การเรียนรู้ คือ ประตูเข้าพื้นที่ ความทันสมัยของพื้นที่ สะพานเชื่อมโยงแต่ละพื้นที่ และความปลอดภัยของพื้นที่

·      องค์ประกอบแรก ประตูเข้าพื้นที่ที่ทางเข้าไม่เปิดกว้าง ทุกคนยังไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ได้ เห็นได้จากอัตราการเรียนต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของไทยมีเพียงร้อยละ 55-57 เท่านั้น และหากพิจารณาตามฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวพบว่าเด็กในครอบครัวยากจนสุดร้อยละ 10 มีอัตราการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปวช. และอุดมศึกษา ต่ำกว่าเด็กในครอบครัวรวยสุดร้อยละ 10 ค่อนข้างมาก

โดยการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียนก็ยังจำกัด การสำรวจของ คิด for คิดส์ พบว่า เยาวชนไทยอายุ 15-25 ปี ร้อยละ 28 ไม่เคยไปแหล่งเรียนรู้ เช่น พิพิธภัณฑ์ หอศิลปะ หรือห้องสมุด เป็นต้น โดยมีสาเหตุหลักคืออยู่ไกล และมีไม่มากพอ

·      องค์ประกอบที่สอง พื้นที่ที่มีไม่ทันสมัย ความรู้ส่วนใหญ่อยู่ในห้องเรียน และเป็นเรื่องตายตัว การเรียนรู้จะนำไปใช้กับโลกจริงได้จำเป็นต้องส่งเสริมการคิดขั้นสูง ได้แก่ วิเคราะห์ ประเมินคุณค่า และสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แต่ห้องเรียนไทยยังให้น้ำหนักไม่มากนัก เช่น การเรียนประวัติศาสตร์ในวิชาสังคม มีตัวชี้วัดเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น ที่ส่งเสริมการคิดขั้นสูง นอกจากนี้เวลาสอนส่วนใหญ่เน้นให้เข้าใจความเป็นมาของไทย มากกว่าสอนให้มีเครื่องมือทางประวัติศาสตร์ในการคิดและรู้จักพัฒนาของโลก

·      องค์ประกอบที่สาม การขาดสะพานเชื่อมความรู้ในและนอกห้องเรียน สื่อการสอนในห้องเรียนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อมโยงกับโลกภายนอกที่ซับซ้อน แม้บางโรงเรียนจะนำปัญหาในชีวิตประจำวันมาเรียนรู้ร่วมกัน

ดังเช่น โรงเรียนในจังหวัดสตูลนำปัญหาเรื่อง ทำอย่างไร จึงจะลดค่าไฟฟ้าของชุมชนได้?” ซึ่งทำให้ทั้งเด็ก ครู และชุมชนเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน แต่การสอนลักษณะนี้ยังอยู่ในพื้นที่ที่จำกัด สำหรับการเรียนเพื่อทำงาน ปัจจุบันมีหลักสูตรที่พัฒนาร่วมกับสถานประกอบการเพื่อสร้างการเรียนรู้ในที่ทำงานจริง แต่ก็ยังมีจำนวนในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับหลักสูตรทั้งหมด 

·      องค์ประกอบสุดท้าย พื้นที่ไม่ปลอดภัยต่อการเรียนรู้ ตั้งคำถาม เห็นได้จากการตั้งคำถามเกี่ยวกับบรรทัดฐาน หรือแนวปฏิบัติแบบเดิมอาจถูกมองเป็นสิ่งที่ผิด และรับไม่ได้ ทำให้ไม่เกิดการตั้งคำถาม เปิดรับมุมมองใหม่ และการเรียนรู้ร่วมกันในสังคม อย่างไรก็ตามถึงแม้พื้นที่ออนไลน์เริ่มเปิดกว้างมากขึ้นทำให้ประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงสามารถถูกตั้งคำถามได้บ้าง เช่น ประเด็นเกี่ยวกับศาสนา หรือประเด็นเรื่องเพศ เป็นต้น แต่พื้นที่ออนไลน์ก็อาจเป็นพื้นที่ที่ไม่ปลอดภัยเช่นกัน

 

เรียนรู้จากต้นแบบ เมืองแห่งการเรียนรู้ ในฟินแลนด์และเกาหลีใต้

เพื่อศึกษาการสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับคนยุคใหม่ ดร.ชาริกา ชวนมองพื้นที่การเรียนรู้นอกประเทศไทย ในบริบท เมืองแห่งการเรียนรู้” โดยยก โครงการ Whole City ที่เมืองเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ และเมืองซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ มาเป็นตัวอย่าง  

สำหรับโครงการ Whole City มีการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ที่สะท้อนถึงการมีสะพานเชื่อมที่แข็งแรงในการเชื่อมการเรียนรู้ใน และนอกโรงเรียนอย่างชัดเจน โดยครูสามารถพานักเรียนขึ้นรถสาธารณะฟรีไปยังแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ในเวลาเรียน มีการเรียนการสอนที่ทันสมัย และปลอดภัยโดยใช้ปัญหานำการเรียนรู้ และครูไม่ใช่ผู้กุมความรู้ รวมทั้งยังมีประตูพื้นที่การเรียนรู้ที่เปิดกว้างจากตัวอย่างการออกแบบห้องสมุดให้เป็นพื้นที่ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ได้ 

ส่วนกรณี เมืองซูวอน ประเทศเกาหลีใต้ ที่มีแหล่งการเรียนรู้มากมาย หลายรูปแบบ โดยมีสถานที่อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้มากกว่า 600 แห่ง (ข้อมูลปี 2019) แหล่งการเรียนรู้ในเมืองซูวอนที่สะท้อนการตอบโจทย์ของคนยุคใหม่ที่หลากหลาย

เช่น สถาบันโวลาโดที่เป็นโรงเรียนสำหรับผู้สูงอายุ หรือสถาบันนูกูน่าที่เป็นพื้นที่ให้ทุกคนได้มีโอกาสแชร์ความรู้ เพื่อเป็นการสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ และพิพิธภัณฑ์ห้องน้ำ หรือ ศูนย์วัฒนธรรม แฮวูแจ ที่สอนเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องสุขภาพ และการขับถ่าย 

พื้นที่การเรียนรู้ ของเมืองซูวอนมีการออกแบบให้มีประตูที่เปิดกว้าง และมีสะพานเชื่อมเพียงพอโดยการสร้างเครือข่ายพื้นที่การเรียนรู้ให้คนเข้าถึงได้ด้วยการเดิน 5-10 นาที มีการทำพื้นที่ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้เรียน โดยทำแบบสำรวจความต้องการของประชาชน และทุกคนมีส่วนร่วมออกแบบพื้นที่โดยคณะทำงานบริหารพื้นที่มาจากทุกภาคส่วน ที่สำคัญใช้สื่อเพื่อประชาสัมพันธ์โอกาสในการเข้าถึงเรียนรู้ที่หลากหลายให้คนในพื้นที่รับรู้ในวงกว้าง 

ในตอนท้ายของการนำเสนอ ดร.ชาริกา และ คุณพงศ์ทัศเสนอแนวทางการออกแบบพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ของไทยให้ตอบโจทย์ความท้าทายข้างต้น ดังนี้ 

1. ขยายประตูให้คนเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้มากขึ้น ต้องปรับการลงทุนเพื่อเน้นมาตรการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงพื้นที่การเรียนรู้ทุกระดับ  

2. ทำพื้นที่ให้ทันสมัย ต้องปรับการลงทุนเพื่อขจัดอุปสรรคในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียนรู้ เช่น การปรับระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างสื่อการเรียนการสอนแบบใหม่ อย่างโมเดล subscription หรือ แชร์ต้นทุนระหว่างหน่วยงาน รวมถึงต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางอย่างสม่ำเสมอเพื่อยกระดับเป้าหมายการเรียนรู้ให้ผู้เรียนพร้อมปรับตัว 

3. สร้างสะพานเชื่อมที่แข็งแรง ต้องปรับการลงทุนด้านพื้นที่ เช่น นำที่ดินรัฐที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์มาเป็นแหล่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะจังหวัดที่มีแหล่งการเรียนรู้น้อย สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนโดยนำพื้นที่ของภาคเอกชนมาปรับเป็นศูนย์การเรียนรู้ หรือพิพิธภัณฑ์ที่เป็นความรู้เฉพาะของธุรกิจ ทั้งนี้รัฐต้องช่วยเสริมแรงจูงใจให้เอกชนหันมาลงทุนในพื้นที่เหล่านี้ และเปิดให้สาธารณชนใช้ ความร่วมมือกับเอกชนยังรวมไปถึงการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้โดยมีภาคเอกชนเป็นภาคี เพื่อยกระดับเป้าหมายการเรียนรู้ให้เชื่อมกับการปฏิบัติงานจริง ในบริบทที่ทำงานจริง รวมถึงปรับปรุงและพัฒนาการผลิตบุคคลากรผู้สอนให้สามารถออกแบบกระบวนการเรียนรู้ช่วยเชื่อมโยงความรู้ในห้องเรียน และนอกห้องเรียนเข้าด้วยกันได้ 

นอกจากนี้การปรับบรรทัดฐานของสังคมเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการเรียนรู้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ดร.ชาริกา และ คุณพงศ์ทัศ เน้นว่าการจะปรับบรรทัดฐานของสังคมนั้น สื่อ” มีบทบาทสำคัญ โดยต้องนำเสนอข้อมูล หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้รอบด้าน โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นที่ถกเถียงของสังคม หรือประเด็นที่ละเอียดอ่อน เพื่อให้คนในสังคมได้เรียนรู้จากมุมมองที่หลากหลาย นอกจากนี้ควรเลี่ยงนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่นำไปสู่คำตอบเดียวตายตัว เพื่อให้คนในสังคมเรียนรู้ฟังความคิดเห็นที่ซับซ้อน หลากหลาย และยอมรับความแตกต่าง 

เมื่อมีการปรับการลงทุน ปรับเป้าหมายการเรียนรู้ ปรับบรรทัดฐานของสังคม เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้อันพึงประสงค์แล้ว พื้นที่เหล่านั้น จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่เปิดกว้างสำหรับคนยุคใหม่ ให้เรียนรู้ทักษะที่สนใจ เชื่อมกับโลกจริง และเสริมทักษะการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 

ดร.ชาริกา และ คุณพงศ์ทัศชวนคนยุคใหม่สำรวจพื้นที่การเรียนรู้รอบตัวในปัจจุบัน  และลองเปิดใจเพื่อปรับเปลี่ยนให้เป็นประตูสู่การเรียนรู้ใหม่ที่ทำให้คนไทยมีทักษะการปรับตัวพร้อมเผชิญกับความท้าทายในอนาคต 

แหล่งอ้างอิง

บทความเรื่อง ทีดีอาร์ไอ เสนอแนวทาง “ปรับพื้นที่การเรียนรู้” เสนอ “3 ปรับ” เพื่อสร้างพื้นที่การเรียนรู้สำหรับคนยุคใหม่” จากเว็บไซต์ TDRI 

ที่มา ; SALIKA

สรุปสาระสำคัญ 
บทความจากเวทีเสวนา TDRI 2022 ชี้ว่าพื้นที่การเรียนรู้ของไทยยังไม่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะการปรับตัวของคนยุคใหม่ ท่ามกลาง 3 ความท้าทายสำคัญ ได้แก่ วิกฤตโรคระบาด เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งต้องการทักษะคิดขั้นสูงและการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม ข้อมูลทุนมนุษย์และ PISA สะท้อนว่าเด็กไทยยังมีความพร้อมต่ำและมีความเหลื่อมล้ำสูง

พื้นที่การเรียนรู้ไทยมีปัญหา 4 ด้าน คือ การเข้าถึงจำกัด พื้นที่ไม่ทันสมัย ขาดการเชื่อมโยงกับโลกจริง และไม่ปลอดภัยต่อการตั้งคำถาม แนวทางพัฒนาจึงต้อง “3 ปรับ” ได้แก่ ปรับเป้าหมายการเรียนรู้ให้เน้นทักษะอนาคต ปรับการลงทุนเพื่อเพิ่มโอกาสและใช้เทคโนโลยี และปรับบรรทัดฐานสังคมให้เปิดกว้าง

ตัวอย่างจากฟินแลนด์และเกาหลีใต้แสดงให้เห็นการออกแบบ “เมืองแห่งการเรียนรู้” ที่เปิดโอกาส เข้าถึงง่าย เชื่อมโยงการเรียนรู้ใน-นอกห้องเรียน และมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน สุดท้ายบทความเสนอให้ไทยขยายโอกาส ปรับหลักสูตร เชื่อมภาคีเครือข่าย และสร้างพื้นที่ปลอดภัย เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีทักษะพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

 

ข้อสอบ

ข้อ 1 แนวคิดหลักของบทความคือข้อใด
ก. เพิ่มงบประมาณการศึกษา
ข. สร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบโจทย์อนาคต
ค. เน้นการสอบแข่งขัน
ง. เพิ่มจำนวนครู
เฉลย: ข เหตุผล: เน้น “พื้นที่การเรียนรู้ใหม่” เพื่อพัฒนาทักษะปรับตัว

ข้อ 2 ข้อใดไม่ใช่ 1 ใน 3 ความท้าทาย
ก. COVID-19
ข. เทคโนโลยี
ค. การเมืองท้องถิ่น
ง. ภูมิอากาศ
เฉลย: ค เหตุผล: บทความระบุ 3 ด้านเท่านั้น

ข้อ 3 ปัญหาสำคัญของพื้นที่การเรียนรู้ไทยคืออะไร
ก. ครูไม่พอ
ข. ไม่เชื่อมโยงโลกจริง
ค. นักเรียนมากเกิน
ง. งบประมาณสูง
เฉลย: ข เหตุผล: เน้นการขาด “สะพานเชื่อม”

ข้อ 4 “ประตูเข้าพื้นที่” หมายถึงอะไร
ก. อาคารเรียน
ข. การเข้าถึงโอกาสเรียนรู้
ค. หลักสูตร
ง. ครูผู้สอน
เฉลย: ข เหตุผล: สื่อถึงโอกาสเข้าถึง

ข้อ 5 ข้อใดสะท้อนความไม่ทันสมัย
ก. ใช้เทคโนโลยี
ข. เน้นท่องจำ
ค. เรียนแบบโครงงาน
ง. เรียนจากปัญหา
เฉลย: ข เหตุผล: ขัดกับการคิดขั้นสูง

ข้อ 6 แนวทาง “3 ปรับ” ไม่รวมข้อใด
ก. ปรับเป้าหมาย
ข. ปรับการลงทุน
ค. ปรับบรรทัดฐาน
ง. ปรับเงินเดือนครู
เฉลย: ง เหตุผล: ไม่ได้กล่าวในบทความ

ข้อ 7 ตัวอย่างฟินแลนด์เด่นด้านใด
ก. การสอบ
ข. การเชื่อมโยงใน-นอกโรงเรียน
ค. การลงโทษ
ง. การแข่งขัน
เฉลย: ข เหตุผล: มี “สะพานเชื่อม” ชัดเจน

ข้อ 8 เมืองซูวอนมีจุดเด่นคือ
ก. โรงเรียนใหญ่
ข. แหล่งเรียนรู้หลากหลายเข้าถึงง่าย
ค. ครูมาก
ง. งบสูง
เฉลย: ข เหตุผล: มีเครือข่ายกว่า 600 แห่ง

ข้อ 9 บทบาทของสื่อคืออะไร
ก. ควบคุมความคิด
ข. สร้างคำตอบเดียว
ค. เปิดมุมมองหลากหลาย
ง. ลดการเรียนรู้
เฉลย: ค เหตุผล: ส่งเสริมการคิดหลายมิติ

ข้อ 10 หากเป็นผู้บริหารควรทำสิ่งใดก่อน
ก. เพิ่มข้อสอบ
ข. เชื่อมโรงเรียนกับชุมชน
ค. ลดกิจกรรม
ง. เพิ่มระเบียบ
เฉลย: ข เหตุผล: แก้ปัญหาการไม่เชื่อมโยงและเพิ่มการเรียนรู้จริง

ความเห็นของผู้ชม

 แสดงความคิดเห็น