
เมื่อวันที่ 19 มี.ค. คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมช.ศึกษาธิการ รักษาการ รมว.ศธ. เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุม
1.นิเทศการศึกษา
2.การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา และ
3. การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
1. การย้ายกรณีปกติ
2. การย้ายกรณีพิเศษ และ
3. การย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ
โดย การย้ายผู้บริหารการศึกษา ทุกกรณี ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 เสนอรายชื่อให้ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอนุมัติย้าย เมื่อ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอนุมัติการย้ายแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งบรรจุและแต่งตั้ง
ที่มา ; เดลินิวส์ ศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2564
ข่าวเดียวกัน
ไฟเขียวเกณฑ์ศึกษานิเทศก์-ร่างเกณฑ์การย้ายข้าราชการครู
เมื่อวันที่ 19 มีนาคม คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า
1. กำหนดให้ศึกษานิเทศก์ทุกคนทำข้อตกลงในการพัฒนางานกับผู้บังคับบัญชาชั้นต้น เป็นประจำทุกปี ซึ่งข้อตกลงในการพัฒนางาน ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
- ส่วนที่ 1 ข้อตกลงในการพัฒนางานตามมาตรฐานตำแหน่งและมาตรฐานวิทยฐานะ
- ส่วนที่ 2 ข้อตกลงในการพัฒนางานที่เสนอเป็นประเด็นท้าทายในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู หรือการพัฒนาสถานศึกษาหรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน
โดยมีรอบการประเมินปีงบประมาณละ 1 ครั้ง ในแต่ละรอบการประเมินต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการบริหารงานบุคคล ได้แก่ ใช้เป็นคุณสมบัติในการขอรับการประเมินเพื่อให้มีวิทยฐานะหรือเลื่อนวิทยฐานะ ใช้เป็นผลการประเมินเพื่อคงวิทยฐานะ (มาตรา 55) และใช้เป็นองค์ประกอบในการประเมิน เพื่อพิจารณาเลื่อนเงินเดือน สำหรับการยื่นคำขอ ให้ยื่นได้ตลอดปี ภาคเรียนละ 1 ครั้ง โดยหากยื่นไว้แล้ว ต้องได้รับแจ้งมติไม่อนุมัติก่อน จึงจะยื่นในวิทยฐานะเดิมได้” คุณหญิงกัลยากล่าว
2. ส่วนการประเมิน กำหนดให้มีการประเมิน 2 ด้าน สำหรับชำนาญการและชำนาญการพิเศษ
-ด้านที่ 1 ด้านทักษะการวางแผนพัฒนาการนิเทศการศึกษา กลยุทธ์ สื่อ นวัตกรรม หรือเทคโนโลยี และ
-ด้านที่ 2 ด้านผลลัพธ์ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู หรือการพัฒนาสถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษา ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน ฯลฯ
-ด้านที่ 3 ด้านผลงานทางวิชาการ (สำหรับวิทยฐานะเชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ)
3. การยื่นคำขอ ให้ยื่นคำขอและหลักฐานประกอบการประเมินผ่านระบบการประเมินวิทยฐานะดิจิทัล
4. เกณฑ์การตัดสิน ในแต่ละด้านต้องได้คะแนนจากกรรมการแต่ละคน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 65 สำหรับวิทยฐานะชำนาญการ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 ร้อยละ 75 และร้อยละ 80 สำหรับวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ ตามลำดับ โดยหลักเกณฑ์และวิธีการฯ นี้
5. ผลใช้บังคับ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564
6.ยื่นคำขอผ่านระบบ DPA ได้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 เป็นต้นไป
โดย (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการย้ายฯ สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้
1.การย้ายผู้บริหารการศึกษา มี 3 กรณี
1. การย้ายกรณีปกติ ได้แก่ การย้ายกรณีครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยให้ดำเนินการย้ายให้แล้วเสร็จก่อนที่จะบรรจุและแต่งตั้งบุคคลจากบัญชีผู้ได้รับการคัดเลือก
2. การย้ายกรณีพิเศษ ได้แก่ การย้ายเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง หรือการย้ายเนื่องจากถูกคุกคามต่อชีวิต หรือการย้ายเพื่อดูแลบิดามารดา คู่สมรส บุตร ซึ่งเจ็บป่วยร้ายแรง โดยต้องมีเอกสารหลักฐานทางราชการ หรือทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ประกอบการพิจารณาด้วย และ
3. การย้ายเพื่อความเหมาะสมและประโยชน์ของทางราชการ ได้แก่ การย้ายเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการศึกษา หรือการย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
โดยการย้ายผู้บริหารการศึกษา ทุกกรณี ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 เสนอรายชื่อให้ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอนุมัติย้าย เมื่อ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ พิจารณาอนุมัติการย้ายแล้ว ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา 53 สั่งบรรจุและแต่งตั้งต่อไป
ที่มา ; มติชนออนไลน์ วันที่ 19 มีนาคม 2564
คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของศึกษานิเทศก์ โดยกำหนดลักษณะงาน 3 ด้าน ได้แก่ การนิเทศการศึกษา การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา และการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ กำหนดให้ศึกษานิเทศก์ทำข้อตกลงพัฒนางาน (Performance Agreement: PA) กับผู้บังคับบัญชาทุกปี แบ่งเป็นงานตามมาตรฐานตำแหน่ง และประเด็นท้าทายที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน มีการประเมินปีละ 1 ครั้ง ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 และใช้ผลประเมินเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ คงวิทยฐานะ และพิจารณาเงินเดือน
การประเมินแบ่งเป็นด้านทักษะการนิเทศและด้านผลลัพธ์ต่อคุณภาพการศึกษา และเพิ่มด้านผลงานวิชาการสำหรับระดับสูง เกณฑ์ผ่านแตกต่างตามวิทยฐานะ และให้ยื่นผ่านระบบดิจิทัล (DPA)
นอกจากนี้ ยังเห็นชอบหลักเกณฑ์การย้ายผู้บริหารการศึกษา สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยแบ่งเป็น 3 กรณี คือ การย้ายปกติ (ครบวาระ 4 ปี) การย้ายกรณีพิเศษ (เช่น เจ็บป่วยหรือเหตุจำเป็น) และการย้ายเพื่อประโยชน์ทางราชการ ทุกกรณีต้องเสนอให้ อ.ก.ค.ศ. พิจารณาอนุมัติ ก่อนมีคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อให้การบริหารงานบุคคลมีมาตรฐาน โปร่งใส และเกิดประสิทธิภาพในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ข้อใด “ไม่ใช่” ลักษณะงานของศึกษานิเทศก์ตามเกณฑ์ใหม่
ก. การนิเทศการศึกษา
ข. การบริหารงบประมาณสถานศึกษา
ค. การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษา
ง. การพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
ข้อตกลงในการพัฒนางาน (PA) มีความสำคัญอย่างไร
ก. ใช้เฉพาะเลื่อนเงินเดือน
ข. ใช้เฉพาะเลื่อนตำแหน่ง
ค. ใช้บริหารงานบุคคลหลายด้าน
ง. ใช้ประเมินเฉพาะผลงานวิจัย
คะแนนประเมินขั้นต่ำต่อรอบที่ศึกษานิเทศก์ต้องได้คือข้อใด
ก. 60%
ข. 65%
ค. 70%
ง. 75%
การประเมินศึกษานิเทศก์ระดับชำนาญการ เน้นด้านใด
ก. ผลงานวิจัยเท่านั้น
ข. ทักษะนิเทศและผลลัพธ์การพัฒนา
ค. การบริหารงบประมาณ
ง. การบริหารบุคลากร
ระบบ DPA มีบทบาทสำคัญอย่างไร
ก. ใช้จัดสรรงบประมาณ
ข. ใช้ยื่นคำขอและประเมินวิทยฐานะ
ค. ใช้ตรวจสอบวินัย
ง. ใช้จัดสอบแข่งขัน
การย้ายผู้บริหารกรณีปกติ หมายถึงข้อใด
ก. ย้ายเพราะเจ็บป่วย
ข. ย้ายเพราะถูกคุกคาม
ค. ย้ายครบวาระ 4 ปี
ง. ย้ายเพื่อพัฒนาองค์กร
ข้อใดเป็นตัวอย่าง “การย้ายกรณีพิเศษ”
ก. ครบวาระ
ข. ย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพ
ค. ย้ายเพราะเจ็บป่วยร้ายแรง
ง. ย้ายตามคำสั่งทั่วไป
การย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการมีวัตถุประสงค์หลักคืออะไร
ก. ลดภาระงานครู
ข. เพิ่มเงินเดือน
ค. แก้ปัญหาและพัฒนาคุณภาพการศึกษา
ง. ลดจำนวนบุคลากร
ใครเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการย้ายผู้บริหารการศึกษา
ก. รัฐมนตรีว่าการ ศธ.
ข. ผู้อำนวยการโรงเรียน
ค. อ.ก.ค.ศ. สำนักงานปลัด ศธ.
ง. สพฐ.
หลักเกณฑ์ใหม่ช่วยพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลอย่างไร
ก. ลดขั้นตอนทั้งหมด
ข. เพิ่มความคลุมเครือ
ค. สร้างมาตรฐาน โปร่งใส ตรวจสอบได้
ง. ลดบทบาทผู้บริหาร
คลิกเฉลย >>>