สมาชิกเข้าสู่ระบบ

รวมทักษะที่ผู้นำต้องมีเพื่อการบริหารงานและคน

การพัฒนาของเทคโนโลยีและกระแสของเทรนด์ต่าง ๆ ในโซเชียล ได้พาให้การใช้ชีวิตบนโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทั้งในเรื่องของการเป็นอยู่ วิถีการทำงาน และระบบความคิดของผู้คน สิ่งเหล่านี้กลายเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดการท้าทายใหม่ ๆ ขึ้นกับทุกบริษัท ผู้นำทั้งหลายจึงจำเป็นต้องมีทักษะเพื่อการบริหารงานและคน ไว้สำหรับการปรับรูปแบบบริหารลูกน้องในทีมให้มีความมั่นคงและชัดเจนขึ้น  

ปัจจุบันความกดดันและความคาดหวังของคนทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้เกิดปรากฎการณ์การลาออกของพนักงานมหาศาลที่เรียกว่า “The Great Resignation” ซึ่งมีผลต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา สำหรับประเทศไทย ยังไม่แน่ชัดว่า “The Great Resignation” จะส่งผลต่อประเทศหรือไม่ องค์กร บริษัท หรือ หัวหน้าทีม ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อรักษาพนักงานที่มีศักยภาพ ให้ยังอยากจับมือและเดินไปพร้อมกับองค์กร ก่อนที่จะสายเกินเยียวยา

องค์กรและหัวหน้าต้องบริหารอย่างไรถึง ได้ใจ” และ “ได้งาน” ทีมงาน ตามแบบฉบับองค์กรยุคใหม่ ซึ่งต้องเผชิญกับโจทย์ความท้าทายใหม่จากกระแสการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว

 

ผู้นำในโลกวันนี้ต้องปรับตัวอย่างไร?

แต่เดิมเราจะรู้ว่าการเป็นผู้นำมักจะอยู่ในจุดที่ถูกคาดหวังให้เป็นคนกำหนดทิศทางและให้คำตอบในปัญหาและสถานการณ์ท้าทายต่าง ๆ แต่ปัจจุบันความเร็วของการเปลี่ยนแปลงและความไม่แน่นอนจากสภาพแวดล้อม ทำให้ผู้นำไม่สามารถใช้ชุดทักษะและประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมและไม่ได้มีทุกคำตอบเมื่อต้องเผชิญกับการทำงานที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ได้  

ผู้นำในยุควันข้างหน้าจึงต้องปรับมุมมอง (Mindset) และความเชื่อเกี่ยวกับรูปแบบการนำทีมที่เคยใช้ได้ผลสำเร็จในอดีต และมุ่งเน้นการลับคมทักษะการนำทีมแบบใหม่ โดยเน้นใช้ทักษะการฟังและการสร้างบทสนทนาที่เน้นให้ทีมงานมีส่วนร่วม (Engage) และสร้างความมั่นใจและแรงบันดาลใจ (Motivation) ให้ทีมงานมองข้ามข้อจำกัดและกล้าทดลองสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงกระตุ้นให้ทีมงานหมั่นเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ และต่อยอดจากข้อผิดพลาดอย่างสม่ำเสมอ

 

ผู้นำยุคข้างหน้าสร้างผลลัพธ์ที่แตกต่าง

ผู้นำยุคใหม่จะไม่เน้นเฉพาะความเก่งในงาน (Hard Skills) เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้นำที่เปิดใจในการปรับตัวและพัฒนารอบด้านให้เก่งในการนำคน รวมถึง Soft Skills ต่าง ๆ ด้วย การอัพสกิลทักษะภาวะผู้นำในยุคข้างหน้าจะเน้นการสร้างผู้นำแบบที่เรียกว่า “The New Age Leadership” คือ ผู้นำที่กล้ายอมรับว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง เปิดกว้างรับฟังมุมมองความคิดเห็นของทุกคนในทีม และเป็นผู้นำที่เน้นเรื่องการสร้างบรรยากาศของการมีส่วนร่วมและสร้างแรงขับเพื่อชวนคนในทีมให้กล้าออกไปหาคำตอบในสิ่งที่เราไม่รู้ไปด้วยกัน

 

Leadership ภาวะผู้นำ

ภาวะผู้นำสามารถสร้างให้เกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับตำแหน่ง โดยไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นชื่อตำแหน่งงานระบุไว้ชัดเจนว่าเป็น หัวหน้างาน หรือผู้บริหารเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถมีทักษะในเรื่องของภาวะผู้นำได้ทั้งสิ้น คนที่มีทักษะเกี่ยวกับภาวะผู้นำที่ดีอยู่ในตัว โดยพื้นฐานจะช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานให้ได้ผลลัพท์ที่แตกต่าง ทั้งที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองและที่ขับเคลื่อนผ่านการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าทางอาชีพการงานได้มากกว่า

 

3 หัวข้อเทคนิคสำหรับผู้นำยุคโลกเปลี่ยน “The New Age Leadership”

1. สร้างบรรยากาศและบทสนทนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทีม

2. เน้นการใส่ใจและการทำความเข้าใจทีมงานเพื่อปรับสไตล์การนำให้เข้ากับบริบทที่เปลี่ยนไป

3. สร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ยืดหยุ่นและคล่องตัวผ่านการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง (lead by example)

 

สร้างบรรยากาศและบทสนทนาที่เน้นการมีส่วนร่วมของทีม

การบริหารทีมทำงานทุกวันนี้ ผู้บริหารไม่อาจมีคำตอบให้ได้กับทุกเรื่อง จึงจำเป็นต้องใช้ ‘ทีม’ เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่สูงขึ้น สิ่งสำคัญสำหรับผู้นำคือ ต้องอัพสกิลโดยเน้นเรื่องของการฟังและการสร้างบทสนทนาที่กระตุ้นให้ทีมงานมองเห็นภาพความสำเร็จและเห็นความหมายของการทำสิ่งนี้ โดย

1. เชื่อมโยงเป้าหมายภาพใหญ่กับคุณค่า (Value) ของสิ่งที่เป็นความสำคัญในระดับทีมงานและในระดับบุคคลเพื่อสร้างแรงขับเคลื่อน (Motivation)

2. สร้างบทสนทนาที่เน้นตั้งคำถามไปที่ความเป็นไปได้ข้างหน้ามากกว่ากล่าวตำหนิหรือบ่นเกี่ยวกับความผิดพลาดหรือข้อจำกัดในอดีตเพื่อชวนให้เห็นโอกาสใหม่ ๆ

3. เน้นชวนคุยให้ทีมงานร่วมกันคิดหาคำตอบและออกไปทดลองมากกว่าเน้นให้คำตอบในสิ่งที่หัวหน้ามองว่าอยากให้ทำ

 

วัฒนธรรมองค์กรและบรรยากาศภายในองค์กร

ปัจจัยสำคัญที่พาองค์กรไปถึงความสำเร็จคือบรรยากาศ กล่าวคือ ใช้การสื่อสารพูดคุยกันเยอะ เช่น พี่ ๆ ก็เคารพรับฟังน้อง ๆ และทุกคนกล้าเดินมาคุยเสนอไอเดียกับพี่ ๆ ว่าอยากทดลองทำอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ สิ่งหนึ่งที่พนักงานทุกคนมีเหมือนกันคือ Passion มีใจรัก ทุ่มเทให้กับงาน และพร้อมที่จะรวมพลังด้วยการเปิดกว้างเรื่องความคิด ไม่มีผิดไม่มีถูก พร้อมที่จะ Learning by Doing ไปด้วยกัน ถ้าล้มก็รีบลุกขึ้นตั้งหลัก เรียนรู้และเริ่มทำใหม่ ซึ่งการที่คนในองค์กรคุยกันบ่อย ๆ จะช่วยทำให้สิ่งที่ทำง่ายขึ้นคอยเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างคนใหม่กับคนเก่าตลอดเวลา

 

หมดยุค One-Size-Fit-All

ผู้นำยุคใหม่ต้องอ่านทีมให้ออก “ใส่ใจ” และ “เข้าใจ” การบริหารทีมทำงานเพื่อขับเคลื่อนองค์กรแบบเป็นหนึ่งเดียว ผู้นำจะขับเคลื่อนผลลัพธ์ได้ต้องใช้ทักษะในสามด้านคือ

1. ทักษะด้านการคิด (Head) ซึ่งเป็นเรื่องของมุมมองและการกำหนดทิศทาง

2. การสร้างขวัญและกำลังใจ (Heart)

3. การขับเคลื่อนและพัฒนาให้ทีมงานสามารถลงมือทำไปพร้อมกัน

ซึ่งบริบทการทำงานที่เปลี่ยนไปทำให้ทีมงานเราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน หลายคนต้องปรับตัวมาก ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หลายคนเกิดความเครียดรู้สึกถึงความไม่แน่นอนในสิ่งที่ทำอยู่ บางคนปรับตัวไม่ได้ เกิดสภาวะจิตตก หรือ Burn Out เมื่อทีมงานแต่ละคนอยู่ในสถานการณ์ต่างกัน ต้องรับผิดชอบงานที่ต่างกัน ประเด็นสำคัญคือ การเป็นผู้นำยุคนี้ต้องอ่านลูกน้องให้ออก และปรับรูปแบบที่ใช้ตามแต่สถานการณ์ อย่าใช้รูปแบบของ One-Size-Fit-All เพราะสิ่งที่เราทำ ที่เราให้ อาจไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกน้องเรากำลังต้องการก็ได้ ดังนั้น การเป็นผู้นำในยุคนี้แทนที่จะเน้นที่สไตล์การนำที่เราเคยใช้ได้ผลดี อาจต้องเน้นการ “ใส่ใจ” และ “ทำความเข้าใจ” ในสิ่งที่ทีมงานต้องการการสนับสนุนจากเรา เพื่อปรับสไตล์และวิธีการให้เหมาะสม

ควรคอยดูว่าพนักงานต้องการอะไร เช่น เมื่อต้อง Work From Home ก็มีการส่งอุปกรณ์การทำงานถึงที่บ้าน มีการให้กำลังใจกันอย่างสม่ำเสมอ อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจ พยายามฟังเสียงว่าใครกำลังอยากได้อะไร กำลังเจอสิ่งที่ยากตรงไหน ซึ่งพนักงานจะรู้สึกได้ พอคนรู้สึกได้ถึงความใส่ใจ ผลลัพธ์ก็สะท้อนกลับมาเป็นพลังในการทำงาน เป็น Passion ที่สะท้อนออกมาผ่านการแก้ปัญหาต่าง ๆ

 

เป็นผู้นำต้องทำก่อน

สร้างวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่ผ่านการทำให้เห็นเป็นแบบอย่าง (Lead by Example) จะเป็นกระจกสะท้อนที่ดีที่สุดของ Brand และคนในองค์กรของวัฒนธรรมขององค์กร ซึ่งในยุคแห่งกระแสการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจนแนวทางการปฏิบัติในตำราต่าง ๆ ตามไม่ทัน ทำให้วัฒนธรรมการทำงานที่แข็งแรงที่คนในองค์กรพร้อมปรับเปลี่ยนและยืดหยุ่นที่จะลองทำสิ่งใหม่ถือเป็นอาวุธสำคัญของหลาย ๆ องค์กรที่ต้องเร่งสร้าง ซึ่งแน่นอนที่สุด จุดยากของเรื่องนี้คือการที่ผู้นำจะต้องเริ่มก่อน ต้องเริ่มจากปรับวิธีคิดและสร้างความเชื่อใหม่กับตัวเองก่อน จากนั้นจึงทำแบบอย่าง (Role Model) และทำอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งเราสามารถสร้างความเชื่อนี้ ให้กับทีมงานของเราในการทำงานรูปแบบใหม่ได้

 

คีย์เวิร์ดสำคัญที่ผู้นำองค์กรยุคใหม่ที่ต้องรู้และเร่งปรับตัวเอง

สิ่งจำเป็นอะไรบ้างที่ควรมี เพื่อสร้างทีมให้แข็งแกร่งและขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1. การปรับความคิด (Mindset)

2. สร้างการสื่อสารที่ชัดเจน เน้นการมีส่วนร่วม (Engaged Communication)

3. ใส่ใจในการทำความเข้าใจกับทีมงาน (Listening & Caring) เพื่อปรับวิธีการนำและสร้างความเชื่อมั่นให้ทีมและองค์กร

4. สร้างพฤติกรรมที่ดีเป็นแบบอย่าง (Lead by Example) เพื่อปลูกฝังวิถีการทำงานแบบใหม่เพื่อให้ทีมงานและองค์กรพร้อมรับกับความเปลี่ยนแปลงและโอกาสที่จะเข้ามาถึง

การ Redefining The New Age Leadership เป็นเรื่องที่ผู้บริหาร ผู้นำองค์กร หัวหน้าทีมทุกระดับควรเรียนรู้และเร่งปรับตัว เพื่อการบริหารงานให้ได้ผล บริหารคนให้ได้ใจ ในโลกการบริหารที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ แถมต้องทำงานไกลกัน 

โลกของการทำงานไม่ว่าจะในอนคตหรือปัจจุบัน ผู้นำทั้งหลายควรมีความพร้อมในการบริหารการทำงานและคนในทีมให้เกิดความสมดุลมากที่สุด และที่สำคัญไม่ว่า ณ ตอนนั้นคุณกำลังเจอกับสถานการณ์ที่ลำบากแค่ไหนก็ตาม หากคุณมีไหวพริบที่ดี ก็จะสามารถรับมือกับเหตุการณ์เหล่านั้นได้อย่างง่ายดายแน่นอน 

การพัฒนาตนเองในเรื่องอื่น ๆ >>>>>> 

ที่มา ; ทรูปลูกปัญญา

เกี่ยวข้องกัน

วิธีพัฒนาทักษะผู้นำ เพิ่มความมั่นใจและการจัดการทีม 

การพัฒนาทักษะผู้นำ เป็นอีกสิ่งสำคัญสำหรับคนที่ต้องการมองหาการเติบโตในอาชีพและการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทีม โดยเฉพาะในยุคที่การบริหารจัดการทีมและการสร้างความมั่นใจในบทบาทผู้นำเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งขึ้น ในบทความนี้ เราจะพูดถึงวิธีการพัฒนาทักษะผู้นำที่สามารถช่วยเพิ่มความมั่นใจ และปรับปรุงการจัดการทีมของคุณให้ดียิ่งขึ้น

 

1. การพัฒนาทักษะการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ

การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเป็นรากฐานของการเป็นผู้นำที่ดี การมีทักษะในการสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาช่วยให้การทำงานร่วมกันในทีมเป็นไปได้อย่างราบรื่น:

  • การฟังอย่างตั้งใจ: ฟังข้อเสนอแนะและความคิดเห็นจากสมาชิกในทีมเพื่อเข้าใจปัญหาและความต้องการของพวกเขา
  • การสื่อสารที่ชัดเจน: ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายและตรงประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน

 

2. การสร้างความมั่นใจในตัวเอง

ความมั่นใจเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำที่ดี การสร้างความมั่นใจสามารถทำได้หลายวิธี

  • การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน: ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและเป็นจริง เพื่อเพิ่มความมั่นใจในทิศทางที่คุณกำลังเดิน
  • การพัฒนาความรู้และทักษะ: การเรียนรู้และฝึกฝนทักษะที่เกี่ยวข้องจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในการทำงาน

 

3. การพัฒนาทักษะการจัดการทีม

การจัดการทีมอย่างมีประสิทธิภาพเป็นส่วนสำคัญของการเป็นผู้นำที่ดี

  • การสร้างแรงบันดาลใจ: กระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับสมาชิกในทีมเพื่อให้พวกเขาทำงานอย่างเต็มที่
  • การมอบหมายงานอย่างเหมาะสม: แบ่งงานให้ตรงกับความสามารถและความเชี่ยวชาญของแต่ละบุคคลในทีม

 

4. การเรียนรู้จากประสบการณ์และข้อเสนอแนะแบบสร้างสรรค์

การเรียนรู้จากประสบการณ์และการเปิดรับข้อเสนอแนะแบบสร้างสรรค์ ช่วยให้สามารถปรับปรุงทักษะของคุณได้

  • การสะท้อนความสำเร็จและความล้มเหลว: วิเคราะห์ประสบการณ์ที่ผ่านมาเพื่อเรียนรู้จากความสำเร็จและความล้มเหลว
  • การรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น: เปิดรับความคิดเห็นจากสมาชิกในทีมและผู้ที่มีประสบการณ์

 

5. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีม

การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในทีมช่วยให้การทำงานร่วมกันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

  • การสร้างบรรยากาศที่เปิดเผยและเป็นมิตร: ส่งเสริมการพูดคุยและการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในบรรยากาศที่เป็นมิตร
  • การส่งเสริมการทำงานร่วมกัน: สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกในทีมทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน 

การพัฒนาทักษะผู้นำไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการจัดการทีม แต่ยังช่วยให้คุณเติบโตในอาชีพการงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การลงทุนเวลาและความพยายามในการพัฒนาทักษะเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในการสร้างทีมที่แข็งแกร่งและประสบความสำเร็จในระยะยาว 

การพัฒนาตนเองในเรื่องอื่น ๆ >>>>>> 

 

ที่มา ; ทรูปลูกปัญญา

จัดลำดับความคิดแบบ Positive thinking 

Positive Thinking คือ ความคิดที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้ด้วยการคิดบวกต่อสิ่งต่าง ๆ แม้ความคิดนี้จะเหมือนความคิดแบบพื้น ๆ ที่ดูดีทั่วไปที่ดูแล้วเหมือนจะทำได้ง่าย แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ใส่ใจเพราะคิดว่ามันคงไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงโลกได้ จึงทำให้ละทิ้งความคิดดีทั้งหมดไป  

ความคิดบวก มิได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงหรือเพิกเฉยต่อสิ่งไม่ดีเสมอไป แต่เป็นการพยายามมองผู้อื่นให้ดีที่สุดในสถานการณ์ที่อาจเลวร้าย ไม่มีใครคาดคิดว่า การคิดบวก จะต้องเป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝนกันในยุคปัจจุบันนี้ แต่ในความเป็นจริงเราควรฝึกการคิดบวก นั่นเพราะสภาพแวดล้อม ข่าวสารและการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่มีความรวดเร็ว รวมถึงความกดดันจากปัญหาทางสังคม การงานและครอบครัวที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การคิดบวกจึงช่วยจรรโลงใจต่อสิ่งที่สามารถมากระทบจิตใจได้จากหลายทางข้างต้น เพราะมันดีกว่าไม่ใช่เหรอหากเราสามารถมองทุกอย่างในแง่ดี 

ทำไมคนเราต้อง คิดบวก ?

การคิดบวก จริง ๆ แล้วมันมีความหมายต่อชีวิตและจิตใจของคุณเป็นอย่างมาก มาดูกันเพราะอะไรเราจึงควร ‘คิดบวก’

Positive thinking คือ การคิดที่จะทำให้คุณรู้สึกดี มีจิตใจที่แจ่มใสมากยิ่งขึ้น เพราะคุณไม่สามารถที่จะรู้สึกดีพร้อม ๆ กับรู้สึกแย่ในเวลาเดียวกันได้ เมื่อคุณมีจิตใจที่ดีก็เหมือนกับมีกำลังใจให้กับตนเองและสามารถทำอะไรต่อไปด้วยจิตใจที่เบิกบานได้ เมื่อคุณมีจิตใจและอารมณ์ที่แจ่มใส การปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้างก็จะเป็นไปด้วยดีเช่นกัน ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวก็จะส่งผลให้คนรอบข้างอยากอยู่ใกล้คุณ เพราะการที่คุณมีความสุขเท่ากับว่าเขาก็มีความสุขด้วย เมื่อมีจิตใจที่ดีขึ้นแล้วความคิดในการแก้ไขปัญหาก็จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะการที่คุณคิดบวกก็จะทำให้คุณมีสติมากยิ่งขึ้น สามารถที่จะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ ถ้าหากคุณมีจิตใจที่ไม่ดี หัวร้อน ขาดสติ ก็จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้ยากลำบาก บางครั้งปัญหาที่มีเพียงน้อยนิด อาจกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตก็เป็นได้ ซึ่งหากคุณมีความคิดดีและสามารถผ่านปัญหาเหล่านั้นได้ก็จะช่วยให้คุณแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วและรอบคอบมากขึ้น

คิดบวกทำให้มีสุขภาพร่างกายที่ดียิ่งขึ้น เคยสังเกตตนเองหรือไม่ว่าเวลาที่เราโกรธโมโห จะมีอาการเลือดลมสูบฉีด มือไม้สั่น เพราะว่าหัวใจกำลังเต้นแรงผิดปกติ ความเครียดเข้าครอบงำ ในขณะที่การมองโลกในแง่ดีก็จะช่วยให้คุณไม่เครียด หัวใจเต้นเป็นปกติ สุขภาพก็จะดีขึ้นด้วย

การคิดบวกจะทำให้คุณมีแต่มิตรโดยไร้ศัตรู หากคุณเป็นคนที่มีจิตใจดี มนุษยสัมพันธ์ดี ทุกคนก็จะเป็นมิตรกับคุณ และอาจจะไม่มีใครคิดร้ายหรือทำลายคุณ มีแต่จะคอยช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน 

หยุดคิดลบ ฝึกฝน การคิดเชิงบวก เพื่อตนเอง

คงไม่มีใครกล้าปฏิเสธได้ว่าทุกเรื่อง ทุกเหตุการณ์ที่ทุกคนเคยประสบเหตุที่แย่ ๆ ต้องมีความคิดลบเข้ามาในจิตใจอย่างแน่นอน เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่สามารถระงับจิตใจให้เลี่ยงการคิดลบลงได้ เพราะโดยส่วนใหญ่คนมักจะจดจำแต่เรื่องราวแย่ ๆ มากกว่าเรื่องราวดี ๆ หากสังเกตให้ดีเรามักจะได้ยินพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เล่าถึงประสบการณ์ที่ลำบากในชีวิตให้ลูกหลานฟังมากกว่าเรื่องที่ดี ๆ อาจเพราะต้องการที่จะบอกเล่าประสบการณ์ไว้เตือนลูกหลานมิให้ลำบากเหมือนอย่างตนเองที่เคยผ่านมาก แต่ถึงอย่างไรคนเราก็สามารถนำความคิดเหล่านั้นมาปรับปรุงแก้ไขและจัดการกับความคิดเหล่านั้น แม้จะใช้เวลาสักหน่อย แต่ถ้าได้ฝึกฝนบ่อย ๆ ก็จะช่วยให้คิดบวกได้อย่างแน่นอน

 

1.ฝึกมองให้ออกว่าอะไรควบคุมได้ อะไรควบคุมไม่ได้ 

เชื่อได้ว่าทุกคนมีอารมณ์โกรธ โมโห อยู่ในตัวอยู่แล้ว แต่จะทำอย่างไรจึงจะทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่ทำให้โกรธได้ว่า สามารถควบคุมอารมณ์โกรธเหล่านั้นได้ โดยมองหาเหตุของการกระทำที่ให้คุณโกรธ หากเป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้ บางครั้งอาจต้องปล่อยให้มันเกิดขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลดีต่อคุณก็เป็นได้ เช่น เคยเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีต่อคุณเมื่อ 5-10 ปีที่แล้ว ซึ่งคุณไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ การปล่อยผ่านหรือไม่คิดถึงมันย่อมดีกว่าเพราะไม่ปวดหัวและเสียเวลาจมอยู่กับอดีตด้วย หรือข่าวสารบ้านเมืองที่มีแต่ข่าวร้าย ๆ ทำให้จิตใจหดหู่ โกรธ โมโหต่อข่าวร้าย ต่อให้คุณเสพข่าวมากแค่ไหนก็ไม่สามารถแก้ไขได้ สู้ปิดข่าว แล้วหลีกหนีไปทำกิจกรรมอื่นย่อมดีกว่าเป็นไหน ๆ 

 

2.ฝึกเห็นคุณค่าของสิ่งรอบข้าง 

การฝึกเห็นคุณค่าของสิ่งรอบข้างเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพราะทุกคนสามารถฝึกฝนจากที่บ้านได้เลย เช่น หมอนที่คุณนอนเป็นอย่างไร นอนแล้วหลับสบาย ไม่ปวดเมื่อยคอแถมฝันดีในทุก ๆ คืน เสื้อผ้าที่คุณใส่ สวยดี สีสันสดใส หากออกไปตามคาเฟ่เพื่อสั่งกาแฟสดสักแก้ว ให้ลองนั่งและพิจารณาการชงกาแฟของบาริสต้า ว่ามีความประณีตหรือใส่อะไรลงไปบ้าง ทำไมกาแฟที่ได้รับถึงมีกลิ่นหอมฟุ้ง ใช้เครื่องชงจากที่ไหน เมล็ดกาแฟจากประเทศใด เป็นอาราบิก้าหรือโรบัสต้า สิ่งเล็ก ๆ ล้วนสร้างความสุขให้กับคุณได้

 

3.ฝึกการควบคุมสติ  

การที่คนเรามีสติสัมปะชัญญะ เชื่อได้เลยว่าจะไม่มีเหตุการณ์ร้าย ๆ ในชีวิต หากแต่น้อยคนนักที่จะมีสติเมื่อเวลาที่เจอเหตุการณ์ที่แย่ ส่วนใหญ่จะระเบิดอารมณ์ออกมาพร้อมความคิดลบ หากสามารถฝึกและควบคุมสติเอาไว้ได้ก็จะช่วยให้คุณระงับ ยับยั้งชั่งใจต่อเหตุการณ์แย่ ๆ ได้ เช่น กรณีเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน หากคนมีสติก็จะรีบโทรหาตำรวจ โทรหาบริษัทประกัน สำรวจความเสียหายโดยรอบทั้งรถของตนเองและคู่กรณี แต่ถ้าคุมสติไม่ได้ก็จะโวยวาย โมโห โดยไม่มองถึงเหตุการณ์ว่ามันคืออุบัติเหตุ ซึ่งคงไม่มีใครอยากให้เกิด เพียงแต่เกิดขึ้นแล้วจะให้มันจบอย่างไรให้เร็วที่สุดและดีที่สุดเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเอง 

 

4.หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้คิดลบ 

เป็นไปไม่ได้เลยที่เพื่อนของคุณ สื่อและโซเชียลต่าง ๆ จะไม่มีเรื่องคิดลบ เพียงแต่คุณจะทำอย่างไรที่จะหลีกเลี่ยงและถอยห่างจากคนคิดลบเหล่านั้นได้ เพราะหากอยู่ใกล้มากเท่าไร ใช้ระยะเวลานานเท่าใด ยิ่งทำให้คุณกลายเป็นคนคิดลบไปด้วย โดยเฉพาะความคิดของกลุ่มคนเหล่านั้นไม่ว่าจะเป็นข่าวสาร สื่อโซเชียลต่าง ๆ ที่คุณคิดว่ากลุ่มคนเหล่านั้นกำลังบั่นทอนความคิดและกำลังใจของคุณจนส่งผลต่อสุขภาพจิต เพียงถอยออกมา หลีกเลี่ยงออกมาหันมาเลือกเพื่อน สื่อและโซเชียลที่สร้างความสุขให้กับคุณไม่ดีกว่าหรือ

 

5.ออกกำลังกาย 

หลายคนอาจไม่เข้าใจว่าการออกกำลังจะสามารถช่วยให้คนคิดบวกได้อย่างไร ซึ่งจริง ๆ แล้ว การออกกำลังกายนี่แหละคือยาวิเศษที่นอกจากจะทำให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพดีแล้ว ยังทำให้จิตใจดี ไม่ฟุ้งซ่านอีกด้วย เพราะจิตใจคุณจะได้ปลดปล่อยไปกับการออกกำลังกาย ร่างกายมีการหลั่งสารเอ็นโดฟินที่ทำให้อารมณ์ดี ลดเคมีที่ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า เมื่อออกกำลังกายเสร็จทำให้ร่างกายอ่อนเพลียและต้องนอนพักผ่อน เมื่อได้นอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอก็จะทำให้ร่างกายและจิตใจสดชื่น แจ่มใส ในขณะที่คนพักผ่อนน้อยก็จะทำให้หงุดหงิดและเสียสุขภาพได้ 

 

6.ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง 

กล้าทำก็ต้องกล้ารับ โดยเฉพาะความผิดพลาดที่ตนเองก่อขึ้น จากนั้นค่อยหาวิธีการแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด แม้จะไม่สามารถแก้ไขได้ 100% แต่ดีกว่าไม่ยอมแก้ไขอะไรเลยจนส่งผลให้ความคิดของตนเองจมดิ่งถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ซึ่งจริง ๆ แล้วทุกปัญหาที่วิธีแก้ไขเสมอ เพียงแต่จะใช้วิธีใดในการแก้ไข อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น เพราะนอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แล้ว ความสัมพันธ์ที่มีต่อกันก็จะหายไปด้วย 

 

7.ออกไปสัมผัสธรรมชาติบ้าง  

เคยได้ยินคำกล่าวหนึ่งที่ว่า “ธรรมชาติบำบัด” หรือไม่ การที่เราได้อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ เชื่อได้เลยว่าจะสามารถเยียวยาจิตใจที่กำลังแย่ของคุณขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเมื่อผ่านการทำงานมาอย่างหนักหน่วงและได้โอกาสในการพักผ่อน ลองหาโอกาสไปสัมผัสธรรมชาติที่สะอาด บริสุทธิ์ แล้วจะรู้ว่ามีความสุขมากแค่ไหน 

แม้ทุกคนจะไม่สามารถคิดบวกไปได้หมดทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยหากคุณได้ฝึกฝน การคิดเชิงบวก และปรับเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เชื่อได้เลยว่าจะสามารถกลายเป็นคนคิดบวกได้แม้ในยามคับขัน ซึ่งมันจะช่วยยกระดับจิตใจให้สบายและมีแต่ความสุข 

การพัฒนาตนเองในเรื่องอื่น ๆ >>>>>> 

 

ที่มา ; ทรูปลูกปัญญา