สมาชิกเข้าสู่ระบบ

ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ศตวรรษที่ 21 : ไทยแลนด์ 4.0

ผู้นำในศตวรรษที่ 21 : ไทยแลนด์ 4.0 สิ่งที่ท้าทายความสามารถ คือ ความสามารถนำพาองค์กรของตนให้อยู่ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงจะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงว่าเป็นโอกาส การทราบวิธีการค้นหาการเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้อง และทราบวิธีที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างมีประสิทธิผลทั้งจากภายนอกและภายในองค์กร ได้แก่ ด้านนโยบายการสร้างอนาคต ด้านวิธีการอย่างเป็นระบบในการมองหาและคาดการณ์ถึงการเปลี่ยนแปลง ด้านวิธีที่ถูกต้องในการสร้างความคุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกองค์กร ด้านนโยบายในการสร้างสมดุลระหว่างการเปลี่ยนแปลงกับความต่อเนื่อง เพราะนโยบายการสร้างสรรค์สิ่งใหม่อย่างเป็นระบบ สามารถสร้างจิตสำนึกให้องค์กรในฐานะที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังทำให้องค์กรมองเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นคือโอกาสที่เกิดขึ้นมาใหม่ภายใต้บทบาทสำคัญ 

๑. การทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลง (To Make the Change) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมาจากการแข่งขันที่ไร้พรมแดน โลกกำลังอยู่ในยุคของเทคโนโลยีและข่าวสาร ความรู้เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขัน ดังนั้นเมื่อผู้นำเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงแล้วก็จะสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงได้ โดยการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา มีผลกระทบหรือมีปฏิสัมพันธ์กับองค์กร 

๒. ผู้นำต้องสร้างการเปลี่ยนแปลง (Leadership to Change Intervention) ของแผนปฏิบัติการในการปรับแต่งสิ่งต่าง ๆ ให้แตกต่างจากเดิม โดยอาจจะกระทำอย่างรวดเร็วหรือกระทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป การบริหารความเปลี่ยนแปลงนั้น จะต้องเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงก่อนแล้วจึงกำหนดเป้าหมายและเลือกวิธีที่จะนำมาใช้ในการจัดการกับความเปลี่ยนแปลงซึ่งต้องอาศัยการวางแผนการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์แล้วจึงนำไปปฏิบัติตามแผนที่ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกคนในองค์กร มีการเสริมแรงให้กับความเปลี่ยนแปลงโดยการชี้แจงให้บุคลากรในองค์กรทราบถึงความเปลี่ยนแปลงหรือการปรับปรุงที่ได้เกิดขึ้นแล้วและแสดงความขอบคุณต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแล้วจึงทำการประเมินผลต่อไป 

๓. การเป็นตัวแทนความเปลี่ยนแปลง (Change Agent) การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง หรือมีหน้าที่ในการจัดกระบวนการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรเพื่อพัฒนา เน้นผลการปฏิบัติงานโดยส่วนรวมมากกว่าการเน้นไปที่ผลงานของแต่ละคนในองค์กร ให้บุคลากรในองค์กรรับรู้ถึงผลการดำเนินงานขององค์กร เพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์และวิกฤตการณ์ต่างๆที่องค์กรเผชิญอยู่ เช่น จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค 

๔. การเป็นนักคิด นักพัฒนาที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก (The Thinkers Developers keep Pace with the Changing World) มีวิสัยทัศน์ในการบริหารงานที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง และไม่ยึดติดต่อสิ่งใด 

๕. การบริหารงานแบบประชาธิปไตย (Democratic Administrational) รับความคิดเห็นของผู้อื่น ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมแก้ปัญหากับบุคลากรในองค์กร

๖. การเป็นผู้ประสานงานในองค์กรให้เกิดการทำงานที่ราบรื่น (Organization is Coordinating a Smooth Operation) มุ่งให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และประสานงานนอกองค์กรให้เกิดภาคีเครือข่ายร่วมคิด ร่วมจัดการศึกษา 

๗. การประนีประนอม (Compromise) ผู้นำต้องพยายามไม่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเกิดความขัดแย้งในองค์กร เป็นผู้ประนีประนอมเมื่อเกิดปัญหา 

๘. การประชาสัมพันธ์ (Public Relations) ผู้นำต้องสนับสนุนให้ทุกคนทำรายงานผลการดำเนินงาน และนำรายงานมาประชาสัมพันธ์ให้ผู้เกี่ยวข้องและสาธารณชนทราบ 

๙. การประชาสงเคราะห์ (Public Welfare) ผู้นำจะต้องให้ความช่วยเหลือผู้ร่วมงานทุกเรื่อง เป็นห่วงเป็นใยตลอดเวลา จะประสานงานกับหน่วยงานอื่นเพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ร่วมงาน การพัฒนาอย่างต่อเนื่องให้ทุกคนมีความก้าวหน้า การให้อภัย การตักเตือน การเป็นกัลยาณมิตร 

ทักษะของภาวะผู้นำศตวรรษที่ ๒๑ : ไทยแลนด์ ๔.ที่จะประสบความสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร ได้แก่

  • การสร้างทีมงานที่มีประสิทธิผลสูง (Highly Effective Team Building)
  • การแก้ปัญหา (Problem Solving)
  • การวางแผน (Planning Project)
  • การกำกับการ ปฏิบัติงาน (Performance Monitoring)
  • การสื่อสารที่ดี (Communication and Climate set)
  • การสร้างสัมพันธ์ (Relationship Building up)
  • การสอนงาน (Coaching)
  • การสร้างสังคม (Social)
  • การติดสินใจ (Decision Making)
  • การกระตุ้นจูงใจ (Motivational)
  • การคิดเชิงสะท้อน (Reflective Thinking)
  • การจัดการตนเอง (Self - Management)
  • การใช้เทคโนโลยี (Technological)
  • การเรียนการสอน (Pedagogical)
  • ความฉลาดทางอารมณ์ (Emotional Intelligence)
  • การบริหารที่ยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ (Administration and Flexibly Adapted to the Situation)

โดยมีแนวทาง ดังนี้

๑. การวางแผน (Planning) การวางแผนที่ดีด้วยแผนกลยุทธ์ นโยบาย แผนงานที่ชัดเจนเข้าใจง่าย โดยการวางแผนนั้นต้องมีแนวปฏิบัติที่เป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ได้เป็นอย่างดีและสามารถปรับปรุงยืดหยุ่นให้สอดรับกับนโยบายให้เป็นวิสัยทัศน์ พันธะกิจ เป้าประสงค์

๒. การจัดองค์กร (Organizing) เป็นสิ่งสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งใดจะต้องมีการจัดโครงสร้างอย่างชัดเจนทั้งสายงานจัดบุคคลากรตามสายบังคับบัญชา การแบ่งหน้าที่ของฝ่ายงานอย่างเป็นระบบงาน และมีทีมงานในการดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

๓. การบังคับบัญชา (Commanding) มีการตัดสินใจสั่งการที่เป็นกัลยาณมิตร การสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการบังคับบัญชาดูแลตรวจสอบและติดตาม

๔. การประสานงาน (Coordinating) ทั้งภายในองค์กรและระหว่างองค์กร ดังนั้นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์เพื่อประสานงานต่างๆ และให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ

๕. การควบคุม (Controlling) จำเป็นต้องมีการควบคุม ดูแลทรัพยากรที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า เพื่อให้การจัดการมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลโดยผ่านองค์ประกอบพฤติกรรม ๕ ประการ คือ

       ๑) การมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ (Idealized Influence) เป็นระดับพฤติกรรมการทำงานที่ผู้นำแสดงให้เห็นและเป็นกระบวนการทำให้ผู้ร่วมงานยอมรับ เชื่อมั่น ศรัทธา ภาคภูมิใจ ไว้วางใจในความสามารถ มีความเสียสละเพื่อประโยชน์ขององค์กร มีเป้าหมายชัดเจนและมั่นใจที่จะเอาชนะอุปสรรค์ การมีวิสัยทัศน์และการถ่ายทอดไปยังผู้ร่วมงาน มีความสามารถ มุ่งมั่น ตระหนักและทุ่มเท มีความสามารถในการจัดการ หรือควบคุมตนเอง เห็นคุณค่า มีคุณธรรมและจริยธรรม

         ๒) การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration Motivation) เป็นระดับพฤติกรรมที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการทำงาน ที่เป็นกระบวนการทำให้ผู้ร่วมงาน มีแรงจูงใจภายใน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน การตั้งมาตรฐานในการทำงานสูง มีการคิดเชิงบวกและเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมาย

         ๓) การกระตุ้นทางปัญญา (Intellectual Stimulation) เป็นระดับพฤติกรรมที่ผู้นำแสดงให้เห็นในการทำงานที่เป็นกระบวนการกระตุ้นผู้ร่วมงานให้เห็นวิธีการ หรือ แนวทางใหม่ในการแก้ปัญหา การมองปัญหาเชิงระบบในแง่มุมต่างๆ การวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้เหตุผลและข้อมูลหลักฐาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

          ๔) การคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล (Individualized Consideration) เป็นระดับพฤติกรรมที่ผู้นำแสดงให้เห็นถึงการคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีการเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีการติดต่อแบบสองทางและเป็นรายบุคคล มีการวิเคราะห์ความต้องการและให้คำแนะนำ รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้ร่วมงานได้พัฒนาตนเองและยึดหลักการบริหารงานแบบกระจายอำนาจ มีเทคนิคการ มอบหมายงาน ที่ดี

           ๕) การสร้างทีมงาน (Teams) การมีความสามารถหรือพลังงานพิเศษของบุคคล การรวมกันของกลุ่มคนขึ้นมาอย่างเหมาะสมและทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

บทความ โดย รศ.(พิเศษ) ดร.พรชัย เจดามาน

สรุปสาระสำคัญ

บทความ “ผู้นำในศตวรรษที่ 21 : ไทยแลนด์ 4.0” เน้นว่าผู้นำต้องเป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่มองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาส สามารถคาดการณ์ วางแผน และบริหารทั้งความเปลี่ยนแปลงและความต่อเนื่องอย่างสมดุล ท่ามกลางโลกที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสาร ผู้นำต้องเข้าใจการเปลี่ยนแปลง สร้างแผนกลยุทธ์ ดำเนินการอย่างมีส่วนร่วม และประเมินผลอย่างเป็นระบบ พร้อมเป็น Change Agent ที่มุ่งผลลัพธ์ขององค์กรโดยรวม เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์ เช่น SWOT เพื่อสร้างการรับรู้ร่วม

ผู้นำยุคใหม่ต้องมีวิสัยทัศน์ ยืดหยุ่น เปิดรับความคิดเห็น บริหารแบบประชาธิปไตย ประสานงาน สร้างเครือข่าย ลดความขัดแย้ง และสื่อสารกับสาธารณะ รวมถึงดูแลบุคลากรอย่างเป็นกัลยาณมิตร ทักษะสำคัญ ได้แก่ การสร้างทีม การแก้ปัญหา การวางแผน การสื่อสาร การตัดสินใจ ความฉลาดทางอารมณ์ การใช้เทคโนโลยี และการบริหารแบบยืดหยุ่น

ด้านการบริหาร ประกอบด้วย Planning, Organizing, Commanding, Coordinating, Controlling และพฤติกรรมผู้นำ 5 ด้าน ได้แก่ อิทธิพลเชิงอุดมการณ์ การสร้างแรงบันดาลใจ การกระตุ้นทางปัญญา การคำนึงถึงปัจเจกบุคคล และการสร้างทีม เพื่อให้องค์กรมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ข้อสอบ

ข้อ 1 ผู้นำการเปลี่ยนแปลงควรมอง “การเปลี่ยนแปลง” อย่างไร
ก. เป็นอุปสรรคที่ต้องหลีกเลี่ยง
ข. เป็นโอกาสในการพัฒนาองค์กร
ค. เป็นภาระของผู้บริหารระดับล่าง
ง. เป็นเรื่องของเทคโนโลยีเท่านั้น
เฉลย: ข
เหตุผล: แนวคิดหลักคือมองการเปลี่ยนแปลงเป็น “โอกาส”

ข้อ 2 ขั้นตอนแรกของการบริหารการเปลี่ยนแปลงคืออะไร
ก. ลงมือปฏิบัติทันที
ข. ประเมินผล
ค. เข้าใจการเปลี่ยนแปลง
ง. สร้างแรงจูงใจ
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องเข้าใจก่อนจึงกำหนดกลยุทธ์ได้ถูกต้อง

ข้อ 3 ข้อใดสะท้อนบทบาท Change Agent มากที่สุด
ก. เน้นผลงานรายบุคคล
ข. ปกปิดข้อมูลองค์กร
ค. มุ่งผลสำเร็จโดยรวมและเปิดเผยสถานการณ์
ง. ใช้อำนาจสั่งการ
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นภาพรวมและการรับรู้ร่วมขององค์กร

ข้อ 4 การบริหารแบบประชาธิปไตยคือข้อใด
ก. ผู้บริหารตัดสินใจคนเดียว
ข. ใช้กฎระเบียบเข้มงวด
ค. รับฟังและมีส่วนร่วม
ง. มอบหมายงานทั้งหมด
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการมีส่วนร่วม

ข้อ 5 หากองค์กรมีความขัดแย้งสูง ผู้นำควรทำอย่างไร
ก. ลงโทษทันที
ข. เพิกเฉย
ค. ประนีประนอมและไกล่เกลี่ย
ง. ย้ายบุคลากร
เฉลย: ค
เหตุผล: ลดความขัดแย้งด้วยการประนีประนอม

ข้อ 6 ทักษะใดสำคัญต่อการทำงานในยุคไทยแลนด์ 4.0 มากที่สุด
ก. การทำงานคนเดียว
ข. การใช้เทคโนโลยี
ค. การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง
ง. การทำตามคำสั่ง
เฉลย: ข
เหตุผล: เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

ข้อ 7 การวางแผนที่ดีควรมีลักษณะใด
ก. ตายตัว
ข. ซับซ้อน
ค. ยืดหยุ่นและชัดเจน
ง. เน้นระยะสั้น
เฉลย: ค
เหตุผล: ต้องปรับตามสถานการณ์ได้

ข้อ 8 พฤติกรรม “การกระตุ้นทางปัญญา” คือข้อใด
ก. ให้รางวัล
ข. สั่งงาน
ค. กระตุ้นให้คิดวิเคราะห์ใหม่
ง. ควบคุมงาน
เฉลย: ค
เหตุผล: เน้นการคิดเชิงสร้างสรรค์

ข้อ 9 การคำนึงถึงปัจเจกบุคคลหมายถึง
ก. ปฏิบัติต่อทุกคนเหมือนกัน
ข. มอบหมายงานเท่ากัน
ค. เข้าใจความแตกต่างและพัฒนาแต่ละคน
ง. ใช้กฎเดียวกัน
เฉลย: ค
เหตุผล: ยึดความแตกต่างรายบุคคล

ข้อ 10 หากองค์กรต้องการเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุด ควรเน้นสิ่งใด
ก. การควบคุมอย่างเดียว
ข. การสร้างทีมและประสานงาน
ค. การแข่งขันภายใน
ง. การลดบุคลากร
เฉลย: ข
เหตุผล: ทีมและการประสานงานทำให้งานราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

 
 

ความเห็นของผู้ชม